
สุดระทึกเพลิงไหม้กุฏิไม้ไผ่วัดโลกโมฬี พระเณรแตกตื่นเร่งดับเพลิงจ้าละหวั่น เจ้าหน้าที่นำรถดับเพลิง 4 คันระดมฉีดน้ำนานกว่า 30 นาทีถึงควบคุมเพลิงไว้ได้ ก่อนเข้าตรวจสอบจุดเกิดเหตุโชคดีไม่มีผู้บาดเจ็บ และไม่มีของเก่าแก่ทางวัดเสียหาย คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ประมาณค่าความเสียหายราว 2 แสนบาท เมื่อเวลา 20.00 น. ของช่วงคำวันที่ 27 มิถุนายน 2555 ร.ต.ท.ชัยยะ จันทร์เต็บ ร้อยเวรสอบสวน สภ.ช้างเผือก ได้รับแจ้งเหตุไฟไหมที่วัดโลกโมฬี ตั้งอยู่ที่ 229 ถนนมณีนพรัตน์ ตำบลศรีภูม อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่งานป้องกันสาธารณภัยเทศบาลนครเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่กูภัย รุดไปตรวจสอบยังจุดเกิดเหตุ เมื่อถึงที่เกิดเหตุพบพระภิกษุและสามเณรจำนวนกว่า 20 รูป กำลังเร่งขนของออกจากกุฏิที่มีเพลิงลุกไหม้และช่วยกันดับเพลิงอย่างจ้าละหวั่น ในจุดเกิดเหตุเป็นกุฏิไม้ไผ่มุงกระเบื้องมีห้องติดกันจำนวน 4 ห้องภายในมีทรัพย์สมบัติ และหนังสือประกอบการเรียน ของสามเณรที่นอนประจำอยู่ในห้องที่เกิดเพลิงลุกไหม้ทั้ง 4 ห้อง เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจึงเร่งช่วยกันระดมฉีดน้ำ นานกว่า 30 นาที เพื่อดับเพลิงที่รุกไหม้อย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันการลุกลามของเพลิงไปยังกุฏิที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกัน จนกระทั่งไฟที่ลุกไหม้มอดดับลง เบื้องต้นจากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บจากการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้แต่อย่างใด มีเพียงทรัพย์สินของสามเณรจำนวนทั้งสิ้น 7 องค์และกุฎิที่พักเท่านั้นที่ได้รับความเสียหาย จากการสอบถามพระปลัด ดร.ดวงคำ อภิวัฑฒโน เจ้าอาวาสวัดโลกโมฬี จ.เชียงใหม่ เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุเป็นเวลาที่ทางพระภิกษุและสามเณรกำลังนั่งท่องหนังสืออยู่ในอุโบสถ จึงไม่มีผู้ใดอยู่ภายในกุฏิหลังดังกล่าว จนกระทั่งท่องหนังสือเสร็จจึงเดินออกมาจากอุโบสถเพื่อกลับเข้ายังกุฏิที่ตั้งอยู่ใกล้ๆกับจุดเกิดเหตุและสังเกตเห็นเพลิงกำลังลุกไหม้อย่างหนักจึงตกตะโกนเรียกพระภิกษุและสามเณรภายในวัดให้รีบช่วยกันดับเพลิง พร้อมทั้งรีบแจ้งให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยดับเพลิงทราบ ซึ่งระหว่างรอเจ้าหน้าที่อยู่นั้นทั้งพระภิกษุและสามเณรต่างก็ช่วยกันตักน้ำมาดับเพลิงที่โหมไหม้ แต่กุฏิหลังดังกล่าวก่อสร้างด้วยไม้ไผ่ จึงทำให้เพลิงลุกไหม้อย่างรวดเร็วจนไม่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ดับดพลิงมาถึงจุดเกิดเหตุและเร่งระดมฉีดน้ำจนสามารถควบคุมเพลิงไว้ได้ในที่สุด ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าการเกิดเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้น่าจะเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรประกอบกับกุฏิหลังดังกล่าวเป็นกุฏิไม้ไผ่ที่ก่อสร้างมานานมีอายุราว 11 ปีแล้ว รวมทั้งภายในกุฏิยังมีสายไฟและปลักไฟเก่าที่เสื่อมสภาพ ซึ่งคาดว่าก่อนเกิดเหตุเพลิงไหม้สามเณรที่พักในห้องอาจจะเสียบปลักไฟทิ้งไว้แล้วปลักไฟอาจเกิดช็อตขึ้นจนทำให้เกิดประกายไฟจนทำให้เพลิงลุกไหม้ขึ้นมา นอกจากนี้ขณะดับเพลิงยังได้เกิดเหตุหม้อแปลงบริเวณหน้าวัดระเบิดขึ้นอีกจนเจ้าหน้าที่ต้องทำการตัดไฟภายในพื้นที่ของวัดและบริเวณใกล้เคียงเพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดลงจรและเกิดไฟลุกไหม้ไปยังจุดต่างๆของวัด อย่างไรก็ตามเบื้องต้นจากการตรวจสอบความเสียหายของเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ไม่พบวัตถุโบราณและพระเก่าแก่ของทางวัดเสียหายแต่อย่างใด พบเพียงกุฏิที่พนะเณรอาศัยอยู่ถูกไฟไหม้ 1 หลังและทรัพย์สินที่เป็นของสามเณร ซึ่งประมาณความเสียหายจากการเกิดเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ราว 2 แสนบาท