โพลาคอสเมติคส์

“โพลาคอสเมติคส์”เครื่องสำอางสัญชาติญี่ปุ่นจัดงานประชุมตัวแทนจำหน่ายที่เชียงใหม่  พร้อมเปิดตัวสินค้าใหม่ ผู้บริหารเผยกุญแจสำคัญที่ทำให้มัดใจลูกค้ามาได้ 84 ปี คือ คุณภาพสินค้า การบริการ และการบอกต่อแบบปากต่อปาก เผยแผนเพิ่มโชว์รูมเป็น 10 แห่งผนวกลูกค้าเก่า-ใหม่ ตั้งเป้ายอดขายภาคเหนือปีนี้ดึงยอดรวมโต 10 เปอร์เซ็นต์ พร้อมปั้นเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า-ข้อมูลสู่อาเซียน

บริษัท โพลาคอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงานประชุมผู้แทนจำหน่ายภาคเหนือ พร้อมทั้งเปิดตัว Whitissimo ซึ่งเป็นสินค้าตัวใหม่จากโพลา ณ โรงแรมเซ็นทารา ดวงตะวัน เชียงใหม่ เมื่อวันที่ผ่านมา  โดย นายมาสะโนบุ คุสะคะเบะ กรรมการผู้จัดการโพลาประเทศไทย กล่าวถึงหัวใจของการดำเนินธุรกิจของโพลาว่า “ความพอใจของลูกค้าก็คือความพอใจของเรา” นับถึงปัจจุบัน โพลาดำเนินธุรกิจในญี่ปุ่นมานานถึง 84 ปี และในประเทศไทยกว่า 50 ปี นายมาสะโนบุ เปิดเผยว่า เอกลักษณ์ของโพลาที่แตกต่างจากเครื่องสำอางยี่ห้ออื่นและกุญแจสำคัญที่ทำให้สามารถดำเนินธุรกิจมาได้อย่างยาวนาน ได้แก่ คุณภาพของสินค้าและ บริการที่ประทับใจ และการโฆษณาแบบปากต่อปากโดยผู้ที่ใช้สินค้าแล้วได้ผล

“เป็นเรื่องของสินค้าระดับพรีเมียมที่จะช่วยผิวพรรณดีขึ้น ลูกค้าของโพลามีทุกเพศทุกวัย คนวัยทำงานก็มี ลูกค้าที่เป็นผู้หญิงก็จะนำไปบอกต่อให้กับผู้หญิงคนอื่นๆ ซึ่งผู้หญิงที่ใช้สินค้าโพลาแล้วผิวดี ผิวสวยจะเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพของสินค้าไปในตัวอยู่แล้ว ถือเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า สิ่งที่ทำให้โพลาอยู่มายาวนานกว่า 90 ปีในญี่ปุ่นก็คือการบอกแบบปากต่อปากต่อกันไปเรื่อยๆ ของลูกค้านี่เอง” กรรมการผู้จัดการโพลาประเทศไทย กล่าว

สำหรับตลาดเครื่องสำอางในปัจจุบัน นายมาสะโนบุ มองว่าเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูง แต่ก็มีการแข่งขันที่สูงมากเช่นกัน ดังนั้น กลยุทธ์ที่โพลาใช้จึงจำเป็นต้องแตกต่างจากเครื่องสำอางรายอื่นๆ ในญี่ปุ่น โดยจะเน้นการสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ตลอดจนเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าด้วยช่องทางใหม่อย่างโชว์รูมในอนาคต ซึ่งโพลามีเป้าหมายที่จะเปิดโชว์รูมในประเทศไทยเพิ่มให้ได้เป็น 10 แห่งภายในสิ้นปีนี้ จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 3 แห่งในกรุงเทพมหานคร

นายมาสะโนบุ กล่าวว่า “ข้อแรกก็คือ มีคนที่ให้ความสำคัญกับความสวยความงามมากขึ้นทำให้สินค้าขายดีขึ้น ข้อที่สองคือ การที่โพลาเข้าไปแนะนำสินค้าให้ถึงบ้านทำให้ลูกค้าประทับใจในบริการและอยากใช้ไปเรื่อยๆ ข้อที่สามก็คือ ลูกค้าเข้าถึงโพลาได้ง่ายขึ้น ในอนาคตจะมีการเพิ่มโชว์รูมมากขึ้น”

“ตอนนี้มีที่กรุงเทพ 3 ร้าน และเป้าหมายในปีนี้คือ 10 ร้าน รวมทั้งเชียงใหม่และหาดใหญ่ด้วย โดยเฉพาะเชียงใหม่เป็นทำเลที่ดี โดยโชว์รูมจะเป็นร้านที่ให้คำแนะนำทางด้านความสวยความงาม ให้บริการนวด และขายสินค้าด้วย” ผู้บริหารชาวญี่ปุ่นกล่าวเสริม

ทางด้านกลยุทธ์และยอดขายในประเทศไทยของโพลา นายมาสะโนบุ เปิดเผยว่า 3 ปีที่ผ่านมา ยอดขายในประเทศไทยเติบโตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ โดยในปีที่แล้ว (2555) มูลค่ายอดขายอยู่ที่ 400 ล้านบาท และในปีนี้ได้คาดการการเจริญเติบโตไว้ที่อย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์

สำหรับศักยภาพของตลาดในเชียงใหม่และภาคเหนือนั้น กรรมการผู้จัดการเครื่องสำอางสัญชาติญี่ปุ่นรายนี้มองว่า ทางบริษัทคาดหวังกับผลการดำเนินธุรกิจในเขตภาคเหนืออย่างมาก โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่ที่กำลังพัฒนาศักยภาพในหลายๆ ด้าน เช่น การคมนาคมขนส่ง การท่องเที่ยว เป็นต้น ซึ่งโพลาคาดการณ์การเติบโตเฉพาะเขตภาคเหนือในปีนี้ไว้ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้ โพลาจึงจะใช้เขียงใหม่เป็นฐานสำคัญอีกแห่งหนึ่ง เพราะยอดขายในภาคเหนือมีมูลค่าใกล้เคียงกับยอดขายในกรุงเทพมหานคร และกำลังจะมากกว่าในอนาคต

นายมาสะโนบุ กล่าวว่า “เชียงใหม่เป็นพื้นที่ที่สำคัญที่สุดในเขตพื้นที่ และทางบริษัทก็คาดหวังในภาคเหนือมาก เพราะว่าในอนาคตภาคเหนือจะมีรถไฟความเร็วสูง มีทางด่วน จำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถือว่ามีศักยภาพอย่างมาก นอกจากนี้ เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกเดินทางเข้ามามาก เรื่องความสวยความงามก็น่าจะเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่นักท่องเที่ยวเหล่านั้นใส่ใจ”

นอกจากจังหวัดเชียงใหม่แล้ว อนาคตโพลายังมีแผนที่จะขยายตลาดด้วยการไปเปิดโชว์รูมในจังหวัดสำคัญในภาคเหนือ โดยเฉพาะในแถบชายแดนพม่าและลาวอย่างจังหวัดเชียงรายด้วย หลังจากนั้น โพลาจอาจพิจารณาให้จังหวัดเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางในการการะจายสินค้าและการให้ข้อมูลต่างๆ เข่นเดียวกับศูนย์ในกรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการใช้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในการเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงลูกค้าในประเทศอาเซียนอื่นๆ ให้มากขึ้น
“ก่อนหน้านี้ กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลางทางด้านการขายและการให้ข้อมูล แต่ต่อจากนี้อาจจะมีการเปลี่ยนจากกรุงเทพฯ เป็นเชียงใหม่เพื่อที่จะเป็นศูนย์การขายและการเผยแพร่ข้อมูลไปสู่ลาวและพม่า นอกจากนี้ จะมีการใช้ประโยชน์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในการขยายตลาดออกไปในประเทศอาเซียนอื่นๆ ด้วย” นายมาสะโนบุ กล่าว

นอกจากนี้ กรรมการผู้จัดการโพลาประเทศไทย เปิดเผยถึงกลยุทธ์ในการทำการตลาดในอนาคตด้วยว่า โพลาจะเน้นเปิดโชว์รูมเพิ่มขึ้นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยจะมีบริการต่างๆ ในโชว์รูมที่ครบครันเพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่า ตลอดจนดึงดูดลูดค้าใหม่ไปพร้อมๆ กัน ซึ่ง นายมาสะโนบุ เชื่อว่า การผสมผสานบริการดังกล่าวจะสามารถตอบสนองความต้องการให้ลูกค้าทั้งสองกลุ่มได้เป็นอย่างดี

“ลูกค้าเก่าหลายคนใช้โพลามาอย่างยาวนาน ลูกค้าเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็มาจากวิธีการปากต่อปากทั้งนั้น ซึ่งเราก็มีการให้คำแนะนำด้านความงามกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ส่วนลูกค้าใหม่ เราจะใช้โชว์รูมในการดึงดูดลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้าได้มากขึ้น หลังจากนี้เมื่อมีโชว์รูม ทั้งลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ก็น่าจะประทับใจ เพราะลูกค้าเก่าจะสะดวกมากขึ้น ไม่ต้องรอให้ไปถึงบ้านก็มาติดต่อที่โชว์รูมได้เลย ส่วนลูกค้าใหม่ เช่น วัยรุ่นที่สนใจด้านความงาม พอเห็นร้านแล้วก็อยากแวะเข้ามาดู เป็นการผสมผสานบริการผ่านโชว์รูม” ผู้บริการโพลาประเทศไทยกล่าวเสริม

ช่วงท้าย นายมาสะโนบุ กล่าวว่า ตนรู้สึกยินดีที่โพลาได้รับความสนใจจากกลุ่มลูกค้าวัยรุ่นไทยอายุประมาณ 20-30 ปีมากยิ่งขึ้น จากเมื่อก่อนที่มีแต่กลุ่มลูกค้าวัยสูงอายุเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ ตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยเองก็มีอายุเฉลี่ยน้อยลงด้วย ซึ่งถือเป็นสิ่งท้าทายสำหรับโพลาในการเปิดตลาดกับลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ

“เมื่อก่อนกลุ่มลูกค้าของโพลาคือคนอายุช่วงวัย 40-50 ปี แต่ตอนนี้เรามุ่งเจาะกลุ่มลูกค้าช่วงอายุ 30 ปี โดยลูกค้าในกลุ่มวัยรุ่นประมาณ 30 ปีนี้ เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์โพลาแล้วได้ผลก็จะนำไปบอกต่อกับคนกลุ่มเดียวกันซึ่งจะกลายมาเป็นลูกค้าเราต่อไป ซึ่งในประเทศไทยปัจจุบันนี้ผู้ขายและผู้ใช้ที่อายุ 20-30 ปีมีจำนวนเพิ่มขึ้นมากจาก เมื่อก่อนโพลาเป็นสินค้าที่คนอายุมากหน่อยจะใช้ แต่เดี๋ยวนี้วัยรุ่นก็เริ่มใข้กันแล้ว ด้านผู้จำหน่ายก็อายุน้อยลงเรื่อยๆ เช่นกัน ซึ่งเราดีใจและรู้สึกดี” ผู้บริหารชาวญี่ปุ่นกล่าวปิดท้าย

You must be logged in to post a comment Login