อันตรายจากมือถือ

เป็นข่าวฮือฮา กรณีแอร์โฮสเตสเสียชีวิตเนื่องจากไฟฟ้าช็อต ขณะที่คุยโทรศัพท์มือถือ จนเสียชีวิตในเวลาต่อมา วันนี้มาคุยกันเรื่องอันตรายที่แฝงมากับโทรศัพท์มือถือ ที่เราๆอาจจะไม่รู้ตัว ปัจจุบันประชากรกว่า 1.4 พันล้านคนทั่วโลกพกพาโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ในประเทศไทยมีผู้ใช้กว่า 20 ล้านคน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น แต่การใช้โทรศัพท์มือถือแนบหูครั้งละนานๆ จะทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ โดยในระยะสั้นจะมีอาการปวดหู ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว มึนงง ขาดสมาธิ และเกิดความเครียดนอนไม่หลับ ส่วนผลในระยะยาว อาจทำให้เกิดโรคความจำเสื่อม โรคมะเร็งสมอง มะเร็งเม็ดเลือดขาว เป็นต้น ดังนั้น เพื่อป้องกันอันตรายในอนาคต ผู้ใช้มือถือควรใช้แต่ละครั้งให้น้อยลง ใช้อุปกรณ์หูฟังทุกครั้ง เพราะจะทำให้ได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าน้อยลง หลีกเลี่ยงการใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ขวบ เพราะคลื่นแม่เล็กไฟฟ้าจะผ่านกะโหลกศีรษะของเด็กเข้าสู่เยื่อสมองได้ลึกกว่าของผู้ใหญ่ ไม่ใช้มือถือในขณะขับรถ เพราะทำให้ขาดสมาธิและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย หลีกเลี่ยงการใช้ในขณะเติมน้ำมันรถยนต์ เพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ สำหรับหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ควรจะให้ข้อมูลข่าวสารทางวิชาการที่ถูกต้อง และทันเหตุการณ์กับประชาชน เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านความปลอดภัยในการใช้โทรศัพท์มือถือ รวมทั้งมีมาตรการควบคุมอันตรายที่จะเกิดขึ้น ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับอันตรายจากการใช้โทรศัพท์มือถือในประเทศไทย มีประสิทธิภาพในอนาคต นักวิจัยได้เปิดเผยผลการศึกษาในสัตว์ทดลองที่ศึกษามานานกว่า 7 ปี พบว่า การใช้โทรศัพท์มือถือมีผลกระทบต่อความเปลี่ยน แปลงในระดับเซลล์ของมนุษย์ทำให้การซ่อมแซมดีเอ็นเอในร่างกายเสื่อมสมรรถภาพ และมีความเป็นไปได้ทำให้เกิดเนื้องอกหรือ มะเร็งที่สมองได้ จากการศึกษาดังกล่าว นักวิจัยได้นำไปศึกษาต่อในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งสมอง พบว่าเนื้องอกที่สมองมีความ สัมพันธ์กับการใช้โทรศัพท์มือถือ กล่าวคือพบว่าผู้ป่วยที่เป็นเนื้องอกในสมองจะเป็นข้างเดียวกับข้าง ที่ใช้โทรศัพท์ ถ้าถือ โทรศัพท์มือถือข้างขวาก็เป็นเนื้องอกที่สมองข้างขวา และยังพบว่าในเนื้องอกนั้นมีเซลล์ลักษณะพิเศษที่พบเฉพาะ ในผู้ที่ใช้ โทรศัพท์มือถือ ซึ่งนักวิจัยพยายามหาข้อมูลเชิงระบาดวิทยาให้มากขึ้น เพื่อยืนยันผลการทดลองดังกล่าว  นอกจากนี้คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศอังกฤษ ยังได้ออกประกาศเตือนประชาชน โดยเฉพาะวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 16 ปี ไม่ควรใช้โทรศัพท์มือถือ เพราะเชื่อว่า ช่วงอายุดังกล่าวสมองของเด็กวัย รุ่นยังเติบโต พัฒนาไม่เต็มที่ อีกทั้งกะโหลกศีรษะไม่หนาพอที่จะรับผลกระทบจากคลื่นแม่เหล็กหรือรังสีจากโทรศัพท์ มือถือได้อย่างเต็มเม็ด เต็มหน่วย อย่างไรก็ตามจากการศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพ จากโทรศัพท์มือถือทั่วโลก ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการใช้ โทรศัพท์มือถือครั้งละ 1 นาที10 ครั้ง ติดต่อกัน ช่วงระยะเวลาหนึ่ง กับการใช้โทรศัพท์มือถือ ครั้งละ 10 นาที มีอันตราย มากน้อยต่างกันหรือไม่อย่างไร อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศนั้นมีคำแนะนำให้ผู้ที่จำเป็นต้องใช้โทรศัพท์มือถือเป็นประจำ ให้ใช้อุปกรณ์แฮนด์ฟรีช่วย เพื่อให้ปริมาณและอัตราการใช้โทรศัพท์มือถือห่างสมองมากที่สุด  ขณะเดียวกันก็มีนักวิจัยถกเถียงเรื่องแฮนด์ฟรีนี้อยู่มากว่า จะช่วยบรรเทาผลกระทบต่อสมองได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจาก พลังงานคลื่นแม่เหล็กจากโทรศัพท์มือถือจะมีมากที่สุดขณะที่มีสายเรียกเข้าซึ่งระหว่างนั้น เสาสัญญาณจะปล่อยพลังงาน ออกมาก เพื่อรับส่งสัญญาณผมจึงอยาก แนะนำว่าโทรศัพท์มือถือใน ยุคนี้สมัยนี้อาจจะมีความจำเป็นสำหรับประชาชนอยู่ เพราะฉะนั้นหากจำเป็นต้องใช้ ขอให้ใช้น้อยที่สุด และเมื่อมีสัญญาณ โทรศัพท์เรียกเข้ามา กดรับสายให้ห่างตัวสักพักจึงค่อยนำมาแนบหู เพื่อความปลอดภัย เพราะผลกระทบทบจากโทรศัพท์มือถือ ทุกระบบ ทุกยี่ห้อ ไม่ได้แสดงออก ให้เห็นทันทีทันใด แต่จะเป็นผลสะสมระยะยาว จะรู้ได้อย่างไรว่ามือถือที่ใช้อยู่นั้นมีอันตรายหรือเปล่า ? ในขณะนี้ไม่มีใครมั่นใจในความปลอดภัยของการใช้โทรศัพท์มือถือ มีนักวิทยาศาสตร์หลายท่านพยายามลดความหวาดกลัวของผู้คน นักวิทยาศาสตร์ Mr.Olle Johanson จากสถาบัน Karolinska กล่าวว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของการใช้โทรศัพท์มือถือในวันนี้อาจกลายเป็นฝันร้ายในอนาคต ซึ่งมีความเป็นไปได้ ว่าอีก 30 ปีข้างหน้า เราจะมาสงสัยกันว่าเรายอมให้รังสีไมโครเวฟที่มีความถี่สูงขนาดนี้วิ่งผ่านศีรษะเราได้อย่างไร โทรศัพท์มือถือที่เราใช้อยู่จะมีอันตรายได้อย่างไร ?  เนื่องจากเสาอากาศของโทรศัพท์มือถือได้แผ่รังสี ซึ่งเป็นรังสีชนิดเดียวกับที่ใช้อุ่นและทำอาหารของเตาไมโครเวฟ เพียงแต่มีปริมาณน้อยกว่ามาก ทั้งนี้วิทยาศาสตร์ยังไม่มีหลักฐานที่เด่นชัดถึงผลที่จะเกิดอันเนื่องมาจากการส่งผ่านความร้อนของคลื่นไมโครเวฟ ผ่านเซลล์ของมนุษย์ การใช้มือถือจะเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งหรือไม่ ? จากผลการทดลองกับหนู ได้แสดงให้เห็นว่า มีการเปลี่ยนแปลง และยีนต์ DNA ถูกทำลายลงเป็นผลมาจากรังสีไมโครเวฟซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่แผ่ออกมาจากโทรศัพท์มือถือ ยังมีอันตรายอะไรอีกไหม ที่มีผลมาจากรังสีไมโครเวฟ ?ผลจากการศึกษาในประเทศอเมริกา ได้กล่าวว่า รังสีที่จะทำลายเซลล์ประสาท เซลล์ตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์มารดา โรคต้อกระจก การ เปลี่ยนแปลงทางเคมีของโลหิต และยัง เป็นสาเหตุให้เกิดความอ่อนแอในระบบภูมิคุ้มกัน เด็กๆ จะมีความไวในการรับการกระตุ้นของคลื่นไมโครเวฟมากกว่าหรือไม่ ? โดยทั่วไปแล้ว เด็กจะไวต่อการกระตุ้นจากสารเคมีต่างๆ ที่จะเกิดกับร่างกายของมนุษย์ จากการรายงาน ในประเทศออสเตรเลีย สรุปว่า เด็กจะดูดซับรังสีไมโครเวฟในอัตราที่สูงกว่าผู้ใหญ่ถึง 3 เท่า ไม่ว่าจะมีวิธีแก้หรือลดความเสี่ยงอย่างไร การรู้จัก “ความพอดี” ในการใช้โทรศัพท์มือถือน่าจะเป็นหลักสำคัญในงานวิจัยชิ้นนี้ได้ดีนัก เพราะไม่เพียงแต่ไม่ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพแล้วยังไม่ต้องจ่ายค่าบริการที่มากตามไปด้วย คงจะไม่คุ้มนักที่จะต้องเสียเงินจ่ายทั้งค่าบริการโทรศัพท์และค่ารักษาสุขภาพควบคู่กัน เพียงแค่ต้องการคุยโทรศัพท์นานๆ

You must be logged in to post a comment Login