กว่าจะเป็นเมืองเชียงใหม่ เมืองเก่าแก่ และมีประวัติการสร้าง อันน่าภาคภูมิใจ

0
12136
เชียงใหม่เป็นเมืองเก่าแก่และมีประวัติการสร้างอันน่าภาคภูมิใจ กษัตริย์ผู้ทรงสร้างนครเชียงใหม่คือ “พญามังรายมหาราช” (พ่อขุนเม็งรายมหาราช) พระองค์ทรงรวบรวมบ้านเล็กเมืองน้อยบนแผ่นดินล้านนาไทยให้เป็นผืนแผ่นดินเดียวกัน รวมเป็นอาณาจักรล้านนาไทยอันกว้างใหญ่ไพศาล
ต่อไปนี้เป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้นตั้งแต่เริ่มตั้งอาณาจักรล้านนาจนกระทั่งเป็นเมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน
ปี พ.ศ. 1804 พญามังมังรายทรงก่อตั้งอาณาจักรล้านนา โดยได้ขึ้นครองเมืองหรัญนครเงินยางเชียงแสน
ปี พ.ศ. 1805 พญามังรายได้ขยายอำนาจลงมาทางตอนใต้ เนื่องจากทรงหรั่นเกรงกองทัพมองโกลที่กำลังจะยึดยูนนาน พม่า และตังเกี๋ย พระองค์ทรงสร้างเชียงรายขึ้นเป็นศูนย์กลางขึ้นเป็นศูนย์กลางของการรวบรวมเมืองต่าง ๆ ในเขตลุ่มน้ำกกขึ้นเป็นแคว้นโยน
ปี พ.ศ. 1830 พญามังรายเริ่มแผ่อิทธิพลมายังเมืองในเขตที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง คือแคว้นหริภุญไชย
ปี พ.ศ. 1835 พญามังรายทรงนำทัพเข้ามาจากเมืองฝาง ตีเมืองหริภุญไชย แล้วผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นโยน กลายเป็นอาณาจักรที่เรียกกันว่า “อาณาจักรล้านนา”
ปี พ.ศ. 1837 พญามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายสร้างเวียงกุมกาม (ปัจจุบันอยู่ในเขตท้องที่หมู่ 11 ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่) ริมฝั่งแม่ระมิงค์ (แม่น้ำปิง)
ปี พ.ศ. 1839 ทรงย้ายจากเวียงกุมกามมาสร้างเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ โดยเชิญพระสหายคือพ่อขุนรามคำแหงแห่งเมืองสุโขทัยและพญางำเมืองแห่งเมืองพะเยา เป็นที่ปรึกษาวางผังเมือง
ล้านนาได้แผ่แสนยานุภาพไปถึงแพร่ น่าน พิษณุโลก มีอารยธรรม ศิลปวัฒนธรรม ภาษาพูดเป็นของตนเอง
ปี พ.ศ. 1912 พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งในรัชสมัยพญากือนาและพระเจ้าติโลกราช โดยอาราธนาพระสุมนเถระจากสุโขทัยขึ้นมาเผยแผ่พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์
ปี พ.ศ. 1916 พญากือนาโปรดให้สร้างเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่พระสมุนเถระอัญเชิญมาจากสุโขทัยไว้ที่เจดีย์วัดพระธาตุดอยสุเทพและเจดีย์วัดบุปผาราม (วัดสวนดอก)
ปี พ.ศ. 2020 พญาติโลกราช ทรงจัดให้มีการสังคายนาพระไตรปิฏกขึ้น ซึ่งเป็นครั้งที่ 8 ของโลก ในช่วงเวลานี้อาณาจักรล้านนามีความเจริญรุ่งเรืองในทุกด้าน
ปี พ.ศ. 2068 ในสมมัยพระเมืองแก้ว ถือเป็นยุคทองของวรรณกรรมล้านนา มีวรรณกรรมพุทธศาสนาที่สำคัญเกิดขึ้นหลายเรื่อง อาทิ จามเทวีวงศ์, ชินกาลมาลีปกรณ์, ตำนานมูลศาสนา, ปัญญาสชาดกและสิหิงคนิทาน เป็นต้น แต่หลังจากสิ้นรัชสมัยพระเมืองแก้ว กษัตริย์องค์ที่ 14 แห่งราชวงศ์มังรายแล้ว เชียงใหม่เริ่มเสื่อมลงจนถึงยุคของพระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ ปี พ.ศ. 2101 พระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่าสามารถยึดเชียงใหม่ได้ แต่ยังคงให้พระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ปกครองเชียงใหม่ในฐานะเจ้าประเทศราช ต้องส่งส่วยและต้นไม้ทองต้นไม้เงินเป็นบรรณาการ ให้กองทหารพม่า 10,000 นายกำกับการบริหารราชการแผ่นดิน
ปี พ.ศ. 2107 พม่าปลดพระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ จากราชบัลลังก์ แต่งตั้งพระนางวิสุทธิเทวีเป็นเจ้าผู้ครองนคร แต่เมื่อพระนางสวรรคตแล้วพม่าได้แต่งตั้งเจ้านายและข้าราชการของพม่ามาปกครองเชียงใหม่รวม 17 คน เป็นเวลานานถึง 216 ปี ช่วงเวลานี้เชียงใหม่ตกอยู่
ภายใต้อำนาจทั้งของพม่าและกรุงศรีอยุธยา (รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช)
ปี พ.ศ. 2275 พระญาสุลวะฤาไชยนามเดิม “หนานทิพย์ช้าง” พยายามรวบรวมกำลังเพื่อเป็นอิสระจากพม่าหรือเพื่อ “ฟื้นม่าน” ได้ขับไล่กองกำลังพม่าออกจากวัดพระธาตุลำปางหลวงและได้ครองเมืองลำปาง
ปี พ.ศ. 2307 พม่าเข้ายึดลำปางคืนได้และแต่งตั้งเจ้าชายแก้วบุตรพระญาสุลวะฤาไชย ครองลำปาง
พม่าซึ่งรักษาเมืองต่าง ๆ กดขี่ข่มเหงชาวล้านนา เกณฑ์ไพร่พลไปทำสงคราม เรียกเก็บทรัพย์สินและเสบียงอาหาร สร้างความเจ็บแค้น ไม่พอใจแก่ขุนนาง ชาวเมืองล้านนาจึงได้พยายามลุกขึ้นกอบกู้เอกราชของตน แต่เนื่องจากขาดกำลังจึงทำการไม่สำเร็จ
ปี พ.ศ. 2314 พระเจ้ากรุงธนบุรียกกองทัพมาตีเชียงใหม่ พระญาจ่าบ้านได้ชักชวนเจ้ากาวิละบุตรเจ้าฟ้าชายแก้วแห่งลำปางเข้าร่วมกองทัพไทยขับไล่พม่าออกจากล้านนา
ปี พ.ศ. 2319 เจ้ากาวิละ ซึ่งเป็นหลานของหนานทิพย์ช้าง ได้ร่วมกับพญาจ่าบ้าน (บุญมา) ขุนนางเมืองเชียงใหม่เข้าสวามิภักดิ์กองทัพพระเจ้าตาก ทำการต่อสู้ขับไล่พม่าออกจากล้านนาได้สำเร็จ จึงรวมเชียงใหม่เข้ากับสยาม พระเจ้ากรุงธนบุรีทรงแต่งตั้งพระญาจ่าบ้าน เป็นพระยาวชิรปราการครองนครเชียงใหม่ และทรงแต่งตั้งเจ้ากาวิละเป็นพระญากาวิละครองนครลำปาง โดยขึ้นกับกรุงธนบุรี แต่พม่าไม่ละความพยายามได้ยกทัพมาตีเชียงใหม่อีกหลายครั้ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้พระญากาวิละเจ้าผู้ครองนครลำปางเป็นพระยาวชิรปราการ สืบต่อจากพระญาจ่าบ้าน เป็นเจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 1 ต้นราชวงศ์ทิพย์จักร หรือ ต้นราชวงศ์ของเจ้านายฝ่ายเหนือสายสกุล “เจ้าเจ็ดตน” บุตรหลาน พระญาสุลวะฤาไชย ที่ปกครองเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูนและลำปาง
เชียงใหม่มีฐานะหัวเมือง ประเทศราชในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เจ้าเมืองมีอาญาสิทธิ์ในการปกครอง เศรษฐกิจ การศึกษาและวัฒนธรรมประเพณี เยี่ยงพระมหากษัตริย์ กรุงเทพฯกำหนดหน้าที่ของเจ้าเมือง 4 ประการ คือ 1.ช่วยป้องกันพระราชอาณาเขต 2.ช่วยขยายพระราชอาณาเขต 3.ช่วยเหลือในการสงคราม และ 4.ส่งเครื่องราชบรรณาการและต้นไม้เงินต้นไม้ทองทุก 3 ปี พ.ศ. 2339 พระเจ้ากาวิละ ทรงใช้เวลา 14 ปีในการรื้อฟื้นสร้างเมืองเชียงใหม่ โดยได้ทรงรวบรวมพลเมืองที่หลบหนีไปอยู่ตามป่าให้กลับมาอยู่ในเมืองเชียงใหม่ พร้อมกันนั้นได้ไปรวบรวมผู้คนจากสิบสองปันนา ไทใหญ่ ไทลื้อ ไทเขิน อพยพเข้ามาอยู่ในเชียงใหม่
ซึ่งเป็นยุค “เก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” ปี พ.ศ. 2399 เจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์ เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ยุคนี้ชาวอังกฤษและคนในบังคับของอังกฤษ (ชาวพม่า, อินเดีย) เดินทางเข้ามาติดต่อค้าขายและเช่าทำป่าไม้เป็นจำนวนมาก และยังเริ่มมีการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ขึ้นในเชียงใหม่นำโดยหมอดาเนียล แม็กกิลวารี ปี พ.ศ. 2416 หลังการทำสนธิสัญญาเชียงใหม่กับอังกฤษ เพื่อแก้ปัญหากรณีพิพาทเรื่องป่าไม้และปัญหาความวุ่นวายทางชายแดน รัฐบาลสยามได้ส่งข้าราชการมาควบคุมดูแล แนะนำ ประสานงานให้เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ปฏิบัติตามสนธิสัญญา อำนาจของเจ้าผู้
ครองนครเชียงใหม่จึงเริ่มลดลงปี พ.ศ. 2427 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ดำเนินการปฏิรูปการปกครองรวมหัวเมืองประเทศราชล้านนา ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน จัดตั้งขึ้นเป็นมณฑลพายัพ หรือ มณฑลลาวเฉียง
โดยได้ส่งกรมหมื่นพิชิตปรีชากรขึ้น มาเป็นข้าหลวง ดำเนินการวางรากฐานการปฏิรูปการปกครองสู่การเป็นมณฑลเทศาภิบาล ทำให้เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ต้องสูญเสียผลประโยชน์และอำนาจในการปกครองปี พ.ศ. 2442 รัฐบาลกรุงเทพฯ ได้ยกเลิกหัวเมืองประเทศราชล้านนา โดยรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพระราชอาณาจักร ดำเนินการจัดตั้งเป็นมณฑลเทศาภิบาล โดยมอบอำนาจบริหารการปกครองให้แก่ข้าหลวง ส่วนเจ้าผู้ครองนครยังคงดำรงตำแหน่งประมุขเพียงในนาม เท่านั้น จนเมื่อเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้ายถึงแก่พิราลัย ในปี พ.ศ. 2482 รัฐบาลจึงได้ยกเลิกตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ลงปี พ.ศ. 2464 รถไฟได้เปิดเส้นทางมาถึงเชียงใหม่ ทำให้การติดต่อกับกรุงเทพฯ สะดวกยิ่งขึ้น ในช่วงเวลานี้ธุรกิจการค้าขายของเชียงใหม่ขยายตัวและมาพ่อค้าคนจีนเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเชียงใหม่มากขึ้นปี พ.ศ. 2476 คณะราษฏรเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้ยกเลิกระบบมณฑลเทศาภิบาล เมืองเชียงใหม่ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักร ก็มีฐานะเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศไทยนับแต่นั้นมา
ข้อมูลประกอบ : หนังสือประวัติศาสตร์ล้านนา โดยสรัสวดี อ๋องสกุล
รวบรวมโดย
จักรพงษ์ คำบุญเรือง

ร่วมแสดงความคิดเห็น