ลูกแฝด เลือกเพศ อุ้มบุญ LGBTมีลูกปังไหม?

ภาวะมีบุตรยากเป็นปัญหาที่พบได้ร้อยละ 10-20 ของกลุ่มประชากร มีหลายสาเหตุโดยมักเป็นปัญหาจากฝ่ายชายครึ่งหนึ่งและฝ่ายหญิงอีกครึ่งหนึ่ง และพบมากขึ้นในคู่สมรสอายุมากขึ้น คู่สมรสที่แต่งงานอยู่ร่วมกันโดยไม่คุมกำเนิดนานเกิน 1 ปีและยังไม่มีบุตรจะถือว่ามีภาวะมีบุตรยาก

ประเทศไทยมีอัตราเกิดของประชากรลดลงมาโดยตลอด ทำให้ขณะนี้เรากำลังอยู่ในสังคมผู้สูงอายุ โดยมีจำนวนเด็กที่เกิดในครอบครัวที่พร้อมเลี้ยงดูน้อย กระทบต่อโครงสร้างประชากร เศรษฐกิจและสังคม แม้การมีบุตรยากจะไม่มีผลกระทบโดยตรงทางกายแต่มีผลต่อสภาพจิตใจและสังคมของคู่สมรสที่ต้องการมีบุตรแต่ไม่สมหวัง

🔹การดูแลเบื้องต้นได้แก่ การทำร่างกายให้แข็งแรง น้ำหนักตัวเหมาะสม รับประทานผักและธัญพืชสะอาด ออกกำลังกาย นอนหลับให้เพียงพอ จะช่วยให้ไข่และอสุจิมีสุขภาพดีขึ้น แต่การกระทำที่มากเกินไป เช่น ออกกำลังกายหรือลดน้ำหนักอย่างหนักก็อาจมีผลต่อทั้งไข่และอสุจิ ทั้งนี้ปัจจัยที่สำคัญมากต่อความสำเร็จในการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์คืออายุ คู่สมรสที่มีอายุมากกว่า 30 ปี จะมีโอกาสตั้งครรภ์สมบูรณ์น้อยกว่าคู่อายุน้อยกว่า 30 ปี

🔹การตรวจหาสาเหตุ ถ้าถ้าจะเริ่มจากการรับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้วยการซักถามและตรวจร่างกาย บางครั้งอาจไม่ต้องใช้เครื่องมือราคาแพง เป็นเพียงตรวจสุขภาพทั่วไป และตรวจเตรียมความพร้อมก่อนการมีบุตร เช่น เตรียมฉีดวัคซีนหรือตรวจมะเร็งปากมดลูกก่อนที่จะวางแผนการตั้งครรภ์ แต่ส่วนใหญ่ต้องตรวจน้ำเชื้อของฝ่ายชาย ตรวจท่อนำไข่ ตรวจอัลตราซาวด์ฝ่ายหญิง รวมถึงความผิดปกติที่อาจเกี่ยวเนื่องกับฮอร์โมน ซึ่งแพทย์จะอธิบายขั้นตอนและความจำเป็นการตรวจแต่ละอย่าง และผู้รับบริการสามารถวางแผนและตัดสินใจร่วมด้วย

🔹การใช้เทคโนโลยีช่วยการมีบุตร ขึ้นกับปัญหาของผู้รับบริการแต่ละคู่ว่ามีความผิดปกติด้านใดและมีโอกาสในการตั้งครรภ์แต่ละวิธีอย่างไร อาจเริ่มต้นจากการตรวจหาวันที่ไข่ตกด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ที่มีความแม่นยำสูง หรือการให้รับประทานเพื่อกระตุ้นไข่ ในกรณีที่ฝ่ายหญิงไม่มีไข่ที่สมบูรณ์ โดยอาจร่วมกับการฉีดอสุจิเข้าโพรงมดลูก

🔸การฉีดอสุจิเข้าโพรงมดลูก หรือการฉีดน้ำเชื้อ (intrauterine insemination; IUI) กระทำโดยให้ฝ่ายชายเก็บน้ำอสุจิออกมาในภาชนะปลอดเชื้อแล้วนำไป ปั่นล้าง ตกตะกอนเลือกตัวอสุจิที่คุณภาพดีที่สุด แล้วฉีดเข้าโพรงมดลูกของฝ่ายหญิงในเวลาที่คาดว่าไข่จะตก อัตราสำเร็จจากวิธีนี้มีเพียงไม่เกินร้อยละ 15 เนื่องจากบางคู่มีปัญหาที่ไข่หรืออสุจิมากเกินกว่าจะสำเร็จด้วยวิธีนี้

🔸การทำเด็กหลอดแก้ว (invitro-fertilization; IVF) มีกระบวนการทำเริ่มจาก แพทย์ตรวจประเมินแล้วสั่งยากระตุ้นไข่ให้ฉีดทุกวันอย่างน้อย 10 วันและตรวจประเมินไข่พบแพทย์ทุก 2-4 วันในช่วง 2 สัปดาห์แรก จนพบว่าได้ไข่ที่เหมาะสม ก็จะดูดเก็บไข่ออกมา จากนั้นนำไข่ที่ได้ผสมกับตัวอสุจิที่เตรียมไว้จากฝ่ายชาย แล้วเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจนมีการแบ่งตัวพัฒนาเป็นตัวอ่อน จึงย้ายกลับโพรงมดลูก และแช่แข็งตัวอ่อนที่เหลือ หลังย้ายตัวอ่อนแล้วฝ่ายหญิงต้องรับฮอร์โมนพยุงการตั้งครรภ์ และมาตรวจดูการตั้งครรภ์ในอีก 2 สัปดาห์ต่อมา โดยทั่วไปอัตราสำเร็จของเด็กหลอดแก้วอยู่ที่ร้อยละ 20-30 แต่ในคู่ที่มีปัญหาน้อย และอายุน้อย ก็จะมีโอกาสตั้งครรภ์สูงถึงร้อยละ 50-60

🔹เทคโนโลยีสามารถทำลูกแฝดได้หรือไม่❓
จุดมุ่งหมายของการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์คือ การทำให้คู่สมรสมีการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์และคลอดทารกที่สมบูรณ์แข็งแรง ซึ่งการตั้งครรภ์บุตร 1 คนต่อ 1 การตั้งครรภ์เป็นวิถีธรรมชาติที่มีความปลอดภัยกว่าการตั้งครรภ์แฝด 3-5 เท่า การทำลูกแฝดจึงไม่ใช่ความตั้งใจของแพทย์ที่จะให้หญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงต่อเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ความดันโลหิตสูง-ชัก ทารกตัวเล็ก คลอดก่อนกำหนด นอนโรงพยาบาลนานและอาจมีภาวะแทรกซ้อนติดตัวเด็กจนโต อย่างไรก็ตามการใช้เทคโนโลยีบางกรณีก็มีเหตุที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่น บังเอิญได้ไข่ 2 ใบ หรือตัวอ่อนไม่แข็งแรงไม่สามารถทนต่อการแช่เข็งได้ จึงจำเป็นต้องย้ายตัวอ่อนมากกว่า 1 ตัวและเกิดเป็นครรภ์แฝดได้

🔹เทคโนโลยีสามารถเลือกเพศได้หรือไม่❓
การตรวจคัดโครโมโซม มีจุดเริ่มต้นจากการต้องการตรวจคัดกรองโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ เช่น ตรวจหาทารกดาวน์ซินโดรม หรือธาลัสซีเมีย เพื่อหลีกเลี่ยงการทำแท้งทารกที่ไม่สมบูรณ์ แต่โครโมโซมเพศ X และ Y เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องตรวจประเมินความสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม การคัดเลือกเพศทำให้เกิดการรบกวนสมดุลของประชากรในสังคม และเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของการเป็นมนุษย์เพศใดเพศหนึ่ง แพทยสภาไทยจึงประกาศว่าการคัดเลือกตัวอ่อนให้กระทำด้วยเหตุผลทางการแพทย์เท่านั้น ผู้ฝ่าฝืนเลือกเพศอาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตในการเป็นแพทย์ได้

🔹อุ้มบุญสามารถทำโดยถูกกฎหมายหรือไม่❓
การทำการอุ้มบุญสามารถทำได้ตามเหตุอันสมควรที่ฝ่ายหญิงมีหลักฐานชัดเจนว่าไม่สามารถตั้งครรภ์ จึงต้องขอให้หญิงอื่นมาตั้งครรภ์แทน โดยใช้ตัวอ่อนที่เกิดจากอสุจิของสามีและไข่ของตนเอง แต่มีข้อบังคับหลายอย่าง เช่น กำหนดให้หญิงอุ้มบุญต้องมีสัญชาติเดียวกับคู่สมรส มีอายุอยู่ในช่วง 20-40 ปี และเคยคลอดบุตรมาไม่เกิน 3 ครั้ง คู่สามีภรรยาและหญิงตั้งครรภ์แทน จะต้องนำส่งเอกสารต่อกระทรวงสาธารณสุขเพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายการอุ้มบุญที่ผิดจริยธรรมหรือไม่ ก่อนจะได้รับเอกสารยืนยันบุตรตามกฎหมายของคู่สมรส ทั้งนี้เพื่อประเมินว่าทุกฝ่ายจะมีสุขภาพที่สมบูรณ์ต่อการให้กำเนิดทารกที่มีคุณภาพและไม่เป็นการค้ามนุษย์ สำหรับการกำหนดโทษของผู้ทำอุ้มบุญผิดกฎหมาย จะมีต่อบุคลากรการแพทย์ทุกระดับ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ พ.ศ.2558

🔹หากไม่มีทะเบียนสมรส เช่นคู่รัก LGBT สามารถรับบริการได้หรือไม่❓
ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ พ.ศ.2558 ระบุให้ใช้เทคโนโลยีเฉพาะในคู่สมรสที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น

➡️ช่องทางติดต่อศูนย์การแพทย์เพื่อการมีบุตร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ชั้น 2 อาคารศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ ดำเนินการทุกวันราชการ 9.00-12.00

📞ติดต่อสอบถามได้ที่ 053-934714 หรือ https://www.facebook.com/CMExFertility/ เท่านั้น ไม่มีการติดต่อผ่านนายหน้า ไม่มีการโอนเงินเพื่อจองคิวเข้าพบแพทย์ และไม่มีการโอนเงินเหมาจ่ายก่อนรับบริการ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : รศ.พญ.ทวิวัน พันธศรี อาจารย์ประจำหน่วยเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา และหัวหน้าศูนย์การแพทย์เพื่อการมีบุตร ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ มช.

ติดตามผ่านทาง Facebook : https://cmu.to/0x8IA

เรียบเรียง : นางสาวนันทพร ระบิน
ภาพ / ข่าว : กลุ่มงานสื่อสารองค์กร
งานประชาสัมพันธ์
คณะแพทยศาสตร์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ร่วมแสดงความคิดเห็น