“กสว.-เชียงใหม่” ร่วมแก้วิกฤติฝุ่น ทุ่มงบ ววน. กว่า 70 ล้าน มุ่งดันเชียงใหม่สู่เมืองใช้วิจัยอย่างแท้จริง

เชียงใหม่ 18 พฤษภาคม 2567 – คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) โดยกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เดินหน้านำงานวิจัยภายใต้การสนับสนุนของกองทุน ววน. แก้ไขปัญหาหมอกควัน ฝุ่นละองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 และปัญหาไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่อย่างเร่งด่วนตามโจทย์และความต้องการของจังหวัดเชียงใหม่ โดย สกสว. ได้สนับสนุนงานวิจัยจำนวน 16 โครงการ ภายใต้งบประมาณปี 2567 เป็นเงินทุนวิจัยรวมกว่า 70 ล้านบาท ใน 4 มิติเร่งด่วน ได้แก่ การแก้ปัญหาการลดไฟในพื้นที่ การจัดการระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ การแก้ปัญหาการลดไฟในพื้นที่เกษตร และการลดฝุ่นข้ามแดน โดยทุกภาคส่วนตั้งเป้าผลลัพธ์ทั้งลดปัญหาที่เคยเกิดขึ้น
ซ้ำ ๆ ในแต่ละพื้นที่ การมีชุดข้อมูลที่เชื่อมโยงการทำงานได้กับทุกภาคส่วน สามารถต่อยอดไปสู่การออกนโยบาย กฎหมาย หรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาคเกษตรกรรมที่แต่เดิมใช้วิธีการเผาป่าในช่วงหลังเก็บเกี่ยวและเพาะปลูก

ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) เปิดเผยว่า แต่ละปีประเทศไทยมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะการวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนทั้งปัจจุบันและในอนาคต หลายปีที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำงานวิจัยมาใช้เป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศ จึงได้จัดตั้งให้มีกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ กองทุน ววน. ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการปฏิรูประบบ ววน. โดยมีคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ กสว. ทำหน้าที่กำหนดและขับเคลื่อนนโยบาย รวมถึงจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณของประเทศให้เหมาะสม เพื่อให้กองทุน ววน. ได้เข้าไปสนับสนุนด้านต่าง ๆ ตามนโยบายและทิศทางที่สภานโยบายได้กำหนดไว้อย่างมีทิศทางตามที่ประเทศต้องการ

ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การนำผลงานวิจัยไปใช้ในสนับสนุนยุทธศาสตร์การพัฒนาของแต่ละจังหวัด รวมถึงการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนในแต่ละพื้นที่เป็นเป้าหมายสำคัญในปีนี้ของกองทุน ววน. ซึ่งปัจจุบันได้มีการเร่งนำงานวิจัยที่ได้รับเงินทุนสนับสนุนเข้าไปช่วยสร้างผลลัพธ์และผลกระทบเชิงบวกต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังได้ร่วมทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานระดับท้องถิ่น เพื่อให้คณะทำงานได้รับทราบถึงปัญหาและผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือได้รับแนวทางการแก้ไขที่สอดคล้องกับบริบท มีประสิทธิภาพ ภายในระยะเวลาที่เร่งด่วนและเหมาะที่สุด 

โดยเชียงใหม่เป็นหนึ่งในจังหวัดที่ได้มีการทำงานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นเมืองที่สำคัญในมิติเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวของประเทศ อีกทั้งยังอยู่ภายใต้เป้าหมายของการนำวิจัยเข้าไปตอบโจทย์ปัญหาที่กำลังเผชิญและต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน อย่างปัญหาหมอกควัน ฝุ่นละองขนาดเล็กหรือ PM 2.5 และปัญหาไฟป่า ซึ่งปัจจุบันทั้งรัฐบาล หน่วยงานส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานทางด้านวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้เร่งระดมทางออกให้กับจังหวัดเชียงใหม่มาอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายลดวิกฤตของเมืองเชียงใหม่ที่ปัจจุบันเป็นเมืองที่มีค่ามลพิษติดอันดับโลกให้กลับสู่ภาวะปกติที่เอื้อต่อการอยู่อาศัย
การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ความเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมของประเทศ พร้อมส่งเสริมให้เป็นเมืองที่ใช้ประโยชน์จากกองทุนส่งเสริม ววน. อย่างเข้มข้น เพื่อให้ภาคการบริหารท้องถิ่นมีความเข้มแข็งมากกว่าที่ผ่านมา

            “จังหวัดเชียงใหม่ต้องเผชิญกับภาวะไฟป่าและค่ามลพิษที่ยังคงเพิ่มสูงอย่างต่อเนื่อง โดยความสำคัญของงานวิจัยจะช่วยให้ผู้ดำเนินงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้รับทราบถึงความซับซ้อนของปัญหาที่สะสมมาอย่างยาวนาน นำมาสู่โซลูชันในการแก้ไขที่เป็นระบบ รวมทั้งเป็นแนวทางเชิงรุกที่สามารถคลี่คลายปัญหาได้ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการแจ้งเตือนสถานการณ์ความเสี่ยง การควบคุมเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที การจำกัดจำนวนการเกิดเหตุไฟป่า การช่วยรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ การสร้างความร่วมมือกับชาวบ้านเพื่อเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญในการแก้ไขปัญหา อีกทั้งยังสามารถนำไปใช้ในพื้นที่อื่น ๆ ที่มีแนวโน้มประสบปัญหาเดียวกันซึ่งจะทำให้งานวิจัยที่ได้รับการสนับสนุนมีความยั่งยืนและมีโอกาสนำไปใช้เป็นวงกว้าง”

ด้านนายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ปัญหาหมอกควันและไฟป่าที่เกิดขึ้นใน 
จ.เชียงใหม่ มีปัจจัยจากหลากหลายด้าน ซึ่งหลัก ๆ จะมาจากหมอกควันข้ามแดนจากจุดความร้อนในประเทศและประเทศใกล้เคียงที่มีเป็นจำนวนมาก การทำการเกษตรที่เกษตรกรและประชาชนอาจยังไม่เข้าใจวิธีการที่ถูกต้อง ตลอดจนการมีนวัตกรรม ชุดข้อมูล เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาที่ยังไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมานั้นภาคส่วนการปกครองและการบริหารส่วนท้องถิ่นของเชียงใหม่ได้มีการแก้ไขสถานการณ์มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การขอความร่วมมือจากภาคประชาชน การปิดป่าอนุรักษ์ การปฏิบัติการขอฝนหลวง รวมทั้งการจัดทำแผนงาน และการออกนโยบายต่าง ๆ เพื่อบังคับใช้ในพื้นที่ อีกทั้งยังมีการบูรณาการ
ความร่วมมือจากกลุ่มหน่วยงานภาครัฐเพื่อร่วมกันคลี่คลายวิกฤติและทำให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด

“การปฏิบัติการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควันกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นับเป็นอีกแนวทางสำคัญที่จะทำให้วิกฤติคลี่คลายได้เร็วขึ้น โดยที่ผ่านมาทางเชียงใหม่ได้มีการนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาใช้แล้วแต่อาจยังไม่ทั่วถึง และบางนวัตกรรมอาจยังไม่ครอบคลุมกับปัญหาทั้งหมด แต่อย่างไรก็ตาม ทางจังหวัดมีความยินดีและมั่นใจเป็นอย่างยิ่งใจว่าทั้ง 16 โครงการวิจัยที่ทางสกสว. และกองทุนววน. ได้สนับสนุนมานั้นจะไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือเฉพาะในระยเวลาสั้น ๆ เท่านั้น แต่สามารถนำไปเชื่อโยงกับพื้นที่ที่กำลังเผชิญกับปัญหา และพื้นที่ที่มีความเสี่ยง โดยการนำงานวิจัยมาใช้ยังเป็นการสร้างแรงจูงใจให้การปกครองส่วนท้องถิ่นเห็นความสำคัญในการพัฒนาพื้นที่ที่สามารถใช้ควบคู่ไปกับการออกนโยบาย ยกระดับเมืองเชียงใหม่ให้เกิดการใช้วิจัยเพื่อสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ สังคม และอื่น ๆ ที่เป็นบริบทสำคัญของจังวัดได้อย่างเข้มข้น”

นายทศพล กล่าวทิ้งท้ายว่า ประเทศไทยมีผลงานวิจัยจำนวนมากที่ยืนยันว่าฝุ่นละอองขนาดเล็กส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน ทำให้การรักษาสมดุลมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพให้คงอยู่อย่างยั่งยืน นับเป็นโจทย์
ความท้าทายของพื้นที่ เมื่อผลการจัดอันดับเมืองใหญ่พบว่าจังหวัดเชียงใหม่มีมลพิษมากที่สุดติดอันดับโลก ดังนั้น หากมี
การถอดบทเรียนจากสภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น เพื่อร่วมกันหาแนวทางการบริหารจัดการอย่างเป็นรูปธรรม หลังจังหวัดเชียงใหม่
มีการปรับโครงสร้างให้องค์กรส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมนำเทคโนโลยีและงานวิจัยมาเชื่อมโยง แก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และ
ฝุ่นละออง PM 2.5 ภายใต้การสนับสนุบงบประมาณจากกองทุน ววน. จะช่วยให้จังหวัดเชียงใหม่ได้รับผลกระทบเชิงบวก
จากงานวิจัยทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการจัดสรรการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเป็นระบบที่จะเป็นแรงจูงใจไม่ให้เผาและบุกรุกป่า ค่านิยมของประชาชนจากความเข้าใจถึงผลกระทบและช่วยกันลดปัญหาต่าง ๆ ให้น้อยลง โครงการสร้าง
การเพาะปลูก และการทำเกษตรกรรมที่จะมีพืชเศรษฐกิจใหม่ ๆ ในแต่ละพื้นที่ การกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือ
กับประเทศเพื่อนบ้านในด้านองค์ความรู้ การร่วมบริหารจัดการและป้องกัน รวมถึงนโยบายความร่วมมือระหว่างประเทศ
ที่สามารถกำหนดได้ร่วมกัน

รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า สกสว. เป็นหน่วยงานที่มีพันธกิจสำคัญในการจัดทำ และขับเคลื่อนนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ของประเทศให้ไปสู่การปฏิบัติ รวมถึงดำเนินการจัดสรรงบประมาณของกองทุน ววน. ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อส่งเสริมให้มีการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมในระบบ ววน. ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เกิดผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น สกสว. พร้อมนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมในระบบ ววน. มาร่วมขับเคลื่อนและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่วิกฤตเร่งด่วน ซึ่งจากการดำเนินงานร่วมกันในพื้นที่นำร่อง จ. เชียงใหม่ พบว่าการแก้ปัญหาสำคัญของประเทศให้เป็นรูปธรรมต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการร่วมกันบูรณาการข้อมูลและส่งต่อผลงานอย่างเป็นระบบ รวมถึงต้องมีเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับผู้ใช้ และผู้ได้รับประโยชน์อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำความคิดเห็นไปปรับกระบวนการขับเคลื่อนให้ตอบโจทย์และความต้องการของจังหวัดเชียงใหม่ ตามที่ได้มีการหารือร่วมกันมากที่สุด ดังนั้น การหารือในครั้งนี้จะทำให้ กสว. และหน่วยงานทุกภาคส่วนได้รับทราบภาพรวมความคืบหน้าการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมในระบบ ววน. มาขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่วิกฤติเร่งด่วนด้วยผลงาน ววน. ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ 

โดยกองทุนววน. และสกสว. ได้มีการประเมินผลลัพธ์จาการสนับสนุน 16 โครงการวิจัยใน 4 มิติเร่งด่วนไว้คือ 

  • โครงการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาการลดไฟในพื้นที่ป่า จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนมีแรงจูงใจในการรักษาผืนป่า
    มากกว่าเดิม ต่อเนื่องไปถึงความเข้าใจเรื่องคาร์บอนเครดิต ที่ปัจจุบันกำลังมีความสำคัญในเชิงเศรษฐกิจและความยั่งยืน สามารถนำมาสร้างรายได้ให้กับชุมชน อีกทั้งจะช่วยในเรื่องของการรู้วิธีการบริหารจัดการไฟป่าของชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ การมีระบบติดตามและการวิเคราะห์โอกาสความเสี่ยงที่แม่นยำผ่านการใช้เทคโนโลยีเชิงลึกและงานวิจัย
  • การจัดการระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือบิ๊กดาต้า ที่จะช่วยให้ข้อมูลที่มีทั้งหมดสามารถแก้ไขปัญหาไฟป่า 
    – ปัญหาฝุ่นควันที่แต่เดิมมีความซับซ้อน ลดการเกิดการเผาไหม้ซ้ำ ๆ  และสามารถนำข้อมูลไปจัดทำแผนและมาตรการต่าง ๆ ได้เพิ่มเติม ได้แก่ ข้อมูลชุดที่ 1 สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และมลพิษทางอากาศ ข้อมูลด้านจุดความร้อน (Hotspot) ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาในปัจจุบัน ข้อมูลชุดที่ 2 ด้านอุตุนิยมวิทยา และสภาพของพื้นที่ ข้อมูลชุดที่ 3 ด้านการป้องกันผลกระทบและวิธีการเยียวยา ข้อมูลชุดที่ 4 ข้อมูลเพื่อการบริหารจัดการ การลดสาเหตุ การรองรับการเผชิญเหตุ และรองรับการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ โดยทั้ง 4 ชุดข้อมูลนี้ยังมีโอกาสที่จะเชื่อมโยงไปสู่การกำกับและติดตามค่าฝุ่น PM 2.5 ในภาพรวมทั้งประเทศที่ดำเนินงานโดยกรมควบคุมมลพิษ และพ.ร.บ.อากาศสะอาดและมาตรการสร้างแรงจูงใจในการลดฝุ่น PM 2.5 ของกรรมการร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด 
  • การแก้ปัญหาการลดไฟในพื้นที่เกษตร การทำให้ชุมชนปรับเปลี่ยนระบบเกษตรเป็นการปลูกพืชแบบไม่เผา และมีนวัตกรรม / วิธีทำเกษตรที่เป็นรูปธรรมที่สามารถสร้างรายได้ใหม่ที่ดีกว่าเดิมโดยเฉพาะหลังกระบวนการเก็บเกี่ยวและก่อนเริ่มทำการเพาะปลูก การปรับเปลี่ยนจากพืชล้มลุกเป็นพืชที่มีมูลค่าสูง เช่น กาแฟ แมคคาเดเมีย อะโวคาโด หรือ 
    ไม้ยืนต้นและไม้โตเร็วที่มีศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนและโครงการวิจัยในกลุ่มนี้ยังมุ่งให้มีการนำเศษวัสดุทางการเกษตรไปทำพลังงานชีวมวลทดแทนพลังงานเชื้อเพลิง ซึ่งจะทำให้ทั้งเกษตรกร ผลผลิต และไร่นาแต่ละพื้นที่มีความยั่งยืนขึ้น 
  • การลดฝุ่นข้ามแดน ซึ่งจะช่วยให้ประเทศเพื่อนบ้านนำแนวทางการลดฝุ่น (Best Practice) ไปขยายผลกับการผลิตการเกษตรภายในประเทศ รวมถึงเกิดการถ่ายอดองค์ความรู้ที่สำคัญที่สามารถใช้ได้ร่วมกันระหว่างสามประเทศ คือ ไทย ลาว เมียนมา และถอดบทเรียนการพัฒนาและการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพในการลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินงานของ สกสว. โดยกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือกองทุน ววน. 
ได้มีการสนับสนุนทุนวิจัยในประเด็นดังกล่าว จำนวน 16 โครงการ ภายใต้งบประมาณปี 2567 เป็นเงินทุนวิจัยรวมกว่า 
70 ล้านบาท โดยมุ่งขับเคลื่อน 4 มิติเร่งด่วน ได้แก่ 1. การแก้ปัญหาการลดไฟในพื้นที่ (จำนวน 5 โครงการวิจัย) 2. การจัดการระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (จำนวน 6 โครงการวิจัย) 3. การแก้ปัญหาการลดไฟในพื้นที่เกษตร (จำนวน 4 โครงการวิจัย) และ
4.การลดฝุ่นข้ามแดน (จำนวน 1 โครงการวิจัย)  

เกี่ยวกับการสนับสนุนทุนวิจัย 4 ในมิติเร่งด่วน ประกอบด้วย

 มิติการแก้ปัญหาการลดไฟในพื้นที่ป่า ประกอบด้วยโครงการวิจัยจำนวน 5 โครงการ ได้แก่  1.การจัดการฐานข้อมูลและแผนบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีส่วนร่วมโดยชุมชนและแพลตฟอร์มเพื่อสนับสนุนกลไกการจ่ายค่าตอบแทนระบบนิเวศ (PES) ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม 2.การประเมินบริการจากระบบนิเวศอย่างมีส่วนร่วมเพื่อส่งเสริมกระบวนการตัดสินใจ 3.การพัฒนาฐานข้อมูลและเครื่องมือสำหรับการจัดการเชื้อเพลิงเพื่อป้องกันและ ควบคุมไฟป่า และฝุ่นละออง PM2.5 4. การพัฒนากระบวนการ Payment for Ecosystem Services (PES) สำหรับพื้นที่เขตป่าอนุรักษ์ และเขตป่าสงวนแห่งชาติ ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ 5. การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายจากบทเรียนการวิจัยและนวัตกรรมการบริหารจัดการไฟป่าอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนากลไกการจ่ายค่าตอบแทนระบบนิเวศ (PES) เพื่อลดพื้นที่เผาไหม้และฝุ่นละออง PM2.5 แบบมีส่วนร่วมในชุมชนต้นแบบ พื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่

มิติที่การจัดการระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ประกอบด้วยโครงการวิจัยจำนวน 6 โครงการ ได้แก่ 1. การพัฒนาระบบบัญชีข้อมูลและต้นแบบการบูรณาการและใช้ประโยชน์ข้อมูล เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 2.การวิเคราะห์เขตประสบมลพิษทางอากาศเชิงพื้นที่และเชิงเวลา ด้วยเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ 3.การพัฒนาต้นแบบแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อการพยากรณ์สำหรับการบริหารจัดการปัญหาฝุ่น PM2.5                               4.การใช้ประโยชน์ข้อมูลขนาดใหญ่ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการสำหรับวางแผนตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จเพื่อการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันPM2.5 5. การปรับปรุงแบบจำลองพยากรณ์คุณภาพอากาศ WRF-Chem และแอปพลิเคชั่น FireD เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการเชื้อเพลิงชีวมวล และ 6. การจัดทำ เชื่อมโยง และบริหารจัดการฐานข้อมูลแบบบูรณาการเพื่อแก้ไข ปัญหา วิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 อย่างมีส่วนร่วมในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

มิติการแก้ปัญหาการลดไฟในพื้นที่เกษตร ประกอบด้วยโครงการวิจัยจำนวน 4 โครงการ ได้แก่ 1. ระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แก้ปัญหาการเผาและฝุ่นควันบนพื้นที่สูง 2. การส่งเสริมการจัดการเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 สำหรับภาคเกษตรอย่างยั่งยืนภายใต้มาตรฐานการผลิตพืช 3.การศึกษาเชิงนโยบายเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 ในภาคเกษตร 4. การจัดการชีวมวลในแปลงเกษตรที่สูงเพื่อลดการเผาในไร่ข้าวโพด และมิติการลดฝุ่นข้ามแดน ประกอบด้วยโครงการวิจัยจำนวน 1 โครงการ คือการพัฒนาความร่วมมือ ไทย-ลาว-เมียนมา ขับเคลื่อนการจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน

เกี่ยวกับงบประมาณในแผนงาน P24 เพื่อแก้ไขปัญหาและตอบสนองภาวะวิกฤติเร่งด่วนของประเทศ ให้แก่แผนงานย่อยรายประเด็น “งานวิจัย นวัตกรรมและการใช้ประโยชน์เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน ฝุ่นละออง PM 2.5 แบบมุ่งเป้าและบูรณาการ” 

มติที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กสว.) วาระพิเศษ ครั้งที่ 2/2566เมื่อวันจันทร์ที่ 28 สิงหาคม 2566 ได้อนุมัติงบประมาณในแผนงาน P24 แก้ไขปัญหาและตอบสนองภาวะวิกฤติเร่งด่วนของประเทศ ให้แก่แผนงานย่อยรายประเด็น “งานวิจัยนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน ฝุ่นละออง PM 2.5 แบบมุ่งเป้าและบูรณาการ” ดังนี้

แผนงานย่อยรายประเด็น “งานวิจัยนวัตกรรมและการใช้ประโยชน์เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน ฝุ่นละออง PM 2.5 แบบมุ่งเป้าและบูรณาการ” โดยใช้งบประมาณ 2 ปี รวมจำนวน 155,000,000 บาท แบ่งเป็นงบประมาณในปีงบประมาณ พ.ศ.2566 จำนวน 77,700,000 บาทและปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จำนวน 77,3300,000 บาท โดยพิจารณาอนุมัติงบประมาณเป็นแบบรายปี จัดสรรงบประมาณให้แก่ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จำนวน 43,050,000 บาท และสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) (สวก.) จำนวน34,650,000 บาท 

รวมทั้งให้ทุนแก่หน่วยงาน/นักวิจัยแบบ Commissioning ตามโจทย์สำคัญเร่งด่วน โดยใช้กระบวนการอนุมัติแผนงานสำคัญเร่งด่วนและงบประมาณให้ทันต่อสถานการณ์ (Fast Track)การพิจารณาและกำกับติดตามผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าของโครงการภายใต้แผนงานย่อยรายประเด็นดังกล่าว ให้พิจารณาดำเนินการโดยใช้กลไกคณะกรรมการกำกับติดตามการนำ ววน. ไปใช้แก้ปัญหาวิกฤติสำคัญของประเทศ เรื่องฝุ่นละออง PM 2.5(Steering Committees) ซึ่งมีคณะผู้ทรงคุณวุฒิของ วช. และ สวก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมพิจารณาโครงการภายใต้การกำกับทิศทางของคณะกรรมการกำกับติดตามฯ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

ร่วมแสดงความคิดเห็น