ชาวไตในแม่ฮ่องสอนเป็นชนพื้นเมืองที่อพยพมาจากเมืองต่าง ๆ ในเขตรัฐฉานของพม่า เอกลักษณ์ของชาวไตอยู่ที่การแต่งกาย ผู้ชายส่วนใหญ่จะนุ่งกางเกงจีนใส่เสื้อแขนกระบอกแบบพม่า ผู้หญิงจะแต่งกายเหมือนกับชาวพม่าคือนุ่งผ้าซิ่นสีต่าง ๆ ใส่เสื้อทรงกระบอกตัวสั้นแค่เอว นิยมเกล้าผมทรงสูงทำเป็นมวยไว้ด้านหลังแล้วใช้หวีประดับมุกหรือหวีทองคำเสียบปักที่ผม วิถีชีวิตของชาวไตจะเคร่งครัดต่อศาสนาเป็นอย่างมาก เมื่อถึงช่วงเทศกาลงานบุญสำคัญจะเห็นว่ามีชาวไตออกไปร่วมงานบุญกันที่วัดเป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นในยามปกติวิถีชีวิตของชาวไตก็นับว่าเรียบง่ายไม่ฟุ้งเฟ้อ
มีคำกล่าวว่าเมื่อไปถึงเมืองไหน หากต้องการจะดูวิถีชีวิตของคนในเมืองนั้นจะต้องเข้าไปเที่ยวที่ตลาดเช้า เพราะตลาดดูเหมือนจะเป็นสถานที่ ๆ รวบรวมเอาวัฒนธรรม อาหารการกิน ความเป็นอยู่แบบพื้นบ้านมาไว้ที่นี่ ตลาดยังเป็นสถานที่เดียวที่ชาวบ้านจะต้องออกมาชุมนุมหาซื้อข้าวของเครื่องใช้ สินค้าอุปโภค บริโภค นอกจากนั้นยังมีสินค้าแปลก ๆ หายากที่ไม่สามารถพบเห็นจากที่ไหน บางทีเราอาจจะพบเห็นได้จากที่ตลาดแห่งนี้ โดยเฉพาะในเรื่องอาหารการกินของชนชาติในชุมชนนั้นก็นับเป็นเรื่องที่น่าสนใจต้องเข้าไปสัมผัสอย่างใกล้ชิด เช่นที่ตลาดเช้าในเมืองแม่ฮ่องสอน ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมือง เพียงใช้เวลาเดินแค่อึดใจ

ตลาดเช้าของแม่ฮ่องสอนก็เหมือนกับตลาดเช้าของเมืองอื่นทั่วไปที่นำเอาบรรดาสินค้าเครื่องใช้มาวางจำหน่ายและคับคั่งไปด้วยผู้คนหลายชาติหลายเผ่าพันธุ์ แต่ว่าตลาดเช้าของแม่ฮ่องสอนจะต่างจากที่อื่น เพราะว่าสินค้าที่นำมาขายนั้นส่วนใหญ่จะเป็นพืชผักพื้นบ้านรวมไปถึงอาหารการกินซึ่งเป็นที่นิยมของชาวไต ดังนั้นเมื่อเราเข้าไปในตลาดเช้าตั้งแต่หัวตลาดยันท้ายตลาดจึงพบเห็นอาหารพื้นเมืองของชาวไต อย่างเช่น ข้าวกั้นจิ้น หรือ ข้าวเงี้ยววางขายคู่กับ ขะเปโม้ว ขะมุนข่วย ขนมไทใหญ่ได้อย่างกลมกลืน ชาวไตหรือชาวไทใหญ่นิยมกินข้าวเจ้าเป็นอาหารหลัก ดังนั้นเราจึงไม่พบอาหารเหนือประเภท แหนม หมูยอ หรือลาบวางขายอยู่ในเมืองนี้เหมือนกับจังหวัดต่าง ๆ ในภาคเหนือ อาหารการกินส่วนใหญ่ของชาวไตจะประกอบด้วยผัก แม้แต่น้ำมันที่ใช้ปรุงอาหารก็ใช้น้ำมันงา โดยเฉพาะอาหารที่ปรุงจากถั่วเน่า ถือได้ว่าเป็นต้นตำรับอาหารของชาวไตก็ว่าได้ อาหารที่ชาวไตใช้กินทั่ว ๆ ไปในครัวเรือนจะเป็นพืชผักที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นเสียส่วนใหญ่ ส่วนอาหารในเทศกาลงานบุญนั้นถือเป็นเรื่องสำคัญ จะมีการตั้งผู้ที่มีฝีมือในการปรุงอาหารทำหน้าที่ดูแลอาหารในงานบุญทั้งหมด เรียกว่า “เจ้ามื้อ”ในอดีตแม่ฮ่องสอนได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งไม้สัก มีการทำสัมปทานทำไม้อย่างเป็นล่ำเป็นสันมาตั้งแต่เมื่อสมัย 200 – 300 ปีที่แล้ว กิจการการทำไม้ในแม่ฮ่องสอนเริ่มต้นเมื่ออังกฤษซึ่งแผ่ขยายอำนาจการปกครองเข้ามาในประเทศพม่าเมื่อหลังสงครามที่อังกฤษชนะพม่า เมื่อปี พ.ศ.2369 บทบาทของอังกฤษดูจะเด่นชัดและก็เริ่มเข้ามาทำธุรกิจค้าขายในดินแดนแถบนี้ด้วย หนึ่งในธุรกิจที่สำคัญก็คือ การค้าไม้สัก เนื่องจากไม้สักในภูมิภาคนี้เป็นไม้ที่มีคุณสมบัติคงทนต่อสภาพภูมิอากาศและทนทานต่อการเจาะทำลายของปลวก ทั้งยังเป็นไม้คุณภาพดีมีลวดลายที่สวยงาม กิจการการทำไม้สักได้เจริญขึ้นอย่างรวดเร็วและได้มีการตั้งบริษัททำไม้อย่างเป็นล่ำเป็นสันขึ้นในประเทศพม่า เช่นบริษัทบริติสบอร์เนียวและบริษัทบอมเบย์เบอร์ม่า เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีการโรงเลื่อยจักรขึ้นที่เมืองมะละแหม่งจากหมู่บ้านประมงเล็ก ๆ ที่กลายมาเป็นเมืองท่าส่งออกไม้สักที่สำคัญเมืองหนึ่งของพม่า

บริษัทของอังกฤษทำไม้อยู่ในพม่านานหลายปี จนปริมาณไม้สักในพม่าเริ่มร่อยหรอ ชาวอังกฤษรวมทั้งชาวพม่า ไทยใหญ่ กะเหรี่ยงและตองสู จึงได้เริ่มเข้ามาทำไม้สักในเขตล้านนา ปี พ.ศ.2375 เจ้ามโหตรประเทศ ได้มอบหมายให้เจ้าแก้วเมืองมา ออกไปสำรวจป่าแถบตะวันตกและจับช้างป่ามาฝึกใช้งานชักลากไม้ เจ้าแก้วเมืองมาได้นำขบวนคล้องช้างป่าผ่านไปทางเมืองปายมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก จากนั้นจึงล่องลงทางทิศใต้ไปตามลำน้ำปาย จนกระทั่งพบทำเลที่เหมาะสม จึงได้ตั้งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมฝั่งแม่น้ำปาย จากนั้นก็ได้ตั้งค่ายพักแรมพำนักอยู่ที่นั่น เจ้าแก้วเมืองมาได้เรียกประชุมชาวบ้านมาแนะนำให้บุกเบิกที่ดินทำไร่ แต่งตั้งให้ผู้นำหมู่บ้านชาวไทยใหญ่ชื่อ “พะก่าหม่อง” เป็นผู้นำและตั้งชื่อหมู่บ้านว่า “โป่งหมู” ตามลักษณะภูมิประเทศที่มีโป่งดินอยู่ทั่วไปและมีหมูลงมากินดินโป่งชุกชุม ต่อมาชื่อหมู่บ้านได้เพี้ยนมาเป็น “ปางหมู”
จากนั้นเจ้าแก้วเมืองมาก็ได้เคลื่อนขบวนลงมาทางใต้ เมื่อมาถึงริมห้วยใกล้หมู่บ้านไทยใหญ่แห่งหนึ่ง เห็นเป็นทำเลเหมาะจึงได้หยุดพักตั้งค่าย ส่งบรรดาไพล่พลช้างต่อหมอควาญออกตระเวนจับช้างป่าและตั้งคอกฝึกช้างที่บริเวณริมห้วยและได้ส่งให้แสนโคม บุตรเขยของพะก่าหม่องที่ติดตามมาด้วยไปชักชวนผู้คนจากบริเวณใกล้เคียงมาอยู่ร่วมกันเป็นหมู่บ้าน ให้ชื่อว่า แม่ฮ่องสอน ซึ่งหมายถึงร่องน้ำอันเป็นที่ฝึกสอนช้างและได้แต่งตั้งให้แสนโคมเป็นผู้ใหญ่บ้าน

เวลาต่อมาพะก่าหม่องและแสนโคมได้เข้าเฝ้าเจ้ามโหตรประเทศและได้ขอตัดไม้สักในดินแดนแถบนี้ส่งไปขายยังเมืองมะละแหม่ง เจ้ามโหตรประเทศก็ทรงยินยอมโดยมีเงื่อนไขให้ทั้งสองจัดแบ่งเงินค่าตอไม้มาถวายทุกปี กระทั่งในปี พ.ศ.2399 เกิดการรบพุ่งแย่งชิงความเป็นใหญ่กันในหมู่หัวเมืองไทยใหญ่แถบตะวันตกของแม่น้ำสาละวิน จึงมีชาวไทยใหญ่จำนวนมากได้พากันอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้างปางหมู แม่ฮ่องสอนและเมืองปาย ซึ่งในจำนวนนั้นมีชายหนุ่มที่ชื่อ “ชานกะเล” แต่แรกเข้ามาอาศัยอยู่ที่บ้านปางหมู ต่อมาได้รับความไว้วางใจให้ไปครองเมืองขุนยวมจากนั้นมาแม่ฮ่องสอนซึ่งเคยเต็มไปด้วยป่ารก ก็เริ่มมีชาวไทยใหญ่มาตั้งหลักปักฐานกันมากขึ้น นอกจากชาวบ้านที่ไปบุกเบิกที่ดินทำไร่นาแล้ว ก็ยังมีชาวไทยใหญ่และตองสูที่เชี่ยวชาญการทำไม้จากเขตพม่าเริ่มเข้ามาหาช่องทางทำกินในฝั่งไทยกันมากยิ่งขึ้นเมื่อแม่ฮ่องสอนได้กลายเป็นชุมชน เจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในเวลานั้น ทรงตระหนักถึงความสำคัญของหมู่บ้านแห่งนี้ จึงได้ทรงยกฐานะให้แม่ฮ่องสอนเป็นเมืองหน้าด่าน โดยมีเมืองปายและขุนยวมรวมอยู่ในอาณาเขตด้วย ส่วนเมืองเมืองสะเรียงให้ขึ้นตรงต่อเมืองเชียงใหม่ และได้แต่งตั้งให้คนในท้องถิ่นคอยเป็นหูเป็นตาและส่งส่วยลงอากรให้แก่เจ้าเมืองเชียงใหม่ปีละครั้ง ชานกะเลจึงได้รับแต่งตั้งให้เป็นพญาสิงหนาทราชา เจ้าเมืองคนแรกแต่ชาวเมืองพากันยกย่องว่าเป็นเจ้าฟ้า ตามแบบเจ้าผู้ครองนครในเมืองไทยใหญ่ของรัฐฉาน

ในสมัยพญาสิงหนาท เมืองแม่ฮ่องสอนเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการขุดสร้างขอบคูประตูเมืองเมื่อปี พ.ศ.2428 ซึ่งในปัจจุบันเหลือเพียงร่องรอยพอให้เห็นเป็นแนวได้ นอกจากนี้ยังมีย่านตลาดที่เรียกว่า “ป๊อกกาดเก่า” ซึ่งอยู่ติดกับวัดม่วยต่อในปัจจุบัน แสดงให้เห็นว่าการค้าเริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในชุมชนนี้แล้ว

ปัจจุบันเมืองแม่ฮ่องสอนมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเยือนเมืองในหมอกแห่งนี้เป็นจำนวนมาก จนชื่อของแม่ฮ่องสอนกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดฮิตติดอันดับต้น ๆ ของเมืองไทยที่นักท่องเที่ยวต่างต้องการมาเที่ยวมากที่สุด นอกจากเมืองนี้จะมีชื่อในเรื่องแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวไตในแม่ฮ่องสอนก็เป็นมนต์เสน่ห์ที่ดึงดูดให้คนพากันมาเยือนเมืองแม่ฮ่องสอนได้ไม่น้อย

บทความโดย
จักรพงษ์ คำบุญเรือง

ร่วมแสดงความคิดเห็น