ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ครูบาวงศ์” ท่านเป็นผู้หนึ่งซึ่งมีส่วนสำคัญในฐานะที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านห้วยต้ม นอกจากนั้นท่านยังเป็นพระนักพัฒนาและนักก่อสร้างอีกด้วย ชีวิตในวัยเยาว์ของท่านมีความลำบากยากแค้น ท่านเคยเล่าว่าเมื่อ อายุประมาณ 3 ขวบท่านชอบเอาดินมาปั้นแต่งเป็นบ้าน ปั้นวัว ปั้นควายและพระพุทธรูป เอาข้าวเปลือกมาตบแต่งเป็นพระเนตรแล้วก็กราบไหว้เอง จนเมื่อายุได้ประมาณ 6 ปี พอที่จะช่วยโยมพ่อทำงานได้ มีอยู่ครั้งหนึ่งโยมพ่อพาลูก ๆ ออกไปทำไร่ โยมแม่ได้นำอาหารกลางวันมาส่งให้ หลังจากที่กินอาหารเรียบร้อยแล้วโยมพ่อจึงอบรมสั่งสอนลูก ๆ ว่า “ตอนนี้พ่อแม่ก็อดลูกทุกคนก็อดแต่ทุกคนอย่าท้อแท้ใจ ค่อยทำบุญไปเรื่อย ๆ บุญมีภายหน้าก็จะสบาย”เมื่อท่านอายุได้ 13 ปีจึงได้บวชเป็นสามเณรกับครูชัยลังกา ตอนบวชเป็นสามเณรท่านมีควมขยันหมั่นเพียรและเคารพครูบาอาจารย์เป็นที่สุด จนเพื่อนที่บวชด้วยกันเกิดความไม่พอใจพากันกลั่นแกล้ง กระทั่งเมื่อหลวงพ่ออายุได้ 20 ปีจึงได้อุปสมบทโดยมีครูบาพรหมจักร เป็นพระอุปัชฌาย์และออกเดินธุดงค์ไปบำเพ็ญสมณธรรมกับท่านเป็นเวลา 2 ปี หลังจากนั้นท่านก็ได้มาจำพรรษาอยู่ที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ท่านได้บุกเบิกปฏิสังขรณ์และก่อสร้างถาวรวัตถุหลายอย่าง อาทิ วิหารครอบรอยพระพุทธบาท พระเจดีย์สำหรับบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูปจำนวนกว่า 8 หมื่น 4 พันองค์ โดยเฉพาะวิหารครอบรอยพระพุทธบาทใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 34 ปีเมื่อครั้งที่ครูบาวงศ์ ได้สร้างมณฑปขึ้นที่วัดพระบาทห้วยต้ม ท่านได้ให้ช่างปูนปั้นจำลองแบบพระเจ้าเก้าตื้อมาจากองค์จริง ที่ประดิษฐานในอุโบสถวัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยฝีมือสกุลช่างเชียงแสนผสมสุโขทัยหน้าตักกว้างประมาณ 120 นิ้ว ว่ากันว่าพระเจ้าเก้าตื้อองค์จริงที่วัดสวนดอกสร้างขึ้นในสมัยของพระยารัตนเมืองแก้ว เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 14 แห่งราชวงศ์มังราย (พ.ศ.2038-2068) อันนับเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองไพบูลย์ของศาสนาในเชียงใหม่มากที่สุด พระเจ้าเก้าตื้อองค์นี้นับเป็นพระพุทธรูปที่มีพุทธ
ลักษณะงดงามได้สัดส่วน และเนื่องด้วยที่พระองค์นี้มีน้ำหนัก 9 ตื้อ ซึ่งเป็นมาตราชั่งของคนล้านนา ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกกันต่อมาว่า “พระเจ้าเก้าตื้อ” พร้อมกับได้กราบทูลอาราธนาสมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก เสด็จมาเป็นองค์ประธานทำพิธีเททองความรุ่งเรืองแห่งพุทธศาสนาในแผ่นดินลี้ ยังแผ่ขยายปกคลุมให้ชนชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่บริเวณนั้นด้วย ปัจจุบันมีชาวกะเหรี่ยงบ้านห้วยต้มจำนวนมาก เลื่อมใสศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาและเชื่อฟังคำสั่งสอนของครูบาวงศ์ ทุก ๆ วันพวกเขาจะไม่ทานเนื้อสัตว์และจะเคร่งครัดยึดมั่นในศีล จะเห็นได้จากที่เวลาชาวบ้านไปทำบุญที่วัดมักจะถอดรองเท้าไว้ตั้งแต่ที่หน้าประตูวัด ซึ่งภาพเช่นนี้มีให้พบเห็นไม่บ่อยนักหากไม่นับรวมกับความศรัทธาของชาวไทใหญ่แห่งพม่า ที่ยังคงยึดถือปฏิบัติความเชื่อเช่นนี้เหมือนกัน
บทความโดย
จักรพงษ์ คำบุยเรือง

ร่วมแสดงความคิดเห็น