เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2562 เวลา 14.55 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง นำโดยนายชนาธิป เสนแย้ม นายอำเภอปัว นายวีรวัฒน์ ไทยกรณ์ ปลัดอำเภอปัว พร้อมด้วย จนท.อส.ปัว จำนวนหนึ่ง ฝ่านเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปัว นำโดย พ.ต.อ.เจริญ สุริยงค์ ผกก.สภ.ปัว พตท.สุวัฒน์ จินดาวรรณ รองผกก.ป.ฯ พ.ต.ท. พิสิษฐ์ สลับเพชรสกุล รอง ผกก.สส.สภ.ปัว, พตต..สมชาย ปาละ รอง สว.สส.ฯ, รตอ.สุรศักดิ์ ทวีทรัพย์ รอง สวป.ฯ, พร้อมด้วย จนท.ตำรวจขุดสืบสวนจำนวนหนึ่งได้ควบคุมตัวนายเปลี่ยน ดีน้อย อายุ 65 ปี บ้านเลขที่ 324 บ้านปรางค์ หมู่ 3 ตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน ในข้อหามี ผลิตยาเสพติด ให้โทษ ประเภท 5 (กัญชา) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย
หลังจาก เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2562 เวลา 10.00 น. ครั้งที่ ขณะที่เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ร่วมกัน ตั้งจุดตรวจจุดสกัดยาเสพติดที่ ถนนสายปัว-ป่ากลาง บริเวณบ้านหัวดอย หมู่ 6 ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว จังหวัดน่าน ได้ทำการจับกุมนายธีรชาติ อินปา บ้านเลขที่ 151 ม. 3 ต.ภูคา อ.ปัว จ.น่าน นายวีระชาติ อินปา ขับขี่รถยนต์ยี่ห้อฟอร์ด ทะเบียน 6565 น่าน ผ่านมา มีลักษณะท่าทางมีพิรุธและต้องสงสัยว่าจะมีสิ่งของผิดกฎหมาย จึงเรียกให้หยุด และแสดงตัวเพื่อขอตรวจค้น ผลการตรวจค้น พบ กัญชาแห้ง จำนวน 90 กรัม, กัญชาดิบ จำนวน 75 กรัม และ น้ำมันกัญชา 3 ขวดของกลางจำนวนหนึ่ง ในข้อหามี ยาเสพติด ให้โทษ ประเภท 5 (กัญชาสด) ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย
จึงได้ขยายผลทราบว่า มีผู้ลักลอบเพาะปลูกกัญชา อยู่ที่ร้านแห่งหนึ่ง บ้านปรางค์ ตำบลปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจและ จนท.ฝ่ายปกครองชุดจับกุมได้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบ ตามความจำเป็นเร่งด่วน โดยใช้อำนาจเจ้าพนักงาน ปปส. เมื่อไปถึง พบ นายเปลี่ยน อยู่ภายในบ้านหลังดังกล่าวเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ และแจ้งวัตถุประสงค์ที่มาดำเนินการตรวจสอบ โดยที่ นายเปลี่ยน ยินดีให้การตรวจสอบ ผลการเข้าตรวจสอบภายในสวนหลังบริเวณร้าน พบต้นกัญชาสด อายุตั้งแต่ 1-3 เดือน สูงกว่า 1 เมตร จำนวน 131 ต้น ต้นกล้าต้นกัญชา จำนวน 6 ตะกร้า ถุงเพาะ 65 ต้น รวมน้ำหนักกัญชาสด 71.92 กิโลกรัม / ตู้อบแสงอาทิตย์ 1 ตู้ เครื่องปั่นน้ำผลไม้สำหรับปั่นใบกัญชาแห้งแยกบรรจุในซองสำหรับชงชา จำนวน 45 ซอง น้ำหนัก 135 กรัม เเละขวดแก้วสำหรับบรรจุของเหลวชนิดหยด สีชา จำนวน 100 ขวดวางอยู่ในห้องรับแขกภายในบ้าน จึงได้ร่วมกันยึดของกลางทั้งหมด พร้อมควมคุมตัว นายเปลี่ยน ส่ง พตท.ภัทระ ตนะทิพย์ พงส.สภ.ปัว เพื่อดำเนินคดีต่อไป
จากการสอบสวน นายเปลี่ยน ในเบื้องต้นรับว่า ของกลางที่พบเป็นของตนเองปลูกกัญชาและน้ำมันกัญชา เอาไว้แจกจ่ายใช้แก่ชาวบ้านซึ่งเป็นผู้ป่วยเท่านั้น และไม่รู้ว่ากัญชายังผิดกฎหมายอยู่ ซึ่งตนเองปลูกไว้ศึกษาแต่ยังไม่ได้รับอนุญาต
ทั้งนี้ พ.ต.อ.เจริญ สุริยงค์ ผกก.สภ.ปัว กล่าวว่า จึงฝากเตือนใจ สาวก ‘สายเขียว’ เรื่อง ‘กัญชา’ แม้จะมีกฎหมายให้สามารถนำมาปลูกเพื่อการวิจัยและสกัดเป็นยา เป็นการผ่อนปรนกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาทั้งนี้คือ การให้แพทย์นำไปใช้รักษาโรค และเพื่อการศึกษาวิจัย สร้างองค์ความรู้ใหม่เท่านั้น แต่ ‘กัญชา’ ยังเป็นยาเสพติดประเภท 5 ที่ประชาชนทั่วไปยังไม่สามารถครอบ ครองหรือสามารถปลูกอย่างเสรีได้ ทำให้ประชาชนยังสับสน คิดว่าสามารถปลูกกัญชา เป็นสมุนไพรได้ ซึ่งทำให้หลายคนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ถูกจับดำเนินคดีไปแล้ว และหากจะมีในครอบครองจะต้องได้รับการอนุญาต จากหน่วยงานเกี่ยวข้อง หากมีการปลูกในครัวเรือน หรือลักลอบปลูกถือว่า ผิดกฎหมายแต่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าน่าจะเป็นการฉวยโอกาสช่วงที่กัญชากำลังเป็นกระแสเพื่อลักลอบปลูก และนำไปขายในรูปแบบยาเสพติดดังกล่าว
นายชนาธิป เสนแย้ม นายอำเภอปัว กล่าวว่า ในการจับกุมต้นกัญชาในครั้งนี้ทราบว่า นายเปลี่ยน ไม่ใช่หมอพื้นบ้าน แต่นำกัญชาสดมาสกัดน้ำมันกัญชา ไปแจกจ่ายเองเด็ดขาด เนื่องจากตามหลักเกณฑ์แล้ว ผู้ที่สามารถแจกได้ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรที่ถูกต้อง และเป็นหมอพื้นบ้านที่ได้รับการรับรองตำรับยาและได้รับการขึ้นทะเบียนรวมถึงสถานที่ แจกจ่ายต้องเป็นสถานที่ที่ได้รับอนุญาต มีหลักแหล่งที่ชัดเจน ห้ามเร่ไปตามสถานที่ทั่วไป ซึ่งจะได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวมาตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง
นายแพทย์พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลน่าน เปิดเผยว่า จึงขอแจ้งเตือนประชาชนว่า ผู้ที่ไม่มีอาการใด ๆ ไม่ควรนำน้ำมันกัญชามาหยอดเอง เนื่องจากกัญชาเป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท อาจจะส่งผลให้เกิดอาการชักเกร็ง กล้ามเนื้อกระตุก ไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อได้ และอย่าหลงเชื่อผู้ที่กล่าวว่าน้ำมันกัญชาสามารถป้องกันโรคต่อมลูกหมากโต หรือรักษาโรคเบาหวาน ต้อกระจก โรคมะเร็ง หรือสารพัดโรคได้ กัญชามีประโยชน์ในการรักษาโรคบางโรค ซึ่งยังอยู่ในระหว่างการวิจัย และควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ ในขณะนี้มีผู้ที่ต้องการหาประโยชน์จากการขายน้ำมันกัญชา โดยอ้างสรรพคุณต่าง ๆ ทั้งผ่านทางขายตรงในหมู่บ้าน และผ่านโซเชียลมีเดีย ดังนั้นประชาชนควรรับฟังด้วยการใช้วิจารณญาณ ไม่ควรใช้กัญชาโดยไม่จำเป็น

ร่วมแสดงความคิดเห็น