เหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงเย็นเวลาประมาณ 16.50 น. วันที่ 5 ส.ค. 62 โดยทางเจ้าหน้าที่ รักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานเชียงใหม่ พร้อมด้วย น.ส.ภูริจชญา สารทอง พนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ได้มาพบ พ.ต.ท.ธงชัย บัวเงิน สว.สอบสวน สภ. ภูพิงคราชนิเวศน์ อ.เมืองเชียงใหม่ และได้นำกระเป๋าเป้สีดำ บรรจุทองรูปพรรณหนักจำนวนทั้งสิ้น 10,304.49 กรัม ตีเป็นเงินมูลค่านับ 10 ล้านบาท
โดยจากการสอบถามทราบว่า ช่วงเช้าของวันนี้ทางพนักงานได้ลำเลียงทองรูปพรรณจาก จ.เชียงใหม่ เพื่อนำกลับไปหลอมใหม่ที่กรุงเทพฯ แต่ปรากฏว่าระหว่างที่พนักงานนำเป้สัมภาระเข้าตรวจสอบเอ็กซเรย์กระเป๋าก่อนจะขึ้นเครื่องนั้น พนักงานได้สะเพร่าลืมวางกระเป๋าเป้ไว้ที่จุดตรวจสัมภาระผู้โดยสาร 1 ใบ แล้วก็รีบนำทองอีก 1 กระเป๋า ขึ้นเครื่องบินไป จนกระทั่งทางพนักงาน รปภ.ของท่าอากาศยานเชียงใหม่ โทรไปแจ้งบริษัท บริษัทจึงรีบนำหลักฐานมาขอรับกระเป๋าเป้ทองรูปพรรณ มูลค่ากว่า 10 ล้านบาทคืน
จากการสอบถาม นายจิรายุ สุวรรณสัมพันธ์ เจ้าหน้าที่ รปภ.การท่าอากาศยานเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านั้นได้ออกตรวจตราความเรียบร้อย ภายในท่าอากาศยานเชียงใหม่ เพื่อป้องกันสิ่งแปลกปลอมและป้องกันเหตุร้ายต่างๆ ได้ไปพบกระเป๋าเป้สีดำใบดังกล่าว บริเวณจุดตรวจค้นสัมภาระผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ จึงแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ประกาศหาเจ้าของ แต่ไม่มีใครมารับ จึงแจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบ เชื่อว่ากระเป๋าเป้แบรนด์ดังกล่าว ไม่ใช่วัตถุต้องสงสัย จึงนำเข้าเครื่องเอกซเรย์อีกครั้ง พบว่าภายในกระเป๋าเป็นทองรูปพรรณ
จึงได้รายงานให้ทางผู้บังคับบัญชาทราบ และมาร่วมกันตรวจนับ พบว่ามีทองรูปพรรณอยู่ทั้งหมด 10,304.49 กรัม จึงได้ตรวจสอบบาร์โค้ดที่ติดอยู่ภาชนะบรรจุทอง จนทราบชื่อปลายทาง คาดว่าจะเป็นบริษัทเจ้าของ จึงได้ประสานติดต่อไปยังบริษัทดังกล่าว ที่อยู่ที่กรุงเทพฯ จนทางบริษัทได้ส่งพนักงานนำหลักฐานมาขอรับกับทางเจ้าหน้าที่ รปภ. เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นหลักฐานถูกต้อง จึงได้พากันมาลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน ที่ สภ.ภูพิงค์ราชนิเวศน์
ขณะที่ทางด้าน น.ส.ภูริจชญา สารทอง เจ้าของกระเป๋าทอง เปิดเผยว่าเช้าวันนี้ได้มีพนักงานของบริษัทได้ลำเลียงกระเป๋าเป้ทองรูปพรรณจาก จ.เชียงใหม่ ขึ้นเครื่อง จากนั้นได้มีพนักงาน 1 คน รออยู่ที่ติดประตูชั้นใน ตนจึงส่งกระเป๋าทองผ่านเครื่องตรวจเอกซเรย์ ไปทั้งหมด 2 กระเป๋า จากนั้นเมื่อเห็นว่าพนักงานได้หยิบกระเป๋าไปแล้ว 1 ใบ จึงคิดว่าอีก 1 ใบ ก็คงจะหยิบไปเหมือนกัน แต่ปรากฏว่าพนักงานหยิบกระเป๋าไปเพียงแค่ใบเดียว ทำให้กระเป๋าติดค้างอยู่ที่จุดตรวจค้นห้องพักผู้โดยสารขาออกภายในประเทศ ชั้น 2 กระทั่งมีเจ้าหน้าที่มาพบและมีการตรวจค้น จึงได้ติดต่อไปยังตนให้มารับกระเป๋าคืนในที่สุด

ร่วมแสดงความคิดเห็น