องค์การเภสัชกรรม เตรียมเปิดตัว ‘น้ำมันกัญชา’ ทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2562 นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้มีการสกัดน้ำมันกัญชาเกรดทางการแพทย์สำเร็จแล้ว เตรียมจะมอบให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข พร้อมกับเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ โดยล็อตแรกที่ทำออกมามีอยู่ 3 สูตร คือ สูตรที่มีสาร THC สูง จำนวน 4,500 ขวด สูตรสาร CBD สูงและเข้มข้น จำนวน 500 ขวด และสูตรที่มีอัตราส่วนสาร CBD และ THC 1 ต่อ 1 จำนวน 1,500 ขวด รวมแล้ว 6,500 ขวด ซึ่งล็อตแรกนี้ มีเจ้าของหมดแล้ว คือจะมีการส่งมอบให้กับกรมการแพทย์ เพื่อนำไปให้กับผู้ป่วยที่ลงทะเบียนตามระบบ

 

นพ.วิฑูรย์ กล่าวว่า น้ำมันกัญชาที่องค์การเภสัชกรรมทำนั้น เป็นเกรดทางการแพทย์เทียบเท่ามาตรฐานโลก โดยสกัดด้วยเอธานอลระดับสูง และใช้อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส ทำให้น้ำมันกัญชาที่ได้มีความใส ไม่มีตะกอน ไม่มีคลอโรฟิลล์ สำหรับล็อตสองนั้น ได้เตรียมดำเนินการต่อแล้ว โดยจะสามารถปลูกได้ภายใน 1-2 เดือนนี้

ด้าน นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ตามแผนที่วางไว้ สำหรับน้ำมันกัญชาสูตร THC สูงนั้น จะมีการนำมาวิจัยใช้กับเซลล์มะเร็งในหลอดทดลองก่อน สำหรับการใช้ในผู้ป่วยมะเร็งนั้น ขณะนี้ทางสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ได้เปิดรับผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อคัดเลือกเข้าร่วมโครงการวิจัยกัญชาทางการแพทย์ สูตร THC และ CBD อัตราส่วน 1 ต่อ 1 ที่จะได้รับประมาณปลายเดือนสิงหาคมนี้ โดยเบื้องต้นจะนำมาใช้กับ ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายก่อน เพื่อสร้างมาตรฐานการใช้งานในเรื่องนี้ให้กับโรงพยาบาลต่างๆ หลังจากนั้น จะขยายผลไปวิจัยในผู้ป่วยมะเร็งกลุ่มอื่นๆ ตามลำดับ

นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ผลการลงทะเบียนระบบออนไลน์ สรุปยอดเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันแรก มีผู้ลงทะเบียนออนไลน์ 428 ราย เดินทางมาลงทะเบียนด้วยตัวเอง 9 ราย โทรศัพท์มาปรึกษา 62 ราย

 

 

GPO * องค์การเภสัชกรรม สร้างผลิตภัณฑ์ยากัญชาทางการแพทย์มาตรฐานสูงระดับโลก
(A) สกัดด้วยวิธี Ethanol เกรดสูง ณ อุณหภูมิ 50 องศา สะอาด ปลอดภัย
(B) มีการวัดสัดส่วนระดับสารออกฤทธิ์ THC และ CBD ทำให้แพทย์รู้ระดับตัวยาที่สั่งจ่ายให้ผู้ป่วยอย่างแม่นยำ
(C) บรรจุภัณฑ์ แยกสีเขียว-สีเหลือง-สีแดง ทำให้เกิดความปลอดภัยกับผู้ใช้ เพราะจะรู้ว่ายาตัวไหนออกฤทธิ์แรง ทำให้เมาได้

ขอบพระคุณข้อมูล จาก องค์การเภสัชกรรม

 

ร่วมแสดงความคิดเห็น