เอกสารมหาดไทย 100 ปี (พศ.2535 หน้า 41) บอกเล่าเรื่องราว สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ “บิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย” ทรงพระนิพนธ์ สาระเกี่ยวกับ ศาลากลางว่า ตามหัวเมืองในสมัยนั้น ไม่มีศาลารัฐตั้งประจำใช้ว่าราชการ เหมือนปัจจุบัน เมื่อตั้งบ้านเรือนที่ใดก็จะใช้เป็นที่ว่าราชการเหมือนอย่างเสนาบดีเจ้ากระทรวงในราชธานี และเรียกกันว่า “จวนเจ้าเมือง”และบางเมืองอาจจะมีศาลาโถงขนาดย่อมๆปลูกไว้นอกรั้วบ้าน เรียกว่า ศาลากลาง เป็นที่ประชุมคณะกรรมการเมือง ปรึกษาหารือ สั่งการข้อราชการ และกิจธุระต่างๆรวมถึงทำหน้าที่เป็นศาลชำระความ มีพื้นที่ไว้กักขัง เสมือนเรือนจำ อยู่ในบริเวณ” จวน “
มีเรื่องปรากฎต่อมาว่า ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.4 ) เสด็จฯไปยังหัวเมืองเหนือ ในปี พ.ศ.2409 ทอดพระเนตรเห็นสภาพศาลากลางตามหัวเมืองซอมซ่อ มีสภาพชวนสังเวช ได้โปรดพระราชทานเงินส่วนพระองค์ ให้ซ่อมแซมเมืองละ 10 ชั่ง (800 บาท)ด้วยเหตุที่”จวน” (บ้านที่อยู่ของเจ้าเมือง) และศาลากลาง เป็นสิ่งที่แต่ละเมืองต้องเป็นภาระ หน้าที่ของผู้ที่ถูกแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมือง เมื่อสิ้นไป ทั้งจวนและศาลาว่าการเหล่านั้น จึงตกเป็นมรดกลูกหลานมีหลายๆ”คุ้มหลวง”ในหลายเมืองของล้านนา ถูกขาย เปลี่ยนมือผู้ครอบครอง รัฐบาลจึงเป็นเจ้าภาพ ในการจัดหาที่ดินและงบประมาณเพื่อก่อสร้างศาลากลาง รวมถึงบ้านพักทุกเมืองตั้งแต่ปีพ.ศ.2437 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้พระยาศรีสหเทพ (เส็ง วิริยะศิริ) ภายหลังเป็นพระยามหาอำมายตยาธิบดี ปลัดทูลฉลองกระ ทรวงมหาดไทย จัดการปกครองหัวเมืองมณฑลพายัพ ในอดีตความเจริญของเมืองเชียงใหม่กระจุกตัวบริเวณชุมชนท่าแพริมน้ำปิง ราวๆพ.ศ. 2448 มหาอำมาตย์โท พลตรี เจ้าแก้วนวรัฐ เป็น เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 9 แห่งราชวงศ์ทิพย์จักร คุ้มหลวงแห่งแรกที่อยู่นอกกำแพงเมือง กลายเป็น ศาลารัฐบาลมณฑลพายัพตรงบ้านอธิบดีศาลภาค 5 เชิงสะพานนวรัฐ ฤดูน้ำหลาก น้ำปิงล้นตลิ่งเข้าท่วม จึงมีการย้ายที่ทำการเข้ามาเปิดทำการรวมกับที่ว่าการเค้าสนามหลวงที่กลางเวียงเชียงใหม่ บริเวณที่ดินตรงนี้เป็นมรดก พระเจ้าอินทวโรรส เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 8 และพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงยกให้ทางราชการ เพื่อสร้างศาลารัฐบาลมณฑลขึ้นมา เมื่อ พ.ศ.2462เปิดใช้ในปี พ.ศ.2464
เมื่อการปกครองตามระบบเทศาภิบาล มีมณฑลต่างๆบริหารจัดการบ้านเมืองจากส่วนกลาง ไม่สนองตอบความยุคสมัย ทำให้ต้องพัฒนาศาลากลาง สู่ศูนย์ราชการ เป็นการรวมหน่วยงานงานราชการส่วนภูมิภาคเข้ามาในจุดเดียวตั้งแต่ปีพ.ศ.2523จากที่เคยชินกับระบบติดต่องานหน่วยราชการต่างๆในสถานที่ซึ่งกระจัดกระจายกันในแต่ละเมือง
สำหรับเชียงใหม่นั้น เป็นหนึ่งใน 24 จังหวัดที่มีการก่อสร้างในที่ดินแปลงใหญ่ และ51 จังหวัด ที่เหลือทยอย ต่อเติม ปรับปรุงอาคาร เพื่อบริหารราชการแต่ละจังหวัดสมือนศูนย์รวมอำนาจส่วนกลางในท้องถิ่น
ที่เชียงใหม่นั้นมีการย้ายจากศาลากลางหลังเก่า ด้านหลังราชานุสาวรีย์ 3 กษัตริย์ ทยอยออกไปที่ศูนย์ราชการย่านถนนโชนตนา จนหมดทุกหน่วยงานในปีพ.ศ.2539 และอาคารถูกทิ้งร้างไว้โดยไม่มีหน่วยงานใดเข้าไป ใช้ประโยชน์ ปลายปีพ.ศ. 2540 เทศบาลนครเชียงใหม่ขอใช้อาคาร ปรับปรุงให้เป็นเป็น”หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่”
ต่อมาได้รับรางวัลอาคารอนุรักษ์ดีเด่น ประจำปีพ.ศ. 2542 ประเภทที่ทำการอาคาร สาธารณะจากสมาคมสถาปนิกสยามในพระราชูปถัมภ์เดิมเป็นอาคารไม้ชั้นเดียว ปรับเปลี่ยนเป็นอาคารก่ออิฐกับปูนในสมัยพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าบวรเดชกฤษดากร อุปราชมณฑลพายัพ ซึ่งเป็นรูปแบบปัจจุบัน ครั้งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จประพาสหัวเมืองพายัพในปี พ.ศ.2469 ทางจังหวัดได้จัดให้มีขบวนต้อนรับเสด็จ และได้เสด็จประทับที่ศษลาว่าการแห่งนี้เป็นที่น่าสังเกตุว่า จวนเจ้าเมือง ศาลากลางในภาคเหนือ ส่วนใหญ่ นอกจากเคยทำหน้าที่”คุ้มหลวง”และ สถานที่กักขังผู้กระทำความผิดในอดีต เช่น คุ้มหลวงเมืองแพร่ ก้าวข้ามผ่านกาลเวลา โดยไม่ถูกรื้อถอน ทำลาย สู่ปัจจุบันหลายๆจังหวัด ได้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอันทรงคุณค่าปัจจุบัน
ที่เชียงใหม่ ศาลากลางหลังเก่าเป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับอาณาจักรล้านนา เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่นำเสนอความเป็นมาของอดีตเมืองเชียงใหม่ เพื่อให้ลูกหลานชาวเชียงใหม่ นักท่องเที่ยว ตลอดจนผู้สนใจ ศึกษาข้อมูลอย่างถูกต้องและครอบคลุมในทุกด้านด้วย

ร่วมแสดงความคิดเห็น