รู้หรือไม่? ว่าทำไมเราทุกคน ถึงควรหยุด “ปล่อยโคมลอย”

ความเชื่อเกี่ยวกับการ “ปล่อยโคมลอย” คือ ปล่อยเคราะห์กรรม ความชั่วร้าย หรือสิ่งเลวร้ายต่าง ๆ ให้ลอยออกไปจากชีวิต รวมถึงเป็นการบูชาพระเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ และเชื่อว่าเป็นการส่งเหล่าเทวดาเหล่ากลับคืนสู่สวรรค์ (อ้างอิงข้อมูลจาก lampssky.com)

แต่ในปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย เราทุกคนเริ่มเรียนรู้ถึงผลดี ผลเสียของการกระทำต่าง ๆ ของตนเอง และเราทุกคนใช้ชีวิตอยู่บนโลก ต้องพึ่งพาอากาศ พึ่งพาสิ่งแวดล้อม เพื่อที่เราจะได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่ดี รวมถึงมีอากาศบริสุทธิ์ให้หายใจ และนี้แหละคือเหตุผลที่เราทุกคน ควรรวมรณรงค์อย่างจริงจัง เรื่องการ “หยุดปล่อยโคม”
.
“การปล่อยโคม” ซึ่งเป็นความเชื่อเรื่องการปล่อยทุกข์ของเราหลาย ๆ คน ตอนนี้กำลัง สร้างความเดือดร้อนมากมายให้กับ “สิ่งแวดล้อม”, “สัตว์โลก” รวมถึง “เพื่อนมนุษย์” ด้วยกันเอง
ยกตัวอย่าง ความเดือดร้อนต่อ “สิ่งแวดล้อม” คือ “การปล่อยโคม” นั้นส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลลอยกระทง ที่มีปริมาณฝุ่น PM 2.5 และ PM 10 สูงกว่าในช่วงปกติ (อ้างอิงข้อมูลจาก สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัยใจกลางเมืองเชียงใหม่) อีกทั้งยังเป็นการ “สร้างขยะมหาศาลไปทั่วเมือง” อีกด้วย
ความเดือดร้อนต่อ “สัตว์โลก” คือ “ความตาย” การปล่อยโคมนั้นสร้างการสูญเสียอย่างมากมายกับสัตว์โลก โดยเฉพาะสัตว์ปีก ที่เผลอบินไปติดไฟแล้วต้องตกมาตาย หรือจากภาพคือ นกฮูกที่ติดโคมไฟ จนต้องมาตายคาซากโคมไฟ สร้างความน่าเวทนาให้กับผู้พบเห็นอย่างยิ่ง
ความเดือดร้อนต่อ “เพื่อนมนุษย์” ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเพราะมีมากมายเหลือเกิน เล็ก ๆ ก็คือสร้างขยะ ให้ทุกพื้นที่ “การปล่อยโคมลอย” นั้นคนปล่อยคุณปล่อยไปเลย ไม่ได้สามารถมาตามเก็บโคมของตนเองได้แน่นอน ดังนั้นทุกเทศกาลที่คนนิยมปล่อยโคมกัน เราจะเห็นว่าจะมีภาพของขยะโคมลอย เผยแพร่ตามสื่อต่าง ๆ อยู่มากมาย แต่ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะการปล่อยโคมนั้น ยัง สร้าง “สุขภาพแย่ ๆ” ให้กับเพื่อนมนุษย์ และแน่นอนกับตัวคุณด้วย เนื่องจากมลพิษทางอากาศทางอากาศทีเพิ่มขึ้น เหมือนที่เราได้แจ้งไปข้างต้นนั้นเอง
และสุดท้าย “ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุด” ต่อมนุษย์นั่นก็คือ การปล่อยโคมนั้น เท่ากับ คุณกำลังเสี่ยงที่จะทำร้ายชีวิตคนอื่น จนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลย นั้นก็คือ “การเกิดไฟไหม้” ซึ่งรุนแรงมาก และเกิดขึ้นทุกปี ในช่วงเทศกาลที่นิยมปล่อยโคม อย่างลอยกระทง หรือปีใหม่ เป็นต้น ซึ่งเหตุไฟไหม้นี้ บางบ้านไหม้บางส่วน บางบ้านไหม้ทั้งหลัง บางครั้งก็ไหม้ข้าวของ ไหม้คอกสัตว์ ไหม้ทุ่งนา ไร่สวน หรือที่ทำมาหากินของคนอื่น
.
เท่านี้พอจะรุนแรง หรือเลวร้ายพอที่จะทำให้ เราทุกคนร่วม “รณรงค์หยุดปล่อยโคมลอย” ได้หรือยัง? อย่าคิดว่าโคมของคุณอันเดียว หยุดปล่อยจะเป็นผลดีอะไร หากคนอื่นยังคงปล่อยกันอยู่ เพราะหากคุณคิดแบบนั้น โลกนี้คงน่าสงสารลงไปทุกวัน เพราะไม่มีคนคิดอยากเปลี่ยนแปลง ลองคิดดูเล่น ๆ หากทุกคนเปลี่ยนความคิด ไม่สนใจคนอื่น แต่ “เริ่มที่ตัวเอง” โดยการไม่ปล่อยโคม คิดแบบนี้สัก 10 คนก็ลดความเสี่ยงลงแล้วตั้ง 10 โคม คิดได้ 100 คน หรือ 1,000 คน ก็ลดลงได้แล้วอีกตั้งเยอะ
.
เห็นไหมละคะ ว่าการเปลี่ยนแปลงเพียง 1 คน ไม่ได้แปลว่า “มันไร้ค่า” จากที่วันนี้ “โคม” ของคุณจะไปตกบ้านใครสักคน จนบ้านเขาไฟไหม้ ก็ไม่เกิดขึ้นแล้ว จากความเชื่อคือการปล่อยทุกข์ก็จริง แต่เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป เรามองเห็นถึงผลเสีย ก็ควรหยุด! เพราะหากยังดื้อดันทำกันต่อไป คุณอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการ “สร้างความทุกข์ หรือทำลายชีวิต” ของคนอื่นก็ได้นะคะ
.
ดังนั้น ต่อไปนี้อย่าลืมนะคะ หากเห็นคนอื่นปล่อยโคม แล้วอยากปล่อยบ้าง ให้คิดถึงผลกระทบดี ๆ ว่า “โคม” ที่เราปล่อยเนี้ย…จะไปตกที่ไหน ตกบ้านใคร แล้วบ้านเขาจะไหม้ไหม เขาจะรู้ตัวไหม หรือเขาจะถูกไฟคอกตายในบ้านไหม ตกในน้ำ แล้วสัตว์น้ำจะกินเข้าไปไหม หรือจะมีนกมึน ๆ ตัวไหนบินชนโคมคุณ แล้วมันต้องถูกไฟเผาตายไหม คิดดูดี ๆ นะคะ ว่า “การลอยทุกข์ของคุณ มันไปสร้างความทุกข์ให้คนอื่นหรือเปล่า”
.

ผู้เขียน : Tungmay ynk
รูปภาพจาก : metro, เฟซบุ๊ก ภุมรินทร์ โมทอง, เฟซบุ๊ก Ton Nutkit, 77kaoded, dailynews, thepublic24

HNY 2019 ผลของการปล่อยโคมลอยวันปีใหม่ บ้านที่แปดริ้วเกือบไหม้ทั้งหลังถ้าดับไม่ทัน แล้วถ้าคนในครอบครัวผมเป็นอะไรขึ้นมา คงเป็นเรื่องแย่รับปีใหม่ ขอประณามพวกที่ยังเสือกปล่อยโคมลอย

โพสต์โดย Ton Nutkit เมื่อ วันอังคารที่ 1 มกราคม 2019

บ้านเราจะน่าอยู่เราต้องช่วยกันรักษา เพียงเเค่เริ่มต้นที่ตัวเรา พรที่คุณปล่อยไปกับคำอธิฐานคงมีความสุข…

โพสต์โดย ภุมรินทร์ โมทอง เมื่อ วันพุธที่ 24 ตุลาคม 2018

ร่วมแสดงความคิดเห็น