นทท.แห่ชมสวน ชิมชาดอกไม้ออแกนิค ท่ามกลางสายหมอก เคียงดอยหลวงเชียงดาว

1683
นักท่องเที่ยวเดินฝ่าสายหมอกยามเช้าของฤดูหนาว เพื่อเข้าชมสวนดอกไม้ออร์แกนิคที่สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี ใน ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซึ่งที่นี่มีทั้งดอกเก๊กฮวย ดอกกุหลาบ และดอกอัญชัน ที่ปลูกแบบไม่ใช่สารเคมี เพื่อนำไปทำชาดอกไม้ และจำหน่ายเป็นรายได้เสริมให้เกษตรกร ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนออร์แกนิค โดยมี น.ส.ศรัณยา กิตติคุณไพศาล เจ้าของสวนบัวชมพู ณ จอมคีรี เป็นหัวเรือใหญ่ที่ริเริ่มและดึงชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเขาเผ่าดาราอั้ง หรือปะหล่อง มาช่วยกันทำแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแหล่งนี้ จนขึ้นชั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวสุดฮิตอีกแห่งของ อ.เชียงดาว เสน่ห์ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวต้องเดินทางมาที่ สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี นอกจากสีสันของดอกไม้นานาพรรณที่ปลูกไว้ท่ามกลางธรรมชาติอันบริสุทธิ์ ยังมีดอยหลวงเชียงดาว ดอยที่สูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ ตั้งตระหง่าอยู่เบื้องหลัง ทำให้สวนดอกไม้ของที่นี่พิเศษกว่าที่อื่น นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจึงไม่พลาดที่จะถ่ายภาพความสวยงาม และอัพลงโซเชียลมีเดีย และหากเดินทางมาเยี่ยมชมในฤดูหนาว ยังมีโอกาสได้สัมผัสกับหมอกสีขาว ที่ปกคลุมพื้นที่ช่วยเพิ่มความฟินในการชมสวนดอกไม้ไปได้อีกรูปแบบหนึ่งน.ส.ศรัณยา เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ทำงานอยู่บริษัทเอกชนที่กรุงเทพฯ กระทั่งถึงจุดอิ่มตัวจึงเดินทางกลับมาบ้านเกิดที่ อ.เชียงดาว และผันตัวเองเป็นเกษตรกรอินทรีย์ ทำนาโดยไม่ใช่สารเคมี จนชาวบ้านในพื้นที่ ซึ่งสวนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขาเผ่าดาราอั้ง เห็นถึงประโยชน์ของการทำเกษตรอินทรีย์ เพราะนอกจากจะปลอดภัย ยังประหยัดต้นทุนด้วย จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนออร์แกนิค ซึ่งนอกจากการทำนาแล้ว ยังปลูกพืชสมุนไพร ผักสวนครัว และดอกไม้กินได้ เช่น ดอกกุหลาบ ดอกเก๊กฮวย ดอกอัญชัน พวงชมพู เพื่อแปรรูปเป็นชาดอกไม้ แต่ปีนี้ชาวบ้านไม่สามารถทำนาในที่ดินของตัวเอง ที่มีอยู่กว่า 300 ไร่ได้ เพราะภัยแล้งคุกคามจึงขาดแคลนน้ำ ส่งผลให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ไม่มีข้าวกินและไม่มีรายได้เข้ามา ทุกคนจึงมานั่งจับเข่าคุยกันว่าจะทำอย่างไรต่อไปในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า เพราะหากไม่มีรายได้เข้ามาทุกคนก็จะอยู่ไม่ได้ สุดท้ายจึงเกิดแนวคิดทำท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยดึงศักยภาพของชาวบ้านที่มีอยู่ ทั้งการทอผ้า ย้อมผ้า ปักผ้า มาผนวกเข้ากับการทำเกษตรอินทรีย์ที่ทำอยู่ นอกจากการปลูกโชว์ ยังเก็บผลผลิตขาย และแปรรูปด้วย ปัจจุบันนักท่องเที่ยวพากันหลั่งไหลมาที่สวนบัวชมพู ณ จอมคีรีกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งกรุ๊ปทัวร์ กลุ่มนักปั่นจักรยาน และนักท่องเที่ยวคนไทย ซึ่งกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงเกษตรช่วยสร้างกระแสเงินหมุนเวียนในท้องถิ่น จนกลายเป็นรายได้หลักของชาวบ้านที่นี่ไปแล้ว สำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาชมความสวยงามของสวนดอกไม้ในสวนบัวชมพู ณ จอมคีรี นอกจากไม่ต้องเสียค่าเข้าชม ยังได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชาวบ้านในชนบท และธรรมชาติอันสวยงามที่อยู่รายล้อมในพื้นที่ ยังมีชาดอกไม้ให้ชิมฟรี ทั้งชาดอกเก๊กฮวย ชาดอกกุหลาบ และชาดอกอัญชัน ซึ่งชาดอกไม้แต่ละชนิดก็มีคาแร็กเตอร์แตกต่างกันไป เพราะดอกไม้ทั้งหมดเป็นดอกที่ทานได้ จึงมีคุณประโยชน์ เช่น ชากุหลาบ ช่วยผ่อนคลาย ส่วนสารสีชมพูและสีแดงก็ช่วยต้านอนุมูลอิสระ, ชาดอกเก๊กฮวย ช่วยปรับสมดุล ดับกระหาย และกระตุ้นให้หลอดเลือดขยายตัว ส่วนชาดอกอัญชัน สารสีม่วงของดอกช่วยบอกกันการก่อตัวของเซลล์มะเร็ง และมีสารต้านอนุมูลอิสระ หากลูกค้าที่ชิมชาแล้วติดอกติดใจ ก็สามารถซื้อติดไม้ติดมือไปได้ในราคาย่อมเยาน.ส.ศรัณยา บอกว่า รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และสินค้าหัตถกรรมของชาวบ้านทั้งหมด จะถูกจัดสรรอย่างเป็นธรรม และนำเข้ากลุ่มวิสาหกิจฯ เพื่อเป็นทุนต่อยอดและสะสมให้กับชาวบ้าน โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ชาวเขาเผาดาราอั้งที่เป็นสมาชิกฯ จะปลดจากหนี้สินภายใน 2 ปี ส่วนชาวบ้านพื้นราบจะต้องปลดหนี้ให้ได้ภายใน 5 ปีนางคำ นายนวล อายุ 42 ปี ชาวเขาเผ่าดาราอั้ง หนึ่งในสมาชิกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเจออร์แกนิค บอกว่า ก่อนหน้านี้เธอและเพื่อนบ้านหลายคนมีอาชีพทำนา เมื่อหมดฤดูกาลทำนาแล้วก็ไม่มีงานทำอยู่บ้านเฉยๆ แต่เมื่อเข้ามาร่วมกลุ่มจึงทำให้เธอมีรายได้ มีเงินใช้จ่ายในครัวเรือน ไม่ต้องกลายเป็นคนว่างงานอีกต่อไปสำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ สวนบัวชมพู ณ จอมคีรี ตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ 3 ต.แม่นะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ อยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ ประมาณ 65 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 107 ถนนโชตนา จากตัวเมืองเชียงใหม่ ผ่าน อ.แม่ริม และอ.แม่แตง จนถึง อ.เชียงดาว

ร่วมแสดงความคิดเห็น