นายกรัฐมนตรี ออกแถลงสด ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีผลบังคับใช้ 26 มี.ค. 63 เข้มควบคุมเชื้อโควิด-19 เตรียมออกมาตรการเพิ่มเติม

วันที่ 24 มี.ค.63 รายงานข่าวแจ้งว่า จากกรณีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และกำลังอยู่ในช่วงวิกฤติรุนแรง ซึ่งล่าสุดยังมีการพบผู้ป่วยติดเชื่อเพิ่มขึ้นใสอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดเมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีการแจ้งเรื่องการออกประกาศใช้ พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2558 หรือ พรก.ฉุกเฉิน ซึ่งจะมีการเริ่มประชุมในวันที่ 26 ตอน 09.30 น. นอกจากนี้นายกรัฐมนตรียังได้ใช้เวลาแถลงผ่านรายการสดทางสถานีโทรทัศน์ทุกช่องประมาณ 5 นาที โดยไม่เปิดให้มีการซักถามแต่อย่างใด

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยระหว่างการแถลงว่า จากสถานการณ์ที่กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงเพิ่มมาที่พบว่ามีผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพิ่มขึ้นอีก 3 ราย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มผู้ที่มีอายุมาก ปนะมาณ 70 ปีขึ้นไป โดยสิ่งสำคัญที่สุดที่อยากเรียนให้ทราบคือมาตรการที่ออกมาที่ออกมาแล้วครั้งหนึ่ง โดยมาตรการเหล่านี้จำเป็นต้องปรับให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และจำเป็นต้องหาเงินให้เพียงพอในการเพิ่มเติมงบประมาณ เนื่องจากงบกลางก็ได้มีการใช้จ่ายไปพอสมควร ทำให้เหลือน้อยมาก และจำเป็นต้องหามาตรการในการหาเงินมาเข้าระบบให้มากยิ่งขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการจัดทำ พรก.ต่างๆ เพื่อเป็นการเตรียมมาตรการในระยะที่ 3-4 ต่อไป เพื่อดูแลประชาชนให้มากที่สุดทั้งในส่วนของสถานประกอบการ เพื่อลดการเลย์ออฟพนักงานต่าง ๆ เหล่านี้ รวมไปถึงอะไรที่สามารถดำเนินการต่อไปได้ทางรัฐบาลก็จะมีมาตรการรองรับเพื่อให้มีเงินและให้เกิดสภาพคล่อง ซึ่งมาตรการทางการเงิน การคลัง และภาษีต่าง ๆ ในส่วนของธนาคารรัฐก็จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้ซึ่งจะมีการหารือกับกระทรวงการคลังอีกครั้ง

ขณะที่ในส่วนของเรื่องสุดท้ายที่อยากกราบเรียนให้ทราบคือรัฐบาลได้พิจารณามาโดยตลอดเรื่องการประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ตามกฎหมายมที่กำหนดไว้ ซึ่งในวันนี้จึงได้นำ พรก.ฉุกเฉิน ฉบับดังกล่าวมาประกาศใช้ โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 26 มี.ค.63 ที่จะถึงนี้ ซึ่งในวันนี้ก็ได้มีการหารือมาตรการอื่น ๆ ที่มีความจำเป็นแล้ว ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดระเบียบในเรื่องของการทำงาน คือการยกระดับศูนย์โควิดให้เป็นศูนย์ฉุกเฉินในเรื่องของการแก้ปัญหา โดยมีคณะทำงานสอดประสานกันโดยมี ปลัดกระทรวงของแต่ละภารกิจนั้นเป็นผู้รับผิดชอบ และเป็นหัวหน้าส่วนในการรับผิดชอบ ที่ต้องติดตามมาตรการที่มีการประกาศออกมา และอาจจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไข รวมทั้งการเสนอมาตรการเพิ่มเติมเพื่อให้ ศอฉ.โดยตนเป็นผู้อนุมัติเนื่องจากอำนาจทั้งหมด 38 กฎหมาย จะอยู่ในการควบคุมของนายกรัฐมนตรี ของทุกกระทรวงเพื่อให้เกิดการดำเนินการอย่างแท้จริงในการบริหารงานตรงนี้

ดังนั้นตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. 63 จะมีการประชุมทุกเช้าตั้งแต่เวลา 09.30 น. โดยทางหัวหน้าส่วนปฏิบัติการทั้งหมดจะมารายงานผลการปฏิบัติงานให้ทราบและหากมีอะไรเพิ่มเติมก็จะมีการประกาศออกไปเป็นข้อกำหนดที่เพิ่มเติม และในส่วนข้อกำหนดนั้นต้องกราบเรียนว่า เมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว สิ่งสำคัญคือการจัดตั้งการทำงาน ผู้รับผิดชอบ ต่อไปในเรื่องของการจัดภายในศูนย์ ว่าจะมีการดำเนินงานกันอย่างไร และประเด็นสำคัญคือข้อกำหนดที่ทุกคนอยากทราบว่ามีอะไรบ้าง ซึ่งตนอยากเรียนว่า ข้อกำหนดนั้นสามารถออกได้ตลอดเวลา และทุกวัน ดังนั้นสิ่งที่จะประกาศในวันที่ 26 มี.ค. 63 ที่จะถึงนั้นก็คือเรื่องของการที่จะทำอย่างไรให้ลดการแพร่ระบาดในพื้นที่ต่าง ซึ่งอาจจะเป็นในเรื่องของการขอความร่วมมือ มีบังคับบ้าง อะไรบ้าง แต่ในส่วนเรื่องของการจะปิด หรือเปิดอะไรต่าง ๆ ตรงนั้นก็เป็นมาตรการระยะต่อไปที่อาจจะผุดขึ้น ซึ่งขึ้นอยู่กับความร่วมมือของประชาชน ซึ่งตนก็ไม่อยากให้ใครเดือดร้อนแต่ก็มีความจำเป็นต่อสถานการณ์โดยรวม ซึ่งทางรัฐบาลก็มีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการดูแลสุขภาพของประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยขอความร่วมมือกับทางพี่น้องประชาชนด้วยในส่วนของข้อกำหนดที่ได้มีการออกไปแล้ว รวมไปถึงขอความร่วมมือในเรื่องของการอย่างเพิ่งเดินทางกลุบภูมิลำเนา เพราะการเดินทางกลับก็เป็นเรื่องที่ท่านจะต้องเจอกับมาตรการต่าง ๆ ในเรื่องของการคัดกรอง การตรวจสอบระหว่างทางต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งก็เป็นมาตรการที่ทำมาโดยตลอด และขณะเดียวกันก็ได้ให้ความสำคัญในการกักจัวอยู่ที่บ้าน กักตัวในพื้นที่ รวมทั้งสถานที่กักตัวของรัฐหากกรณีมีการตรวจพบการแพร่ระบาด ตรวจพบผู้ติดเชื้อมากขึ้น และจะต้องหามาตรการมารองรับ รวมไปถึงสถานที่ และเวชภัณฑ์ต่างๆ ก็จะต้องมีการจัดหาให้เพียงพอ ซึ่งที่น่าเป็นห่วงคือการจัดหาจัดซื้อมาจากที่ไหน ในเมื่อทุกประเทศก็มีความต้องการในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มากอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งก็จะมีการประชุมหารือกันทุกวันในที่ประชุม เพื่อหาทางออกซึ่งก็ขอให้ประชาชนอย่างเพิ่งตื่นตระหนก

อย่างไรก็ตามการรับทราบหรือรับฟังข้อมูล หรือข่าวสารนั้นก็มีอยู่ 2 ช่องทางด้วยกัน โดยอันที่ 1 ก็คือในแต่ละวันก็จะมีการให้ข้อมูลผ่านสื่อโซเชียลต่าง ๆ โดยตลอดเช้าจนถึงเย็น จะมีศูนย์ปฏิบัติการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาธารณะสุข กระทรวงคมนาคม กระทรวงต่างประเทศ รวมไปถึงของที่อื่น ๆ ที่มีการแจ้งข้อมูลตลอดทั้งวัน ดังนั้นจะมีช่องทางให้สามารถสอบถามให้ตรงกับเวลาดังกล่าว และในส่วนของวาระสรุปนั้นก็เป็นเรื่องของโฆษกหรือประชาสัมพันธ์ของ ศอฉ. ที่จะแจ้งสรุปประเด็นสำคัญในแต่ละวันให้ทราบ โดยขอให้รับฟังช่องทางของรัฐบาลเป็นหลัก และส่วนสำคัญอีกประการคือเมื่อรัฐบาลได้มีการประกาศฉุกเฉินไปแล้ว ขอให้ทุกคนระวังในเรื่องของการใช้สื่อโซเชียล การให้ข่าวและข้อมูลที่บิดเบือนเพราะยังมีการใช้กฎหมายปกติอยู่

ร่วมแสดงความคิดเห็น