เชียงใหม่ แถลงผลตรวจผู้ป่วยโควิด-19 รายที่ 41 ล่าสุดไม่พบเชื้อแล้ว ! คาดผู้ป่วยติดเชื้อระยะสุดท้ายและใกล้หาย

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 18 พ.ค. 63 นายแพทย์จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย นายแพทย์สุเมธ องค์วรรณดี ผอ.สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ และ นายแพทย์กิตติพันธุ์ ฉลอม แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน ด้านระบาดวิทยา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันแถลงข่าวสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และความคืบหน้าผลการดำเนินการตรวจสอบผู้ป่วยรายที่ 41 ซึ่งเป็นรายล่าสุดที่เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่ หลังจากที่จังหวัดเชียงใหม่ไม่พบการแพร่ระบาดและผู้ป่วยติดเชื้อเพิ่มมาเป็นระยะเวลา 34 วัน ที่เดินทางมาจากพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และมีการตรวจพบการติดเชื้อเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 63 ที่ผ่านมา

โดยทาง นายแพทย์จตุชัย มณีรัตน์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่เปิดเผยว่า สถานการณ์ล่าสุดปัจจุบันจังหวัดเชียงใหม่ พบผู้ป่วยติดเชื้อสะสม 41 ราย เสียชีวิต 1 ราย กลับบ้านแล้วทั้งหมด และผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์เฝ้าระวัง 1,726 ราย กลับบ้านแล้ว 1,667 ราย และอยู่ในโรงพยาบาล 59 ราย สำหรับผู้ป่วยรายที่ 41 ซึ่งเป็นรายแรกหลังจากที่จังหวัดเชียงใหม่เว้นห่างไปถึง 34 วัน ซึ่งเป็นผู้ป่วยชายที่เดินทางมาจากจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 1-2 พ.ค. 63 และมีการกักตัวอยู่บ้าน พร้อมทั้งส่งชื่อไปยังโรงพยาบาลสันกำแพง โดยผู้ป่วยรายที่ 41 นี้มีความแตกต่างจากผู้ป่วยทั้ง 40 รายที่ผ่านมา ซึ่งที่ผ่านมาจะมีการตรวจสอบหาเชื้อในผู้ป่วยที่มีอาการเป็นหลัก แต่ช่วงที่ว่างเว้นจากการพบผู้ป่วยได้มีการปรับกลยุทธ์ขึ้นมาอีก โดยเป็นการตรวจหาผู้ป่วยเชิงรุก โดยเฉพาะผู่ป่วยที่มาจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อรับทราบถึงสถานการณ์ และเพิ่มมาตรการโดยการตรวจหาเชื้อจากผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดภูเก็ตทุกราย แม้ว่าจะมีอาการหรือไม่มีอาการก็จะต้องทำการตรวจ โดยในรายดังกล่าวก็เช่นกัน ที่อยู่ในบัญชีของผู้ที่ต้องตรวจหาเชื้อ โดยรายนี้ได้รับการตรวจหาเชื้อในวันที่ 12 พ.ค. 63 และในวันที่ 13 พ.ค. 63 ก็พบรายงานว่ามีเชื้อ และหลังจากนั้นก็ได้ส่งตัวรักษาที่โรงพยาบาลนครพิงค์

สำหรับการตรวจสอบผลแล็บครั้งแรกได้มีการแบ่งตัวอย่างหาสารคัดหลั่งจากลำคอ โพรงจมูก ไปตรวจสอบที่สำนักงานควบคุมโรคที่ 1 และที่ศูนย์ยุทธศาสตร์การแพทย์ และจากทั้ง 2 แหล่งปรากฎว่าพบเชื้อ และระหว่างรับผู้ป่วยไว้ที่โรงพยาบาลนครพิงค์ผู้ป่วยก็ไม่มีไข้ ความดันโลหิตปกติ อาการปกติ และในวันที่ 14 พ.ค. 63 ทางโรงพยาบาลก็ได้มีการตรวจหาเชื้อซ้ำอีกครั้ง โดยได้ส่งตัวอย่างไปตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ และตรวจที่โรงพยาบาลนครพิงค์เอง ผลตรวจในวันดังกล่าวปรากฎว่าไม่พบเชื้อแล้ว ซึ่งห่างจากวันที่ตรวจพบเชื้อ 2 วัน หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการซึ่งคาดว่าผู้ป่วยรายนี้น่าจะเข้าสู่ช่วงท้ายของการติดเชื้อ และมีการตรวจซ้ำอีกครั้งเมื่อครบ 48 ชั่วโมง และในวันที่ 16 พ.ค. 63 หลังจากครบ 48 ชั่วโมงก็ได้มีการเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจในครั้งนี้ได้ทำการตรวจสอบที่โรงพยาบาลนครพิงค์ และผลก็ไม่พบเชื้อ ทางโรงพยาบาลจึงสรุปว่าผู้ป่วยรายนี้ป่วยด้วยโรคโควิด-19 และสามารถกลับบ้านได้ และได้มีการคุมดูอาการต่อ 14 วัน ซึ่งคาดว่าผู้ป่วยรายนี้น่าจะมีอาการป่วยระยะสุดท้าย แล้วมีการตรวจพบเชื้อ จึงทำให้มีการตรวจสอบระยะหลังแล้วไม่พบเชื้อ

ขณะที่ทางด้าน นายแพทย์กิตติพันธุ์ ฉลอม แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน ด้านระบาดวิทยา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่เปิดเผยว่า หากนำผลการตรวจสอบของผู้ป่วยมาวิเคราะห์ดู เมื่อเปรียบเทียบกับที่เคยเจอมา จะเห็นว่า ในวันที่ 12 พ.ค. 63 ที่มีการตรวจเจอเชื้อแต่พบว่าปริมาณเชื้อไม่มาก และหลังจากนั้นถัดมาอีก 2 วันก็ไม่พบเชื้อแล้ว ดังนั้นสมมุติฐานทางระบาดวิทยาร่วมกับข้อมูลที่ได้รับจากผู้ป่วยข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้มากที่สุดคาดว่า ผู้ป่วยน่าจะได้รับการติดเชื้อมาก่อน แต่เนื่องจากโรคโควิด-19 เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีอาการหลากหลาย ตั้งแต่ไม่มีอาการเลย ไปจนถึงอาการรุนแรง และจะเห็นได้ว่ากรณีที่มีอาการรุนแรงส่วนใหญ่เป็นในผู้ป่วยที่มีอายุมาก มีโรคประจำตัว แต่ในผู้ป่วยรายนี้พบว่าเป็นชายที่มีสุขภาพแข็งแรงดี วัยกลางคน ไม่มีโรคประจำตัว กรณีเช่นนี้หากได้รับเชื้อไปร่างกายก็สามารถต้านทานกำจัดกับเชื้อได้ และเช่นเดียวกันกับผู้ป่วยที่เคยเจอมาที่มีอายุน้อย บางรายก็พบว่าไม่มีอาการเช่นกัน ดังนั้นในกลุ่มนี้ค่อนข้างยากที่จะสรุปได้ว่าได้รับเชื้อมาจากช่วงไหน และเคสนี้ก็ระบุว่าอาการมีน้อยมาก แต่ดูจากข้อมูลวิชาการที่มีอยู่พบว่าผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อไปแล้ว ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์ ถึงตรวจไม่พบเชื้อ ระยะแพร่เชื้อจริง ๆ อาจจะอยู่เพียงแค่ 10 วันแรก และหลังจากนั้นด้วยวิธีการตรวจ หลักการในการตรวจ PCR หรือตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสนั้นก็จะนำตัวอย่างไปขยายและตรวจจับว่ามีเชื้อหรือไม่ ซึ่งนั่นอาจจะทำให้เชื่อเสียชีวิตไปแล้วหรือเป็นซากของเชื้อก็อาจทำให้ตรวจเจอได้ เช่นในกรณีนี้ก็พบว่าตรวจเจอเชื้อน้อยมาก ซึ่งในกรณีนี้หลัง 48 ชั่วโมง ได้มีการเก็บตัวอย่างไปตรวจสอบก็ไม่พบเชื้อแล้ว จึงเป็นไปได้ว่าผู้ป่วยน่าจะมีการติดเชื้อตั้งแต่อยู่ที่อื่น ก่อนที่จะเข้ามาในพื้นที่ ประกอบกับข้อมูลประวัติในพื้นที่จึงสรุปได้ว่าไม่น่าจะมีการติดเชื้อในพื้นที่ และน่าจะเป็นการติดเชื้อมาได้ระยะหนึ่งแล้ว และเป็นระยะที่ใกล้จะหายแล้ว และโอกาสที่จะแพร่เชื้อนั้นถือว่าน้อยมาก

อย่างไรก็ตามจากกรณีที่เกิดขึ้นนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงและละเลยไม่ได้คือเรื่องสิทธิของผู้ป่วย โดยกรณีผู้ป่วยรายนี้ได้มีการเผยแพร่ข้อมูลไป โดยเฉพาะข้อมูลที่เข้าสู่สังคมออนไลน์ ทำให้มีการติดตาม มีการคุกคามผู้ป่วย อาทิ การถ่ายรูปหน้าบ้าน ส่งข้อความโทรศัพท์เข้าไป ซึ่งกรณีนี้ไม่ได้สร้างผลกระทบเพียงครอบครัวผู้ป่วยเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงสังคมในระยะยาว ซึ่งหากว่ามีผู้ป่วยที่ติดเชื้อแล้ว มีการขุดคุ้ยหรือคุกคามผู้ป่วยเช่นนี้ จะทำให้เจ้าหน้าที่ทำงานลำบาก เนื่องจากขณะนี้ตัวโรคก็น่ากลัว แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือสังคม ซึ่งหากมีการตั้งแง่ คุกคามกันเองก็ไม่ได้เกิดผลดีกับใคร เช่นกรณีนี้ ผู้ป่วยและญาติมีความเครียดสูงมาก ต้องมีการจัดทีมสุขภาพจิตเข้าไปช่วยเหลือ มีผลกระทบค่อนข้างมาก และอนาคตหากยังเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก อาจทำให้ผู้ป่วยที่สมควรได้รับการตรวจมีความลำบากใจ และการให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ จึงขอให้กรณีดังกล่าวเป็นกรณีตัวอย่างที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นอีกต่อไป

ร่วมแสดงความคิดเห็น


Do NOT follow this link or you will be banned from the site!