ชาวบ้านเรียกร้องแก้ปมที่ดิน ทับซ้อนเขตป่าสงวน พื้นที่เตรียมจัดตั้งอุทยานในภาคเหนือ

เครือข่ายป่าชุมชน จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เชียงใหม่มีพื้นที่กว่า 12,566,913 ไร่ เป็นพื้นที่ป่าสงวน 12,222,396 ไร่ มีพื้นที่ทับซ้อนเป็นเขตอุทยานฯ 2,835,632 ไร่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 702,420 ไร่ พื้นที่ มอบให้ ส.ป.ก.บริหาร
จัดการ 431,158 ไร่ จะเหลือพื้นที่ ในความดูแลของป่าไม้ราว ๆ 8,253,186 ไร่ ในจำนวนนี้จะมีพื้นที่เตรียมการประกาศเป็นเขตอุทยานฯ ร่วม 1,126,039 ไร่ ในพื้นที่ภาคเหนือพบว่า มีการเตรียมการ ประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ (อช.) จำนวนมาก เป้าประสงค์ของการจัดพื้นที่เป็นอุทยาน หลักๆคือ สงวนไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพ ตามระบบนิเวศน์ธรรมชาติ เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีรายได้จากการเข้าชม ใน จ.เชียงใหม่ อาทิ อช.ดอยเวียงผา, อช.ตกบัวตอง-น้ำพุเจ็ดสี, อช.แม่โถ และอช.ออบขาน เป็นต้น

ที่ผ่าน ๆ มามีการเรียกร้องของชาวบ้าน เกี่ยวกับแนวนโยบายทวงคืนผืนป่าสู่แผ่นดิน ที่มีการสำรวจพื้นที่ป่าทั่วประเทศ ให้เกิดความชัดเจน เป็นระบบ มีฐานข้อมูลเดียวกันว่า ส่วนใด เป็นป่าสงวน, เขตอุทยาน, พื้นที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันของชุมชน ผ่านรูปแบบต่าง ๆ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งถนน, แหล่งน้ำ, ที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน

“จะเห็นได้ว่าการสำรวจพื้นที่เขตอุทยานนั้น แต่ละแหล่งจะสร้างความกังวลต่อชาวบ้านมาโดยตลอด เพราะหวั่นเกรงปัญหาพื้นที่ทับซ้อนที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย ที่เป็นชุมชนจากรุ่นสู่รุ่น จะเป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่มีระเบียบกฎหมายควบคุมตัวอย่าง ชาวบ้านในพื้นที่ อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ ก็เคยมีเสนอความคิดเห็นหรือข้อมูลกันพื้นที่ออกจากเขตอุทยานเนื้อที่ประมาณ 24,500 ไร่ ซึ่งเป็นป่าที่ชุมชนชาวกะเหรี่ยง เป็นพื้นที่ทางจิตวิญญาณและเป็นที่ตั้งของชุมชน ป่าใช้สอย ไร่หมุนเวียน มาตั้งแต่บรรพบุรุษก่อนมีการประกาศจะจัดตั้ง อช.ออบขาน และที่เชียงราย ชาวบ้านในพื้นที่ดอยยาว ผาหม่น มีการเรียกร้อง เมื่อเร็ว ๆ นี้ ให้หน่วยงานที่สำรวจพื้นที่เตรียมการจัดตั้ง อช.ภูชี้ฟ้า ควรออกเอกสาร การใช้ประโยชน์ในที่ดิน และให้ชาวบ้าน มีโอกาสขึ้นทะเบียนป่าชุมชนตาม พรบ.ป่าชุมชน 2562 ข้อเรียกร้อง ไม่มีท่าทีสรุปชัดเจนว่า พื้นที่เป้าหมายกว่า 250,00 ไร่นั้น ชาวบ้าน ใน 11 ตำบล 4 อำเภอ จะได้รับ
การสนองตอบตามข้อเรียกร้องหรือไม่”

 

สำหรับเป้าหมายการประกาศพื้นที่อุทยานฯ ที่มีการเตรียมการนั้น ทั่วประเทศจะมีราว ๆ 5 ล้านไร่ ในภาคเหนือ นั้น มีหลาย ๆ แห่ง เช่น เชียงใหม่ ก็ที่ ดอยเวียงผา, ออบขาน, แม่โถ บางแห่งถูกต่อต้าน เรียกร้องทบทวนแผน

“จริง ๆ แล้ว ชาวบ้าน ในพื้นที่เตรียมการประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานฯ นั้น ส่วนใหญ่เรียกร้องให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำหนดแผนที่และมีแบ่งพื้นที่การทำประโยชน์ให้ชัดเจน ขอสิทธิ์การทำประโยชน์ในที่ดินก่อนจะปักแนวเขตอุทยาน ประกาศเป็นอุทยานทุก ๆ พื้นที่ ควรเปิดโอกาสให้ชาวบ้านที่ผู้ได้รับผลกระทบมีสิทธิร่วมตัดสินใจด้วย”

 

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร รายงานสถานการณ์ป่าไม้ไทย ประจำปี 2562-2563 ว่าปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ทั่วประเทศมี 102,484,072.71 ไร่ ประมาณ 31.68% ของประเทศ ลดลงจากปี พ.ศ. 2560-2561 จำนวน 4,229.48 ไร่ นโยบายป่าไม้แห่งชาติกำหนดให้มีพื้นที่ป่าไม้ 40% ของพื้นที่ประเทศ เป็นป่าอนุรักษ์ 25% ป่าเศรษฐกิจและป่าชุมชน 15%
กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีพื้นที่ดูแล ปัจจุบัน 73 ล้านไร่ (22.6 %) ที่ยังขาดอีก 7.75 ล้านไร่ (2.4%) อยู่ในกระบวนการรับมอบพื้นที่จากกรมป่าไม้ประมาณ 7.7 ล้านไร่ จะได้ครบตามเป้า 25% ของพื้นที่ประเทศภายในปี 2569

“ปัญหาป่าทับที่คน คนทับที่ป่า คาราคาซังมากกว่า 60 ปี ทั้งชุมชนที่เคยอาศัยอยู่เดิมแล้วมีอุทยานแห่งชาติหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าประกาศทับ หรือบางชุมชนขยายพื้นที่เพิ่มหรือบุกรุกป่าเข้ามาในภายหลัง แม้จะมีความพยายามแก้ปัญหานี้มานาน แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ เช่น มติครม. 30 มิ.ย. 2541 ที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จ มีที่มาแต่ไม่มีที่ไป การออก พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 และพรบ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ถือเป็นกฎหมาย 2 ฉบับแรก ที่ยอมรับการมีอยู่ของคนในป่า”

 

ข้อมูลล่าสุดพบว่า 227 ป่าอนุรักษ์ (อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และเขตห้ามล่าสัตว์ป่า) ไม่มีชุมชนอยู่ 1 แห่ง ส่วนอีก 226 ป่า มีหมู่บ้านทั้งหมด 4,192 หมู่บ้าน เนื้อที่ประมาณ 4,295,501.24 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่อุทยาน
126 แห่ง มี 2,745 หมู่บ้าน เนื้อที่ 2,550,044.18 ไร่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 60 แห่ง 1,003 หมู่บ้าน 1,471,908.37 ไร่ เขตห้ามล่าสัตว์ป่า 40 แห่ง 444 หมู่บ้าน 273,548.69 ไร่ เป็นข้อมูลสำรวจที่สมบูรณ์ ครบถ้วน และเป็นปัจจุบันที่สุด มีการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำและเดินรังวัดที่ดินอย่างละเอียด มีขั้นตอนการรับรองของชุมชนโดยเฉพาะจากผู้ใช้ประโยชน์ในแปลงข้างเคียง เพื่อเป็นการทวนสอบข้อมูลที่สำรวจ

 

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แจ้งว่าได้ปรับแนวทางดำเนินงานมุ่งเน้นการสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดด้วยการสร้างเครือข่าย เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมดูแลรักษาป่าในท้องถิ่นโดยใช้หลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ควบคู่กันไป

“ขณะนี้กรมป่าไม้ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ พัฒนาระบบ ปฏิบัติการพิทักษ์ไพร โดยนำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูง มาวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ป่า เพื่อตรวจจับการรุกป่าแบบเรียลไทม์ เมื่อพบความผิดปกติที่ป่าบริเวณใด ระบบจะแจ้งเตือน จากนั้นเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีระบบนำทางจะเข้าไปตรวจสอบจุดพิกัดต้องสงสัยทันที สามารถตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ได้ในระดับ 1 ไร่ มองเห็นในพื้นที่ลับตา เช่น บริเวณหลังเขา หรือ ในหุบ ทำให้การตรวจสอบจับกุมเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ในระยะหลังๆจะไม่ค่อยมีข่าวการบุกรุกพื้นที่ป่ารายใหญ่ ”

ปัจจุบันมีการออกอนุบัญญัติภายใต้ พ.ร.บ.ป่าชุมชน พ.ศ.2562 เพื่อสร้างกลไกการขับเคลื่อนดูแล ป่าชุมชน รับรองการจัดตั้งป่าชุมชนไปแล้ว 11,327 แห่ง จากเป้าหมาย 15,000 แห่ง เนื้อที่ 10 ล้านไร่ทั่วประเทศ และมุ่งส่งเสริมคนอยู่กับป่า จัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎรยากไร้ที่รุกเข้ามาทำกินในพื้นที่ป่าก่อนปี 2557 เป้าหมายรวม 12.5 ล้านไร่ ในพื้นที่ลุ่มน้ำ 1, 2, 3, 4 และ 5 ตามเป้าหมาย 1 ล้านไร่ ภายในปี 2564นี้เพื่อให้คนอยู่กับป่าอย่างยั่งยืน ไม่เกิดปัญหาที่ดินทำกิน ที่อยู่ทับซ้อน เช่น ใน จ.แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่

ร่วมแสดงความคิดเห็น


Do NOT follow this link or you will be banned from the site!