สธ. ชวนคนไทยทำบุญวันมาฆบูชา แบบ “รักษ์สุขภาพ รักษ์โลก ลดโรค”

​กระทรวงสาธารณสุข จัดกิจกรรม “มาฆบูชา วิถีพุทธ ชุมชนเป็นสุข พระสงฆ์สุขภาพดี” ในรูปแบบ“รักษ์สุขภาพ รักษ์โลก ลดโรค” เพื่อร่วมกันรักษาสิ่งแวดล้อม ด้วยการลดใช้พลาสติก และถวายภัตตาหารพระสงฆ์ด้วยเมนูชูสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็ม เพิ่มผักผลไม้ พร้อมย้ำประชาชนปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข อย่างเคร่งครัด

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2564) นายธนิตพล ไชยนันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในงานกิจกรรม “มาฆบูชา วิถีพุทธ ชุมชนเป็นสุข พระสงฆ์สุขภาพดี” ร่วมกับ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย นายสุเทพ ภู่รัตนโอภา ผู้อำนวยการ กองพุทธศาสนสถาน สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ นายสำรวย นักการเรียน (รักษาการ) รองอธิบดีกรมการศาสนา ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และนายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ณ วัดพุทธปัญญา จังหวัดนนทบุรี

นายธนิตพล ไชยนันทน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดทำโครงการพระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ โดยดำเนินงานวัดส่งเสริมสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2545 จนถึงปัจจุบัน ภายใต้หลัก 5 ร. คือ ร่มรื่น ร่มเย็น ร่วมสร้าง ร่วมจิตวิญญาณ และร่วมพัฒนา ซึ่งขณะนี้มีวัดส่งเสริมสุขภาพกว่า 11,314 วัด ทั่วประเทศ ขับเคลื่อนองค์กรรอบรู้ด้านสุขภาพสู่วัดรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate Temple) โดยเริ่มตั้งแต่ 1) การจัดทำแผนขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “พระสงฆ์กับการพัฒนาสุขภาวะ” ตามธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์แห่งชาติ พ.ศ.2560 2) ขับเคลื่อนการดำเนินงานวัดส่งเสริมสุขภาพสู่วัดรอบรู้ด้านสุขภาพ (Health Literate Temple) 3) จัดทำหลักสูตรและฝึกอบรมพระคิลานุปัฏฐาก (พระอาสาสมัครส่งเสริมสุขภาพประจำวัด-อสว.) หลักสูตร 70 ชั่วโมง และหลักสูตร 35 ชั่วโมง ขณะนี้มีพระสงฆ์ที่ผ่านการอบรม จำนวน 8,260 รูป และ 4) การดูแลตรวจคัดกรองสุขภาพพระสงฆ์ ตามโครงการ 1 วัด 1 โรงพยาบาล/รพ.สต.

“ทั้งนี้ เพื่อให้พระสงฆ์ดูแลสุขภาพตนเองได้อย่างถูก ต้องตามหลักพระธรรมวินัย พระสงฆ์ที่ป่วยได้รับการดูแลต่อเนื่อง ส่วนกลุ่มเสี่ยงได้รับความรู้เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ดูแลด้านโภชนาการ การออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือด เข้ารับการตรวจสุขภาพช่องปาก อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ร่วมกับการดูแลอนามัยช่องปากอย่างเหมาะสม พร้อมให้ความรู้ประชาชน เรื่องการถวายอาหารพระสงฆ์ ลดหวาน มัน เค็ม ซึ่งในปี 2564 ได้ตั้งเป้าหมายให้มีพระคิลานุปัฏฐาก 1 รูป ต่อ 1 ตำบล และขยายผลให้มีพระคิลานุปัฏฐากครอบคลุมทุกวัดทั่วประเทศ โดยจัดให้มีการอบรมในพื้นที่ และอบรมผ่านระบบออนไลน์ (E-Learning) เพื่อพร้อมทำหน้าที่ส่งเสริมและสนับสนุนการดูแลสุขภาวะพระสงฆ์ ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางปัญญาและทางสังคม ตลอดจนการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ เชื่อมโยงระหว่างวัดและชุมชน มุ่งให้เกิด “พระแข็งแรง วัดมั่นคง ชุมชนเป็นสุข” ต่อไป และสำหรับวัดพุทธปัญญาที่ได้มีการจัดกิจกรรม“มาฆบูชา วิถีพุทธ ชุมชนเป็นสุข พระสงฆ์สุขภาพดี” ถือเป็นวัดที่ได้ประเมินตนเองผ่านเกณฑ์สะอาด ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย มั่นใจ ห่างไกลโควิด-19 และได้รับมอบป้าย Thai STOP COVID Plus ในครั้งนี้ด้วย” ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

ทางด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า วันมาฆบูชาของทุก ๆ ปี พุทธศาสนิกชนนิยมมาทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ฟังธรรม และเวียนเทียนที่วัดใกล้บ้าน กรมอนามัยจึงรณรงค์ชวนคนไทยเลือกของที่มีประโยชน์ มีคุณภาพ ถ้าเป็นอาหารสด ควรเลือกเมนูชูสุขภาพ ลดหวาน มัน เค็ม แต่ถ้าเป็นอาหารแห้ง ให้ดูบรรจุภัณฑ์ที่สมบูรณ์ ไม่บุบ ไม่เป็นสนิม มีเครื่องหมาย อย.กำกับ และตักบาตรในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากหรือน้อยเกินไป โดยเน้นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งประชาชนสามารถเลือกใช้ถุงผ้าหรือตะกร้าไปจ่ายตลาด ในการเลือกซื้อวัตถุดิบทำอาหาร หรืออาหารสำเร็จรูปทำบุญ เพื่อตักบาตรแทนถุงพลาสติกที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง

สำหรับบางวัดที่จัดให้มีโรงทานสำหรับปรุงอาหาร ให้แก่ผู้ที่มาทำบุญ จึงควรใช้วัสดุธรรมชาติบรรจุอาหารเช่นกัน เพื่อเป็นการลดการใช้พลาสติกหรือโฟม นอกจากนี้ ประชาชนที่มาทำบุญที่วัดขอให้ปฏิบัติตามมาตรการ ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด โดยต้องสวมหน้ากากทุกครั้งก่อนเข้าวัด หรือบริเวณโรงทาน ล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังกินอาหาร ผู้ปรุงอาหาร ต้องปรุงอาหารให้สุก สะอาด ไม่สัมผัสอาหารโดยตรง มีการจัดอาหารแบบแยกชุด รวมถึงการดูแลความสะอาดของสถานที่และให้เปิดโล่ง เพื่อการระบายอากาศที่ดี รวมทั้งจัดให้มีจุดคัดกรองผู้เข้ามาใช้บริการ กำหนดระยะห่างระหว่างบุคคล และสิ่งสำคัญคือผู้ที่จะเดินทางไปทำบุญที่วัดควรประเมินตนเองในเบื้องต้น หากมีไข้ ไอ หรือมาจากพื้นที่เสี่ยง ควรงดออกจากบ้าน เพื่อลดการแพร่กระจายของโรค โควิด-19” อธิบดีกรมอนามัยกล่าว

ร่วมแสดงความคิดเห็น