อังกฤษถอนประเทศไทยออกจากบัญชีแดง

 

กรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลประเด็นเรื่อง อังกฤษถอนประเทศไทยออกจากบัญชีแดง หากฉีดวัคซีนที่สอ. รองรับ เดินทางเข้าประเทศได้โดยไม่ต้องกักตัว ทางศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ พบว่าประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นข้อมูลจริง

เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2564 รัฐบาลสหราชอาณาจักร (สอ.) ถอดไทยออก จาก Red List มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 ต.ค. 2564 เวลา 4.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่นของ สอ.) มีรายละเอียด ดังนี้

1. รัฐบาล สอ. ได้ปรับปรุงข้อกำหนดใหม่โดยคงการกำหนด ประเทศ/พื้นที่เสี่ยง เพียง 2 กลุ่ม คือ
(1) กลุ่มประเทศที่อยู่ใน บัญชีแดง (Red List) ซึ่งประกอบด้วย 7 ประเทศ ได้แก่ โคลอมเบีย สาธารณรัฐโดมินิกัน เอกวาดอร์ เฮติ ปานามา เปรู และเวเนซุเอลา
(2) กลุ่มประเทศที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีแดง (Non-Red List รวมประเทศไทย)

2. รัฐบาล สอง รับรอง วัคซีน 4 ชนิดเท่านั้น ได้แก่ Oxford/AstraZeneca (AZ) ซึ่งรวมถึงวัคซีน AZ จาก AZ Siam Bioscience ที่ผลิตในประเทศไทยด้วย, Pfizer/BioNTech, Moderna และ J&J

3. คนไทยที่ได้รับวัคซีนที่ สอ. ยังไม่รับรอง เมื่อเดินทางเข้า สอ. หลังจาก วันที่ 11 ต.ค. 2564 จะถือเสมือนว่ามีสถานะได้รับวัคซีนไม่ครบ (not fully vaccinated) ซึ่งจะต้องตรวจหาเชื้อแบบ PCR ก่อน เดินทางและกักตัวภาคบังคับในที่พัก (self-quarantine) เมื่อเดินทาง ถึงอีก 10 วัน

4. ผู้ที่เดินทางจาก Non-Red List ยังต้องมีการตรวจหาเชื้อแบบ PCR ในวันที่ 2 เมื่อเดินทางถึง เเต่มีแนวโน้มว่าอาจจะเปลี่ยนแปลงการตรวจ วินิจฉัยโรค โดยใช้อุปกรณ์ทดสอบอย่างง่ายและรวดเร็ว ที่มีผลออกมาเป็น แถบสี(lateral flow test) ในอนาคต เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่า หากมีผลตรวจเป็นบวกต้องตรวจหาเชื้อแบบ PCR เพื่อยืนยันผลอีกครั้งหนึ่ง

5. การปรับสถานะของรัฐบาล สอ. ในครั้งนี้ ถือเป็นผลสำเร็จจากความพยายามของกระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน กระทรวงสาธารณสุข และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงด้านข้อมูลและการประสานงานเพื่อผลักดันกับฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของ สอ. อย่างใกล้ชิดตลอดช่วง 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งผลสำเร็จดังกล่าวถือเป็นประโยชน์กับไทยอย่างยิ่งที่จะสามารถมีการเดินทางที่สะดวกยิ่งขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมต่อ การเดินทางมาท่องเที่ยวไทยของนักท่องเที่ยวบริติชในฤดูการท่องเที่ยว ปลายปีนี้ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยทางหนึ่ง

และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจากกกระทรวงการต่างประเทศ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.mfa.go.th หรือโทร 02 2035000

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตข่าวปลอม สร้างข่าวบิดเบือน ทำให้ประเทศชาติเสียหาย ประชาชนสับสน เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2),(5) มีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และอาจเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่ผลิตข่าวปลอมและผู้ที่เผยแพร่ทุกรายอย่างเด็ดขาดจริงจังและต่อเนื่องต่อไป
ทั้งนี้ หากพี่น้องประชาชนพบข้อมูลการกระทำผิด สามารถแจ้งเบาะแสข่าวผ่าน
5 ช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ https://www.antifakenewscenter.com, เฟซบุ๊ก ANTI-FAKE NEWS CENTER, ทวิตเตอร์ @AFNCThailand, ไลน์ @antifakenewscenter, ช่องทางโทรศัพท์โทรสายด่วน GCC 1111 ต่อ 87 และสายด่วน 1599 ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ร่วมแสดงความคิดเห็น