ป.ป.ส. แถลงข่าวจับกุมรถพยาบาลฉุกเฉิน (AMBULANCE) ลำเลียงยาเสพติดและรับตัวผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับจาก ป.ป.ส.เมียนมา

เมื่อเวลา 15.00 นน. วันที่ 12 ก.ย.61 ที่สำนักงาน ปปส.ภาค 5 นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ ป.ป.ส. พร้อมด้วย พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.5 , พล.ต.ต.ภาณุเดช บุญเรือง รอง ผบช.ภ. 5 , พล.ต.จิรเดช กมลเพ็ชร ผู้บัญชาการกองกำลังผาเมือง , พ.ต.ท.สมพร ชื่นโกมล ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษ เขตพื้นที่ 5 กรมสอบสวนคดีพิเศษ และ นพ.วรัญญู จำนงประสาทพร รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมเครือข่ายการค้ายาเสพติดรายสำคัญ 2 คดี
โดยคดีแรก เป็นการจับกุมรถพยาบาลฉุกเฉิน (AMBULANCE) ลำเลียงยาเสพติด ที่ทางเจ้าหน้าที่สามารถสกัดจับได้ในพื้นที่ หมู่ 2 ต.ดอกคำใต้ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา ต่อเนื่องด่านตรวจแม่ต๋ำ ต.แม่กา อ.เมือง จ.พะเยา และด่านตรวจท่าก๊อ ต.ท่าก๊อ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เมื่อช่วงค่ำคืนของวันที่ 9 ก.ย.61 ที่ผ่านมา ซึ่งในการจับกุมครั้งนี้มีผู้ต้องหาทั้งหมด 7 คน ประกอบด้วย นายตะวัน หรือดุ่ย โพธิ์อุไร อายุ 22 ปี ที่อยู่ 25/3 ม.5 ต.ตากฟ้า อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์ , นายศุภชัย หรือนนท์ ขาวจันทร์ อายุ 22 ปี ที่อยู่ 99/995 ม.3 ต.ลำพักกูด อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี , นายชาญชัย หรือแฟล็ต เพชรพราว อายุ 21 ปีที่อยู่ 12 ม.6 ต.ลาดพิรส อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ , นายวิสันต์ น้ำเต้าทอง อายุ 43 ปี ที่อยู่ 18/2 ม.3 ต.คลองสอง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี , นางสาวสุธิมา หรือหนู ชัยมูล อายุ 26 ปี ที่อยู่ 37/1760 ม.4 ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี , นายกำพล หรือบอม ชัยหัง อายุ 28 ปี ที่อยู่ 167/2 ม.14 ต.หนองจอก อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี และ นายเค้ก พรรณทวี อายุ 29 ปี ที่อยู่ 43 ม.8 ต.บ้านกรด อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา พร้อมทั้งตรวจยึดของกลางเป็น ไอซ์ 398 กก. และเคตามีน 80 กก. นอกจากนี้ยังมีอาวุธปืน 2 กระบอก และรถยนต์อีก 3 คัน
ทั้งนี้ทาง นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ ป.ป.ส. เปิดเผยว่า การจับกุมผู้ต้องหาและตรวจยึดของกลางในคดีดังกล่าวสืบเนื่องมาจากทางสำนักงาน ป.ป.ส. โดย ปปส.ภาค 5 และสำนักปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับ กก.สส.1 บก.สส.ภ.5 ได้ร่วมกันสืบสวนเครือข่าย นายอภิวิชญ์ สอาดดี ฉายาอาร์ต ต่ำเอี่ยว อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาคดีฆ่า พื้นที่ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี หลบหนีไปเคลื่อนไหวสั่งการค้าและลำเลียงยาเสพติดในพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้าน ด้านฝั่งตรงข้าม อ.แม่สาย จ.เชียงราย จนกระทั่งสืบทราบว่าเครือข่ายนี้มีพฤติการณ์ใช้รถตู้ดัดแปลงเป็นรถพยาบาลฉุกเฉิน (AMBULANCE) เป็นพาหนะในการขนลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ภาคเหนือลงไปพื้นที่ภาคกลาง เพื่ออำพรางและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่
โดยต่อมา พบข้อมูลว่ากลุ่มเครือข่ายดังกล่าวมีรถตู้พยาบาลฉุกเฉินซึ่งได้ทำช่องลับไว้เพื่อซุกซ่อนลำเลียงยาเสพติด จึงได้จัดชุดเฝ้าติดตาม จนกระทั่งช่วงเย็นของวันที่ 8 ก.ย.61 ทางเจ้าหน้าที่พบรถตู้คันดังกล่าวขับผ่านด่าน ทับคล้อ จ.พิจิตร และช่วงบ่ายของวันที่ 9 ก.ย.61 ได้ขับผ่านด่านถ้ำปลา มุ่งหน้าไป อ.แม่สาย จ.เชียงราย เจ้าหน้าที่ได้ทำการสะกดรอยติดตามพบว่ารถตู้คันดังกล่าวได้ขับไปพบรถยนต์อีก 2 คัน ที่บริเวณตึกแถวที่ ม.6 ต.แม่สาย อ.แม่สาย จากนั้นรถยนต์ทั้ง 3 คัน ได้ขับออกจากบริเวณตึกแถว มุ่งหน้าไปทาง อ.เมือง จ.พะเยา และได้ขับถึงด่านตรวจแม่ต๋ำ เจ้าหน้าชุดปฏิบัติการได้ประสานด่านตรวจให้เรียกตรวจค้นรถพยาบาลฉุกเฉินทั้ง 2 คันที่ขับตามมา เห็นด่านตรวจเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินคันหน้า จึงได้กลับรถวิ่งสวนทางจราจร
โดยรถที่สัญจรมาได้หลีกทางให้เพราะเข้าใจว่ามีเหตุฉุกเฉิน รถตู้พยาบาลฉุกเฉินดังกล่าวได้ขับเลี้ยวหนีไปทาง อ.ดอกคำใต้ ชุดปฏิบัติการได้ขับติดตามไป พบว่าคนในรถตู้ได้โยนสิ่งของทิ้งจากตัวรถตลอดเส้นทางที่หลบหนี จนรถเสียหลักขับไปชนรั้วบ้านในพื้นที่ ม.2 ต.ดอกคำใต้ คนในรถ 3 คนได้วิ่งหลบหนี เจ้าหน้าที่ติดตามจับกุมไว้ได้ และตรวจค้นในรถพบไอซ์ 398 ถุง และเคตามีน 60 ถุง อาวุธปืน 9 มม. จำนวน 1 กระบอก กระสุน 9 นัด และได้ประสานตำรวจท้องที่ค้นหายาเสพติดที่ผู้ต้องหารับว่าได้โยนทิ้งระหว่างทางที่หลบหนี พบคีตามีนอีก15 ถุง นอกจากนี้ผลการตรวจค้นรถพยาบาลฉุกเฉิน อีกคันที่ด่านตรวจแม่ต๋ำพบอาวุธปืนพก 9 มม. จำนวน 1 กระบอกพร้อมกระสุน 14 นัด และจับกุมผู้ต้องหาอีก 2 รายได้ที่ด่านตรวจท่าก๊อ จ.เชียงราย
ขณะที่ทางด้าน พล.ต.ท.พูลทรัพย์ ประเสริฐศักดิ์ ผบช.ภ.5 เปิดเผยว่า จากการบูรณาการในการกวาดล้างยาเสพติดของทางเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะเห็นได้ว่ากลุ่มขบวนการเหล่านี้จะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการลักลอบขนยาเสพติดในแบบใหม่อย่างต่อเนื่อง อย่างเช่นในคดีนี้ที่กลุ่มผู้ต้องหาได้ใช้รถพยาบาลฉุกเฉิน (AMBULANCE) เป็นพาหนะในการลำเลียงเพื่อตบตาเจ้าหน้าที่และสะดวกต่อการลำเลียง โดยจะอาศัยการเปิดสัญญาณไฟขอทาง อีกทั้งยังมีการดัดแปลงรถเพื่อให้มีที่เก็บซ่อนยาเสพติดด้วย และนอกจากนี้จากการตรวจสอบยังทราบว่ารถพยาบาลฉุกเฉิน (AMBULANCE) ที่กลุ่มผุ้ต้องหาใช้นั้นเป็นรถเอกชนที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สอฉ.) อนุญาต สังกัดในพื้นที่เทศบาลเมืองยี่โถ จ.ปทุมธานี ดังนั้นในการป้องกันและปราบปรามกลุ่มขบวนการเหล่านี้ ทางเจ้าหน้าที่จะต้องมีการคุมเข้มและบูรณาการความร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามจากากรตรวจสอบเบื้องต้นคาดว่ากลุ่มขบวนการนี้น่าจะยังมีการลำเลียงยาเสพติดเข้ามาไม่ถึง 2 ครั้ง ซึ่งก็จะต้องมีการดำเนินการสืบสวนขยายผลเพื่อติดตามจับกุมตัวผู้อยู่เบื้องหลังต่อไป
ส่วนในคดีที่สอง เป็นการจับกุมนักค้ายาเสพติดที่หลบหนีหมายจับไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อช่วงเย็นของวันที่ 7 ก.ย.61 ที่ผ่านมา โดเยทางสำนักงาน ป.ป.ส. ได้จับกุมตัว นายเจริญ หรือก้อ เกียรติพรพาณิช ผู้ต้องหาในคดีกระทำผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ตามหมายจับศาลอาญาที่ 10/2560 ลงวันที่ 13 ม.ค.60 ซึ่งได้หลบหนีหมายจับไปอยู่จังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา จับกุมที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย อ.แม่สาย จ.เชียงราย ซึ่งการจับกุมครั้งนี้เกิดจากการประสานความร่วมมือระหว่างสำนักงาน ป.ป.ส. และ CCDAC เมียนมา โดยร่วมกันสืบสวนติดตามบุคคลตามหมายจับในคดียาเสพติดเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่ง CCDAC ได้จับกุมและส่งตัว นายเจริญ ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดเชียงราย ผ่านช่องทางสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 1
โดยสำนักงาน ป.ป.ส. ได้ประสาน CCDAC ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ร่วมสืบสวนติดตามจับกุมนายเจริญ เกียรติพรพานิช จนกระทั่งวันที่ 31 พ.ค.61 ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ CCDAC ท่าขี้เหล็ก ว่าได้จับกุมตัว นายเจริญได้พร้อมของกลาง โทรศัพท์มือถือ จำนวน 7 เครื่อง ธนบัตรไทยจำนวน 4.2 ล้านบาท ทองรูปพรรณหลายรายการ รวมน้ำหนักประมาณ 384 กรัม ธนบัตรเมียนมา จำนวน 8.45 ล้านจ๊าต และรถยนต์ โตโยต้า อัลพาร์ด 1 คัน ที่บ้านพักในหมู่บ้านต่อก้อ (ใน) เมืองเวียงแก้ว จังหวัดท่าขี้เหล็ก และได้ดำเนินคดีตามกฎหมายเมียนมา 3 ข้อหา คือ หลบหนีเข้าเมือง ครอบครองเงินสกุลต่างประเทศเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดโดยไม่ได้รับอนุญาต และใช้รถยนต์โดยไม่มีแผ่นป้ายทะเบียน ซึ่ง สำนักงาน ป.ป.ส. ได้ขอรับตัวนายเจริญมาดำเนินตามหมายจับในประเทศไทยเมื่อครบกำหนดรับโทษความผิดในประเทศเมียนมา
ต่อมาวันที่ 7 ก.ย.61 สำนักงาน ป.ป.ส. ได้รับการประสานจาก CCDAC ท่าขี้เหล็กว่า นายเจริญ ได้พ้นโทษตามกฎหมายเมียนมาแล้ว โดยจะปล่อยตัวและผลักดันกลับประเทศไทย สำนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับ ตม.เชียงราย และ บช.ปส. จึงประสานขอรับตัวนายเจริญมาดำเนินคดีตามกฎหมายไทย โดย ตม.เชียงรายได้แจ้งข้อหาและเปรียบเทียบปรับนายเจริญในความผิดฐานไม่เข้าออกตามช่องทางผ่านแดน และสำนักงาน ป.ป.ส. ได้แจ้งข้อหาจับกุมนายเจริญตามหมายจับ และควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จในการจับกุม นายเจริญ เกียรติพรพานิช เกิดจากการยกระดับความร่วมมือในการปราบปรามยาเสพติดระหว่างไทยกับเมียนมาตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งทางการไทยได้ส่งหมายจับผู้ต้องหาคดียาเสพติดที่หลบหนีไปอยู่ในเมียนมา ให้ทางการเมียนมาดำเนินการจับกุมส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย โดยปัจจุบันสำนักงาน ป.ป.ส. ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารความเคลื่อนไหวของเป้าหมายกับ CCDAC จนนำไปสู่การจับกุมผู้ต้องหาชาวไทยที่หลบหนีหมายจับไปเคลื่อนไหวค้ายาเสพติดที่ จ.ท่าขี้เหล็กได้แล้ว หลายราย ซึ่งนายเจริญเป็นรายแรกที่ครบกำหนดการรับโทษในความผิดที่กระทำในเมียนมาและถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีตามหมายจับของประเทศไทย

อย่างไรก็ตามปัจจุบันกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดได้พลิกแพลงวิธีการลำเลียงซุกซ่อนยาเสพติดเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจค้นจับกุมของเจ้าหน้าที่ เช่นในคดีรถพยาบาลฉุกเฉินที่สามารถจับกุมได้ในครั้งนี้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องยากลำบากของเจ้าหน้าที่ในการดำเนินงานสกัดกั้นและปราบปราม แต่ทุกหน่วยงานก็สามารถร่วมมือกันปฏิบัติจนประสบความสำเร็จได้ ซึ่งในส่วนของสำนักงาน ป.ป.ส. พร้อมที่จะเชื่อมประสานการดำเนินงานร่วมกับทุกหน่วย ให้สามารถหยุดยั้งกลุ่มขบวนการค้ายาเสพติดเพื่อสร้างสังคมไทยให้ปลอดภัยจากยาเสพติดอย่างยั่งยืน ตามนโยบายของรัฐบาล