ทางนางลัชชิดา อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่แห่งที่ 2 มีความคืบหน้าในหลายระดับ ซึ่งหลังจากบอร์ท ทอท.อนุมัติให้ฝ่ายบริหารเร่งจัดทำแผนการพัฒนา ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการจัดทำแผนการลงทุนและแผนการพัฒนาโครงการก่อสร้าง โดยจะใช้เวลาในการจัดแผนดังกล่าวราว 3-6 เดือน เพื่อเสนอต่อกระทรวงคมนาคมพิจารณา หลังจากนั้นกระทรวงคมนาคมจะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อขอรับความเห็นชอบให้ดำเนินโครงการต่อไป
ทั้งนี้ จังหวัดเชียงใหม่เป็น 1 ใน 3 พื้นที่ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องมีการสร้างสนามบินแห่งใหม่ โดยสำนักงานการบินพลเรือนได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำการศึกษา พบว่า 3 พื้นที่หลัก คือ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต มีปริมาณจราจรทางอากาศค่อนข้างหนาแน่น และมีการเติบโตของจำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งตามแผนแม่บทของการพัฒนาท่าอากาศยานเชียงใหม่ระยะที่ 2 จะรองรับผู้โดยสารได้เต็มศักยภาพ 20 ล้านคนในปี 2568 ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเตรียมพื้นที่ใหม่รองรับ
สำหรับพื้นที่ในการศึกษาการก่อสร้างท่าอากาศยานเชียงใหม่แห่งที่ 2 เบื้องต้นได้มีการศึกษา 5 พื้นที่ ได้แก่ อ.แม่ริม สันกำแพง สันป่าตอง ดอยหล่อ และบ้านธิ (ลำพูน) ปัจจัยสำคัญในการคัดเลือกพื้นที่ที่มีความเหมาะสม คือ พื้นที่ต้องมีความกว้าง และมีทิศทางลมที่เหมาะสมในการขึ้นลงของอากาศยาน ไม่มีความขัดแย้งกับชุมชน รวมถึงมีการคมนาคมขนส่งที่สะดวก ซึ่งจากการศึกษาพบว่าบางพื้นที่มีชุมชน บางอำเภอพื้นที่ไม่เพียงพอ และบางพื้นที่ไม่มีถนนผ่าน
โดยข้อสรุปที่ชัดเจนจากการศึกษาทั้ง 5 พื้นที่ ได้คัดเลือกพื้นที่รอยต่ออำเภอบ้านธิ (ลำพูน) และ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่เหมาะสมที่สุดในการก่อสร้างท่าอากาศยานเชียงใหม่แห่งที่ 2 แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการกำหนดจุดพื้นที่ว่าจะอยู่บริเวณใด โดยจะต้องเข้าไปสำรวจพื้นที่อีกครั้ง
นางลัชชิดากล่าวว่า ช่วงเวลาของการจัดทำแผนการลงทุนและแผนการก่อสร้าง ซึ่งจะใช้เวลาราว 3-6 เดือน คาดว่าจะดำเนินการเสร็จภายในปีนี้ แต่จะอยู่ในกรอบปีงบประมาณ 2562 ซึ่งจะเสนอกระทรวงคมนาคมได้ แต่ขั้นตอนที่กระทรวงฯพิจารณาจนถึงนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังไม่สามารถกำหนดกรอบระยะเวลาได้ แต่หาก ครม.มีมติเห็นชอบออกมาแล้ว ก็จะไปสู่ขั้นตอนกระบวนการที่ดิน ซึ่งจะมี 2 รูปแบบ คือ ซื้อที่ดิน หรือเวนคืนที่ดิน และขั้นตอนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA และ HIA โดยเมื่อผ่านทุกขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว จะใช้เวลาในการก่อสร้างประมาณ 4 ปี โดยพื้นที่ในการก่อสร้างจะต้องเตรียมรองรับ 2 รันเวย์ เตรียมพื้นที่เผื่อไว้สำหรับสร้างได้ 2 รันเวย์ คาดว่าจะใช้ที่ดินราว 4,000 ไร่ ส่วนงบประมาณในก่อสร้างเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน คาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 60,000 ล้านบาท (ไม่รวมงบซื้อที่ดิน) ซึ่งเงินลงทุนจะเป็นในส่วนของ ทอท.ที่ลงทุนเอง
ทางผู้สื่อข่าวเชียงใหม่นิวส์ออนไลน์ ได้รายงานข่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ ทอท.ได้สรุปคัดเลือกพื้นที่รอยต่อ อ.บ้านธิ(ลำพูน)และ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่เหมาะสมที่สุดในการก่อสร้างท่าอากาศยานเชียงใหม่ แห่งที่ 2ไปแล้วนั้น จากการออกสำรวจราคาที่ดินในพื้นที่ อ.สารภี,อ.สันกำแพงและ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ใกล้กับโครงการสร้างสนามบิน ปรากฎว่าราคาที่ดินในขณะนี้พุ่งพรวดขึ้นหลายเท่าตัว โดยเฉพาะติดถนนใหญ่ราคาไม่ต่ำกว่าไร่ละ 6-13 ล้านบาทขึ้นไป หากลึกเข้าไปในซอยราคาก็จะลดหลั่นกันไป ไร่ละ 2-3 ล้านบาท ซึ่งพื้นที่แปลงใหญ่หลายสิบไร่ขึ้นไปจะตกอยู่ในมือของกลุ่มทุน หากจะเป็นของชาวบ้านจริงๆส่วนใหญ่มีไม่ถึง 10 ไร่เท่านั้น แต่ก็ถูกกว้านซื้อไปสร้างบ้านจัดสรรขนาดเล็ก ที่ดิน 40-50 ตรว.อยู่ในราคาหลังละ 1,800,000 บาท ได้รับสนใจจากมนุษย์เงินเดือนเป็นอย่างดี

ส่วนที่ดิน หรือแลนด์มาร์ดสถานท่องเที่ยวชื่อดังบ้านแม่กำปอง-บ้านป็อก-บ้านแม่ลาย-บ้านปางแกและบ้านฮ่ม ต.ห้วยแก้ว อ.แม่กำปอง จะซื้อขายกันเป็นแปลง ไม่ได้ขายเป็นไร่เนื่องจากไม่มีเอกสารสิทธิ์ในราคาหลักล้านขึ้นไป ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้ง หากติดลำน้ำ มีภูเขาราคาจะสูงถึงแปลงละ 10 ล้านบาท

อย่างไรก็ตามที่ดินที่ติดถนนชุปเปอร์ไฮเวย์สายลำพูน-เชียงใหม่ นั้นมีราคาแพงไม่ต่ำกว่าไร่ละ 10 ล้านบาทขึ้นไป ในขณะนี้สองฟากฝั่งถนนนับตั้งแต่เขตนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดลำพูน จนเข้าสู่เขต อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ทางกลุ่มทุนได้มีการก่อสร้างอาคาร บริษัท ห้างร้านขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมทั้งสองจังหวัดเข้าด้วยกัน ไปพร้อมๆกับการขยายพื้นที่ถนนที่กำลังก่อสร้างอยู่ เมื่อแล้วเสร็จถนนชุปเปอร์ไฮเวย์ลำพูน-เชียงใหม่ จะเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของทั้งสองจังหวัดด้วย
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ