เมื่อช่วงเช้าเวลาประมาณ 09.00 น. วันที่ 22 ต.ค. 61 เจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ นำโดย พันตำรวจเอกพิเชษฐ จีระนันตสิน รักษาราชการแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ และตำรวจสถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์ นำตัวนายเอกลักษณ์ บุญภัสสร อายุ 30 ปี ชาวอำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และนายธีระกุล บุญช้างเผือก อายุ 18 ปี ชาวอำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่จุดเกิดเหตุ บริเวณปากซอยนิมมานเหมินทร์ 4 ถนนนิมมานเหมินทร์ ในตัวเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่ผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ก่อเหตุร่วมกันใช้อาวุธมีดกระหน่ำแทงนายวรภัทร์ ครุฑธะกะ อายุ 22 ปี ชาวเชียงใหม่ ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ซึ่งระหว่างทำแผนผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ก้มลงกราบเท้าขอโทษพ่อของผู้ตายด้วย

ทั้งนี้เหตุการณ์ดังกล่าวเหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 02.30 น.ของวันที่ 21 ต.ค.61 ที่บริเวณปากซอยนิมมานเหมินทร์ 4 ซึ่งกล้องวงจรปิดบริเวณจุดเกิดเหตุสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้อย่างละเอียด พบว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 คนร่วมกันก่อเหตุ ก่อนที่จะขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไปพร้อมกับพวกรวม 3-4 คน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการสืบสวนจนกระทั่งสามารถติดตามจับกุมตัวนายอกลักษณ์ ได้ที่ร้านนิคแทตทู ในตัวเมืองเชียงใหม่ และจับกุมตัวนายธีระกุล ได้ที่อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย พร้อมของกลางอาวุธมีดที่ใช้ก่อเหตุ รวมทั้งรถจักรยานยต์ที่ใช้ขับขี่หลบหนีและเสื้อผ้าที่สวมใส่

โดยจากการสอบสวนเบื้องต้นผู้ต้องทั้งสองคนให้การรับสารภาพว่าก่อเหตุดังกล่าวจริง โดยก่อนเกิดเหตุนายเอกลักษณ์ ได้มีเรื่องทะเลาะวิวาทชกต่อยกับ นายวรภัทร์ เนื่องจากไม่พอใจที่ขับรถเฉี่ยวชนกัน โดยในระหว่างที่ทั้งสองกำลังชกต่อยกันอยู่นั้น นายธีระกุลเห็นว่า นายเอกลักษณ์ สู้ผู้ตายไม่ได้ จึงได้เข้าไปช่วยเหลือ และได้ใช้อาวุธมีดปลายแหลมที่พกมาแทงเข้าที่ลำตัวของ นายวรภัทร์ ผู้ตายจำนวน 2 ครั้ง แล้วนายเอกลักษณ์ได้ชกซ้ำจน นายวรภัทร์ ล้มลงกับพื้น จากนั้นมีชายไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดมาแย่งมีดไป จึงได้เรียกนายเอกลักษณ์ ขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่นายธีระกุลขับหลบหนีไป แต่สุดท้ายก็มาโดนติดตามจับกุมได้ในที่สุด อย่างไรก็ตามภายหลังจากที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งสองมาทำแผนประกอบคำรับสารภาพเสร็จแล้วนั้น จะได้นำตัวส่งให้กับทางพรักงานสอบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป