เมื่อวันที่ 9 พ.ย.2561 ที่ร้าน ริชการ์เดน เฮาส์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ได้มีการเสวนาเรื่อง “กัญชากู้ชาติ” ได้อย่างไร โดย ดร.แก้มหอม ณ ล้านช้าง หรือ “แม่มดกัญชา”ดำเนินรายการโดยนายมหวรรณ กะวัง โดยเนื้อหาเกี่ยวกับความรู้และแนวคิดเกี่ยวกับเรื่องของกัญชาในเชิงการแพทย์ที่ทั่วโลกหันมาตระหนักถึงสรรพคุณของกัญชากันแล้วอย่างจริงจัง โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่เริ่มปลดล็อคพืชกัญชาในบางรัฐ การเสวนาได้กล่าวถึงสรรพคุณของกัญชา และจริงหรือที่กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด, สิ่งที่คนไทยควรรู้ เกี่ยวกับกัญชา และกัญชาแก้มะเร็ง รักษามะเร็งได้อย่างไร, ประเทศไทยจะได้รับอะไร หากปลดล็อคกัญชา

ดร.แก้มหอม ณ ล้านช้าง หรือ “แม่มดกัญชา” กล่าวว่า คนไทยเป็นโรคมะเร็งอันดับ 1 ของเอเชีย อันดับ 6 ของโลก ส่วนมากมาจากการดื่มสุรา คนไทยมีประชากรประมาณ 70 ล้านคน มีผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งจำนวน 8 แสนคน ตัวอย่างการรับเชื้อมะเร็งเพิ่ม นอกจากสุราและบุหรี่แล้วมีอีกหลายสาเหตุ เช่น จากที่คนเรามีเชื้อมะเร็งอยู่ในตัวอยู่แล้ว เมื่อรับประทานไก่ จากอดีตเลี้ยงตามบ้าน 3 เดือน(ไก่บ้าน) ถึงจะนำมาทำเป็นอาหารรับประทาน แต่ปัจจุบันคนนิยมรับประทานไก่พันธุ์ เลี้ยงเพียง 28 วันส่งมาขายให้คนไทยรับประทานในรูปแบบต่างๆ แน่นอนว่าสารเร่งไก่ให้โตไวๆ เมื่อคนเรารับประทานไก่เข้าไปก็จะเร่งเชื้อมะเร็งให้เพิ่มมากขึ้นได้ไวตามไปด้วย

และคนไทยเราเกิดโรคมะเร็งจากสารเคมี เพราะประเทศไทยนำเข้ายาฆ่าหญ้า จำนวน 100 ล้านกิโลกรัม และนำเข้ายาฆ่าแมลง จำนวน 80 ล้านกิโลกรัม ต่อปี เป็นระยะเวลานานกว่า 40 ปีแล้ว

มาวันนี้ต้องยอมรับว่าทั่วโลกเขายอมรับกัญชาเป็นยารักษามะเร็งแล้ว หากพูดถึงกัญชา คนมักจะมองว่าเป็นยาเสพติดจึงไม่ขอเข้าไปยุ่งเกี่ยว ดังนั้นต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่า ทั่วโลกเขายอมรับกัญชาเป็นยารักษามะเร็งแล้ว ให้เปรียบเทียบง่ายๆ หากเมากัญชามีความสุขอารมณ์ดี หากสูบบุหรี่เป็นมะเร็งเพิ่มมากขึ้นแน่นอน และเมาเหล้าหรือสุรามีแต่ปัญหาขับรถก็เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย แต่บุหรี่และเหล้ามีขายกันทั่วประเทศได้ ส่วนยาบ้าก็ยิ่งสร้างปัญหามากยิ่งขึ้นไปอีก จากที่เสวนาเมื่อถามถึงปัญหาของกัญชามีอะไรบ้าง พบว่ามีปัญหาน้อยมาก

แต่อย่างไรก็ตาม หากจะนำกัญชามาเป็นยา จะต้องอยู่ภายใต้การควบคุมไม่ว่าจะควบคุมจากรัฐบาลหรือการดูแลรักษาโดยแพทย์ เพราะหากกัญชาเมื่อนำมาเป็นยา จะต้องขึ้นอยู่กับ อย. ซึ่งหากพูดกันตามความจริง อย.ของไทยขึ้นอยู่กับ อย.โลก คือ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO. แต่วันนี้ WHO. ออกหนังสือมาแล้วว่ากัญชาไม่ได้เป็นยาเสพติด ย้ำชัดว่า กัญชาเป็นยา” และมหาวิทยาลัยต่างประเทศก็เปิดหลักสูตรสอนและให้ความรู้เรื่องกัญชาแล้ว

“แม่มดกัญชา” กล่าวอีกว่า ประเทศจีนปลูกกัญชากว่าหมื่นไร่ และประเทศเมียนมา และลาว ก็ให้มีการปลูกกัญชาตามมาแล้วด้วย และคุณภาพของกัญชาที่ดีที่สุดคือกัญชาที่ปลูกในประเทศไทยหรือสายพันธุ์ไทย แต่วันนี้เราไม่ทันทั่วโลกเขาแล้วเพราะต่างประเทศเขามาเอาพันธุ์กัญชาของไทยเราไปทดลองปลูกและขยายพันธุ์ในรูปแบบต่างๆแล้ว และล่าสุดต่างประเทศขยายสายพันธุ์แบบใช้เนื้อเยื่อแล้ว

“การจะนำกัญชามาเป็นยาได้ ต้องสกัดเป็นน้ำมัน หากรักษาแบบสูบเอาควัน จะต้องไม่มีคาร์บอน หรือนำมาทำเป็นครีมทาปาก เป็นต้น กัญชารักษาคนไข้ที่หายได้รวดเร็วมีโรคพาร์กิมสัน เพียง 1 หยดใต้ลิ้นคนป่วย ภายใน 1 นาที จะระงับโรคได้เลย และโรคผู้สูงอายุที่นอนไม่หลับ ใช้น้ำมันกัญชา กินไป 1 หยด ก็จะช่วยให้นอนหลับได้เป็นต้น และโรคความดัน เบาหวาน ก็รักษาได้โดยรักษาแบบแพทย์องค์รวม ใช้ยาทั้งแพทย์แผนปัจจุบันร่วมกับแพทย์ทางเลือกก็จะช่วยได้”

ดร.แก้มหอม ณ ล้านช้าง หรือ “แม่มดกัญชา” กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามวันนี้ การเสวนาครั้งนี้ต้องการให้รัฐบาลได้ให้ความสำคัญของกัญชา จากที่ตนประสบความสำเร็จเรื่องกัญชา จากที่ได้ศึกษาพร้อมเข้าอบรมทางการแพทย์เรื่องกัญชาที่อเมริกามาแล้ว ต้องการให้รัฐบาลปลดล็อคกัญชาไทย ไม่ให้เป็นยาเสพติด ขอให้กัญชาเป็นยารักษาโรค จากนั้นให้ความรู้ประชาชน เอาเวลาที่คืนความสุขให้ประชาชนมาให้ความรู้เรื่องกัญชาก็ได้ และเปิดโอกาสให้แพทย์ได้ศึกษาวิจัยและสกัดน้ำมันกัญชาให้เป็นยาได้ถูกต้องตามกฏหมาย เพื่อจะได้มาช่วยประชาชนที่ป่วยเป็นมะเร็งกว่า 8 แสนคนในประเทศไทย เพราะคนป่วยเป็นโรคมะเร็ง 1 คน จะมีญาติดูแลเขาอีกหลายคนในครอบครัวจะได้มีความหวัง ซึ่งหากรัฐบาลปลดล็อคกัญชาเป็นยารักษาโรคได้แล้วนั้น ก็ต้องให้กัญชาเป็นยา หรือสมุนไพรภายใต้การควบคุมของรัฐบาลก็สามารถทำได้.