ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างข้อเสนองบประมาณ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2563 และกรอบภาระงบประมาณปี 2564 ตามข้อเสนอคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงาน และบริหารจัดการกองทุน สปสช. ซึ่งมี นางดวงตา ตันโช ผู้ตรวจราชการสํานักนายกรัฐมนตรี สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านการเงินการคลัง ในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธาน เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติกรอบวงเงินต่อไป

นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี รองเลขาธิการ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า งบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปี 2563 ในส่วนงบเหมาจ่ายรายหัวได้เสนอจำนวน 182,658.48 ล้านบาท หรือ 3,784.57 บาท/ประชากรผู้มีสิทธิ คำนวณประชากรผู้มีสิทธิ 48.26 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่ได้รับจัดสรรอยู่ที่ จำนวน 166,445.22 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น จำนวน 16,213.26 ล้านบาท หรือ 358.01 บาท ต่อประชากรผู้มีสิทธิ

โดยปัจจัยการปรับเพิ่มงบประมาณ เป็นผลจากต้นทุนบริการ ทั้งอัตราเงินเฟ้อ ค่ายา เวช ภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ค่าตอบแทนบุคลากร ปริมาณการใช้บริการ สิทธิประโยชน์ใหม่ และการเพิ่มการเข้าถึงบริการแบบก้าวกระโดด ซึ่งเมื่อหักเงินเดือนบุคลากรภาครัฐ จำ นวน 49,832.58 ล้านบาท คงเหลืองบประมาณเข้าสู่กองทุน จำนวน 132,825.90 ล้านบาท

ในส่วนงบประมาณนอกเหมาจ่ายรายหัว ปีงบประมาณ 2563 คณะอนุกรรมการฯ ได้นำเสนอรายละเอียดดังนี้
1.งบบริการสาธารณสุขผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ จำนวน 3,632.58 ล้านบาท
2.งบบริการสาธารณสุขผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จำนวน 9,537 ล้านบาท
3.งบบริการควบคุมป้องกันความรุนแรงโรคเรื้อรัง (เบาหวานและจิตเวชเรื้อรังในชุมชน จำนวน 1,291.66 ล้านบาท)
4.งบค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติม สำหรับหน่วยบริการในพื้นที่กันดาร พื้นที่เสี่ยงภัย และพื้นที่ชายแดนภาคใต้ จำนวน 1,490.28 ล้านบาท
5.งบค่าบริการสาธารณสุข สำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 1,025.55 ล้านบาท
6.งบค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติม บริการระดับปฐมภูมิที่มีแพทย์ประจำครอบครัว จำนวน 284.18 ล้านบาท

เมื่อรวมรายการงบนอกเหมาจ่ายรายหัวแล้ว คิดเป็นงบประมาณ จำนวน 17,261.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 2,122.41 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยต้นทุนการบริการ ปริมาณการใช้บริการ ขอบเขตบริการและนโยบายที่เพิ่มขึ้น และปี 2563 นี้ยังได้เพิ่มเติมงบประมาณ เพื่อชดเชยวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน (MMR) เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดในภาคใต้ ปีงบประมาณ 2561-2562 จำนวน 45.02 ล้านบาท เมื่อรวมกับข้อเสนองบประมาณทั้ง 3 ส่วนนี้ รวมเป็นงบประมาณกองทุนหลักประ กันสุขภาพแห่งชาติทั้งสิ้น จำนวน 199,964.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่ได้รับจัดสรร จำนวน 181,584.09 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 18,380.68 ล้านบท หลังหักเงินเดือนบุคลากรภาครัฐ เป็นงบเข้าสู่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจำนวน 150,132. 19 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15,863.07 ล้านบาท

ทั้งนี้ข้อเสนองบประมาณในปี 2563 เป็นไปตามมติคณะกรรมการที่กำหนด สำหรับข้อเสนอนโยบายงบประมาณเงินกองทุนปี 2563-2564 เชื่อมโยงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณา จักรไทย พ.ศ.2559, ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี, พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ผลรับฟังความเห็นฯตามมาตรา 18 (13) ปี 2560-2561 และนโยบาย รมว. สาธารณสุข และบอร์ด สปสช.ตลอดจนผลการตรวจสอบของหน่วยงานต่างๆ, มติ ครม.ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังเป็นไปตามร่างแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 และ พ.ร.บ.วินัยทางการเงินการคลัง พ.ศ.2561

นพ.จเด็จ กล่าวว่า ข้อเสนองบประมาณเพิ่มขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการปรับปรุงและเพิ่มสิทธิประโยชน์ เพื่อการเข้าถึงการรักษาให้กับประชาชน ซึ่งมี 15 สิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นในปีงบ ประมาณ 2563 นี้ ได้แก่
1.บริการตรวจคัดกรองยีน HLA-B*1520 ก่อนเริ่มยากันชัก Carbamazepine ป้องกันการแพ้ยาชนิดรุนแรง สตีเวนส์ จอห์นสัน
2.ตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ในประชากร อายุ 50-70 ปี
3.บริการผ่าตัดผ่านกล้องและอุปกรณ์ทันสมัย และบริการผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ
4.เพิ่มสิทธิประโยชน์เข้าถึงยาราคาแพง บัญชียา จ.(2) ในผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ มะเร็งไทรอยด์ เส้นประสาทที่เกิดจากการทำลายปลอกมัยอิลินชนิดเรื้อรัง และผู้ป่วยเอดส์ที่ดื้อยาต้านไวรัสสูตรพื้นฐาน
5.นำร่องบริการตรวจคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรมทารกในครรภ์
6.บริการดูแลผู้ป่วยกึ่งเฉียบพลัน (Intermediate care) ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน ในผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน บาดเจ็บทางสมองและบาดเจ็บที่เส้นประสาทไขสันหลัง
7.เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพโดยหมอครอบครัว

8.บริหารจัดการร่วมระหว่างหน่วยบริการ อปท. ชุมชนและครอบครัวเพื่อดูแลผู้ป่วยติดเตียงทุกกลุ่มอายุ และกลุ่มสิทธิสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคม
9.ติดตามค่าน้ำตาลในเลือด ด้วยเครื่องตรวจในผู้ป่วยโรคเบาหวานในเด็กทุกราย
10.นำร่องการล้างไตผ่านเครื่องอัตโนมัติในผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง
11.นำร่องป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ด้วยวิธี Pre-Exposure Prophylaxis (PrEP) ในกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวี
12.เพิ่มโอกาสเข้าถึงบริการแพทย์แผนไทยมากขึ้น
13.การเพิ่มโอกาสได้รับการส่งต่อ เพื่อรับการรักษาโรคอย่างต่อเนื่อง ในประชาชนชาว กทม.
14.การขยายสิทธิประโยชน์ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด ในกลุ่มผู้บริจาคที่ไม่ใช่ญาติ
15.เพิ่มการให้วัคซีนป้องกันโรคท้องร่วงเด็กอายุ 2-18 เดือน

นพ.จเด็จ กล่าวว่า บอร์ด สปสช.ยังรับทราบการจัดทำกรอบงบประมาณกองทุนฯ ปี 2564 โดยได้นำเสนอกรอบงบประมาณ จำนวน 210,868.52 ล้านบาท แยกเป็นงบเหมาจ่ายรายหัว จำนวน 192,813.79 ล้านบาท หรือ 3,975.87 บาทต่อประชากร และงบค่าบริการอื่นนอกงบเหมาจ่ายรายหัว จำนวน 18,054.73 ล้านบาท ซึ่งจะมีการนำเสนอต่อ ครม. รับทราบพร้อมข้อเสนองบประมาณปี 2563 ต่อไป
สายด่วน สปสช. โทร. 1330

Cr.สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ร่วมแสดงความคิดเห็น