ทุกคนคงรู้กันอยู่แล้ว “น้ำ” เป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกาย หากร่างกายขาดน้ำมักจะอ่อนแอและพาเชื้อโรคเข้ามาได้ง่าย หลายคนหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำ เพียงเพราะขี้เกียจลุกไปเข้าห้องน้ำ หรือหันไปดื่มน้ำหวาน น้ำอัดลมแทน น้ำเหล่านี้แทนการดื่มน้ำเปล่าไม่ได้เลย นอกจากทำให้เราเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน โรคกระดูกพรุนเท่านั้น


วันนี้ “เชียงใหม่นิวส์” จะมาเล่าเรื่องประโยชน์ของการดื่มน้ำให้ฟัง

น้ำคืออะไร

น้ำ คือ สารอาหารที่สำคัญที่สุดของร่างกาย คิดเป็นร้อยละ 60-70 ของน้ำหนักตัว ในเลือดจำนวน 100 cc เป็นส่วนของน้ำเสีย 80 cc เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้หลายสัปดาห์หากขาดอาหาร แต่จะอยู่ได้เพียงไม่กี่วันหากขาดน้ำ โดยน้ำทำหน้าที่เป็นตัวทำละลายหลักก สำหรับอาหารที่ผ่านกระบวนการย่อยในกระเพาะ

บอกลาผิวมีริ้วรอย ด้วยการดื่มน้ำเปล่า

ประโยชน์ของการดื่มน้ำเปล่า

1.น้ำเปล่า ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย ทำให้ร่างกายภายในชุ่มชื้นขึ้น และลดภาวะขาดน้ำได้
2. น้ำเปล่า ช่วยขจัดสารพิษในร่างกาย ให้ร่างกายขับสารพิษออกมาได้ดีขึ้น ทั้งลดความเสี่ยงการเกิด หรือติดเชื้อในท่อปัสสาวะ และนิ่วในไต
3.น้ำเปล่า ช่วยบำรุงผิวพรรณ และขับเอาสารพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย ทำให้ผิวพรรณดูอ่อนกว่าวัย
4. น้ำเปล่า ช่วยรักษาอาการปวดหัว ไมเกรน และปวดหลัง ที่มาจากภาวะขาดน้ำในร่างกาย
5. น้ำเปล่า ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น เพราะน้ำจะช่วยละลายไขมันในร่างกายและช่วยให้ไฟเบอร์ชนิดที่ละลายน้ำได้นั้นทำงานได้เต็มที่
6. น้ำเปล่า ดีต่อสุขภาพหัวใจ การดื่มน้ำมากขึ้นทำให้ความเสี่ยงโรคหัวใจลดลง
7. น้ำเปล่า ช่วยเสริมสร้างสมองให้ทำงานดีขึ้น ทั้งเรื่องความจำ หรือการคิดประมวลผล
8. น้ำเปล่า ลดอาการแฮงค์ การดื่มน้ำหนึ่งแก้วหลังจากที่จิบแอลกอฮอล์ จะช่วยลดภาวะขาดน้ำได้
9. น้ำเปล่า ป้องกันการเกิดตะคริว ช่วยลดภาวะขาดน้ำทำให้ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ และสารหล่อลื่นระหว่างข้อต่อลดลง

โทษของการดื่มน้ำเปล่า

1.การดื่มน้ำที่มากเกินไป ประมาณ 1-1.15 แกลลอน หรือ 16-24 แก้ว ในเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง อาจทำให้เกิดอันตรายในวัยผู้ใหญ่ หรืออาจทำให้เด็กอ่อนเสียชีวิตได้
2. การดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหาร หรือหลังรับประทานอาหารทันที ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหาร ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

การดื่มน้ำเปล่าให้ถูกวิธี

1.น้ำที่ดื่มควรเป็นน้ำดื่มที่สะอาด
2. อย่าดื่มเร็วเกินไป หรือมากเกินไป โดยเฉพาะตอนออกกำลังกาย
3. อุณหภูมิของน้ำมีผล ถ้าให้ดีต้องเป็นน้ำอุณหภูมิปกติ
4. หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็น และน้ำอัดลม เพราะน้ำเย็นจะดึงความร้อนในร่างกายออกมา ทำให้ร่างกายเสียเวลาในการปรับสมดุล
5. สำหรับผู้หญิงที่มีอาการปวดประจำเดือน ช่วงที่มีประจำเดือน ควรงดดื่มน้ำเย็น เพราะการดื่มน้ำเย็นจะทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้น

ดื่มน้ำให้พอกับที่ร่างกายต้องการ

ปริมาณน้ำดื่ม ที่ควรได้รับในแต่ละวัน

สำหรับคนทั่วไปคำนวณง่ายๆ คือ นำน้ำหนักตัวคูณ 33 โดยหน่วยเป็น cc (ลูกบาศก์เซนติเมตร) อย่างเช่น เรามีน้ำหนัก 50 กิโลกรัม เราก็ควรดื่มน้ำอย่างน้อย 33 x 50 = 1,650 cc คือ 1 ลิตรกว่าๆ หรือนับง่ายๆ คนเราควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว หากออกกำลังกายหรือทำงานหนัก อาจต้องเพิ่มปริมาณน้ำตามสภาวะที่เสียเหงื่อเยอะ

เทคนิคการดื่มน้ำเพื่อสุขภาพ

1.ปริมาณน้ำที่ต้องดื่มต่อวันคือ 2-3 ลิตร อาจได้จากน้ำดื่ม 1.0-1.5 ลิตร จากอาหารอีก 1.0-1.5 ลิตร
2. กินผัก ผลไม้ให้มาก เพราะอุดมด้วยวิตามิน เกลือแร่ และมีส่วนประกอบของน้ำมากกว่าร้อยละ 90
3. การดื่มเครื่องดื่มดับกระหาย ต้องคำนึงถึงผลกระทบระยะยาวด้วย เพราะเป็นเครื่องดื่มที่มีปริมาณไขมัน และมีแคลอรีสูง
4. ถ้ามีการเสียน้ำมาก และกระหายน้ำมาก ควรใช้เกลือผสมเล็กน้อย เพื่อทำให้ช่วยดับกระหาย แต่ไม่ควรดื่มมากเกินไป
5. ไม่ควรดื่มเบียร์ หรือกินน้ำแข็งเพื่อดับกระหาย จะเป็นอันตรายต่อระบบการย่อยอาหารในระยะยาว

น้ำเปล่าช่วยแก้อาการกระหายน้ำ

สรุป

ก่อนรับประทานอาหารสัก 30 นาที หากดื่มน้ำสักแก้ว จะช่วยลดปริมาณอาหารที่จะรับประทานลงได้ และควรมีน้ำติดตัวไว้ตลอดเวลา เพื่อให้สะดวกเวลาที่กระหาย การดื่มน้ำที่ดี ควรดื่มครั้งละน้อยๆ แต่ให้ดื่มบ่อยๆด้วยการจิบแทน

การดื่มน้ำแม้จะส่งผลดีต่อร่างกาย แต่การดื่มน้ำครั้งละมากๆ หรือดื่มมากเกินไป ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายได้ เรียกว่า “อาการน้ำเป็นพิษ หรือทำให้เลือดเจือจาง”

เรียบเรียงโดย : “เชียงใหม่นิวส์”

ร่วมแสดงความคิดเห็น