หากพูดถึงโรคชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า “โรคภูมิแพ้” หลาย ๆ คนในที่นี้ก็คงจะพอรู้จักกันอยู่แล้วใช่ไหมคะ แต่ทุกคนทราบกันหรือไม่ว่า จริง ๆ แล้ว สาเหตุที่ทำให้เราเกิดเป็นโรคภูมิแพ้ได้นั้นมีอยู่มากมาย แต่อีกหนึ่งสิ่งที่น่ากังวล และอาจเป็นอันตรายต่อตัวเราได้ คือ เกิดจากสิ่งที่เราไม่สามารถมองเห็น หรือรู้สึกตัวได้ อย่างเช่น “ไรฝุ่น” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ก่อให้เกิดการเป็นโรคภูมิแพ้ได้


วันนี้ “เชียงใหม่นิวส์” จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ “ไรฝุ่น”

อีกหนึ่งสาเหตุของโรคภูมิแพ้ให้มากขึ้น เพื่อให้ทราบถึงแนวทางที่จะทำให้เราทุกคนห่างไกลจากภัยร้ายที่เราไม่อาจมองเห็นได้

ไรฝุ่นคืออะไร?

“ไรฝุ่น” เป็นแมลงขนาดเล็ก หนึ่งในสาเหตุของโรคภูมิแพ้ และเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการของโรคหอบหืดตามมา เป็นแมลงในตระกูลเดียวกับเห็บ และแมงมุม เนื่องจากมีขนาดที่เล็กมากจนเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มักอาศัยอยู่ตามบ้านเรือน โดยกินผิวหนังของมนุษย์อย่างเราที่ถูกผลัดออกมาเป็นอาหาร อย่างเช่น สะเก็ดผิวหนัง และรังแค ที่ ๆ มักจะพบตัวไรฝุ่นได้มากที่สุด คือ ในที่นอน หมอน ผ้าห่ม พรม เพราะเป็นที่ ๆ มีอุณภูมิความชื้น และอาหารตามที่ไรฝุ่นต้องการ

แพ้ไรฝุ่นเกิดขึ้นได้อย่างไร?

สารจากตัวไรฝุ่น และอุจจาระของมันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้เมื่อมีการสัมผัส หรือหายใจเอาของเสียที่ถูกขับออกมาจากตัวไรฝุ่นเข้าไป เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราจะทำการตอบสนองต่อสารแปลกปลอมต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามา ด้วยการผลิตสารภูมิต้านทาน (Antibody) โดยเฉพาะขึ้นมา และจะจดจำว่าสารดังกล่าวเป็นสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ เมื่อต้องเจอกับสารที่ก่อภูมิแพ้ในครั้งต่อไป ก็จะปล่อยสารฮีสทามีนที่ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ต่าง ๆ ตามมาได้

จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังมีอาการแพ้ไรฝุ่น?

อาการแพ้จากการสัมผัส

หรือหายใจเอาสารจากไรฝุ่นเข้าไปในร่างกายมีตั้งแต่ระดับอ่อนไปจนถึงรุนแรง ซึ่งจะแสดงอาการในลักษณะต่อไปนี้

1.อาการที่เกิดกับระบบทางเดินหายใจส่วนจมูก มีอาการคันในช่องจมูก หรือปลายจมูก ทำให้จามบ่อย รวมถึงมีอาการคัดแน่นจมูกแต่ไม่มีน้ำมูก หรือมีน้ำมูกไหลแบบใส ๆ ไม่มีสีเขียวหรือสีเหลืองปน

2.อาการที่เกิดกับระบบทางเดินหายใจส่วนปอด ทำให้มีอาการคล้ายคนเป็นโรคหอบหืด คือ จะมีอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ทั่วท้อง หายใจลำบาก ร่วมกับมีเสมหะใส จนทำให้ไอมาก ๆ

3.อาการที่เกิดกับผิวหนัง เป็นอาการที่พบบ่อยจากการแพ้ไรฝุ่น จะมีอาการคันเล็กน้อยตามตัว นอกจากนี้ยังเกิดตุ่มผื่น หรือนูนแดง แต่ในผู้ที่มีอาการแพ้ค่อนข้างรุนแรงจะทำให้มีอาการคันมาก จนเป็นเกือบทั่วทั้งตัว จำเป็นต้องให้แพทย์ผู้ชำนาญด้านโรคผิวหนังเป็นผู้ตรวจวิเคราะห์แยกโรค

4.เป็นอาการที่เกิดกับนัยน์ตาและเปลือกตา มีอาการใต้ตาช้ำ หรือเปลือกตาบวม เนื่องจากรู้สึกคัน ทำให้ขยี้ตาบ่อย ร่วมกับปฏิกิริยาจากเม็ดเลือดขาวที่ทำให้หลอดเลือดใต้ผิวหนังขยายตัว ทำให้นัยน์ตาแดงกว่าปกติ และเปลือกตาบวม

วิธีป้องกันไรฝุ่น

1.คลุมที่นอน หมอน หมอนข้าง ด้วยผ้าที่สามารถกันไม่ให้ตัวไรฝุ่น และสารจากไรฝุ่นลอดผ่านขึ้นมาได้

2.ทำความสะอาดเครื่องนอนเป็นประจำทุกสัปดาห์

3.นำเครื่องนอนต่าง ๆ ออกไปตากแดดอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง เพื่อลดความชื้น และขับไล่ไรฝุ่น

4.ไม่ควรปูพรมในห้องนอน เพราะพรมเป็นแหล่งที่สะสมไรฝุ่นได้เป็นอย่างดี

5.ทำความสะอาดพื้นด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำถูพื้นจะช่วยลดจำนวนไรฝุ่นได้มาก ไม่ควรทำความสะอาดโดยการกวาด หรือใช้ผ้าแห้งอย่างเดียว เพราะอาจทำให้ไรฝุ่นฟุ้งขึ้นมาได้

6.จัดระเบียบบ้านให้เรียบร้อย และทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ

สรุป

“ไรฝุ่น” ถือได้ว่าเป็นสาเหตุใกล้ตัวที่ส่งผลให้เราทุกคนเกิดโรคภูมิแพ้ได้ หากไม่ได้มีวิธีกำจัด หรือการป้องกันที่ถูกต้อง อาจทำให้เราเป็นโรคภูมิแพ้จนถึงขั้นรุนแรงได้ วิธีการที่เราได้กล่าวถึงไปทั้งหมดนั้น เป็นวิธีการที่ไม่ยุ่งยาก หรือซับซ้อน และเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้จากไรฝุ่น อย่างไรก็ตาม หากเกิดอาการผิดปกติใด ๆ ไม่ควรนิ่งนอนใจ ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ เพื่อหาทางรักษาได้อย่างทันท่วงที

ข้อมูลจาก : pobpad.com

ภาพจาก : freepik.com

เรียบเรียงโดย : “เชียงใหม่นิวส์”

บทความที่เกี่ยวข้อง

“ภูมิแพ้” คืออะไร ทำไมหลายคนเป็นแล้วไม่หาย

สงสัยจะมีปัญหากับโพรงจมูก “ไซนัส” ร้ายแรงกว่าที่คิด เป็นแล้วเป็นอีกได้!!!

ร่วมแสดงความคิดเห็น