เมื่อลมหนาวมาเยือนเป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า ฤดูแห่งการท่องเที่ยวและเข้าป่าชมความงามของพรรณไม้กำลังจะมาถึง แม้ว่าปีนี้ลมหนาวจะมาเยือนแบบลักปิดลักเปิด คือมา 2 วันหาย 3 วันก็ตาม กระนั้นก็ยังคงสร้างความหนาวเย็นให้กับพื้นที่ในชนบทได้ไม่น้อย


จำได้ว่าเคยเขียนถึงแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติในแถบจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปางมามากแล้ว แต่น้อยครั้งที่จะข้ามฟากไปเขียนถึงแหล่งเที่ยวที่อยู่ในจังหวัดตะวันออกของภาคเหนืออย่างจังหวัดแพร่และน่าน

หน้าหนาวเมื่อหลายปีก่อนเคยไปเที่ยวที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคาของอำเภอปัว จังหวัดน่าน ที่นี่นอกจากจะมีความสมบูรณ์ของสภาพป่าที่สวยงามแล้ว ยังมีป่าดึกดำบรรพ์ที่นักวิชาการคะเนกันว่า น่าจะมีอายุหลายร้อยล้านปีและที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคานี้เอง ยังเป็นแหล่งที่พบต้น “ชมพูภูคา” พรรณไม้ป่าหายากที่ใกล้สูญพันธุ์ มีรายงานว่าเมื่อ 30 ปีก่อนเคยพบไม้พันธุ์นี้ในป่าบางแห่งของประเทศจีนรวมทั้งเขตชายแดนระหว่างจีนกับเวียดนาม ส่วนในประเทศไทยยังไม่มีการค้นพบต้นชมพูภูคามาก่อนเลย จนกระทั่งเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2532 ดร.ธวัชชัย ตันติสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ป่าไม้ของกรมป่าไม้ ได้สำรวจพบต้นไม้พันธุ์หายากที่คาดว่าจะสูญพันธุ์ไปแล้วก็คือ ต้นชมพูภูคา หรือชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า “ไบร์ทชไนเดอร์ไซเนนซีส” (Bretschneidera Sinensis) มีความสูงประมาณ 25 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลำต้นประมาณ 50 เซนติเมตร อายุระหว่าง 50 – 100 ปี

ชมพูภูคาเป็นพันธุ์ไม้ที่มีการงอกขยายพันธุ์ของเมล็ดในอัตราที่ต่ำมาก ดังนั้นจึงง่ายต่อการสูญพันธุ์และจะต้องขึ้นอยู่ในภูมิปีะเทศที่มีความสูงราว 1,500 เมตรจะระดับน้ำทะเลขึ้นไปและมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ชมพูภูคาจะออกดอกสะพรั่งในเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี หลังจากที่ได้ค้นพบต้นชมพูภูคาแล้วก็ได้มีการพยายามที่จะขยายพันธุ์เพื่อแพร่ขยายแต่ยังไม่เป็นผลสำเร็จ

ทุกปีเมื่อถึงเดือนมกราคมต่อระหว่างกุมภาพันธ์ จะมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางขึ้นมาชมความสวยงามของดอกไม้ป่าแห่งนี้ ดอกชมพูภูคาจะออกดอกให้ชื่นชมนาน 1 เดือนก่อนที่จะโรยราไปหลายคนที่เดินทางมาในช่วงที่กำลังออกดอกก็จะสัมผัสได้ถึงความสวยงามของราชินีดอกไม้ป่าที่ว่ากันว่างดงามไม้แพ้ดอกกุหลาบพันปีแห่งเทือกดอยอินทนนท์เลยทีเดียว

นอกเหนือจากเส้นทางรถที่สามารถเข้าไปถึงยังต้นชมพูภูคานี้แล้ว ถนนสายนี้ยังสามารถเดินทางต่อไปยังอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่านได้อีกด้วย ความคดเคี้ยวของถนนที่ตัดผ่านป่าดึกดำบรรพ์ทำให้เราจินตนาการนึกย้อนไปว่ากำลังเดินทางเข้าสู่อดีตเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน

ในอุทยานแห่งชาติดอยภูคายังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติอีก 2 เส้นทางความระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ระหว่างทางเดินศึกษาธรรมชาติเราสามารถพบกับความหลากหลายของผืนป่า ทั้งป่าดิบป่าโปร่ง โดยใช้เวลาในการเดินศึกษาธรรมชาติตามเส้นทางกว่า 2 ชั่วโมง นอกจากนี้ระหว่างเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติเรายังสามารถพบต้นชมพูภูคาได้อีกนับสิบต้น โดยชาวบ้านที่เข้าไปหาของป่าเป็นผู้มาพบ

เมื่อมีโอกาสเดินทางมายังจังหวัดน่านในหน้าหนาว ขึ้นเหนือไปถึงอำเภอปัวลองแวะชมดอกชมพูภูคา พันธุ์ไม้ป่าหายากของไทยอีกชนิดหนึ่ง นอกจากจะได้สัมผัสกับธรรมชาติอันสวยงามแล้วยังถือเป็นการพักผ่อนได้อีกด้วย

บทความโดย
จักรพงษ์  คำบุญเรือง

ร่วมแสดงความคิดเห็น