“โบท็อกซ์-ฟิลเลอร์” ความงามที่มาพร้อมความเสี่ยง

จากข่าวที่ แพทย์หญิง มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง เตือน กลุ่ม ฉีด โบท็อกซ์-ฟิลเลอร์ ผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5  อาจจะทำให้เกิดปฏิกิริยาทำให้เกิดรอยบวมแดงขึ้นได้ โดยเฉพาะฉีดฟิลเลอร์ หากมีอาการคัน พยายามอย่าเกา เนื่องจากอาจจะทำให้เสียทรงได้

วันนี้ “เชียงใหม่นิวส์” จะพาทุกท่านไปรู้จักกับโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์ และข้อควรระวังในการเสริมความงาม

โบท็อกซ์ (Botox) คืออะไร?

โบท็อกซ์ (Botox) คือ สารจากธรรมชาติที่เป็นโปรตีนบริสุทธิ์สกัดจากแบคทีเรียที่มีประโยชน์ ซึ่งจะช่วยคลายกล้ามเนื้อบริเวณที่หดตัว ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ริ้วรอยลดเลือน และยังจะช่วยปรับลดขนาดกล้ามเนื้อ ช่วยให้เราแลดูเด็กลง เพราะกล้ามเนื้อจะรู้สึกผ่อนคลาย ร่องลึกจะเริ่มคลายตัว และเมื่อเวลาผ่านไปกล้ามเนื้อจะเล็กลง ทำให้ผิวบริเวณนั้นเรียบตึงขึ้น 

โบท็อกซ์ ใช้รักษาอะไรได้บ้าง?

ในช่วงแรก Botox ถูกนำมาใช้เพื่อการรักษาทางตา เช่น ตาเหล่ (Strabismus) หรือหนังตากระตุก (Blepharospasm)  แล้วพบว่า ทำให้ริ้วรอยบริเวณที่ฉีดลดลง ปัจจุบันจึงได้ใช้ Botox เพื่อประโยชน์ทางด้านการเสริมความงาม และด้านอื่น ๆ ได้แก่

  • ใช้รักษาเรื่องริ้วรอยที่เกิดจากการเคลื่อนไหว หรือการแสดงอารมณ์ เช่น บริเวณระหว่างคิ้ว หน้าผาก หางตา รอบปาก
  • นำไปใช้ช่วยลดกราม (ลดหน้าเหลี่ยม) ช่วยให้ใบหน้าเรียวขึ้น
  • ใช้ช่วยลดขนาดของเนื้อน่อง ทำให้น่องเรียว
  • ใช้ช่วยลดอาการปวดต่าง ๆ เช่น ปวดไมเกรน ปวดหลัง รวมถึงช่วยลดเหงื่อที่ผิวหนัง เช่นบริเวณรักแร้ และฝ่ามือ

การออกฤทธิ์ของ Botox จะเริ่มออกฤทธิ์ใน 2 – 3 วัน  ออกฤทธิ์เต็มที่เมื่อประมาณ 7-14  วัน และฤทธิ์ของ Botox จะค่อย ๆ สูญสลายไปในระยะเวลา 4-6 เดือน    

โบท็อกซ์ อันตรายหรือไม่?

จากการรวบรวมผู้ป่วยที่ได้รับการฉีด โบทูลินั่ม ท็อกซิน จำนวนมาก ในต่างประเทศ พบว่าไม่มีอันตรายถึงชีวิต  เมื่อใช้โดยผู้เชี่ยวชาญและใช้ฉีดเพื่อความสวยงาม ทั้งนี้ ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการฉีด Botox ได้แก่

  • บวม แดง ช้ำ เขียว ตรงบริเวณที่ฉีด
  • แพ้เห่อแดง ที่ผิวหนัง
  • หน้าแข็งตึง  รู้สึกว่าไม่สามารถบังคับกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้ สาเหตุเกิดจากปริมาณโบท็อกซ์ที่ฉีดเข้าไปไม่เหมาะสม
  • หางคิ้วกระดก เทคนิคการฉีดที่ไม่เหมาะสม หรือไม่ถูกต้อง อาจทำให้คิ้วเลิกสูงขึ้น รวมทั้งยังอาจทำให้เกิดรอยย่นขึ้นที่ด้านข้างของคิ้วเพิ่มขึ้นได้ด้วย
  • หนังตาตก เนื่องจากกล้ามเนื้อเป็นอัมพาต ซึ่งเป็นเพียงแค่ชั่วคราว 

ทั้งนี้ ผลข้างเคียงส่วนมากที่เกิดขึ้นมักเป็นแบบเฉพาะที่ เช่น หนังตาตก  หน้าไม่สมมาตร  หรือจุดเลือดออกในบริเวณที่ฉีด  ซึ่งเกิดได้แม้ในมือผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นแพทย์ และผู้ทำการรักษาจึงควรคุยกันโดยละเอียดก่อนการฉีดทุกครั้ง 

ข้อควรระวังหลังฉีดโบท็อกซ์

  1. อย่านวด กด หรือกระทำอันใดที่จะมีผลต่อบริเวณที่รักษา เช่น สวมหมวก สวมหมวกกันน็อค หรือ นวดหน้า
  2. อย่านอนราบหรือก้มหน้าเป็นเวลา 4 ชั่วโมง
  3. งดการอยู่ในที่ร้อนเช่น อบซาวน่า ปรุงอาหารหน้าเตาร้อน เป็นเวลา 4 ชั่วโมง
  4. รอยนูนจากการฉีดจะหายไปเองภายในเวลา 2-3 ชั่วโมง
  5. งดเว้นการออกกำลังกายอย่างหนักหรือการเล่นโยคะเป็นเวลา 4 ชั่วโมงหลังการรักษา
  6. งดการทายาหรือเครื่องสำอางที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเช่น กรดวิตามินเอ AHA วิตามินซีเป็นเวลา 24 ชั่วโมง หลังการรักษา
  7. พยายามขยับกล้ามเนื้อบริเวณที่ฉีด 1-2 ชั่วโมง เพื่อให้ยากระจายตัวเข้ากล้ามเนื้อได้มากขึ้น
  8. สามารถใช้น้ำแข็งประคบในกรณีที่มีอาการบวมแดงหรือช้ำได้
  9. สามารถใช้เครื่องสำอางได้หลังการรักษาด้วยความนุ่มนวลหลีกเลี่ยงการกดถู
  10. ผู้ป่วยจะเริ่มเห็นผลการรักษาใน 2-7 วัน และเห็นผลการรักษาสูงสุดใน 2 สัปดาห์
  11. กลับมาพบแพทย์เมื่อมีข้อสงสัยหรือสิ่งผิดปกติใด ๆ

ฟิลเลอร์คืออะไร ?

ฟิลเลอร์ คือ สารที่ใช้สำหรับแก้ปัญหาผิว โดยการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเติมเต็มในส่วนที่เป็นริ้วรอยร่องลึกตามจุดต่าง ๆ บนใบหน้า เป็นสารที่เลียนแบบสารที่มีตามธรรมชาติ ช่วยทำให้ใบหน้าเต่งตึงมีน้ำมีนวล ริ้วรอยร่องลึกที่เคยเป็นจะดูตื้นและนูนขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเติมใยคอลลาเจนที่หายไปให้กลับมาดูอิ่มเอิบ แลดูอ่อนเยาว์กว่าวัยนั่นเอง

การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์

  1. ควรดื่มน้ำให้มาก ๆ เพราะจะช่วยให้ฟิลเลอร์คงสภาพได้นานขึ้น
  2. ไม่ควรใช้เครื่องสำอางเป็นเวลา 12 ชั่วโมงหลังการฉีด
  3. ไม่ควรออกกำลังกายในช่วง 48 ชั่วโมงแรกหลังการฉีด
  4. ไม่ควรถูหรือขัดหน้าแรง ๆ บริเวณที่ฉีด
  5. ไม่ควรให้ใบหน้าสัมผัสกับความร้อนจัด เช่น การซาวน่า หรือตากแดด

อาการแพ้ฟิลเลอร์

อาการแพ้ฟิลเลอร์บางครั้งอาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่อาจจะเกิดหลังจากที่ฉีดไปแล้วเป็นเวลาหลายเดือนหรือเป็นปี และเกิดปัญหาแทรกซ้อนหลายอาการ เช่น

  • เกิดผื่นแดงบริเวณที่ฉีด
  • เกิดจุดแดงหรือจ้ำเลือดอันเนื่องมาจากรอยเข็มที่ฉีด
  • เกิดรอยนูนมากเกินไปแก่ผิวหนังบริเวณที่ทำการรักษา
  • เกิดปัญหาการเคลื่อนย้ายของฟิลเลอร์ เช่น ฉีดดั้งจมูกแล้วฟิลเลอร์เคลื่อนไหลไปที่ปลายจมูก รวมทั้งอาจเกิด อาการแพ้ที่เป็นก้อนนูนแดงอักเสบได้
  • การฉีดฟิลเลอร์ผิดตำแหน่ง เช่น ฉีดเข้าไปในหลอดเลือด ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด เคยมีรายงานเกิดอาการตาบอดภายหลังการฉีดฟิลเลอร์ โดยฟิลเลอร์ที่ฉีดเกิดไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา มีผลทำให้สูญเสียการมองเห็นหรือตาบอด

สรุป

ในสภาวะที่มีฝุ่นละอองขนาดเล็กกระจายตัวอยู่ในอากาศ สำหรับผู้ที่ฉีดโบท็อกซ์-ฟิลเลอร์ เมื่อมีอาการแพ้ ทำให้เกิดอาการคัน แนะนำให้  นอกจากจะสวมหน้ากากแล้ว อาจจะสวมเสื้อผ้าที่เป็นแขนยาว ขายาว เพื่อปกป้องผิวหนัง และเมื่อกลับถึงบ้านแล้วก็พยายามลดปริมาณที่สัมผัสลง โดยการอาบน้ำ ล้างหน้า เร็วที่สุด ใช้สบู่ปกติ ไม่ใช่สบู่ที่รุนแรง มิเช่นนั้นผิวหนังจะอักเสบมากยิ่งขึ้น ส่วนคนที่มีพื้นฐานการอักเสบของผิวหนังอยู่แล้ว เช่น เป็นโรคภูมิแพ้เรื้อรัง สะเก็ดเงิน หรือไปทำหัตถการบางอย่างที่ทำให้มีการอักเสบหรือบวมของผิวหนัง โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า เช่น ฉีดโบท็อกซ์ หรือ ฟิลเลอร์ ก็ให้ระวัง เพราะการรับฝุ่นทำให้รู้สึกเหมือนคัน อยากเกา ก็ขอห้ามว่าอย่าเกา ให้ทาครีมแก้คันหรือรับประทานยาแก้คัน

เรียบเรียงโดย : “เชียงใหม่นิวส์”

ข้อมูล : www.thaipost.net, www.phyathai.com, amprohealth.com

บทความที่เกี่ยวของ

บทความสุขภาพที่เกี่ยวข้อง

ร่วมแสดงความคิดเห็น


Do NOT follow this link or you will be banned from the site!