“มลาบรี” ผีตองเหลือง

ผีตองเหลือง เป็นชื่อของชนเผ่าหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นคนป่า มักร่อนเร่อยู่ตามป่าลึก คำว่า ผีตองเหลือง เป็นชื่อที่คนกลุ่มอื่นเรียกชนเผ่านี้ โดยเรียกตามวัสดุที่ใช้มุงหลังคา คือใบตอง เมื่อใบไม้ใบตองที่มุงหลังคาหรือทำเป็นซุ้ม เปลี่ยนเป็นสีเหลืองแล้ว คนเหล่านี้ก็จะย้ายไปอยู่ที่อื่นต่อไป

DT.H Barnatzik ชาวออสเตรียสำรวจพบ ผีตองเหลือง เมื่อ พ.ศ.2479 ในดงทึบเขต จ.น่าน คนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า “ยำบรี ” สันนิษฐานว่าเป็นพวกเดียวกับ ผีตองเหลือง ที่ คณะสำรจวจของสยามสมาคมซึ่งมี นายไกรศรี นิมมานเหมินท์ เป็นหัวหน้าค้นพบเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2505 ครั้งนั้น นายไกรศรี นิมมานเหมินท์ ว่าชนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า “มระบรี” ทำเพิงอาศัยอยู่ที่ริมห้วยน้ำท่า ทางตะวันตกเฉียงใต้ของ จ.น่าน

ก่อนนี้ Mr. Oliver Gordon Young รายงานว่า ชาวแม้วและชาวมูเซอ ที่ดอยเวียงผา อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ได้พบ ผีตองเหลือง ในเขตของตนและว่าพวกนี้พูดภาษาว้ากับเรียกตนเองว่า “โพล” การที่เรียกตัวเองว่า “มระบรี มราบรี” เพราะคำนี้แปลว่าคนป่า “มรา” แปลว่า คน “บรี” แปลว่า ป่า

กล่าวกันว่าผีตองเหลืองเป็นชนเผ่าหนึ่ง ที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ในเขต จ.ไซยะบุรี ประเทศลาว ปัจจุบันอาศัยอยู่ตามภาคเหนือของประเทศไทย อาทิ อ.เมือง อ.ร้องกวาง อ.สอง จ.แพร่ และ อ.สา จ.น่าน ถิ่นที่อยู่ของ ผีตองเหลือง มักจะเป็นเขตชุ่มชื้น ตามความลาดของไหล่เขา อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลราว ๆ 3,000 ฟุตขึ้นไป และตั้งที่พักใกล้แหล่งน้ำ เพื่อประ โยชน์ในการอุปโภค-บริโภค ตลอดจนสามารถหา กุ้ง ปู ปลา และสัตว์น้ำต่าง ๆ มาประกอบเป็นอาหารได้

สำหรับรูปร่างลักษณะของผีตองเหลือง คือ รูปร่างเล็กแต่แข็งแรง บ้างว่าเหมือนคนทางภาคเหนือของประเทศไทย แต่ผิวคล้ำกว่า เครื่องนุ่งห่มมีแต่ผ้าเตี่ยวผืนเดียว และผ้านุ่งนี้จะใช้ก็ต่อเมื่อจำเป็น ต้องเข้ามาในหมู่บ้าน เพื่อเอาของป่ามาแลกกับข้าวสาร เกลือและของใช้ที่จำเป็น เช่น มีดหรือหอกเท่านั้น เพราะโดยปกติหากอยู่ในกลุ่มพวกพ้องพวกเขาจะเปลือยกาย

นอกจากนี้ ผีตองเหลือง ไม่เคยกังวลเรื่องรายได้ เพราะพวกเขาไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องเงินเลย แม้แต่นับจำนวนก็จะได้อย่างมากแค่สามเท่านั้น การดำรงชีวิตของผีตองเหลือง ขึ้นอยู่กับเนื้อสัตว์ที่ล่ามาได้ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เล็กหรือใหญ่รวมทั้งหนู งู เม่น และผึ้งป่า สำ หรับผักก็เป็นจำพวกถั่ว ลูกไม้และรากไม้ที่ขุดหามาได้ พวกเขาไม่เคยทำไร่ไถนาและไม่เคยปลูกพืชผักใด ๆ อาวุธที่ ผีตองเหลือง ใช้คือหอกด้ามยาว ซึ่งใช้แทงเท่านั้น เพราะเขาพุ่งหอกไม่เป็น กล่าวกันว่าหอกขิงชนกลุ่มนี้ ยาวไม่น้อยกว่า 12 ฟุต

นอกจากนี้ ผีตองเหลือง ยังมีความชำนาญในการล่าหมูป่า แม้แต่ชาวมูเซอที่ได้ชื่อว่าเป็นพรานฝีมือฉกาจ ยังต้องยอมยกให้ ผีตองเหลือง เพราะเวลาที่ออกล่าหมูป่า พวกเขานี้จะเอาขี้หมูมาทาตัวก่อน เมื่อเข้าใกล้ฝูงหมูป่า พวกมันจะไม่รู้สึกตัวเลย จนกระทั่งถูกแทงด้วยหอกในระยะประชิดตัว โดยฝีมือของผีตองเหลือง ชาวผีตองเหลือง มีความเชื่อคล้ายกับชาวเขาเผ่าอื่นๆ ซึ่งเกี่ยวกับสิ่งลึกลับ เช่น ภูตผีปีศาจ และวิญญาณต่าง ๆ โดยเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีอำนาจเหนือวิถีชีวิตของพวกเรา จึงมีการเส้นบวงสรวงสิ่งต่าง ๆ เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย

อนึ่ง ในคืนวันที่พระจันทร์เต็มดวง ผีตองเหลือง จะทำพิธีถวายเครื่องเซ่นแก่ผีทั้งหลายที่พวกเขานับถือ แล้วจะมีงานรื่นเริง พวกเขาจะเต้นรำไปรอบ ๆ หอกประจำตัวของแต่ละคน ที่นำมาตั้งรวมกันไว้กลางวง การเต้นรำของพวกเขาเป็นเพียงการเดินโยกตัวไปมารอบ ๆ วง พร้อมกับพลิกมือไปมา ขณะที่โยกตัวก็จะมีการพึมพำเนื้อเพลงไปด้วย สำหรับเนื้อเพลงก็คล้ายกับเพลงของพวกโยนกโบราณ คนที่ไม่ร่วมเต้นรำ ก็จะล้อมวงปรบมือให้จังหวะเมื่อดึกมากเข้า จึงแยกย้ายกันไปนอนหลับ

นอกจากนี้ ผีตองเหลือง ยังได้รับการปลูกฝังจากบรรพชนมาเป็นเวลาช้านาน ว่าหากอยู่เป็นหลักแหล่งโดยไม่โยกย้ายไปไหน ผีร้ายจะส่งเสือให้มาคร่าทำลายพวกเขา จึงต้องย้ายที่อยู่เกือบทุก 5–10 วัน ซึ่งการปฏิบัติตามความเชื่อนี้ สอดคล้องกับหลักความสมดุลและหลักทางวิชาการบางประการ นั่นคือ อาหารที่มีอยู่รอบบริเวณที่พักลดน้อยลง ก็จะย้ายไปหาที่อยู่แห่งใหม่ ที่มีความอุดมสมบูรณ์มากกว่า

ลักษณะเพิงที่พักของชนเผ่า ผีตองเหลือง คล้ายกับเพิงหมาแหงนแต่ภายในไม่มีการยกพื้น และปลูกแคร่คร่อมดิน เหมือนเพลิงหมาแหงนโดยทั่วไป ท้ายเพิงมักจะสูงกว่าหน้าเพิงพัก ใช้พื้นดินเป็นพื้นเพิง และนำหญ้าฟางแห้งหรือใบตองมาปูบนพื้น เวลานอนจะไม่หนุนหมอน แต่ตะแคงหูแนบพื้น เพื่อให้สามารถได้ยินฝีเท้าคนหรือสัตว์ ที่เข้ามาใกล้เพิงพักได้ พวกผู้หญิงและเด็กจะอยู่ในกระท่อมที่สร้างบนภูเขาสูง เมื่อพวกผู้ชายไปล่าสัตว์หาของป่า หรืออาหารได้เพียงพอแล้ว จึงจะกลับไปหาลูกเมียครั้งหนึ่ง

ด้านสุขนิสัยนั้น ผีตองเหลือง มักจะขับถ่ายตามสุมทุมพุ่มไม้รอบเพิงพัก เมื่อเกิดโรคระบาดจึงสามารถแพร่เชื้อได้อย่างรวดเร็ว การย้ายแหล่งที่อยู่อาศัยไปยังแห่งใหม่ จึงช่วยบรรเทาการระบาดของโรคได้ ในการย้ายที่อยู่จะเริ่มตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้า และจะหยุดสร้างที่พักก่อนตะวันจะลับฟ้า ด้วยเกรงว่าจะเกิดอันตรายจากการเดินทางและสัตว์ป่าต่าง ๆ

ในกรณีที่สมาชิกคนหนึ่งคนใดเสียชีวิต ญาติพี่น้องจะช่วยกันทำศพ โดยนำศพไปวางบนแคร่ที่สร้างไว้บนต้นไม้ใหญ่ เพื่อป้องกันสัตว์ร้าย เช่น เสือมาขุดคุ้ยกินศพ เพราะเชื่อว่าถ้าเสือได้กินศพแล้ว อาจติดใจและจำกลิ่นเนื้อคนได้ ต่อมาพบว่ามีการฝังศพแทนการทิ้งศพดังกล่าว และภายหลังจากการฝังศพแล้ว จะโยกย้ายที่อยู่อาศัยทันที ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนของวันก็ตาม การสร้างที่พักจึงเป็นแบบเพิงชั่วคราว เนืองจากมีการเคลื่อนย้ายที่อยู่บ่อย ๆ นั่น เอง

ธรรมเนียมอย่างหนึ่งของ ผีตองเหลือง คือ ชายหญิงทุกคนต้องเจาะหูทั้งสองข้างตั้งแต่เด็ก รูหูที่เจาะมีขนาดประมาณ 0.5 – 1.0 เซนติเมตร โดยใช้ไม้ไผ่เหลากลมปลายแหลมแทงลงไปบนเนื้ออ่อนบริเวณติ่งหู สมัยก่อนมักจะนำดอกไม้มาเสียบไว้ในรูหู เพื่อเป็นการประดับร่างกาย แต่ในปัจจุบันเมื่อติดต่อกับชนเผ่าอื่น ๆ เช่น ม้งหรือเย้า ทำให้ธรรมเนียมนี้ลดความนิยมลงไป แต่ก็ยังมีปรากฏให้เห็นบ้างปะปราย

ในจำนวนชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ผีตองเหลืองชอบติดต่อแลกเปลี่ยนของป่า กับพวกแม้วและมูเซอเท่านั้น สำหรับชาวเขาเผ่าอื่นนั้น พวกเขาจะไม่กล้าเข้าไปหา เคยมีเรื่องเล่าว่ามีชาวเขาเผ่าอื่นที่ไม่รู้จักผีตองเหลือง เมื่อเห็นพวกเขาเข้าไปในถิ่นของตนจึงยิงเอา อนึ่งชาวเขาหลายเผ่าเชื่อว่าพวกผีตองเหลืองเป็น “ผี” จริง ๆ ไม่ใช่คน และเชื่อว่าผีเหล่านี้ จะนำความหายนะมาสู่ตน ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ติดต่อกับผีตองเหลือง ทว่าผีตองเหลืองสามารถอาศัยอยู่ใกล้ ๆ กับหมู่บ้านของชาวเขากลุ่มนั้น โดยที่พวกเขาไม่มีโอกาสรู้เลย

แม้ว่าชนกลุ่มน้อยเผ่าอื่นจะรับเอา ความเจริญจากสังคมพื้นราบเข้าไป ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ตลอดจนวิถีความเป็นอยู่ต่าง ๆ แต่สำหรับผีตองเหลือง การเปลี่ยนแปลงยังคงมีน้อย สามารถรักษาวิถีชีวิตแบบเก่า ๆ ไว้ได้ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการย้ายที่อยู่บ่อย จึงไม่ค่อยได้สมาคมกับคนภายนอกเผ่า อีกทั้งอิทธิพลความเชื่อถือที่ยึดมั่นมาตั้งแต่ครั้งอดีตยังฝังอยู่ในจิตใจ ของชนกลุ่มนี้อย่างเหนียวแน่น ปัจจุบันนี้ ประมาณกันว่าจำนวนของผีตองเหลืองในประเทศไทย มีไม่เกิน 150 คน จึงนับว่าพวกเขาเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีจำนวนน้อยที่สุดในประเทศไทย

ที่มา : บุปผา คุณยศยิ่ง และ วิลักษณ์ ศรีป่าซาง. (2542). ผีตองเหลือง, ใน สารานุกรม วัฒนธรรมไทยภาคเหนือ (เล่ม 8, หน้า 4116-4118). กรุงเทพฯ : มูลนิธิ สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์

ภาพ : บุญเสริม สาตราภัย

ร่วมแสดงความคิดเห็น


Do NOT follow this link or you will be banned from the site!