คำเฉพาะถิ่นที่ใช้เรียกสถานที่ในล้านนา มีอยู่หลายอย่าง คำว่า “ข่วง” ก็เป็นหนึ่งในคำเรียกสถานที่ ตั้งแต่ระดับพื้นที่ของบ้านไปจนถึงพื้นที่ของเมือง ข่วง ของคนล้านนาสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ใช้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ใช้ทำกิจกรรมภายในครอบครัว ฯลฯ ข่วง นับว่ามีประโยชน์ต่อคนล้านนาเป็นอย่างมาก


วันนี้ “เชียงใหม่นิวส์” ได้นำเสนอคำเมืองที่เกี่ยวกับสถานที่ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ที่คนล้านนาเรียกว่า “ข่วง” ซึ่งมีประโยชน์หลายอย่าง นอกจากนั้นข่วงยังเป็นสิ่งที่แสดงถึงความสัมพันธ์ภายในครอบครัวหรือภายในหมู่บ้านไปจนถึงระดับเมืองเลยทีเดียว

“ข่วง” คือ บริเวณที่ผู้คนใช้เป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ผู้คนที่ไปแอ่ว (เที่ยว) ในล้านนาหรืออ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเมืองล้านนามักจะได้ยินคำว่า “ข่วง” อยู่เสมอเพราะข่วงเป็นสถานที่ใช้ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งเล็ก ใหญ่ตามลักษณะของกิจกรรมที่ผู้คนทำขึ้น

ข่วงบ้านของคนล้านนา

เมื่อเราเดินเข้าไปในบริเวณบ้านของคนล้านนา แน่นอนว่าเราต้องเดินผ่านข่วงเข้าสู่ตัวเรือน เพราะ “ข่วง” ต้องอยู่หน้าบันไดตัวบ้าน ลักษณะสำคัญของข่วงบ้านต้องไม่มีหญ้าขึ้น ข่วงมีบริเวณเรียบมีแต่ผืนดิน อาจจะมีต้นไม้ให้ร่มเงา หรืออาจเป็นที่ราบโล่งกลางแจ้ง ข่วงบ้านล้านนาหากเวลาปกติ เป็นที่เล่นของละอ่อน (เด็กเล็ก) เช่น เล่นสะบ้า อีโจ้ง (โยนหลุม) เตะตะกร้อ หัดฟ้อนดาบ ฟ้อนเจิง ฯลฯ.

นอกจากนั้น “ข่วงบ้าน” ยังเป็นที่นั่งผิงแดดของผู้คนในบ้านไม่ว่าเด็ก ผู้ใหญ่ ผู้เฒ่า บางครั้งในฤดูหนาวผู้เฒ่าจะนั่งเผาข้าวหลามกับลูกหลาน กินข้าวหลามกับเด็ก ๆ เกิดความอบอุ่นภายในครอบครัวขึ้น และโอกาสนี้เองผู้ใหญ่จะสอนเด็กโดยการเล่านิทาน เพื่อเป็นคติสอนใจให้กับลูกหลาน

เผาข้าวหลามในยามค่ำ

“ข่วงบ้าน” ในเวลากลางคืนมักเป็นที่ทำงานของแม่ญิง (ผู้หญิง) ที่นำเอาใบยามาซอย (หั่น) ใบยาเป็นฝอย หรือบางครั้งอาจนำเอาต้นกล้วยมาซอย (หั่น) เรียกกันว่า “ซอยหยวก” (ต้นกล้วย) เพื่อเตรียมไว้ต้มให้หมูในวันรุ่งขึ้น หากผู้หญิงเอางานมาทำตอนกลางคืนอย่างนี้เรียกกันว่า “แม่ญิงหรือสาว อยู่ข่วง”

หากเป็น “ข่วงบ้าน” ของพ่อเลี้ยงหรือเศรษฐีผู้มีอันจะกิน ก็จะจุดตะเกียงอีด้าหรือตะเกียงเจ้าพายุ แขวนไว้ให้ฉายแสงจ้าท้าแรงลมไว้หลายดวงรอบ ๆ ข่วงเพื่อให้บรรดาลูกจ้างต่างช่วยกันทำงาน เช่น ซอยยาขื่น (ยาฉุน) เป็นยาเส้นไว้เป็นสินค้า หรือบางครั้งอาจนำใบมาเสียบเป็นตับเพื่อรอส่งโรงบ่มใบยา บรรดาพวกหนุ่ม ๆ ก็พากันมานั่งจีบสาวอยู่ไกล ๆ สายตามองหาสาว ๆ บางคนเอาสะล้อ ซอ ซึงมาดีด เป็นเสียงตนตรีบรรเลงเพลงกันอย่างสนุกสนาน หลังจากเสร็จงานเวลาค่ำคืน พวกบ่าว (หนุ่ม) ก็จะถือโอกาสไปส่งสาวกลับบ้าน

ตะเกียงอีด้าหรือตะเกียงเจ้าพายุ

บางบ้านที่มีผู้ชายก็จะเอางานสานตะกร้า สานสุ่มไก่ งานฟั่นเชือกมานั่งทำท่ามกลางแสงตะเกียงไฟที่ส่องสว่าง ใน “ข่วงบ้าน” โดยมีเสียงจิ้งหีด (จิ้งหรีด) ร้องกล่อมเป็นเพื่อนยามค่ำคืน ผสานกับควันไฟไล่ยุงในกองขี้เหยื้อ (เศษไม้/ขยะ) และไออุ่นจากการสุมไฟ หากเจ้าของบ้านมีงานมงคลก็บริเวณข่วงบ้านนี่แหละใช้เป็นที่วางโต๊ะ ตั่งม้านั่งรับแขก อาจมีการรำวง ร้องเพลง ขับซอ ไปตามประสา หรือฐานะเจ้าของบ้าน

ส่วนผู้ที่เป็นพ่อครู แม่ครูเมื่อถึงหน้าปีใหม่สงกรานต์จะใช้บริเวณ “ข่วงบ้าน” เป็นที่รับรองลูกศิษย์ลูกหาที่มาดำหัว บางครั้งอาจมีการทบทวนวิชาฟ้อนดาบ เจิง มวย อื่น ๆ บางครั้งมีงานเศร้าข่าวอวมงคลผู้คนในบ้านเสียชีวิตบริเวณข่วงบ้านจะใช้เป็นที่วางปราสาทศพ ใช้เป็นสถานที่ให้แขกนั่งพักร่วมพิธีการตลอดงาน

ข่วงบ้านบริเวณที่วางปราสาทศพ

“ข่วงบ้าน” ของผู้ที่ชอบไก่ชน ข่วงก็เป็นบริเวณที่จามไก่ (ทดลองชน) เป็นที่สนุกสนานทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ ในเวลาที่แดดจัดเจ้าของมักเอาเมล็ดพันธุ์พืช หรือเอาสะลี (ฟูกนอน) หมอนมาวางบนแผงเพื่อตากแดด ฆ่าเชื้อโรคให้หมดไป นอกจากข่วงบ้านแล้ว ยังมีข่วงเมืองอีกระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นสถานที่ใช้จัดกิจกรรมของบ้านเมือง เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ข่วงเมือง”

ข่วงเมือง

กล่าวโดยสรุปแล้ว “ข่วง” คือ ลานกว้าง ๆ บริเวณหน้าบ้านของคนล้านนาที่ใช้ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การละเล่นพื้นเมือง การทำกิจการของเศรษฐีกรณีทำใบยาสูบ การจัดงานอวมงคล การตากสิ่งของต่าง ๆ ภายในบ้าน เป็นต้น ข่วงจะมีประโยชน์มากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ นอกจากเป็นลานกิจกรรมแล้วยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ภายในหมู่บ้าน และเมือง อีกด้วย

เรียบเรียงโดย : “เชียงใหม่นิวส์”
อ้างอิงข้อมูลจาก : นิคม พรหมมาเทพย์
ภาพจาก : www.silpathai.net, เพจ บ้านฮาอยู่น่าน, antiqueclubone.blogspot.com, เพจ พ่อสล่านวลปราสาทไทย-เจ้าเก่าไร่นาน้อย และ www.thetrippacker.com

บทความที่เกี่ยวข้อง

ร่วมแสดงความคิดเห็น