วันที่ 14 มี.ค.62 หลังจากที่เกิดฝุ่นละอองในอากาศปกคลุมหลายพื้นที่ในภาคเหนือ จนทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นลดลง ประชาชนที่ต้องออกมานอกอาคารเริ่มมีอาการแสบตา คัดจมูก บางรายเริ่มป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ โดยนายแพทย์ไชยเวช ธนไพศาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ปัญหาหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือในปัจจุบันพบว่าหลายพื้นที่ปัญหาหมอกควันเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ จากสถิติการเข้ารับการรักษาของผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ในเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ มีผู้ป่วยจำนวน 3,546 คนแล้ว ซึ่งพบว่าในช่วงระหว่าง เดือนมกราคม – เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2561 มีจำนวน 2,896 คนโดยจะเห็นว่าในระหว่างระยะเวลาเดียวกันมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นกว่า 600 คน

ซึ่งทางโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จึงได้มีการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรออกให้ความรู้ แนะนำ รวมไปถึงวิธีการเฝ้าระวังการป้องกัน เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดโรคจากภาวะหมอกควันที่เกินค่ามาตรฐานแก่ประชาชน พร้อมกับแนะนำให้ติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศอยู่เสมอจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ รวมทั้งป้องกันตนเองเบื้องต้น ในภาวะหมอกควันเกินค่ามาตรฐาน หากมีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้ง เฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง เด็ก คนชรา หญิงมีครรภ์ ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวในกลุ่มโรคทางเดินหายใจ และโรคหัวใจและหลอดเลือด ทั้งนี้ ควรสวมหน้ากากอนามัยหรือใช้ผ้าชุบน้ำหมาดๆ ปิดปากและจมูกโดยเปลี่ยนทุกวันและควรล้างมือบ่อยๆ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองต่างๆ ที่อยู่ในมือผ่านเข้าสู่ร่างกาย และหากพบว่ามีอาการไอถี่ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หายใจมีเสียงวี้ด ใจสั่น คลื่นไส้ มีอาการเมื่อยล้าผิดปกติให้รีบมาพบแพทย์พร้อมและขอความร่วมมือจากประชาชนทุกท่านในการงดเว้นการเผาทุกชนิด

สำหรับสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าในวันที่ 14 มี.ค. ในช่วงบ่ายวันนี้พบว่าดาวเทียมที่ตรวจวัดค่าความร้อนหรือฮอตสปอตในพื้นที่ จ.เชียงราย กลับจับความร้อนได้มากถึง 13 จุดพร้อมๆ กัน โดยเกิดขึ้นกระจายไปในหลายพื้นที่ ได้แก่ อ.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่สรวย อ.พาน อ.เมือง จ.เชียงราย หลังจากที่ในช่วงเช้าเกิดขึ้นประมาณ 1-2 จุด โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในเขต ต.แม่สลองใน อ.แม่ฟ้าหลวง มากที่สุดถึง 4 จุด ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย ตำบลละ 3 จุด ต.ห้วง้ม อ.พาน และ ต.ศรีถ้อย อ.แม่สรวย ต.ห้วยชมภู อ.เมืองเชียงราย ตำบลละ 1 จุด ทำให้ตลอดทั้งวันมีฮอตสปอตเกิดขึ้นไม่น้อยกว่า 15 จุดซึ่งถือว่ามากกว่าทุกวันที่ผ่านมา

โดยหน่วยป้องกันและพัฒนาป่าไม้แม่จัน สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย) ร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้าน ต.ศรีค้ำ ได้ร่วมกันดับไฟป่าที่เกิดขึ้นบริเวณบ้านปางปูเลย หมู่ที่ 5 ต.ศรีค้ำ อ.แม่จัน หลังมีไฟลุกไหม้และมีพื้นที่ป่าเสียหายประมาณ 10 ไร่ คาดว่าสาเหตุมาจากมีคนลักลอบเผาป่าเพื่อล่าสัตว์

ด้านคุณภาพอากาศในเวลา 15.00 น. ทางกรมควบคุมมลพิษที่ อ.แม่สาย รายงานว่ามีปริมาณฝุ่นละอองและหมอกควันเล็กกว่า 2.5 ไมครอนในอากาศหรือหรือพีเอ็ม 2.5 จำนวน 212 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน หรือพีเอ็ม 10 จำนวน 263 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนในเขต อ.เมือง จ.เชียงราย ห่างจากชายแดนประมาณ 60 กิโลเมตร พบมีค่าพีเอ็ม 2.5 จำนวน 95 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าพีเอ็ม 10 จำนวน 119 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ

ล่าสุดทางเมียนมาได้เริ่มรณรงค์ ในการแก้ไขปัญหาหมอกควันแล้ว หลังจากที่ พ.อ ชาตรี สงวนธรรม ผบ.ฉก.ม 2 กองกำลังผาเมือง ในฐานะประธานคณะกรรมการชายแดน ไทย- เมียนมา หรือ TBC ฝ่ายไทย ได้สั่งการ ร.ท.ไผทสันต์ อมรเมธาศักดิ์ หัวหน้าหน่วยงานประสานงานชายแดนไทย-เมียนมา เข้าพบกับ นายส่อ วินเท รอง ผู้ว่าราชการจังหวัดท่าขี้เหล็ก และนายซาน มีซอ นายอำเภอท่าขี้เหล็ก ที่ห้องรับรองอาคารโกลเด็นท์ พาเลส พลาซ่า ท่าขี้เหล็ก โดย ทางเมียนมา ยืนยัน ท่าขี้เหล็ก ไม่ได้นี่งนอนใจในปัญหาหมอกควัน ที่มีผลกระทบกับสุขภาพ ประชาชน ตลอดจนเส้นทางการบินของสนามบินท่าขี้เหล็ก

ทางอำเภอท่าขี้เหล็ก ได้แจ้งผู้ใหญ่บ้าน ทั้ง 19 หมู่บ้านติดชายแดน ไทย ไม่ให้เผาวัชพืช หรือไม้อื่นๆ ทั้งยืนยัน ยินดีทำงานร่วมกับไทย โดยทางการท่าขี้เหล็กได้นำหน้ากากอนามัยจำนวน 5000 ชิ้น แจกจ่ายให้กับปดระชาชนที่สัญจร ในย่านชุมชนในท่าขี้เหล็กด้วย โดยในเบื้องต้นทางการเมียนมาได้สั่งการให้ทางผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมขน ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบถึง ปัญหามลพิษที่เกิดจากการเผาในช่วงนี้ และขอให้งดเผาในช่วงนี้ด้วย นอกจากนี้ยังได้นำรถดับเพลิงมาฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อลดปริมาณหมอกควันด้วย

ร่วมแสดงความคิดเห็น