เตรียมตัว! ธอส.จ่อขึ้นดอกเบี้ยบ้านตุลาคมนี้

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า ปัจจุบันทิศทางอัตราดอกเบี้ยไม่สามารถหลีกเลี่ยงดอกเบี้ยขาขึ้นได้ ยังไงดอกเบี้ยก็ต้องปรับขึ้น หลังอัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้หากคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในเดือนสิงหาคมนี้ ธอส.จะปรับขึ้นครึ่งหนึ่งของ กนง.โดยปรับขึ้นรอบแรกเดือนตุลาคมนี้และตรึงยาวถึงเดือนมกราคม 2566 ที่จะปรับขึ้นอีกรอบ ทั้งนี้การปรับขึ้นดอกเบี้ยกระทบต่อต้นทุนดอกเบี้ยผู้กู้แน่นอน หากมีการปรับอัตราดอกเบี้ยอยู่ที่ 0.50% ต่อปี ขึ้นมาต่อเนื่อง หรือปรับขึ้นใกล้เคียงกับในอดีตที่ 1.25-1.50% ต่อปี ผู้กู้ยังบริหารการผ่อนชำระได้แม้ต้นทุนดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นายฉัตรชัยกล่าวว่า เทรนด์สินเชื่อที่อยู่อาศัยจะไม่มีโปรโมชั่นดอกเบี้ยคงที่ 2-3 ปีแรกอีกแล้ว จะเป็นแบบกึ่งลอยตัว และอ้างอิงกับดอกเบี้ย MRR ซึ่งธอส.ยกเลิกดอกเบี้ยคงที่เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมาส่วนดอกเบี้ยเงินฝากยังจำเป็นต้องมีการปรับเพิ่มขึ้นตามดอกเบี้ยขาขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุลของพอร์ตหากธนาคารไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก จะส่งผลให้เงินฝากไหลไปสู่ธนาคารอื่นที่ให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงกว่า ซึ่งธอส.จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ควบคู่เงินฝาก ส่วนการรีไฟแนนซ์ดอกเบี้ยบ้านนั้น อยากให้ลูกค้าพิจารณาให้ดีว่าถูกจริงและมองระยะยาวว่าคุ้มหรือไม่ นายฉัตรชัยกล่าวต่อว่า ทิศทางการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังเติบโตต่อเนื่อง ตามการฟื้นตัของเศรษฐกิจและอสังหาฯ เมื่อปี 2564 ธอส.สามารถปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ 2.26 แสนล้านบาท ในครึ่งปีแรกที่ผ่านมาสามารถปล่อยได้แล้วกว่า 1.54 แสนล้านบาท ทั้งปีคาดว่าจะทำได้ตามเป้า 2.64 แสนล้านบาท

จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย เร่งสกัดเงินเฟ้อ

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าแต่เริ่มทยอยกลับมาและมีความต่อเนื่อง คาดว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัว 3.3% แต่โจทย์ใหญ่และน่าเป็นห่วงมากที่สุดคือภาคการท่องเที่ยว จากที่ผ่านมาได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งในตอนนี้ได้ผ่อนคลายมาตรการต่างๆและกิจกรรมเศรษฐกิจเริ่มฟื้นกลับมา โดย ธปท. คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้จะมี 6 ล้านคน ซึ่งหากทุกๆ 1 ล้านคนที่เพิ่มเข้ามาจะทำให้เพิ่มจีดีพีประเทศได้ 0.4% ทั้งนี้ภาคการท่องเที่ยวได้กระทบมากที่สุดในภาคใต้ เพราะส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคบริการ ซึ่งในเวลานี้คนรู้สึกเริ่มมีกิจกรรมเศรษฐกิจดีมากขึ้น ทำให้รายได้คนเริ่มกลับมา แต่ความเสี่ยงยังคงเป็นเรื่องเงินเฟ้อที่เพิ่มมากขึ้น จากเดือน มิ.ย. เงินเฟ้อทั่วไปสูงถึง 7.66% สูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสงครามและการคว่ำบาตรรัสเซียกับยูเครนทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบเงินเฟ้อสูง ซึ่งการดูแลเงินเฟ้อต้องเป็นแบบหยืดหยุ่น ไม่ได้บอกว่าเงินเฟ้อต้องอยู่ในกรอบทุกเวลา แต่ระยะปานกลางต้องกลับมาในกรอบ อาจหลุดบ้างบางช่วงเวลา นอกจากนี้ถ้าเครื่องยนต์เงินเฟ้อไม่ติด ราคาไม่ควรเพิ่ม และรอบนี้มาจากสงครามรัสเซียกับยูเครน แต่ธปท.จะจัดการให้เงินเฟ้อไม่ติด ต้องไม่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มเพราะถ้าเงินเฟ้อเครื่องติด จะทำให้ต้นทุนเพิ่มค่าแรงเพิ่ม หน้าที่ ธปท.คุมไม่ให้เครื่องยนต์เงินเฟ้อติด เพราะไปคุมราคาพลังงานในโลกไม่ได้ หน้าที่หลักของทุกธนาคารกลาง ทำอย่างไรยึดเหนี่ยวอย่าให้เงินเฟ้อหลุดไปจากกรอบเป้าหมาย กว่าจะดึงกลับมาเหนื่อยมาก โดยกลไกปกติ คือการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลกรอบเงินเฟ้อ จึงต้องปรับนโยบายการเงิน ค่อยๆถอนคันเร่ง ทั้งฝั่งนโยบายเศรษฐกิจและการเงินให้กลับเข้ามาสู่ภาวะปกติ “ถ้าไม่เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เงินเฟ้อก็จะไปต่อ คนเดือดร้อนคือกลุ่มเปราะบาง ผมไม่เถียงถ้า ดอกเบี้ยขึ้น กระทบครัวเรือนและธุรกิจ เพราะครัวเรือนไทยมีหนี้สูง แต่ถ้าเงินเฟ้อเพิ่มจะกระทบหนักกว่า ค่าครองชีพเพิ่มผลกระทบครัวเรือนเปราะบางต่างๆ ผลกระทบทำให้ภาระหนี้ขึ้น และถ้าปรับขึ้นเร็วอาจทำให้เศรษฐกิจสะดุดได้ เหมือนกับการขึ้นเร็วแรงเหมือนเฟดซึ่งต่างบริบทกัน เราไม่ควรทำ จึงต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ปรับดอกเบี้ย และทำอย่างยืดหยุ่นเหมาะสม”