กิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี

ธนาคารแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมเนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี โดยแบงก์ชาติ สำนักงานภาคเหนือจัดสัมมนาและนิทรรศการ “BOT North Open House เปิดโลกการเงินดิจิทัลสู่ภาคเหนือ ที่อาคารอเนกประสงค์ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือจังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 1 สิงหาคม 2565 ธนาคารแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรมครบรอบ 80 ปีโดยปาฐกถาพิเศษจากนางวชิรา อารมย์ดี รองผู้ว่าการด้านบริหารธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้บรรยายเกี่ยวกับธนาคารแห่งประเทศไทยกับบทบาทการพัฒนาภูมิภาคจากอดีตสู่อนาคต ภายใต้ “Digital Landscape“ และการบรรยายพิเศษจากผู้ช่วยศาตราจารย์ ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พร้อมกับการเสวนาการเงินดิจิทัล การเงินเปลี่ยนโลกพลิกโฉมธุรกิจภูมิภาค นางวชิรา อารมย์ดี รองผู้ว่าการด้านบริหารธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่าการจัดงานครบรอบ 80 ปีของธนาคารแห่งประเทศไทยครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนซึ่งเป็นหน่วยงานที่ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่ง แบงก์ชาติได้ตระหนักถึงความสำคัญในการร่วมมือขับเคลื่อนเรื่องของเศรษฐกิจในภาคเหนือโดยธนาคารแห่งประเทศไทยได้วางฐานข้อมูลด้านเทคโนโลยีทางการเงินได้เปิดช่องให้ข้อมูลเทคโนโลยีและด้านดิจิทัลผ่านการดำเนินงาน 3 ด้านได้แก่การเปิดให้มีการแข่งขันมากขึ้นทางการเงินตัวอย่าง Non Bank ที่สามารถเข้ามาให้สินเชื่อส่วนบุคคลมากขึ้น เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงในระบบด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลในระบบ, การเปิดให้ผู้ประกอบการเข้าถึงโครงการพื้นฐานเปรียบเสมือนการสร้างถนนให้รถหลากหลายเข้ามาวิ่งซึ่งผู้โดยสารสามารถเลือกบริการต่างๆ ได้โดยใช้ถนนร่วมกันเป็นต้น ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จะทำให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์ในการทำรูปแบบการค้าดิจิทัล เพื่อจะทำให้ผู้ประกอบการปรับตัวในการทำงานให้มีประสิทธิภาพ เช่นการออกคู่มือ […]

“บาทอ่อน” ทุนสำรองไทยหลุด 2.2 แสนล้านดอลลาร์

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขทุนสำรองทางการระหว่างประเทศรายสัปดาห์ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม 2565 พบว่า ระดับทุนสำรองทางระหว่างประเทศทั้งสิ้น 2.18 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากสัปดาห์ก่อน(1 ก.ค.65) และเป็นการลดลงต่ำกว่าระดับ 2.2 แสนล้านบาทเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี หลังเงินบาทอ่อนค่าแตะ 36.75 บาทต่อดอลลาร์ อย่างไรก็ตามระดับทุนสำรองของไทย ณ สิ้นปี 2564 เคยสูงที่ระดับ 2.42 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่จะปรับลดลง โดยล่าสุด ณ วันที่ 3 มิ.ย. 65 เงินทุนสำรองทางการเคยอยู่ที่ระดับ 2.29 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่หลังจากนั้นทุนสำรองเริ่มลดลงต่อเนื่องเป็น 2.26 แสนล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ หลังจากเงินบาทอ่อนค่าลงตามลำดับก่อนจะทรงตัวที่ 2.21 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ 3 สัปดาห์และล่าสุดเหลือ 2.18 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้เชื่อว่า ทุนสำรองที่ลดลงอย่างรวดเร็ว อาจเกิดจากการที่ธปท.นำทุนสำรองเข้าไปแทรกแซงค่าเงินบาท เพื่อไม่ให้ผันผวนหรืออ่อนค่าลงแรงจนกระทบต่อผู้ส่งออกและนำเข้าที่ไม่สามารถโค้ดราคาได้ 

ผวา!! เงินบาทอ่อนในรอบ 16 ปี

วันที่ 15 ก.ค. นางสาวกฤติกา บุญสร้าง ผู้ชำนาญการงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย ได้ออกมาเปิดเผยว่า ผลพวงจากค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯที่แข็งตัว หลังเงินเฟ้อพุ่งสูงเกินที่คาดการณ์ ส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์อื่นๆเพื่อเข้าไปถือเงินสกุลดอลลาร์แทน ส่งผลให้ค่าเงินบาทไทยอ่อนตัวลงสูงสุดในรอบ 16 ปี อยู่ที่ 36.65 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ “ตอนนี้ ดอลลาร์แข็งมาก หลังเงินเฟ้อออกมาเหนือกว่าคาด แทบทุกสินทรัพย์โดนขาย เงินไหลเข้าดอลลาร์ ทำให้เงินบาทอ่อนค่ามาก จากนี้ต้องรอดูแนวต้านที่ 36.75 บาท ว่าจะอยู่ไหม ถ้าไม่อยู่ อาจจะไปทดสอบระดับ 37 บาท ซึ่งต้องจับตาว่าธนาคารแห่งประเทศไทยที่เจอแรงกดดัน นอกจากต้องขึ้นดอกเบี้ยแล้ว อาจต้องเข้าดูแลค่าเงินด้วย” นางสาวกฤติกากล่าว ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ

จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ย เร่งสกัดเงินเฟ้อ

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ได้ประเมินเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าแต่เริ่มทยอยกลับมาและมีความต่อเนื่อง คาดว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัว 3.3% แต่โจทย์ใหญ่และน่าเป็นห่วงมากที่สุดคือภาคการท่องเที่ยว จากที่ผ่านมาได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งในตอนนี้ได้ผ่อนคลายมาตรการต่างๆและกิจกรรมเศรษฐกิจเริ่มฟื้นกลับมา โดย ธปท. คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้จะมี 6 ล้านคน ซึ่งหากทุกๆ 1 ล้านคนที่เพิ่มเข้ามาจะทำให้เพิ่มจีดีพีประเทศได้ 0.4% ทั้งนี้ภาคการท่องเที่ยวได้กระทบมากที่สุดในภาคใต้ เพราะส่วนใหญ่ประกอบอาชีพในภาคบริการ ซึ่งในเวลานี้คนรู้สึกเริ่มมีกิจกรรมเศรษฐกิจดีมากขึ้น ทำให้รายได้คนเริ่มกลับมา แต่ความเสี่ยงยังคงเป็นเรื่องเงินเฟ้อที่เพิ่มมากขึ้น จากเดือน มิ.ย. เงินเฟ้อทั่วไปสูงถึง 7.66% สูงกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 1-3% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสงครามและการคว่ำบาตรรัสเซียกับยูเครนทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบเงินเฟ้อสูง ซึ่งการดูแลเงินเฟ้อต้องเป็นแบบหยืดหยุ่น ไม่ได้บอกว่าเงินเฟ้อต้องอยู่ในกรอบทุกเวลา แต่ระยะปานกลางต้องกลับมาในกรอบ อาจหลุดบ้างบางช่วงเวลา นอกจากนี้ถ้าเครื่องยนต์เงินเฟ้อไม่ติด ราคาไม่ควรเพิ่ม และรอบนี้มาจากสงครามรัสเซียกับยูเครน แต่ธปท.จะจัดการให้เงินเฟ้อไม่ติด ต้องไม่ทำให้เงินเฟ้อเพิ่มเพราะถ้าเงินเฟ้อเครื่องติด จะทำให้ต้นทุนเพิ่มค่าแรงเพิ่ม หน้าที่ ธปท.คุมไม่ให้เครื่องยนต์เงินเฟ้อติด เพราะไปคุมราคาพลังงานในโลกไม่ได้ หน้าที่หลักของทุกธนาคารกลาง ทำอย่างไรยึดเหนี่ยวอย่าให้เงินเฟ้อหลุดไปจากกรอบเป้าหมาย กว่าจะดึงกลับมาเหนื่อยมาก โดยกลไกปกติ คือการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลกรอบเงินเฟ้อ จึงต้องปรับนโยบายการเงิน ค่อยๆถอนคันเร่ง ทั้งฝั่งนโยบายเศรษฐกิจและการเงินให้กลับเข้ามาสู่ภาวะปกติ “ถ้าไม่เริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ เงินเฟ้อก็จะไปต่อ คนเดือดร้อนคือกลุ่มเปราะบาง ผมไม่เถียงถ้า ดอกเบี้ยขึ้น กระทบครัวเรือนและธุรกิจ เพราะครัวเรือนไทยมีหนี้สูง แต่ถ้าเงินเฟ้อเพิ่มจะกระทบหนักกว่า ค่าครองชีพเพิ่มผลกระทบครัวเรือนเปราะบางต่างๆ ผลกระทบทำให้ภาระหนี้ขึ้น และถ้าปรับขึ้นเร็วอาจทำให้เศรษฐกิจสะดุดได้ เหมือนกับการขึ้นเร็วแรงเหมือนเฟดซึ่งต่างบริบทกัน เราไม่ควรทำ จึงต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ปรับดอกเบี้ย และทำอย่างยืดหยุ่นเหมาะสม”