บุหรี่ไฟฟ้าเริ่มเข้ามาในประเทศไทยช่วงปีพ.ศ.2556 นำไปสู่การห้ามนำเข้าห้ามขายปลายปี 2557 ต่อ 2558
แต่การระบาดเริ่มรุนแรงขึ้นปี 2563-64 หลังจากรูปลักษณ์อุปกรณ์ที่ใช้สูบออกแบบพุ่งเป้าที่เด็กและวัยรุ่น พร้อมๆกับการใช้นิโคตินสังเคราะห์ ที่ลดการระคายเคืองและดูดซึมถึงสมองเร็วขึ้น และการมีกลิ่นรสนับหมื่นรสให้เด็กเลือกตามที่ชอบ การใช้อินฟลูเอ็นเซอร์ส่งเสริมการขายในโซเชียลมีเดีย ฯลฯ
การบังคับใช้กฏหมายที่หย่อนยาน ทำให้มีร้านขายบุหรี่ไฟฟ้า รถเข็นหรือแบขายตามที่ต่างๆอย่างโจ่งแจ้ง ท้าทายกฏหมายทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ไม่นับที่ขายออนไลน์
ขณะที่ล็อบบี้ยิสต์บุหรี่ไฟฟ้า พยายามสร้างความสับสนด้วยการยกประเด็น การครอบครองบุหรี่ไฟฟ้าผิดหรือไม่ผิดกฏหมาย ทำให้การปราบปรามผู้ที่ลักลอบขายหยุดชะงักไปด้วย อ้างว่ากฏหมายไม่มีความชัดเจน
การสำรวจทั่วประเทศปลายปีพ.ศ.2567 ต่อ 2568จึงพบข้อมูลที่น่าตกใจมาก ที่มีนักสูบหน้าใหม่( คนที่เพิ่งเริ่มสูบบุหรี่ภายใน 12เดือนก่อนการสำรวจ) มีถึง 7 แสนคน จากปกติที่มีปีละตำ่กว่า 2 แสนคน
ในจำนวนนี้ 5 แสนคนสูบบุหรี่ไฟฟ้า และ 5 หมื่นคนอายุ 10-14 ปี (ตำ่กว่า 10 ขวบไม่มีการสำรวจ)
มีมากกว่า 400,000 คน ที่อายุระหว่าง 10-19 ปี
เดชะบุญ ที่รัฐบาลท่านนายกรัฐมนรีแพทองธาร ชินวัตร กำชับให้มีการปราบปรามผู้ที่ลักลอบขายบุหรี่ไฟฟ้าตามช่องทางต่างๆอย่างจริงจัง เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน
ทำให้เราเห็นคนสูบบุหรี่ไฟฟ้าตามที่ต่างๆน้อยลง ทำให้เรามีความหวังว่า อัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของเด็กและเยาวชนจะลดลง ในการสำรวจครั้งต่อไป
ผมเชื่อว่า พ่อแม่ผู้ปกครองเด็กนักเรียน และครูทั่วประเทศ จะฝากความหวังไว้กับท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่จะกำชับฝ่ายที่บังคับใช้กฏหมายปราบปรามแหล่งขายบุหรี่ไฟฟ้าทั่วประเทศอย่างจริงจังเช่นนี้ต่อไป
เพื่อป้องกันลูกหลานไทยจากการเสพติดบุหรี่ไฟฟ้าให้ได้มากที่สุด
ศ.นพ ประกิต วาทีสาธกกิจ 26 กุมภาพันธ์ 2569
อ้างอิง :
โครงการสำรวจสุขภาพของประชาชนไทย ด้วยการตรวจร่างกายครั้งที่ 7 รศ.พญ เริงฤดี ปธานวนิช ศ.นพ วิชัย เอกพลาการ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีและคณะฯ พ.ศ.2568
https://thai-nhes.com//MiddleFiles/Reports_nhe/7/รายงานการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยครั้งที่7_1.pdf

ร่วมแสดงความคิดเห็น