53

The Kingdom’s Blacksmith ลัวะ : เหล็ก ล้านนา

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ The Kingdom’s Blacksmith ลัวะ : เหล็ก ล้านนา ที่จะชวนทุกคนมามองอดีตของล้านนาผ่านมุมมองของทรัพยากรและผู้คน สัมผัสคุณค่าของความเป็นล้านนา ผ่านหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้ค้นพบ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากท่าน นัชชา บูรณุปกรณ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรี เป็นประธานเปิดกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อถ่ายทอด และเผยแพร่ความรู้ทางด้านโบราณโลหะวิทยาของดินแดนล้านนา ให้เข้าถึงสังคม และประชาชนในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ภายในงาน ได้มีกิจกรรมมากมาย ทั้งการฟังเสวนา มองอดีตผ่านทรัพยากร : ลัวะ เหล็ก และระบบเศรษฐกิจจารีตล้านนา จากคุณ ยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ , ดร. ภีร์ เวณุนันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และ อาจารย์วิชญา มาแก้ว อาจารย์ประจำหลักสูตรประวัติศาสตร์และมรดกวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ รับชมการแสดงฟ้อนดาบ อีกหนึ่งเอกลักษณ์อันทรงคุณค่าของวัฒนธรรมล้านนา […]

“ผีกะ” ความเชื่อล้านนาที่ถูกใช้เพื่อกีดกันคน

ในความเชื่อดังเดิมของชาวล้านนา ผีกะมีสถานะเป็นผีที่ถูกเลี้ยงไว้เพื่อคุ้มครองและดูแลสมาชิกของครอบครัวให้มีความสงบสุขร่มเย็น นอกจากนี้ในด้านของความสวยความงามว่ากันว่าหากเลี้ยงดูผีกะอย่างดี จะส่งผลให้ตัวของผู้เลี้ยงจะมีใบหน้าผุดผ่องสวยงาม เป็นที่รักใคร่และดึงดูดสายตาของผู้ที่พบเห็น ทว่าในอีกด้านหนึ่งความเชื่อนี้ก็ถูกหยิบเป็นเครื่องมือในการแบ่งแยกหรือกีดกันให้คนบางกลุ่มให้ออกจากชุมชน ตามความเชื่อดังเดิมผีกะให้ได้ทั้งคุณและโทษ โดยด้านคุณนั้นผีได้ถูกนับถือเป็นผีเลี้ยงไว้เพื่อคุ้มครองคนในบ้านให้มั่งมีศรีสุข หากเลี้ยงผีกะดีก็จะส่งผลดีต่อตัวเจ้าของ และด้านที่เป็นโทษที่หากเจ้าของดูแลไม่ดีผีกะก็จะกลายเป็นผีร้ายที่ออกหากินเองโดยการไปสิงร่างผู้อื่นเพื่อกินของสดของคาว หรือกินอวัยวะภายในจนผู้ถูกสิงเจ็บป่วยและเสียชีวิต ด้วยเหตุนี้ ความเชื่อเรื่องเล่าดังกล่าว ผีกะ มักจะถูกหยิบหยกขึ้นมาเมื่อชุมชนนั้นๆ เผชิญกับความไม่ปกติที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ เช่น โรคระบาด ภัยแล้ง คนในหมู่บ้านเจ็บป่วยกะทันหัน จึงทำให้คนในชุมชนเริ่มมองหาแพะรับบาปผ่านกระบวนการทางสังคมอย่างการตีตราคนที่เห็นต่าง ซึ่งคนที่มักถูกสงสัยว่าเป็นผีกะ คือคนที่มีบุคลิกผิดแผกแปลกไปจากคนในชุมชนส่วนใหญ่ เช่น มีลักษณะเก็บตัว ไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับเพื่อนบ้าน หรือมีความคิดขัดแย้งกับจารีตดั้งเดิมของหมู่บ้าน ส่วนอีกอย่างที่ถูกใช้ก็คือการทำมติมหาชน หรือการใช้เสียงส่วนใหญ่ในชุมชนเพื่อตัดสิน ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดเหตุร้าย ชุมชนจะใช้วิธีการต่างๆร่วมกัน หรือจ้างหมอดูเพื่อชี้ตัวว่าใครคือต้นเหตุที่ทำให้เกิดเพศภัยในชุมชน ซึ่งกระบวนการนี้จะถูกเรียกว่าการทำให้เป็นผี เพื่อเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นบางสิ่งที่ถูกกีดกันออกจากสังคมของคนในชุมชนนั้น เมื่อใครคนหนึ่งถูกตีตราว่าเป็นผีกะ บุคคลนั้นจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดีในทันที สังคมรอบข้างรังเกียจ ไม่ถูกยอมรับ กีดกันออกจากกิจกรรมส่วนรวมในชุมชน อีกทั้งยังถูกมองว่าเป็นสิ่งอื่น และบ่อยครั้งที่นำไปสู่ความรุนแรง เช่น การรุมทำร้าย การเผาบ้านเผาเรือน สิ่งเหล่านี้แสดงออกถึงการลดทอนความเป็นคนและแบ่งแยกคนออกจากชุมชนโดยการใช้ความเชื่อเรื่องผีกะเป็นเครื่องมือ ที่มา : สนั่น ธรรมธิ. ผีในความเชื่อล้านนา. เชียงใหม่: บริษัท สุเทพการพิมพ์แอนด์มีเดีย จำกัด,2559. ดร.เอ็ดวิน […]

การบวชลูกแก้วแบบชาวไทใหญ่ ประเพณีปอยส่างลอง

การบวชเป็นหนึ่งในประเพณีวัฒนธรรมของศาสนาพุทธที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน พิธีกรรมนี้มีความสำคัญกับสังคมไทยเป็นอย่างมาก หากมองจากภายนอกการบวชเป็นเพียงพิธีกรรมที่เปลี่ยนสถานะจากฆราวาสเป็นพระภิกษุสงฆ์ แต่หากมองไปที่จุดประสงค์และความหมายภายใน ผู้ชายทุกคนที่บวชคือผู้ชายที่พร้อมจะตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ผ่านชายผ้าเหลือง และยังเป็นการสืบทอดพิธีกรรมทางศาสนาพุทธให้สืบอยู่ต่อไป การบวชของแต่ละพื้นที่ในไทยมีพิธีกรรมแตกต่างกันตามวัฒนธรรมของพื้นที่ ในแถบล้านนาภาคเหนือมีประเพณีอย่างปอยส่างลองหรือการบวชลูกแก้ว ที่มีความแตกต่างจากการบวชทั่วไปและมีความสำคัญต่อวัฒนธรรมล้านนาอย่างมาก บวชลูกแก้ว หนึ่งในประเพณีสำคัญของล้านนา คนไทใหญ่เรียกว่าประเพณีปอยส่างลอง โดยคำว่าปอย หมายถึง งานประเพณี คำว่า ส่าง หมายถึง น้อยหรือผู้บวชเป็นสามเณรแล้วลาสิกขา เป็นภาษาไทใหญ่ และคำว่า ลอง หรือ อลอง แปลว่า รัชทายาท คนไทใหญ่ที่มีลูกชายในครอบครัวมักฝากฝังและตั้งตารอคอยให้ลูกชายเข้าร่วมประเพณีนี้ เพราะตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนาที่บอกไว้ว่าพ่อแม่จะได้บุญใหญ่เมื่อลูกชายได้บวช ส่วนมากเริ่มบวชกันตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป จัดขึ้นช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ก่อนจัดการบวชเจ้าบ้านจะทำกำหนดการเพื่อเชิญญาติสนิทมิตรสหาย แล้วส่งคนไปบอกบุญบ้านต่างๆเรียกว่า ตกเทียน หรือการนำเทียนไปแจกและบอกกำหนดการ ผู้ที่จะบวชเณรเรียกว่า “ส่างลอง” เมื่อถึงกำหนดการจะเริ่มพิธีการบวช ในพิธีมีการโกนผมผู้บวชเหมือนการบวชในที่อื่นแต่จะไม่โกนคิ้ว การแต่งกายสวมเครื่องประดับระยิบระยับ เช่น สร้อยคอ แหวน กำไล และใช้ผ้าโพกศีรษะแบบพม่า สวมถุงเท้าขาวยาว บางคนจสวมแว่นตาดำ ทาแป้ง เขียนคิ้ว และทาปาก ผู้เป็น “ส่างลอง” จะมีพี่เลี้ยงคอยดูแลอย่างน้อยสามคน เรียกว่า […]

รสชาติบ้านๆที่สะท้อนฐานะและฤดูกาล : มุมมองอาหารพื้นถิ่นล้านนา

รสชาติของอาหารบ้านๆไม่ใช่เพียงแค่ “รสเผ็ด หวาน เปรี้ยว เค็ม” เท่านั้นแต่ยังสะท้อนภูมิปัญญา ฐานะและวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมไทยอย่างลึกซึ้งเพราะอาหารพื้นบ้านเกิดจากการเลือกวัตถุดิบที่หาได้ง่ายตามฤดูกาลและสะท้อนความสัมพันธ์ของคนกับสิ่งแวดล้อมและรวมไปถึงสังคมที่อยู่มาตั้งแต่โบราณ สังคมไทยตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบันมักใช้ผลผลิตจากแหล่งธรรมชาติรอบตัวเป็นหัวใจหลักในอาหารพื้นบ้าน เช่น พืชผักตามฤดูกาล ปลา แมลงน้ำและสมุนไพรท้องถิ่น ซึ่งนั่นสะท้อนถึงฐานะและวิถีการดำรงชีวิตของครัวเรือนในแต่ละพื้นที่เพราะคนในชุมชนจะปรุงอาหารจากสิ่งที่ “มี” และ “หาได้” มากกว่าเลือกซื้อจากตลาดเสมอไป อาหารพื้นถิ่นมักเป็นแหล่งของภูมิปัญญาทางอาหารที่สะท้อนวิถีชีวิต เช่น ผักพื้นบ้านซึ่งขึ้นตามฤดูกาลถูกนำมาผสมรวมกันในเมนูต่างๆตามความเหมาะสมของฤดูกาลและวิถีชีวิตของชุมชน ตัวอย่างเช่น ในหลายพื้นที่ของไทยผักพื้นบ้านและสมุนไพรที่ขึ้นตามฤดูกาลถูกใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารหลัก เช่น แกงเลียง แกงขี้เหล็กหรือต้มยำ ซึ่งไม่เพียงแต่ให้รสชาติที่เข้มข้นเท่านั้นแต่ยังสะท้อนวิถีการเก็บเกี่ยวผลผลิตตามฤดูกาลและ ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวที่ต้องพึ่งพาอาหารจากธรรมชาติเป็นหลัก นอกจากนี้รสชาติของอาหารบ้านๆยังเป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์ชุมชนด้วย เช่น วิธีการถนอมอาหาร การเลือกเครื่องเทศ การปรุงด้วยสมุนไพรท้องถิ่นหรือการทำอาหารในช่วงเวลาที่ผลผลิตต่างกันไปตามฤดูกาล ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าคนในพื้นที่หนึ่งๆอยู่กันอย่างไร ทำงานอะไรและมีฐานะทางสังคมแบบไหน งานวิจัยเกี่ยวกับอาหารพื้นบ้านไทยยังชี้ให้เห็นว่าอาหารไม่ได้เป็นเพียงสิ่งสำหรับเติมพลังงานแต่เป็นสิ่งที่สะท้อนค่านิยม วัฒนธรรมและฐานะของสังคมที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งในเรื่องของรสชาติ ความหมายของการปรุงและวิธีที่อาหารนั้นถูกแบ่งปันในครอบครัวและชุมชน ท้ายที่สุดรสชาติบ้านๆที่เราเคยชินนั้นไม่ใช่แค่ “อร่อย” แต่ยังเป็นบันทึกทางสังคมและธรรมชาติ ที่บอกเล่าว่าในอดีตและปัจจุบันคนไทยใช้สิ่งรอบตัวอย่างไรในการหล่อเลี้ยงชีวิตและสร้างความหมายทางวัฒนธรรมผ่านอาหารของพวกเขา แหล่งที่มาข้อมูล กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. อาหารพื้นบ้านไทย (บทที่ 4: อาหารพื้นบ้าน). กระทรวงสาธารณสุข. 2019. Local Ethnic Food Wisdom. ภูมิปัญญาอาหารชาติพันธุ์ท้องถิ่นเพื่อสุขภาพ. […]

เชียงใหม่ในยุคดิจิทัล : เมืองเก่าที่ปรับตัว

เชียงใหม่มักถูกจดจำในฐานะ “เมืองเก่า” เมืองแห่งวัดวา กำแพงเมือง คูน้ำและวัฒนธรรมล้านนาที่สืบทอดยาวนานหลายร้อยปี แต่ในขณะเดียวกัน เชียงใหม่ก็เป็นหนึ่งในเมืองที่กำลังปรับตัวอย่างเงียบๆเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยไม่ละทิ้งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของตนเอง การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากแต่เป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไปผ่านการปรับตัวของผู้คน ชุมชนและโครงสร้างเมือง จากงานศึกษาด้านประวัติศาสตร์และผังเมืองล้านนา เชียงใหม่ถูกออกแบบให้เป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนา การปกครองและเศรษฐกิจของอาณาจักรล้านนา วัดและชุมชนรอบคูเมืองจึงเป็นหัวใจของเมืองมาโดยตลอด เมืองในลักษณะนี้มี “ความทรงจำร่วม” ที่ฝังอยู่ในพื้นที่อย่างแน่นแฟ้น เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต แพลตฟอร์มออนไลน์หรือระบบเศรษฐกิจใหม่ ความท้าทายของเชียงใหม่จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาแต่คือการพัฒนาโดยไม่ทำลายโครงสร้างทางวัฒนธรรมเดิม ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเชียงใหม่ตั้งแต่การค้าขายออนไลน์ของชุมชนท้องถิ่นร้านเล็กๆที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นหน้าร้าน ไปจนถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ทำงานอิสระ (freelance) หรือทำงานทางไกลจากเชียงใหม่ งานวิจัยด้านสังคมเมืองชี้ให้เห็นว่าเชียงใหม่กลายเป็นพื้นที่รองรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยยังคงรักษาวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบมากนัก สิ่งนี้ทำให้เมืองเก่าแห่งนี้มีบทบาทใหม่ในฐานะ เมืองที่เชื่อมอดีตกับอนาคต แม้โลกดิจิทัลจะดูเหมือนอยู่ห่างไกลจากวัฒนธรรมดั้งเดิมแต่วัฒนธรรมล้านนากลับปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ทั้งในรูปแบบคอนเทนต์วัฒนธรรม งานหัตถศิลป์ งานประเพณีหรือการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นโดยคนในพื้นที่เอง นักวิชาการด้านวัฒนธรรมมองว่านี่คือการ “ปรับตัวของวัฒนธรรม” มากกว่าการสูญหาย วัฒนธรรมไม่ได้ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้นแต่ถูกถ่ายทอดในรูปแบบใหม่ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่และผู้คนนอกพื้นที่ได้มากขึ้น เชียงใหม่ในยุคดิจิทัลจึงไม่ใช่เมืองที่ละทิ้งอดีตแต่เป็นเมืองที่เลือกจะ “เดินไปข้างหน้าโดยหันกลับมามองรากของตนเองเสมอ” การผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและเทคโนโลยีทำให้เชียงใหม่ยังคงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ บางทีเสน่ห์ของเชียงใหม่อาจไม่ได้อยู่ที่ความเก่าหรือความใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวโดยไม่หลงลืมตัวตนของตนเอง ที่มาของข้อมูลสรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. วัดกับชุมชนในสังคมล้านนา. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. การเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงใหม่ในบริบทสังคมร่วมสมัย. เอกสารวิชาการ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาล้านนา. […]

“รอยสักล้านนา” จารึกบนเรือนร่างที่สะท้อนความเป็นชายในสังคมล้านนา

ในอดีตของดินแดนล้านนา รอยสักไม่ได้เป็นเพียงศิลปะเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็น เครื่องหมายแห่งความเป็นชายที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ภาษาล้านนาเรียกการสักว่า “สับ” ซึ่งหมายถึงการใช้เหล็กแหลมทิ่มลงบนผิวหนังเพื่อฝังน้ำหมึกหรือน้ำมันให้เกิดลวดลาย โดยเฉพาะการ “สักขาลาย” ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ชายหนุ่มล้านนาเกือบทุกคนต้องผ่านพ้นเพื่อก้าวข้ามสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว การสักขาลายถือเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น กระบวนการสักนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและต้องใช้เวลานานชายหนุ่มจึงใช้ความเจ็บปวดนี้เป็นบทพิสูจน์ความกล้าหาญและความอดทนหากชายคนใดมีรอยสักที่สวยงามและครบถ้วน ย่อมแสดงถึงจิตใจที่หนักแน่นมั่นคง และในทางกลับกันชายที่ไม่มีรอยสักหรือที่เรียกว่าขาขาวจะถูกมองว่าอ่อนแอและน่าอับอายจนมีคำเปรียบเปรยว่า “เกิดเป๋นป้อจาย ขาบ่ลายก็อายเขียด” นอกจากนี้ยังเป็นบรรทัดฐานทางสังคมและการเลือกคู่ครองโดยรอยสักขาลายคือปัจจัยสำคัญในการกำหนดสถานะและเสน่ห์ของชายหญิงล้านนาในอดีต ผู้หญิงจะพิจารณาเลือกชายที่มีรอยสักเป็นอันดับแรก เพราะเชื่อว่าเป็นผู้มีครูบาอาจารย์ มีวิชาอาคม และพร้อมที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่พึ่งพาได้ ดังปรากฏในบทขับขานล้านนาที่ว่า “น้ำหมึกขายาว เอาไว้แปลงราวผ้าอ้อม น้ำหมึกขาก้อม เอาไว้กล่อมแม่ยิงนอน” ซึ่งสื่อถึงการเป็นพ่อบ้านที่พร้อมดูแลลูกเมีย นอกจากนี้ รอยสักยังใช้แบ่งแยกกลุ่มคน เช่น ชาวล้านนาที่สักตั้งแต่พุงลงไปถึงเข่าจะถูกเรียกว่า “ลาวพุงดำ” เพื่อให้ต่างจากกลุ่มอื่นที่ไม่สักหรือสักน้อยกว่า และยังมีผลต่อสิทธิทางสังคม เช่น ชายที่มีรอยสักจะได้รับอนุญาตให้อาบน้ำช่วงต้นน้ำ เพราะถือเป็นผู้มีวิชาอาคม ส่วนชายขาขาวต้องไปอาบน้ำช่วงใต้ลำน้ำร่วมกับผู้หญิง วัตถุประสงค์หลักอีกประการของการสักคือความเชื่อเรื่อง “ข่ามคง” หรือความอยู่ยงคงกระพัน รอยสักถูกแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ การสักยันต์เพื่อป้องกันภัย และการสักเพื่อเมตตามหานิยม ลวดลายแต่ละอย่างล้วนมีความหมายแฝง เช่น รูปเสือหรือหมูป่า สักเพื่อพลังอำนาจและความดุดัน รูปลิงลม เพื่อความว่องไวและตัวเบาในการหลบหลีกภัย สำหรับผู้ที่ได้รับการสักยันต์ไม่ได้เพียงแค่มีลวดลายบนตัว แต่ต้องแบกรับ […]

40 ปี “นกแล” วงดนตรีขวัญใจแฟนเพลงยุค 80

เชื่อว่าเหล่าวัยรุ่นยุค 80 ยังมีเพลงที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ไม่ว่าจะได้ยินอีกกี่ครั้งก็ต้องชวนให้นึกถึงอดีตจนอดใจไม่ได้ที่จะร้องตาม โดยเฉพาะเสียงเพลงที่ชวนคุ้นหูจากวงดนตรีเด็ก “ไอ้หนุ่มดอยเต่า มันเศร้าหัวใจ๋” หรือตอนสองเท้าปั่นรถจักรยาน ก็มักจะมีเสียง “โอ๊เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย” ขึ้นมาในหัวทันที เสียงเพลงเหล่านี้มาจากวงดนตรีขวัญใจในอดีตอย่าง “นกแล” วงดนตรีเด็กในชุดชาวเขา ที่เริ่มจากวงดุริยางค์โรงเรียนสู่วงดนตรีชื่อดังที่ออกเพลงฮิตหลายอัลบั้มในอดีต วงนกแล เริ่มต้นจากวงดุริยางค์ โรงเรียนพุทธิโสภณ จ. เชียงใหม่ โดยฝีมือการคัดเลือกเด็กจากครูสมเกียรติ์ สุยะราช และให้เด็กๆแต่งกายชุดชาวเขา ก่อนจะได้ชื่อวง ‘นกแล’ จากราชาเพลงโฟล์คซองคำเมืองอย่าง “จรัล มโนเพ็ชร” ในช่วงแรกวงนกแลยังใช้เพลงของจรัล มโนเพ็ชรมาแสดง ก่อนเสียงดนตรีแนวสตริงผสมกับเอกลักษณ์ของวงที่นำเสนอความเป็นคนเหนือออกมาทั้งผ่านภาษาและการแต่งกายชุดชาวเขาในงานโลกดนตรีก็ได้ไปเข้าตา “เรวัต พุทธินันทน์” และได้รับการสนับสนุนจนได้ออกอัลบั้มกับค่ายเพลงแกรมมี่ เพียงอัลบั้มแรกก็ได้สร้างชื่อเสียงให้กับวงนกแลไปทั่วประเทศ “หนุ่มดอยเต่า” ในปี พ.ศ. 2528 เสียงเพลงของเด็กน้อยเหล่านี้ไม่ได้เข้าถึงเฉพาะกลุ่มเด็กๆ แต่ยังเข้าถึงในทุกกลุ่มอายุจนกลายเป็นเพลงฮิตติดหู หลังจากนั้นนกแลก็เริ่มออกอัลบั้มใหม่ตามมาทั้งอัลบั้ม ‘อุ๊ย (2529)’ ‘สิบล้อมาแล้ว (2530)’ ‘ช้าง (2531)’และ ‘ทิงนองนอย (2532)’ ในแต่ละอัลบั้มต่างมีเพลงดังที่ครองใจใครหลายคน เช่น นกแล […]

The Kingdom’s Blacksmith ลัวะ : เหล็ก ล้านนา

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ได้มีการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ The Kingdom’s Blacksmith ลัวะ : เหล็ก ล้านนา ที่จะชวนทุกคนมามองอดีตของล้านนาผ่านมุมมองของทรัพยากรและผู้คน สัมผัสคุณค่าของความเป็นล้านนา ผ่านหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้ค้นพบ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากท่าน นัชชา บูรณุปกรณ์ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์นายกเทศมนตรี เป็นประธานเปิดกิจกรรม โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อถ่ายทอด และเผยแพร่ความรู้ทางด้านโบราณโลหะวิทยาของดินแดนล้านนา ให้เข้าถึงสังคม และประชาชนในท้องถิ่นมากยิ่งขึ้น ภายในงาน ได้มีกิจกรรมมากมาย ทั้งการฟังเสวนา มองอดีตผ่านทรัพยากร : ลัวะ เหล็ก และระบบเศรษฐกิจจารีตล้านนา จากคุณ ยอดดนัย สุขเกษม นักโบราณคดีชำนาญการ สำนักศิลปากรที่ 7 เชียงใหม่ , ดร. ภีร์ เวณุนันท์ อาจารย์ประจำภาควิชาโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และ อาจารย์วิชญา มาแก้ว อาจารย์ประจำหลักสูตรประวัติศาสตร์และมรดกวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ รับชมการแสดงฟ้อนดาบ อีกหนึ่งเอกลักษณ์อันทรงคุณค่าของวัฒนธรรมล้านนา […]

“ผีกะ” ความเชื่อล้านนาที่ถูกใช้เพื่อกีดกันคน

ในความเชื่อดังเดิมของชาวล้านนา ผีกะมีสถานะเป็นผีที่ถูกเลี้ยงไว้เพื่อคุ้มครองและดูแลสมาชิกของครอบครัวให้มีความสงบสุขร่มเย็น นอกจากนี้ในด้านของความสวยความงามว่ากันว่าหากเลี้ยงดูผีกะอย่างดี จะส่งผลให้ตัวของผู้เลี้ยงจะมีใบหน้าผุดผ่องสวยงาม เป็นที่รักใคร่และดึงดูดสายตาของผู้ที่พบเห็น ทว่าในอีกด้านหนึ่งความเชื่อนี้ก็ถูกหยิบเป็นเครื่องมือในการแบ่งแยกหรือกีดกันให้คนบางกลุ่มให้ออกจากชุมชน ตามความเชื่อดังเดิมผีกะให้ได้ทั้งคุณและโทษ โดยด้านคุณนั้นผีได้ถูกนับถือเป็นผีเลี้ยงไว้เพื่อคุ้มครองคนในบ้านให้มั่งมีศรีสุข หากเลี้ยงผีกะดีก็จะส่งผลดีต่อตัวเจ้าของ และด้านที่เป็นโทษที่หากเจ้าของดูแลไม่ดีผีกะก็จะกลายเป็นผีร้ายที่ออกหากินเองโดยการไปสิงร่างผู้อื่นเพื่อกินของสดของคาว หรือกินอวัยวะภายในจนผู้ถูกสิงเจ็บป่วยและเสียชีวิต ด้วยเหตุนี้ ความเชื่อเรื่องเล่าดังกล่าว ผีกะ มักจะถูกหยิบหยกขึ้นมาเมื่อชุมชนนั้นๆ เผชิญกับความไม่ปกติที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ เช่น โรคระบาด ภัยแล้ง คนในหมู่บ้านเจ็บป่วยกะทันหัน จึงทำให้คนในชุมชนเริ่มมองหาแพะรับบาปผ่านกระบวนการทางสังคมอย่างการตีตราคนที่เห็นต่าง ซึ่งคนที่มักถูกสงสัยว่าเป็นผีกะ คือคนที่มีบุคลิกผิดแผกแปลกไปจากคนในชุมชนส่วนใหญ่ เช่น มีลักษณะเก็บตัว ไม่ค่อยคบค้าสมาคมกับเพื่อนบ้าน หรือมีความคิดขัดแย้งกับจารีตดั้งเดิมของหมู่บ้าน ส่วนอีกอย่างที่ถูกใช้ก็คือการทำมติมหาชน หรือการใช้เสียงส่วนใหญ่ในชุมชนเพื่อตัดสิน ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อเกิดเหตุร้าย ชุมชนจะใช้วิธีการต่างๆร่วมกัน หรือจ้างหมอดูเพื่อชี้ตัวว่าใครคือต้นเหตุที่ทำให้เกิดเพศภัยในชุมชน ซึ่งกระบวนการนี้จะถูกเรียกว่าการทำให้เป็นผี เพื่อเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นบางสิ่งที่ถูกกีดกันออกจากสังคมของคนในชุมชนนั้น เมื่อใครคนหนึ่งถูกตีตราว่าเป็นผีกะ บุคคลนั้นจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดีในทันที สังคมรอบข้างรังเกียจ ไม่ถูกยอมรับ กีดกันออกจากกิจกรรมส่วนรวมในชุมชน อีกทั้งยังถูกมองว่าเป็นสิ่งอื่น และบ่อยครั้งที่นำไปสู่ความรุนแรง เช่น การรุมทำร้าย การเผาบ้านเผาเรือน สิ่งเหล่านี้แสดงออกถึงการลดทอนความเป็นคนและแบ่งแยกคนออกจากชุมชนโดยการใช้ความเชื่อเรื่องผีกะเป็นเครื่องมือ ที่มา : สนั่น ธรรมธิ. ผีในความเชื่อล้านนา. เชียงใหม่: บริษัท สุเทพการพิมพ์แอนด์มีเดีย จำกัด,2559. ดร.เอ็ดวิน […]

การบวชลูกแก้วแบบชาวไทใหญ่ ประเพณีปอยส่างลอง

การบวชเป็นหนึ่งในประเพณีวัฒนธรรมของศาสนาพุทธที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน พิธีกรรมนี้มีความสำคัญกับสังคมไทยเป็นอย่างมาก หากมองจากภายนอกการบวชเป็นเพียงพิธีกรรมที่เปลี่ยนสถานะจากฆราวาสเป็นพระภิกษุสงฆ์ แต่หากมองไปที่จุดประสงค์และความหมายภายใน ผู้ชายทุกคนที่บวชคือผู้ชายที่พร้อมจะตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ผ่านชายผ้าเหลือง และยังเป็นการสืบทอดพิธีกรรมทางศาสนาพุทธให้สืบอยู่ต่อไป การบวชของแต่ละพื้นที่ในไทยมีพิธีกรรมแตกต่างกันตามวัฒนธรรมของพื้นที่ ในแถบล้านนาภาคเหนือมีประเพณีอย่างปอยส่างลองหรือการบวชลูกแก้ว ที่มีความแตกต่างจากการบวชทั่วไปและมีความสำคัญต่อวัฒนธรรมล้านนาอย่างมาก บวชลูกแก้ว หนึ่งในประเพณีสำคัญของล้านนา คนไทใหญ่เรียกว่าประเพณีปอยส่างลอง โดยคำว่าปอย หมายถึง งานประเพณี คำว่า ส่าง หมายถึง น้อยหรือผู้บวชเป็นสามเณรแล้วลาสิกขา เป็นภาษาไทใหญ่ และคำว่า ลอง หรือ อลอง แปลว่า รัชทายาท คนไทใหญ่ที่มีลูกชายในครอบครัวมักฝากฝังและตั้งตารอคอยให้ลูกชายเข้าร่วมประเพณีนี้ เพราะตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนาที่บอกไว้ว่าพ่อแม่จะได้บุญใหญ่เมื่อลูกชายได้บวช ส่วนมากเริ่มบวชกันตั้งแต่อายุ 12 ปีขึ้นไป จัดขึ้นช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ก่อนจัดการบวชเจ้าบ้านจะทำกำหนดการเพื่อเชิญญาติสนิทมิตรสหาย แล้วส่งคนไปบอกบุญบ้านต่างๆเรียกว่า ตกเทียน หรือการนำเทียนไปแจกและบอกกำหนดการ ผู้ที่จะบวชเณรเรียกว่า “ส่างลอง” เมื่อถึงกำหนดการจะเริ่มพิธีการบวช ในพิธีมีการโกนผมผู้บวชเหมือนการบวชในที่อื่นแต่จะไม่โกนคิ้ว การแต่งกายสวมเครื่องประดับระยิบระยับ เช่น สร้อยคอ แหวน กำไล และใช้ผ้าโพกศีรษะแบบพม่า สวมถุงเท้าขาวยาว บางคนจสวมแว่นตาดำ ทาแป้ง เขียนคิ้ว และทาปาก ผู้เป็น “ส่างลอง” จะมีพี่เลี้ยงคอยดูแลอย่างน้อยสามคน เรียกว่า […]

รสชาติบ้านๆที่สะท้อนฐานะและฤดูกาล : มุมมองอาหารพื้นถิ่นล้านนา

รสชาติของอาหารบ้านๆไม่ใช่เพียงแค่ “รสเผ็ด หวาน เปรี้ยว เค็ม” เท่านั้นแต่ยังสะท้อนภูมิปัญญา ฐานะและวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมไทยอย่างลึกซึ้งเพราะอาหารพื้นบ้านเกิดจากการเลือกวัตถุดิบที่หาได้ง่ายตามฤดูกาลและสะท้อนความสัมพันธ์ของคนกับสิ่งแวดล้อมและรวมไปถึงสังคมที่อยู่มาตั้งแต่โบราณ สังคมไทยตั้งแต่สมัยก่อนจนถึงปัจจุบันมักใช้ผลผลิตจากแหล่งธรรมชาติรอบตัวเป็นหัวใจหลักในอาหารพื้นบ้าน เช่น พืชผักตามฤดูกาล ปลา แมลงน้ำและสมุนไพรท้องถิ่น ซึ่งนั่นสะท้อนถึงฐานะและวิถีการดำรงชีวิตของครัวเรือนในแต่ละพื้นที่เพราะคนในชุมชนจะปรุงอาหารจากสิ่งที่ “มี” และ “หาได้” มากกว่าเลือกซื้อจากตลาดเสมอไป อาหารพื้นถิ่นมักเป็นแหล่งของภูมิปัญญาทางอาหารที่สะท้อนวิถีชีวิต เช่น ผักพื้นบ้านซึ่งขึ้นตามฤดูกาลถูกนำมาผสมรวมกันในเมนูต่างๆตามความเหมาะสมของฤดูกาลและวิถีชีวิตของชุมชน ตัวอย่างเช่น ในหลายพื้นที่ของไทยผักพื้นบ้านและสมุนไพรที่ขึ้นตามฤดูกาลถูกใช้เป็นส่วนประกอบของอาหารหลัก เช่น แกงเลียง แกงขี้เหล็กหรือต้มยำ ซึ่งไม่เพียงแต่ให้รสชาติที่เข้มข้นเท่านั้นแต่ยังสะท้อนวิถีการเก็บเกี่ยวผลผลิตตามฤดูกาลและ ฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวที่ต้องพึ่งพาอาหารจากธรรมชาติเป็นหลัก นอกจากนี้รสชาติของอาหารบ้านๆยังเป็นสัญลักษณ์ของอัตลักษณ์ชุมชนด้วย เช่น วิธีการถนอมอาหาร การเลือกเครื่องเทศ การปรุงด้วยสมุนไพรท้องถิ่นหรือการทำอาหารในช่วงเวลาที่ผลผลิตต่างกันไปตามฤดูกาล ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้เราเข้าใจว่าคนในพื้นที่หนึ่งๆอยู่กันอย่างไร ทำงานอะไรและมีฐานะทางสังคมแบบไหน งานวิจัยเกี่ยวกับอาหารพื้นบ้านไทยยังชี้ให้เห็นว่าอาหารไม่ได้เป็นเพียงสิ่งสำหรับเติมพลังงานแต่เป็นสิ่งที่สะท้อนค่านิยม วัฒนธรรมและฐานะของสังคมที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งในเรื่องของรสชาติ ความหมายของการปรุงและวิธีที่อาหารนั้นถูกแบ่งปันในครอบครัวและชุมชน ท้ายที่สุดรสชาติบ้านๆที่เราเคยชินนั้นไม่ใช่แค่ “อร่อย” แต่ยังเป็นบันทึกทางสังคมและธรรมชาติ ที่บอกเล่าว่าในอดีตและปัจจุบันคนไทยใช้สิ่งรอบตัวอย่างไรในการหล่อเลี้ยงชีวิตและสร้างความหมายทางวัฒนธรรมผ่านอาหารของพวกเขา แหล่งที่มาข้อมูล กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. อาหารพื้นบ้านไทย (บทที่ 4: อาหารพื้นบ้าน). กระทรวงสาธารณสุข. 2019. Local Ethnic Food Wisdom. ภูมิปัญญาอาหารชาติพันธุ์ท้องถิ่นเพื่อสุขภาพ. […]

เชียงใหม่ในยุคดิจิทัล : เมืองเก่าที่ปรับตัว

เชียงใหม่มักถูกจดจำในฐานะ “เมืองเก่า” เมืองแห่งวัดวา กำแพงเมือง คูน้ำและวัฒนธรรมล้านนาที่สืบทอดยาวนานหลายร้อยปี แต่ในขณะเดียวกัน เชียงใหม่ก็เป็นหนึ่งในเมืองที่กำลังปรับตัวอย่างเงียบๆเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล โดยไม่ละทิ้งรากเหง้าทางประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์ของตนเอง การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน หากแต่เป็นกระบวนการที่ค่อยเป็นค่อยไปผ่านการปรับตัวของผู้คน ชุมชนและโครงสร้างเมือง จากงานศึกษาด้านประวัติศาสตร์และผังเมืองล้านนา เชียงใหม่ถูกออกแบบให้เป็นเมืองศูนย์กลางทางศาสนา การปกครองและเศรษฐกิจของอาณาจักรล้านนา วัดและชุมชนรอบคูเมืองจึงเป็นหัวใจของเมืองมาโดยตลอด เมืองในลักษณะนี้มี “ความทรงจำร่วม” ที่ฝังอยู่ในพื้นที่อย่างแน่นแฟ้น เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต แพลตฟอร์มออนไลน์หรือระบบเศรษฐกิจใหม่ ความท้าทายของเชียงใหม่จึงไม่ใช่เพียงการพัฒนาแต่คือการพัฒนาโดยไม่ทำลายโครงสร้างทางวัฒนธรรมเดิม ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีดิจิทัลแทรกซึมอยู่ในชีวิตประจำวันของคนเชียงใหม่ตั้งแต่การค้าขายออนไลน์ของชุมชนท้องถิ่นร้านเล็กๆที่ใช้โซเชียลมีเดียเป็นหน้าร้าน ไปจนถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ทำงานอิสระ (freelance) หรือทำงานทางไกลจากเชียงใหม่ งานวิจัยด้านสังคมเมืองชี้ให้เห็นว่าเชียงใหม่กลายเป็นพื้นที่รองรับเศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยยังคงรักษาวิถีชีวิตที่ไม่เร่งรีบมากนัก สิ่งนี้ทำให้เมืองเก่าแห่งนี้มีบทบาทใหม่ในฐานะ เมืองที่เชื่อมอดีตกับอนาคต แม้โลกดิจิทัลจะดูเหมือนอยู่ห่างไกลจากวัฒนธรรมดั้งเดิมแต่วัฒนธรรมล้านนากลับปรากฏอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ทั้งในรูปแบบคอนเทนต์วัฒนธรรม งานหัตถศิลป์ งานประเพณีหรือการเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นโดยคนในพื้นที่เอง นักวิชาการด้านวัฒนธรรมมองว่านี่คือการ “ปรับตัวของวัฒนธรรม” มากกว่าการสูญหาย วัฒนธรรมไม่ได้ถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์เท่านั้นแต่ถูกถ่ายทอดในรูปแบบใหม่ที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่และผู้คนนอกพื้นที่ได้มากขึ้น เชียงใหม่ในยุคดิจิทัลจึงไม่ใช่เมืองที่ละทิ้งอดีตแต่เป็นเมืองที่เลือกจะ “เดินไปข้างหน้าโดยหันกลับมามองรากของตนเองเสมอ” การผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและเทคโนโลยีทำให้เชียงใหม่ยังคงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ บางทีเสน่ห์ของเชียงใหม่อาจไม่ได้อยู่ที่ความเก่าหรือความใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวโดยไม่หลงลืมตัวตนของตนเอง ที่มาของข้อมูลสรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.อรุณรัตน์ วิเชียรเขียว. วัดกับชุมชนในสังคมล้านนา. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. การเปลี่ยนแปลงของเมืองเชียงใหม่ในบริบทสังคมร่วมสมัย. เอกสารวิชาการ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาล้านนา. […]

“รอยสักล้านนา” จารึกบนเรือนร่างที่สะท้อนความเป็นชายในสังคมล้านนา

ในอดีตของดินแดนล้านนา รอยสักไม่ได้เป็นเพียงศิลปะเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็น เครื่องหมายแห่งความเป็นชายที่หยั่งรากลึกในวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ ภาษาล้านนาเรียกการสักว่า “สับ” ซึ่งหมายถึงการใช้เหล็กแหลมทิ่มลงบนผิวหนังเพื่อฝังน้ำหมึกหรือน้ำมันให้เกิดลวดลาย โดยเฉพาะการ “สักขาลาย” ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ชายหนุ่มล้านนาเกือบทุกคนต้องผ่านพ้นเพื่อก้าวข้ามสู่ความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว การสักขาลายถือเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากวัยเด็กสู่วัยรุ่น กระบวนการสักนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและต้องใช้เวลานานชายหนุ่มจึงใช้ความเจ็บปวดนี้เป็นบทพิสูจน์ความกล้าหาญและความอดทนหากชายคนใดมีรอยสักที่สวยงามและครบถ้วน ย่อมแสดงถึงจิตใจที่หนักแน่นมั่นคง และในทางกลับกันชายที่ไม่มีรอยสักหรือที่เรียกว่าขาขาวจะถูกมองว่าอ่อนแอและน่าอับอายจนมีคำเปรียบเปรยว่า “เกิดเป๋นป้อจาย ขาบ่ลายก็อายเขียด” นอกจากนี้ยังเป็นบรรทัดฐานทางสังคมและการเลือกคู่ครองโดยรอยสักขาลายคือปัจจัยสำคัญในการกำหนดสถานะและเสน่ห์ของชายหญิงล้านนาในอดีต ผู้หญิงจะพิจารณาเลือกชายที่มีรอยสักเป็นอันดับแรก เพราะเชื่อว่าเป็นผู้มีครูบาอาจารย์ มีวิชาอาคม และพร้อมที่จะเป็นหัวหน้าครอบครัวที่พึ่งพาได้ ดังปรากฏในบทขับขานล้านนาที่ว่า “น้ำหมึกขายาว เอาไว้แปลงราวผ้าอ้อม น้ำหมึกขาก้อม เอาไว้กล่อมแม่ยิงนอน” ซึ่งสื่อถึงการเป็นพ่อบ้านที่พร้อมดูแลลูกเมีย นอกจากนี้ รอยสักยังใช้แบ่งแยกกลุ่มคน เช่น ชาวล้านนาที่สักตั้งแต่พุงลงไปถึงเข่าจะถูกเรียกว่า “ลาวพุงดำ” เพื่อให้ต่างจากกลุ่มอื่นที่ไม่สักหรือสักน้อยกว่า และยังมีผลต่อสิทธิทางสังคม เช่น ชายที่มีรอยสักจะได้รับอนุญาตให้อาบน้ำช่วงต้นน้ำ เพราะถือเป็นผู้มีวิชาอาคม ส่วนชายขาขาวต้องไปอาบน้ำช่วงใต้ลำน้ำร่วมกับผู้หญิง วัตถุประสงค์หลักอีกประการของการสักคือความเชื่อเรื่อง “ข่ามคง” หรือความอยู่ยงคงกระพัน รอยสักถูกแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ การสักยันต์เพื่อป้องกันภัย และการสักเพื่อเมตตามหานิยม ลวดลายแต่ละอย่างล้วนมีความหมายแฝง เช่น รูปเสือหรือหมูป่า สักเพื่อพลังอำนาจและความดุดัน รูปลิงลม เพื่อความว่องไวและตัวเบาในการหลบหลีกภัย สำหรับผู้ที่ได้รับการสักยันต์ไม่ได้เพียงแค่มีลวดลายบนตัว แต่ต้องแบกรับ […]

40 ปี “นกแล” วงดนตรีขวัญใจแฟนเพลงยุค 80

เชื่อว่าเหล่าวัยรุ่นยุค 80 ยังมีเพลงที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ไม่ว่าจะได้ยินอีกกี่ครั้งก็ต้องชวนให้นึกถึงอดีตจนอดใจไม่ได้ที่จะร้องตาม โดยเฉพาะเสียงเพลงที่ชวนคุ้นหูจากวงดนตรีเด็ก “ไอ้หนุ่มดอยเต่า มันเศร้าหัวใจ๋” หรือตอนสองเท้าปั่นรถจักรยาน ก็มักจะมีเสียง “โอ๊เย โอ๊เย โอ๊โอ๊เย” ขึ้นมาในหัวทันที เสียงเพลงเหล่านี้มาจากวงดนตรีขวัญใจในอดีตอย่าง “นกแล” วงดนตรีเด็กในชุดชาวเขา ที่เริ่มจากวงดุริยางค์โรงเรียนสู่วงดนตรีชื่อดังที่ออกเพลงฮิตหลายอัลบั้มในอดีต วงนกแล เริ่มต้นจากวงดุริยางค์ โรงเรียนพุทธิโสภณ จ. เชียงใหม่ โดยฝีมือการคัดเลือกเด็กจากครูสมเกียรติ์ สุยะราช และให้เด็กๆแต่งกายชุดชาวเขา ก่อนจะได้ชื่อวง ‘นกแล’ จากราชาเพลงโฟล์คซองคำเมืองอย่าง “จรัล มโนเพ็ชร” ในช่วงแรกวงนกแลยังใช้เพลงของจรัล มโนเพ็ชรมาแสดง ก่อนเสียงดนตรีแนวสตริงผสมกับเอกลักษณ์ของวงที่นำเสนอความเป็นคนเหนือออกมาทั้งผ่านภาษาและการแต่งกายชุดชาวเขาในงานโลกดนตรีก็ได้ไปเข้าตา “เรวัต พุทธินันทน์” และได้รับการสนับสนุนจนได้ออกอัลบั้มกับค่ายเพลงแกรมมี่ เพียงอัลบั้มแรกก็ได้สร้างชื่อเสียงให้กับวงนกแลไปทั่วประเทศ “หนุ่มดอยเต่า” ในปี พ.ศ. 2528 เสียงเพลงของเด็กน้อยเหล่านี้ไม่ได้เข้าถึงเฉพาะกลุ่มเด็กๆ แต่ยังเข้าถึงในทุกกลุ่มอายุจนกลายเป็นเพลงฮิตติดหู หลังจากนั้นนกแลก็เริ่มออกอัลบั้มใหม่ตามมาทั้งอัลบั้ม ‘อุ๊ย (2529)’ ‘สิบล้อมาแล้ว (2530)’ ‘ช้าง (2531)’และ ‘ทิงนองนอย (2532)’ ในแต่ละอัลบั้มต่างมีเพลงดังที่ครองใจใครหลายคน เช่น นกแล […]

ผู้หญิงในสังคมล้านนา: บทบาทที่มากกว่าที่คิด

การศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนาในอดีตมักให้ความสำคัญกับโครงสร้างอำนาจทางการเมือง กษัตริย์และสงครามเป็นหลัก ส่งผลให้บทบาทของผู้หญิงในสังคมล้านนาถูกมองอย่างจำกัด อย่างไรก็ตามงานวิชาการของนักประวัติศาสตร์และนักมานุษยวิทยาไทยจำนวนมากชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงล้านนามีบทบาทสำคัญในโครงสร้างครอบครัว ระบบเศรษฐกิจ ความเชื่อและวัฒนธรรมของสังคมอย่างลึกซึ้ง บทความนี้จึงมุ่งนำเสนอภาพของผู้หญิงในสังคมล้านนาผ่านหลักฐานจากเอกสารและงานวิจัยของนักวิชาการไทยเพื่อสะท้อนให้เห็นว่าบทบาทของผู้หญิงนั้นมีความหลากหลายและมีอิทธิพลต่อสังคมมากกว่าที่เคยเข้าใจกันมา ครอบครัวล้านนามีลักษณะการแบ่งบทบาททางเพศที่แตกต่างจากสังคมศูนย์กลางอย่างกรุงเทพฯ ในอดีต โดยผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการจัดการทรัพยากรภายในครัวเรือน ทั้งด้านอาหาร การเงิน และการค้าขาย ผู้หญิงล้านนาไม่ได้เป็นเพียงผู้ดูแลบ้านแต่ยังเป็นผู้ควบคุมเศรษฐกิจระดับครัวเรือนซึ่งถือเป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของชุมชน งานของพวงเพ็ญ ชุณหสวัสดิกุล (2560) อธิบายไว้ว่า ผู้หญิงล้านนามักมีบทบาทเป็นผู้เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและชุมชนผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น การค้าขายในตลาด การแลกเปลี่ยนแรงงานและการจัดการทรัพย์สินในครอบครัว บทบาทดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงอำนาจทางสังคมที่ผู้หญิงมีอยู่แม้จะไม่ได้แสดงออกอย่างเป็นทางการในระบบการปกครองแต่มีอยู่ในสังคมล้านนา ในส่วนมิติของความเชื่อและพิธีกรรมมีงานวิจัยหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในการสืบทอดรวมไปถึงปฏิบัติพิธีกรรมพื้นบ้านล้านนา งานของกฤษสุนทร (2565) ระบุว่า พิธีกรรมเกี่ยวกับผีบรรพบุรุษ ผีบ้านผีเมืองและพิธีในครัวเรือนจำนวนมากล้วนมีผู้หญิงเป็นศูนย์กลางของการประกอบพิธีและการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นและงานของสุภาพร รัตนวงศ์ (2564) ยังชี้ว่า บทบาทของผู้หญิงในพิธีกรรมมิได้เป็นเพียงผู้ปฏิบัติตามความเชื่อแต่ยังเป็นผู้กำหนดรูปแบบและความหมายของพิธีกรรม ซึ่งทำให้ผู้หญิงมีอำนาจเชิงสัญลักษณ์และอำนาจทางวัฒนธรรมในสังคมล้านนาอย่างชัดเจน ในระดับชนชั้นสูงบทบาทของผู้หญิงล้านนาเชื่อมโยงกับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองผ่านระบบเครือญาติและการแต่งงาน สตรีในราชวงศ์มังรายมีบทบาทสำคัญในการสร้างพันธมิตรทางการเมือง และรักษาความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอำนาจในอาณาจักรล้านนา นอกจากนี้ผู้หญิงชนชั้นสูงล้านนายังมีบทบาทในการอุปถัมภ์ศาสนา ศิลปวัฒนธรรมและการศึกษาซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการธำรงอำนาจและสถานะทางสังคมของตระกูลและอาณาจักรในระยะยาวการศึกษาประวัติศาสตร์ล้านนาควรมองผ่านบริบททางสังคมและวัฒนธรรมของท้องถิ่น ไม่ใช่นำกรอบความคิดของรัฐชาติสมัยใหม่ไปครอบ เมื่อพิจารณาบทบาทของผู้หญิงในบริบทดังกล่าว จะเห็นได้ว่าผู้หญิงล้านนาไม่ได้อยู่ในสถานะรอง หากแต่เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมในระดับครอบครัว ชุมชนและวัฒนธรรม ผู้หญิงในสังคมล้านนามีบทบาทที่หลากหลายและมีความสำคัญต่อโครงสร้างสังคมอย่างยิ่งทั้งในด้านเศรษฐกิจ ความเชื่อ พิธีกรรมและการเมือง บทบาทเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจทางสังคมและวัฒนธรรมที่ผู้หญิงครอบครองอยู่ แม้จะไม่ปรากฏอย่างเด่นชัดในประวัติศาสตร์หลัก แต่การทำความเข้าใจบทบาทของผู้หญิงล้านนาจะช่วยเปิดมุมมองใหม่ต่อประวัติศาสตร์ล้านนาและท้าทายภาพจำเกี่ยวกับสถานะของผู้หญิงในสังคมโบราณของไทย ที่มาข้อมูลกฤษสุนทร, ธเนศ. (2565). บทบาทสตรีในพิธีกรรมล้านนา: อำนาจ […]

ย้อนคิดถึง ‘งานฤดูหนาวเชียงใหม่’ ในอดีต ความรื่นเริงที่มาพร้อมกับลมหนาว

ยามที่สายลมของฤดูหนาวได้พัดพาเข้าสู่เมืองเชียงใหม่ นอกจากลมหนาวนั้นจะทำให้เรารู้สึกหนาวแต๊หนาวว่าอยู่บ่อยครั้งแล้ว ยังเป็นสัญญาณของความสนุกและความรื่นเริงของงานฤดูหนาวที่ใกล้เข้ามาทุกที ทำให้หัวใจของใครหลายคนรู้สึกอบอุ่นไปด้วยความตื่นเต้น และความสนุกสนานไปกับงานฤดูหนาวที่ถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีของจังหวัดเชียงใหม่งานฤดูหนาวถือเป็นงานเทศกาลที่จัดขึ้นอยู่หลายครั้งจนกลายเป็นงานเทศกาลประจำปีของเชียงใหม่ เป็นเวลากว่า 60 ปีที่งานฤดูหนาวเชียงใหม่ถูกจัดขึ้น โดยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อ ประมาณปี พ.ศ. 2476 จัดช่วงปลายเดือนธันวาคมไปจนถึงปีใหม่ งานฤดูหนาวถูกจัดขึ้นครั้งแรกที่บริเวณสนามกีฬาเทศบาลเชียงใหม่ มีการประชาสัมพันธ์เรื่องการจัดงานอย่างกว้างขวางขนาดถึงขั้นต้องใช้เฮลิคอปเตอร์บินโปรยใบปลิวไปทั่วเมืองเชียงใหม่ให้ข่าวสารเรื่องการจัดงานแพร่กระจายในวงกว้างเพื่อดึงดูดผู้คนมาเที่ยวงาน ภายในงานมีการจัดงานรื่นเริงมีร้านค้าต่างๆ ตั้งร้านใหญ่โตอลังการเพื่อดึงดูดความสนใจให้ผู้คนเข้ามาชมและซื้อสินค้า มีทั้งร้านค้าของราชการและร้านค้าเอกชน เช่น การจัดแสดงสินค้าทางการเกษตร ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือร้านรถยนต์ต่างนำสินค้าออกมาตั้งโชว์ให้เห็น นอกจากนี้ยังมีการจัดมหรสพภายในงานอย่างการฉายหนังกลางแปลง การแสดงกายกรรม รถไต่ถัง และที่พลาดไม่ได้เลยคือการประกวดสาวงามเชียงใหม่ กับการประกวดเพาะกาย โดยค่าเข้าชมจะมีการเก็บบัตรผ่านประตูราคา 10 สตางค์ต่อคน ครั้งหนึ่งเคยเก็บได้ถึง 8,000 บาท เฉลี่ยผู้ชมราว 80,000 คน อีกหนึ่งกิจกรรมที่ชาวเชียงใหม่ชื่นชอบอย่างการประกวดความงาม “นางสาวเชียงใหม่” ถือเป็นกิจกรรมสำคัญที่ดึงดูดผู้คนได้มาก ก่อนที่จะเริ่มประกวดนะมีการแห่นางงามโดยเริ่มจากบริเวณเส้นทางจากสถานีรถไฟเชียงใหม่ไปยังเวทีประกวด สองข้างทางถูกรายล้อมไปด้วยผู้คนยืนชมขบวนแห่นางงาม ข้างหน้าขบวนนำด้วยขบวนรสเวสป้า และขบวนม้า และในช่วงกลางคืนงานที่หลายคนต่างรอชมกันในสมัยนั้นและเป็นเอกลักษณ์ของงานฤดูหนาวเชียงใหม่ คือ การจัดประกวดสาวงามเชียงใหม่ ที่กระแสการประกวดนางงามเริ่มก่อตัวขึ้นในปี พ.ศ. 2477 ประกอบกับการครองตำแหน่งนางงามจักรวาล (Miss Universe) ของคุณปุ๊ก อาภัสรา หงสกุล […]

“ม้าขี่ปู๊เมีย” ร่างทรง LGBT ในดินแดนล้านนา

ในสังคมบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความเชื่อเรื่องผีคือรากฐานดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในล้านนา ผีถูกนิยามว่าเป็นวิญญาณของผู้ล่วงลับที่มีอิทธิฤทธิ์ สามารถบันดาลสร้างปรากฏการณ์ธรรมชาติและส่งผลต่อความสงบสุขของชุมชน คนล้านนาแบ่งผีออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ “ผีดี” เช่น ผีปู่ย่า (บรรพบุรุษ) ผีเฮือน (ผีบ้านผีเรือน) และผีเจ้านาย (วิญญาณกษัตริย์ในอดีต) ที่คอยคุ้มครอง ปกปักรักษาให้คนอยู่ร่มเย็นเป็นสุข และ “ผีร้าย” ที่ให้โทษถึงแก่ชีวิต ท่ามกลางความเชื่อนี้มีกลุ่มบุคคลที่เป็นตัวกลางสื่อสารระหว่างโลกวิญญาณกับมนุษย์ที่เรียกว่า “ม้าขี่ปู๊เมีย” “ม้าขี่” คือร่างทรงที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกวิญญาณกับโลกคนเป็น ส่วนคำว่า “ปู๊เมีย” หรือ “ปู๊แม่” หมายถึง กะเทย หรือผู้ชายที่มีจริตออกทางผู้หญิง ในอดีตการสืบสายผีปู่ย่าจะสืบทอดผ่านเพศหญิงเป็นหลัก เพราะผู้หญิงล้านนาเป็นผู้ที่มีหน้าที่ดูแลบ้านเรือนและอยู่ติดบ้านมากกว่าผู้ชายที่มักออกไปทำงานนอกบ้าน หรือก็คือผู้หญิงอยู่ติดบ้านมากกว่าผู้ชายจึงมีแนวโน้มว่าผีจะมีผู้ดูแลสืบทอดอย่างต่อเนื่อง เหตุผลที่ผีเจ้านายมักเลือกเข้าทรงในร่างปู๊เมีย คือ 1. การสืบทอดสายตระกูล มักได้รับการเลือกต่อจากญาติผู้ใหญ่เพศหญิงในสายเลือดที่เสียชีวิตไป 2. ความเหมาะสมทางกายภาพ พวกเขาไม่มีปัญหาเรื่องประจำเดือน ในความเชื่อดั้งเดิมประจำเดือนถูกมองว่าเป็นของต่ำของสกปรก 3. สามารถดูแลความสวยงามของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและหอผีได้สะอาดเรียบร้อยเหมือนกับเพศหญิงที่ดูแลเรื่องความสะอาดได้ดี 4. มีพฤติกรรมที่เหมาะสมกับการเป็นร่างทรงมากกว่าผู้ชายทั่วไป โดยเฉพาะการลดละการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ การเป็นม้าขี่มาพร้อมกับข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดเพื่อเสริมสร้างความศักดิ์สิทธิ์ เช่น ห้ามสวมเสื้อผ้าสีดำหรือสีเข้มในงานพิธี, ห้ามร่วมงานศพหรือพิธีอวมงคล และห้ามรับประทานผักผลไม้ที่เป็นเครือเถา […]

เกร็ดเล็กๆน่ารู้ของวัดเชียงมั่นที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้

หลายคนรู้ว่าวัดเชียงมั่นคือวัดแรกของเชียงใหม่ แต่มีรายละเอียดบางอย่างที่มักถูกมองข้ามทั้งที่รายละเอียดเหล่านี้สะท้อน “แนวคิดการสร้างเมือง” ของผู้ก่อตั้งเชียงใหม่อย่างชัดเจน วัดเชียงมั่นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความยิ่งใหญ่หรือโอ่อ่า แต่ถูกสร้างขึ้นในฐานะ “ที่มั่น” ของพญามังรายระหว่างการวางผังและตั้งเมืองเชียงใหม่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 ลักษณะสถาปัตยกรรมจึงเรียบง่ายที่เน้นประโยชน์ใช้สอยและความสงบ เหมาะแก่การอยู่อาศัยและประกอบพิธีกรรมมากกว่าการแสดงอำนาจหรือฐานะทางการเมือง หนึ่งในองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดคือ เจดีย์ช้างล้อม ซึ่งมีช้างปูนปั้นโผล่ครึ่งตัวล้อมรอบฐานเจดีย์ เดิมเชื่อว่ามีช้างครบ 15 เชือก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ช้างบางส่วนชำรุดและได้รับการบูรณะในภายหลัง แม้จะไม่ใช่งานดั้งเดิมทั้งหมดแต่ยังคงตำแหน่งและสัดส่วนตามผังเดิมไว้ทำให้เจดีย์องค์นี้เป็นเหมือนรอยต่อระหว่างอดีตกับปัจจุบันอย่างชัดเจน ภายในวัดยังประดิษฐานพระเสตังคมณีหรือพระแก้วขาว ซึ่งในอดีตไม่ได้เปิดให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายนักเนื่องจากเชื่อว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองต้องเก็บรักษาอย่างมิดชิด การประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้สะท้อนความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์และการคุ้มครองเมืองในสังคมล้านนา หากมองในเชิงผังพื้นที่จะพบว่าวัดเชียงมั่นถูกจัดวางอย่างสอดคล้องกับแนวคิดล้านนาโบราณที่ว่า “เมืองต้องมั่น วัดต้องสงบ” พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ถูกแยกออกจากความวุ่นวายของชุมชนตั้งแต่แรกเริ่ม แสดงให้เห็นว่าวัดไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานแต่เป็นหัวใจทางจิตวิญญาณของเมือง แม้ว่าวัดเชียงมั่นจะตั้งอยู่กลางเมืองเก่าและผ่านช่วงเวลาความเปลี่ยนแปลงมานับร้อยปีแต่วัดแห่งนี้ไม่เคยถูกทิ้งร้าง มีพระสงฆ์จำพรรษาต่อเนื่อง ทำให้สายใยของศรัทธาไม่เคยขาดหาย วัดเชียงมั่นจึงไม่ใช่เพียง “วัดเก่า” หากแต่เป็นรากฐานทางจิตใจของเชียงใหม่ตั้งแต่วันแรกของการสร้างเมืองจนถึงปัจจุบัน ที่มาข้อมูลกรมศิลปากร. (2545). ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์.กรมศิลปากร. (2556). วัดสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. (2541). ล้านนาในมิติประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สร้างสรรค์.สรัสวดี อ๋องสกุล. (2546). ประวัติศาสตร์ล้านนา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. (2516). […]

ศาลเจ้าในเชียงใหม่ หลักฐานของคนจีนหอบเสื่อผืนหมอนใบมาพร้อมความเชื่อ

จากการค้าสู่การตั้งถิ่นฐานเชียงใหม่ ถือเป็นหนึ่งจังหวัดที่มีความหลากหลาย จนเรียกได้ว่าเป็นแกงโฮะของทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม และศาสนา ทั้งศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม ต่างอยู่ร่วมกันในสังคมเมืองเชียงใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนจีนที่มีบทบาทสำคัญที่อยู่คู่กับเมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน แล้วคนจีนเหล่านี้เริ่มเข้ามาในเชียงใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นคนจีนกลุ่มไหน พวกเขาเหล่านี้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเมืองเชียงใหม่อย่างไร ย้อนกลับไปในสมัยที่ล้านนายังเป็นอาณาจักรที่มีผู้ปกครองอย่างพระยามังราย ในช่วงเวลานั้นล้านนาเป็นจุดผ่านของกลุ่มพ่อค้าชาวจีนที่ลงมาจากจีนตอนใต้ หรือยูนนาน พ่อค้าจีนกลุ่มนี้เดินทางขนสินค้าลงมาผ่านทางเชียงใหม่ เพื่อเดินทางต่อไปยังท่าเรือขายสินค้าที่พม่าโดยผ่านเขตเมืองระแหง (จ.ตาก ในปัจจุบัน) ตรงจุดนี้เองที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชาวล้านนากับพ่อค้าชาวจีน เพื่อไปจุดที่สามารถข้ามไปเมืองท่าสำคัญของพม่า โดยออกทางเมืองระแหง (จ.ตาก ในปัจจุบัน) เพื่อออกสู่พม่า ก่อนเดินทางต่อไปยังท่าสินค้าที่อ่าวเมาะตะมะเพื่อทำการค้าขายสินค้าที่มากับเรือสินค้าทางทะเล เนื่องจากความไม่สงบในประเทศทั้งจากสงครามและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ทำให้คนจีนจำนวนมากจากซัวเถา หรือพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบ จำใจต้องอพยพจากบ้านเกิดเมืองนอน บางคนได้เป็นขุนนางเก็บภาษีอากร หรือบางคนมีต้นทุนจึงมาเป็นพ่อค้า ส่วนคนที่ไม่มีต้นทุน อพยพมาด้วยคำที่เราคุ้นหูกันอย่าง “เสื่อผืน หมอนใบ” คือชาวจีนที่ไม่มีเงิน แต่มีกำลังกาย พร้อมที่จะเข้ามาทำมาหากินโดยเป็นแรงงานในประเทศไทย เพราะสังคมในอดีตของประไทศไทยนั้นยังคงสงวนอาชีพเกษตรกรไว้ให้เฉพาะคนไทย ทำให้คนจีนที่ไม่มีต้นทุนต้องใช้แรงงานเพื่อแลกเงิน ทั้งการทำงานในโรงเลื้อยไม้ ขุดคลอง ทำงานแบกหาม ฯลฯ เมื่อมีเงินมากพอที่จะตั้งตัวได้ ทำให้เกิดการเลื่อนขั้นจากการลูกจ้างสู่เจ้าของกิจการ ต่างตั้งตัวเป็นพ่อค้า นายห้าง เจ้าของโรงสี โรงบ่อน โรงฝิ่น ฯลฯ นอกจากหัวคิดด้านธุรกิจและความขยันแล้ว […]

1 2 3 41