53

ม.พายัพจัดงานเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรม & CAD Academy 

วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพายัพ ร่วมกับมูลนิธิเชียงใหม่ซีเอดี สมาคมสตรีนครเชียงใหม่ จัดงานเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรม & CAD Academy มหาวิทยาลัยพายัพ ตั้งแต่เวลา 9.30 น. – 20.00 น. โดยภายในงานมีประชาชน นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยว เดินทางเข้ามาร่วมเที่ยวชมงานเป็นจำนวนมาก . ภายในงานได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการ “พ่อหนาน ดำรงค์ ชัยเพ็ชร์” , กิจกรรม Worlshop การทำคลองตึ่งโนง ปี่แน และการปรับแต่งเสียงฆ้อง , การจัดกาดหมั้วครัวฮอมตลอดทั้งวัน รวมไปทั้งการแสดงการขับซอ ภายในงาน . ไฮไลท์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้ ได้แก่การประกวดแข่งขันการแสดงวงกลองตึ่งโนง ชิงรางวัลมูลค่ารวม 75,000 บาท โดยมีนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆเข้าร่วมการประกวดจำนวนมาก รวมไปถึงการเสวนาในหัวข้อกลองตึ่งโนง  . จากนั้นช่วงค่ำจะเป็นพิธีเปิดป้ายศูนย์ศิลปวัฒนธรรม […]

เชียงใหม่จัดงานเสวนา “ฟื้นใจบ้าน ฟื้นใจย่าน ฟื้นชีวิตเมือง”

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่วังท่าเจดีย์กิ่ว (สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่เดิม) นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกอบจ.เชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงานเสวนาฟื้นใจบ้าน ฟื้นใจย่าน ฟื้นชีวิตเมือง เปิดบ้านเรียนรู้ เชื่อมผู้คน ฟื้นฟูย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์:Opening Learning Houses,Connecting People,Revitailzing Craft Districts ภายในงาน “วังท่าเจดีย์กิ่ว ศรีนครา ดาราฯนิวาส“. ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดขึ้น โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพพร พัชรประกิติ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, ดร.อัคค์สัจจา ดวงสุภาสิญจ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์สัมพันธ์ มทร.ล้านนา, รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการ ฝ่ายแผนงานและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนตัวแทนหน่วยงาน องค์กร ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก . นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกอบจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อเราพูดถึงเมืองเชียงใหม่ […]

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

ม.พายัพจัดงานเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรม & CAD Academy 

วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพายัพ ร่วมกับมูลนิธิเชียงใหม่ซีเอดี สมาคมสตรีนครเชียงใหม่ จัดงานเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรม & CAD Academy มหาวิทยาลัยพายัพ ตั้งแต่เวลา 9.30 น. – 20.00 น. โดยภายในงานมีประชาชน นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยว เดินทางเข้ามาร่วมเที่ยวชมงานเป็นจำนวนมาก . ภายในงานได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการ “พ่อหนาน ดำรงค์ ชัยเพ็ชร์” , กิจกรรม Worlshop การทำคลองตึ่งโนง ปี่แน และการปรับแต่งเสียงฆ้อง , การจัดกาดหมั้วครัวฮอมตลอดทั้งวัน รวมไปทั้งการแสดงการขับซอ ภายในงาน . ไฮไลท์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้ ได้แก่การประกวดแข่งขันการแสดงวงกลองตึ่งโนง ชิงรางวัลมูลค่ารวม 75,000 บาท โดยมีนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆเข้าร่วมการประกวดจำนวนมาก รวมไปถึงการเสวนาในหัวข้อกลองตึ่งโนง  . จากนั้นช่วงค่ำจะเป็นพิธีเปิดป้ายศูนย์ศิลปวัฒนธรรม […]

เชียงใหม่จัดงานเสวนา “ฟื้นใจบ้าน ฟื้นใจย่าน ฟื้นชีวิตเมือง”

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่วังท่าเจดีย์กิ่ว (สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่เดิม) นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกอบจ.เชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงานเสวนาฟื้นใจบ้าน ฟื้นใจย่าน ฟื้นชีวิตเมือง เปิดบ้านเรียนรู้ เชื่อมผู้คน ฟื้นฟูย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์:Opening Learning Houses,Connecting People,Revitailzing Craft Districts ภายในงาน “วังท่าเจดีย์กิ่ว ศรีนครา ดาราฯนิวาส“. ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดขึ้น โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพพร พัชรประกิติ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, ดร.อัคค์สัจจา ดวงสุภาสิญจ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์สัมพันธ์ มทร.ล้านนา, รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการ ฝ่ายแผนงานและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนตัวแทนหน่วยงาน องค์กร ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก . นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกอบจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อเราพูดถึงเมืองเชียงใหม่ […]

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สถาบันการศึกษาแห่งแรกของล้านนา

หากกล่าวถึงสถานศึกษาในภาคเหนือ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ย่อมเป็นหนึ่งในสถานที่ที่หลายคนนึกถึงด้วยความผูกพัน ภาพจำของดอยสุเทพที่โอบล้อมมหาวิทยาลัย มีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่แผ่ปกคลุมทั่วผืนมหาวิทยาลัย ให้ความสงบและร่มรื่น สถานที่แห่งนี้จึงไม่ใช่เพียงสถานที่เรียนรู้ทางวิชาการ หากยังเป็นพื้นที่แห่งความรัก ความคิดถึง ความทรงจำ และความภาคภูมิใจของชาวล้านนามาเนิ่นนาน ดังถ้อยคำที่ได้ยินอยู่เสมอว่า “เราภูมิใจที่ได้เป็นลูกช้าง มช.” เมื่อช่วง วันที่ 21-22 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อบอวลไปด้วยบรรยากาศแห่งความปิติยินดีจากพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษา สร้างความภาคภูมิใจให้แก่เหล่าบัณฑิตและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง ความภาคภูมิใจดังกล่าวมีรากฐานมาจากเรื่องราวการก่อตั้งที่เต็มไปด้วยความหวังและการต่อสู้มาอย่างยาวนาน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ซึ่งตั้งอยู่บนเชิงดอยสุเทพ ตำบลสุเทพ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของถิ่นล้านนา อันเป็นผลจากเสียงเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการมีสถาบันอุดมศึกษาเป็นของตนเอง ดั่งถ้อยคำที่ว่า “เราต้องการมหาวิทยาลัยประจำลานนาไทย” ที่ปรากฏบนบัตรห่วงแสตมป์ และป้ายรณรงค์ในยุคนั้น เสียงเรียกร้องเหล่านี้ดังขึ้นผ่านหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ “คนเมือง” ซึ่งทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้กับชาวล้านนา ในช่วงระหว่างวันที่ 6 มิถุนายน ถึง 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2496 หนังสือพิมพ์ได้เผยแพร่บทความอย่างต่อเนื่อง ผ่านบทนำและคอลัมน์ “ออกข่วง” ภายใต้คำถามว่า “ควรตั้งมหาวิทยาลัยภาคเหนือหรือไม่?” พร้อมกับถ้อยคำรณรงค์ที่ยังคงหลงเหลือในความทรงจำ “จงสู้จนสุดใจขาดดิ้น เพื่อมหาวิทยาลัยแห่งลานนาไทย” และ “เพื่อศักดิ์ศรีของคนเมือง เราต้องมีมหาวิทยาลัยแห่งลานนาไทย” ถ้อยคำเหล่านี้เปรียบเสมือนพลังของความหวังและการต่อสู้ของชาวล้านนา […]

“ลาบเมือง” อาหารแห่งเกียรติยศและวัฒนธรรมลูกผู้ชายล้านนา

ลาบเมือง หรือที่เรียกในภาษาถิ่นว่า “จิ๊นลาบ” (แปลว่าเนื้อสับ) เป็นมรดกทางวัฒนธรรมอาหารของล้านนาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 300 ปี และจัดเป็นอาหารชั้นสูงที่เปี่ยมไปด้วยเกียรติยศ โดยหัวใจสำคัญของเมนูนี้อยู่ที่ความหมายอันเป็นสิริมงคล เนื่องจากคำว่า “ลาบ” มีเสียงพ้องกับคำว่า “ลาภ” ที่หมายถึงโชคลาภหรือสมบัติ ทำให้ลาบกลายเป็นเมนูพระเอกในงานมงคลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ งานบวชลูกแก้ว หรือเทศกาลปีใหม่เมือง เพื่อเป็นการเอาเคล็ดเอาฤกษ์เอาชัยให้มีโชคลาภเข้ามาสู่ครอบครัว นอกจากนี้การเลี้ยงแขกด้วยลาบยังถือเป็นการให้เกียรติอย่างสูงจากเจ้าภาพ เพราะเป็นเมนูที่ต้องใช้ความประณีตและมีราคาแพงในสมัยโบราณ ลาบถูกนิยามว่าเป็น “มังสาหารของยักษ์” เพราะในอดีตมีค่านิยมว่าชายที่เป็นลูกผู้ชายจริงต้องสามารถกินของดิบแดง (ลาบดิบ) ได้เหมือนยักษ์ที่มีมนตราเข้มขลังและมีพลังมหาศาล หากชายใดไม่กินลาบดิบจะถูกมองว่าเป็นคนไม่กล้าหรือหน้าตัวเมีย จนบางครั้งถึงขั้นถูกล้อเลียนให้ไปนุ่งผ้าซิ่น ด้วยเหตุนี้การทำการปรุงลาบในสมัยโบราณ จึงเจาะจงให้ผู้ชายเป็นคนทำเท่านั้น โดยมีข้อห้ามไม่ให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วม เพราะเชื่อว่ากิริยาบางอย่างหรือการที่มีประจำเดือนอาจทำให้เกิดอาถรรพณ์และทำให้มนต์คาถาที่ลูกผู้ชายถือครองอยู่เสื่อมคลายลงได้ นอกจากจะเป็นเรื่องของพละกำลังแล้ว ลาบยังทำหน้าที่แบ่งพื้นที่ทางสังคม และสร้างจารีตในวงสนทนาที่เรียกว่า “ลาบ หลู้ เหล้า” โดยมีความเชื่อว่าการกินลาบดิบคู่กับสุราจะมีสรรพคุณเป็นยาชูกำลังชั้นยอดสำหรับผู้ชายในบ้านเรือนสมัยก่อน บรรดาชายฉกรรจ์จึงมักจะตั้งวงรับประทานลาบดิบบนเตินหรือโถงรับแขก เพื่อแสดงออกถึงสถานะและพลังอำนาจ ขณะที่คนชรา ผู้หญิง และเด็ก จะแยกวงไปรับประทานลาบคั่ว หรือลาบสุกในพื้นที่อื่น ซึ่งวงหลังนี้จะถูกเรียกว่าลาบแม่เนื่องจากไม่มีสุราและเน้นการบริโภคแบบสุกเพื่อความเหมาะสม แม้ในปัจจุบันความเชื่อและข้อห้ามเรื่องเพศจะเจือจางลง ทำให้ผู้หญิงสามารถทำและกินลาบได้เสมอกัน รวมถึงมีการรณรงค์ให้กินลาบคั่วมากขึ้นเพื่อสุขอนามัย แต่ลาบเมืองก็ยังคงเป็นอาหารยอดนิยมที่ทรงคุณค่า ภูมิปัญญาการกินลาบคู่กับผักนานาชนิด เช่น ผักไผ่ […]

เชียงใหม่จากคำเรียกติดปาก“เมืองดอกไม้”สู่เทศกาลประจำปี

เมืองเชียงใหม่ เป็นเมืองที่มีความผูกพันกับดอกไม้อันเนื่องมาจากสถานที่สำคัญ วิถีชีวิตเกษตรกรรม ความเชื่อ พิธีกรรม ศิลปะ และการปรับตัวของเมืองต่อโลกสมัยใหม่ ซึ่งในส่วนเหล่านี้เป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นเมืองดอกไม้ จนนำมาสู่เทศกาลดอกไม้ประจำปีที่แสดงสัญลักษณ์ความเป็นเมืองเชียงใหม่มาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน โดยเริ่มต้นจากสถานที่สำคัญที่ต้องพูดถึงนั่นคือ เวียงสวนดอก เป็นเขตเมืองเก่าที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเวียงเชียงใหม่ โดยมีวัดสวนดอกเป็นสถานที่ที่สำคัญในการบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ก่อนการสร้างวัดบนดอยสุเทพ ซึ่งวัดสวนดอกนี้สร้างขึ้นในภายในเวียงสวนดอก ซึ่งเป็นเขตพระราชอุทยานในสมัยราชวงศ์มังราย ในปี พ.ศ. 1914 พระเจ้ากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์มังราย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเป็น “พระอารามหลวง” นอกจากนั้นวัดนี้ยังมีประเพณีสำคัญ เช่น ความเป็นเมืองดอกไม้ที่ยังสื่อให้เห็นถึงความเป็นเมืองเชียงใหม่ คือความเชื่อความศรัทธา ในวัฒนธรรมการบูชาของชาวล้านนา ไม่นิยมนำมาร้อยเป็นมาลัย หรือ อุบะเหมือนภาคกลาง แต่จะเด็ดออกมาทั้งก้านแล้วบรรจุลงในสรวยใบตอง หรือ ภาชนะ หากเป็นดอกไม้ที่ใช้ถวายพระ “ดอกปู่จาผะเจ้า” ก็มักจะทำสรวยดอกแบบสรวยกาบด้วยการพับ และเย็บใบตองให้มีความประณีตมากขึ้น หรือ วางดอกไม้ลงบนเครื่องใช้พุทธศิลป์ เช่น ขันดอก ขันแก้วทั้งสาม หม้อดอก แต่หากเป็นดอกไม้ที่ใช้ถวายเทวาอารักษ์ หรือ ผี จะทำสรวยดอกขนาดเล็กแบบธรรมดาที่ไม่มีการตกแต่ง หรือวางดอกไม้ลงบนขันดอก และสะตวงที่ทำมาจากกาบกล้วย โดยดอกไม้ที่ใช้ถวายทั้งพระและผี จะเป็นดอกไม้ชนิดใดก็ได้ที่อยู่บริเวณรอบบ้าน […]

1 2 3 42