53

ม.พายัพจัดงานเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรม & CAD Academy 

วันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2569 ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยพายัพ จ.เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยพายัพ ร่วมกับมูลนิธิเชียงใหม่ซีเอดี สมาคมสตรีนครเชียงใหม่ จัดงานเปิดศูนย์ศิลปวัฒนธรรม & CAD Academy มหาวิทยาลัยพายัพ ตั้งแต่เวลา 9.30 น. – 20.00 น. โดยภายในงานมีประชาชน นักเรียน นักศึกษา และนักท่องเที่ยว เดินทางเข้ามาร่วมเที่ยวชมงานเป็นจำนวนมาก . ภายในงานได้มีการจัดกิจกรรมต่างๆที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการ “พ่อหนาน ดำรงค์ ชัยเพ็ชร์” , กิจกรรม Worlshop การทำคลองตึ่งโนง ปี่แน และการปรับแต่งเสียงฆ้อง , การจัดกาดหมั้วครัวฮอมตลอดทั้งวัน รวมไปทั้งการแสดงการขับซอ ภายในงาน . ไฮไลท์สำคัญของการจัดงานครั้งนี้ ได้แก่การประกวดแข่งขันการแสดงวงกลองตึ่งโนง ชิงรางวัลมูลค่ารวม 75,000 บาท โดยมีนักเรียนจากโรงเรียนต่างๆเข้าร่วมการประกวดจำนวนมาก รวมไปถึงการเสวนาในหัวข้อกลองตึ่งโนง  . จากนั้นช่วงค่ำจะเป็นพิธีเปิดป้ายศูนย์ศิลปวัฒนธรรม […]

เชียงใหม่จัดงานเสวนา “ฟื้นใจบ้าน ฟื้นใจย่าน ฟื้นชีวิตเมือง”

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569 ที่วังท่าเจดีย์กิ่ว (สถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา ประจำจังหวัดเชียงใหม่เดิม) นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกอบจ.เชียงใหม่ เป็นประธานเปิดงานเสวนาฟื้นใจบ้าน ฟื้นใจย่าน ฟื้นชีวิตเมือง เปิดบ้านเรียนรู้ เชื่อมผู้คน ฟื้นฟูย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์:Opening Learning Houses,Connecting People,Revitailzing Craft Districts ภายในงาน “วังท่าเจดีย์กิ่ว ศรีนครา ดาราฯนิวาส“. ซึ่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และภาคีเครือข่ายร่วมกันจัดขึ้น โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ นพพร พัชรประกิติ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, ดร.อัคค์สัจจา ดวงสุภาสิญจ์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์สัมพันธ์ มทร.ล้านนา, รศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม รองผู้อำนวยการ ฝ่ายแผนงานและยุทธศาสตร์องค์กร หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตลอดจนตัวแทนหน่วยงาน องค์กร ภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาคประชาชนและผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก . นายพิชัย เลิศพงศ์อดิศร นายกอบจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อเราพูดถึงเมืองเชียงใหม่ […]

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ม้าขี่ปู๊เมีย” ร่างทรง LGBT ในดินแดนล้านนา

ในสังคมบริเวณเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความเชื่อเรื่องผีคือรากฐานดั้งเดิมที่มีมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในล้านนา ผีถูกนิยามว่าเป็นวิญญาณของผู้ล่วงลับที่มีอิทธิฤทธิ์ สามารถบันดาลสร้างปรากฏการณ์ธรรมชาติและส่งผลต่อความสงบสุขของชุมชน คนล้านนาแบ่งผีออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ “ผีดี” เช่น ผีปู่ย่า (บรรพบุรุษ) ผีเฮือน (ผีบ้านผีเรือน) และผีเจ้านาย (วิญญาณกษัตริย์ในอดีต) ที่คอยคุ้มครอง ปกปักรักษาให้คนอยู่ร่มเย็นเป็นสุข และ “ผีร้าย” ที่ให้โทษถึงแก่ชีวิต ท่ามกลางความเชื่อนี้มีกลุ่มบุคคลที่เป็นตัวกลางสื่อสารระหว่างโลกวิญญาณกับมนุษย์ที่เรียกว่า “ม้าขี่ปู๊เมีย” “ม้าขี่” คือร่างทรงที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกวิญญาณกับโลกคนเป็น ส่วนคำว่า “ปู๊เมีย” หรือ “ปู๊แม่” หมายถึง กะเทย หรือผู้ชายที่มีจริตออกทางผู้หญิง ในอดีตการสืบสายผีปู่ย่าจะสืบทอดผ่านเพศหญิงเป็นหลัก เพราะผู้หญิงล้านนาเป็นผู้ที่มีหน้าที่ดูแลบ้านเรือนและอยู่ติดบ้านมากกว่าผู้ชายที่มักออกไปทำงานนอกบ้าน หรือก็คือผู้หญิงอยู่ติดบ้านมากกว่าผู้ชายจึงมีแนวโน้มว่าผีจะมีผู้ดูแลสืบทอดอย่างต่อเนื่อง เหตุผลที่ผีเจ้านายมักเลือกเข้าทรงในร่างปู๊เมีย คือ 1. การสืบทอดสายตระกูล มักได้รับการเลือกต่อจากญาติผู้ใหญ่เพศหญิงในสายเลือดที่เสียชีวิตไป 2. ความเหมาะสมทางกายภาพ พวกเขาไม่มีปัญหาเรื่องประจำเดือน ในความเชื่อดั้งเดิมประจำเดือนถูกมองว่าเป็นของต่ำของสกปรก 3. สามารถดูแลความสวยงามของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายและหอผีได้สะอาดเรียบร้อยเหมือนกับเพศหญิงที่ดูแลเรื่องความสะอาดได้ดี 4. มีพฤติกรรมที่เหมาะสมกับการเป็นร่างทรงมากกว่าผู้ชายทั่วไป โดยเฉพาะการลดละการดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ การเป็นม้าขี่มาพร้อมกับข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดเพื่อเสริมสร้างความศักดิ์สิทธิ์ เช่น ห้ามสวมเสื้อผ้าสีดำหรือสีเข้มในงานพิธี, ห้ามร่วมงานศพหรือพิธีอวมงคล และห้ามรับประทานผักผลไม้ที่เป็นเครือเถา […]

เกร็ดเล็กๆน่ารู้ของวัดเชียงมั่นที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้

หลายคนรู้ว่าวัดเชียงมั่นคือวัดแรกของเชียงใหม่ แต่มีรายละเอียดบางอย่างที่มักถูกมองข้ามทั้งที่รายละเอียดเหล่านี้สะท้อน “แนวคิดการสร้างเมือง” ของผู้ก่อตั้งเชียงใหม่อย่างชัดเจน วัดเชียงมั่นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อความยิ่งใหญ่หรือโอ่อ่า แต่ถูกสร้างขึ้นในฐานะ “ที่มั่น” ของพญามังรายระหว่างการวางผังและตั้งเมืองเชียงใหม่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19 ลักษณะสถาปัตยกรรมจึงเรียบง่ายที่เน้นประโยชน์ใช้สอยและความสงบ เหมาะแก่การอยู่อาศัยและประกอบพิธีกรรมมากกว่าการแสดงอำนาจหรือฐานะทางการเมือง หนึ่งในองค์ประกอบที่โดดเด่นที่สุดคือ เจดีย์ช้างล้อม ซึ่งมีช้างปูนปั้นโผล่ครึ่งตัวล้อมรอบฐานเจดีย์ เดิมเชื่อว่ามีช้างครบ 15 เชือก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ช้างบางส่วนชำรุดและได้รับการบูรณะในภายหลัง แม้จะไม่ใช่งานดั้งเดิมทั้งหมดแต่ยังคงตำแหน่งและสัดส่วนตามผังเดิมไว้ทำให้เจดีย์องค์นี้เป็นเหมือนรอยต่อระหว่างอดีตกับปัจจุบันอย่างชัดเจน ภายในวัดยังประดิษฐานพระเสตังคมณีหรือพระแก้วขาว ซึ่งในอดีตไม่ได้เปิดให้ผู้คนเข้าถึงได้ง่ายนักเนื่องจากเชื่อว่าเป็นพระคู่บ้านคู่เมืองต้องเก็บรักษาอย่างมิดชิด การประดิษฐานพระพุทธรูปองค์นี้สะท้อนความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์และการคุ้มครองเมืองในสังคมล้านนา หากมองในเชิงผังพื้นที่จะพบว่าวัดเชียงมั่นถูกจัดวางอย่างสอดคล้องกับแนวคิดล้านนาโบราณที่ว่า “เมืองต้องมั่น วัดต้องสงบ” พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ถูกแยกออกจากความวุ่นวายของชุมชนตั้งแต่แรกเริ่ม แสดงให้เห็นว่าวัดไม่ได้เป็นเพียงศาสนสถานแต่เป็นหัวใจทางจิตวิญญาณของเมือง แม้ว่าวัดเชียงมั่นจะตั้งอยู่กลางเมืองเก่าและผ่านช่วงเวลาความเปลี่ยนแปลงมานับร้อยปีแต่วัดแห่งนี้ไม่เคยถูกทิ้งร้าง มีพระสงฆ์จำพรรษาต่อเนื่อง ทำให้สายใยของศรัทธาไม่เคยขาดหาย วัดเชียงมั่นจึงไม่ใช่เพียง “วัดเก่า” หากแต่เป็นรากฐานทางจิตใจของเชียงใหม่ตั้งแต่วันแรกของการสร้างเมืองจนถึงปัจจุบัน ที่มาข้อมูลกรมศิลปากร. (2545). ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์.กรมศิลปากร. (2556). วัดสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่. กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร.ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. (2541). ล้านนาในมิติประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สร้างสรรค์.สรัสวดี อ๋องสกุล. (2546). ประวัติศาสตร์ล้านนา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. (2516). […]

ศาลเจ้าในเชียงใหม่ หลักฐานของคนจีนหอบเสื่อผืนหมอนใบมาพร้อมความเชื่อ

จากการค้าสู่การตั้งถิ่นฐานเชียงใหม่ ถือเป็นหนึ่งจังหวัดที่มีความหลากหลาย จนเรียกได้ว่าเป็นแกงโฮะของทั้งทางด้านสังคม วัฒนธรรม และศาสนา ทั้งศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม ต่างอยู่ร่วมกันในสังคมเมืองเชียงใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มคนจีนที่มีบทบาทสำคัญที่อยู่คู่กับเมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนาน แล้วคนจีนเหล่านี้เริ่มเข้ามาในเชียงใหม่ตั้งแต่เมื่อไหร่ เป็นคนจีนกลุ่มไหน พวกเขาเหล่านี้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเมืองเชียงใหม่อย่างไร ย้อนกลับไปในสมัยที่ล้านนายังเป็นอาณาจักรที่มีผู้ปกครองอย่างพระยามังราย ในช่วงเวลานั้นล้านนาเป็นจุดผ่านของกลุ่มพ่อค้าชาวจีนที่ลงมาจากจีนตอนใต้ หรือยูนนาน พ่อค้าจีนกลุ่มนี้เดินทางขนสินค้าลงมาผ่านทางเชียงใหม่ เพื่อเดินทางต่อไปยังท่าเรือขายสินค้าที่พม่าโดยผ่านเขตเมืองระแหง (จ.ตาก ในปัจจุบัน) ตรงจุดนี้เองที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชาวล้านนากับพ่อค้าชาวจีน เพื่อไปจุดที่สามารถข้ามไปเมืองท่าสำคัญของพม่า โดยออกทางเมืองระแหง (จ.ตาก ในปัจจุบัน) เพื่อออกสู่พม่า ก่อนเดินทางต่อไปยังท่าสินค้าที่อ่าวเมาะตะมะเพื่อทำการค้าขายสินค้าที่มากับเรือสินค้าทางทะเล เนื่องจากความไม่สงบในประเทศทั้งจากสงครามและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น ทำให้คนจีนจำนวนมากจากซัวเถา หรือพื้นที่ใกล้เคียงที่ได้รับผลกระทบ จำใจต้องอพยพจากบ้านเกิดเมืองนอน บางคนได้เป็นขุนนางเก็บภาษีอากร หรือบางคนมีต้นทุนจึงมาเป็นพ่อค้า ส่วนคนที่ไม่มีต้นทุน อพยพมาด้วยคำที่เราคุ้นหูกันอย่าง “เสื่อผืน หมอนใบ” คือชาวจีนที่ไม่มีเงิน แต่มีกำลังกาย พร้อมที่จะเข้ามาทำมาหากินโดยเป็นแรงงานในประเทศไทย เพราะสังคมในอดีตของประไทศไทยนั้นยังคงสงวนอาชีพเกษตรกรไว้ให้เฉพาะคนไทย ทำให้คนจีนที่ไม่มีต้นทุนต้องใช้แรงงานเพื่อแลกเงิน ทั้งการทำงานในโรงเลื้อยไม้ ขุดคลอง ทำงานแบกหาม ฯลฯ เมื่อมีเงินมากพอที่จะตั้งตัวได้ ทำให้เกิดการเลื่อนขั้นจากการลูกจ้างสู่เจ้าของกิจการ ต่างตั้งตัวเป็นพ่อค้า นายห้าง เจ้าของโรงสี โรงบ่อน โรงฝิ่น ฯลฯ นอกจากหัวคิดด้านธุรกิจและความขยันแล้ว […]

มาแล้ว! ปฏิทินเมือง 2569 ฤกษ์ดีรับปีใหม่ เสริมสิริมงคลชีวิต

เทศกาลสิ้นปีและปีใหม่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ แล้ว เมื่อปีใหม่ใกล้เข้ามาก็ต้องเริ่มต้นวันดี ๆ หรือโชคชะตาดี ๆ ให้กับชีวิต โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องโชคลางของชาวล้านนา .         ความเป็นมาของความเชื่อและศรัทธาในสังคมล้านนามีวิวัฒนาการ ก่อนที่คนล้านนาจะหันมานับถือพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด คนล้านนาเชื่อในสิ่งเหนือธรรมชาติ เชื่อเรื่องวิญญาณ นับถือผี บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ว่าสามารถปกป้องคุ้มครองผู้คนในชุมชนให้อยู่เย็นเป็นสุข เวลาที่คนล้านนาจะประกอบกิจกรรมใด จึงยึดถือในสิ่งที่เป็นสิริมงคล เชื่อในฤกษ์ยามเป็นหลัก วันไหนวันดี วันไหนไม่ดี วันไหน ยามใด ข้างขึ้นหรือแรม เดือนอะไร ทั้งหมดนี้เป็นสำเหนียกของคนล้านนาโบราณเสมอมาจึงเกิด “ปฏิทินล้านนา” ขึ้น . ปฏิทินล้านนา (ปฏิทินเมือง / จุลศักราชล้านนา) เป็นระบบความเชื่อเรื่องเวลาที่ผสมผสานระหว่างพุทธศาสนา พราหมณ์ และคติพื้นบ้าน เพื่อใช้กำหนดวันดี–วันเสีย สำหรับการดำเนินชีวิต เช่น การแต่งงาน การเดินทาง การขึ้นบ้านใหม่ หรือทำพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งตอนนี้สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดทำปฏิทินล้านนา ปี 2569 ไว้แล้วเพื่อดูฤกษ์งามยามดีที่หมาะสมในแต่ละกิจกรรม สามารถดาวน์โหลดฟรีได้ที่ เว็บไซต์ของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ […]

“ฟ้อนผีมดผีเม็ง” ความเชื่อและพิธีกรรมเซ่นไหว้บรรพบุรุษในสังคมล้านนา

การฟ้อนผีมดผีเม็ง คือพิธีกรรมความเชื่อของชนบทคนล้านนา เป็นการฟ้อนรำเพื่อแสดงความเคารพและเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ พิธีกรรมนี้ถูกสันนิษฐานว่าไม่ได้เป็นพิธีกรรมดั้งเดิมของคนล้านนา แต่อาจได้รับอิทธิพลจากชาติพันธุ์อื่นอย่างมอญ ซึ่งสังเกตไดัจากการแต่งตัวที่มีลักษณะเหมือนมอญโบราณและชาวมอญเหล่านี้ ชาวล้านนาเรียกว่า “เม็ง” ประเพณีนี้ถูกจัดขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นประเพณีท้องถิ่นประจำภาคเหนือการฟ้อนผีมดผีเม็งมักจะทำพิธีช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ซึ่งจัดขึ้นโดยคนในตระกูลเดียวกันปีละ 1 ครั้ง หรือบางครั้ง 1 ครั้งต่อ 2-3 ปี การจัดพิธีจะเริ่มจากการสร้างผาม ไว้กลางลานบ้าน ภายในผามจะมีเครื่องเซ่นสังเวยต่างๆ เช่น หัวหมู ไก่ต้มสุกทั้งตัว เหล้า ดอกไม้ธูปเทียน ฯลฯ ใส่ภาชนะวางไว้บนร้านที่ทำคล้ายศาลเพียงตา สูงราว 1 เมตร ในผามต้องมีราวสำหรับพาดผ้าโสร่ง ผ้าพันหัว ผ้าพาดบ่าสำหรับใส่เวลาฟ้อน จากนั้นจึงเริ่มมีการทำพิธีสักการะบูชาผีบรรพบุรุษโดยมีการเข้าทรงผีปู่ย่าผ่านลูกหลานในตระกูลเพื่อมารับเครื่องเซ่นสังเวยและแสดงการฟ้อนผี พิธีกรรมการฟ้อนผีมดผีเม็ง เป็นความเชื่อในสังคมล้านนาที่ปฏิบัติสืบต่อกันเป็นวัฒนธรรมมาอย่างยาวนานพิธีกรรมนี้ไม่ได้เป็นพิธีที่จัดทำขึ้นมาเพื่อทำความเคารพแก่บรรพบุรุษแค่เพียงอย่างเดียว พิธีกรรมนี้ช่วยส่งเสริมความสามัคคีในชุมชนโดยมีตัวพิธีกรรมเป็นเหมือนจุดศูนย์กลางการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชน ที่มา ธันวดี สุขประเสริฐ. ฟ้อนผีมดผีเม็ง. https://rituals.sac.or.th/detail.php?id=11ที่มารูปภาพ https://rituals.sac.or.th/detail.php?id=11

พระราชชายา“เจ้าดารารัศมี”ผู้นำการอนุรักษ์ “แต่ง-หย้อง” การแต่งกายที่นิยมของชาวล้านนาในสมัยรัชกาลที่ 5-7

“แต่ง-หย้อง” ในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมีถือได้ว่าอยู่ในช่วงสมัย รัชกาลที่ 5 ถึง ราชกาลที่ 7 ซึ่งในขณะนั้นล้านนาได้มีการติดต่อกับกรุงเทพฯ ในฐานะประเทศราช ซึ่งยังได้รับอิทธิพลจากต่างประเทศคืออังกฤษซึ่งครอบครองพม่าขณะนั้น และได้เข้ามาติดต่อค้าขายกับเชียงใหม่ ทำให้ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมต่างๆ เข้ามาด้วย ทำให้วัฒนธรรมการแต่งกายของล้านนาสมัยนั้นมีการผสมผสานกันไป แต่ส่วนใหญ่ชาวล้านนายังคงยึดรูปแบบการแต่งการประจำท้องถิ่นไว้เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะพระราชชายาดารารัศมี ซึ่งท่านเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำการอนุรักษ์วัฒนธรรมการแต่งกายของชาวล้านนาไว้ โดยให้เจ้านาย และเหล่าข้าราชบริพารในวังแต่งกายแบบพื้นเมืองทั้งหมดรวมทั้งพระองค์ท่านด้วย การแต่งกายของชายชายล้านนาแต่ก่อน“นุ่งผ้าต้อย” คือใช้ผ้าฝ้ายทอมือสีพื้น หรือใช้ผ้า “ตาโก้ง” ลายตารางสีดำสลับขาว ทำเป็นผ้านุ่งจับรวมตรงเอว ส่วนชายอีกด้านดึงเหน็บไว้ด้านหลังคล้ายโจงกระเบนไม่ใส่เสื้อ แต่จะใช้ผ้าฝ้ายพาดไหล่ หรือใช้ห่มยามที่อากาศหนาวต่อมา ในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มนิยมสวมเสื้อและกางเกง ลักษณะเสื้อจะเป็นผ้าฝ้ายคอกลมผ่าหน้าตลอด ผูกเชือก หรืออาจเป็นเสื้อผ่าครึ่งอกติด “ม่ะต่อมหอย 2 เม็ด” (กระดุมหอย) แขนสั้นหรือแขนยาวสีเสื้อจะเป็นสีของเปลือกฝ้าย คือสีขาวตุ่น ๆ บางครั้งจะมีการย้อมคราม ซึ่งเรียกว่า “หม้อห้อม” ส่วนกางเกงจะมีลักษณะกางเกงจีน ซึ่งมีทั้งขาสั้น (ยาวครึ่งหน้าแข้ง) และขายาวถึงข้อเท้า เรียกว่า “เดี่ยวสะดอ” ตัดด้วยผ้าฝ้ายทอมือเช่นกัน รูปแบบการแต่งกายจะเหมือนกันเพียงแต่เจ้านายหรือผู้มีอัน จะกินซึ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดี ก็จะใช้วัสดุที่มีราคาสูงและคุณภาพดีกว่า อาจใช้เส้นใยที่ทอจากต่าง […]

วัดพระสิงห์ทำไมถึงเรียกว่าเพชรเม็ดงามของสถาปัตยกรรมล้านนา

วัดพระสิงห์วรมหาวิหารเป็นอารามที่พระเจ้าผายู ทรงสถาปนาขึ้นประมาณพุทธศักราช 1888 เดิมเรียกว่า วัดลีเชียง โดยที่หน้าวัดเป็นท้องสนามประชาราษฎรมาประชุมซื้อขายสินค้ากันจนกลายเป็นตลาดลีเชียง (ลี หมายถึง ตลาด) และเรียกชื่อวัดว่าวัดลีเชียงไปด้วย ประมาณ พ.ศ. 1943 เจ้ามหาพรหมได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากกำแพงเพชรและนำไปถวายแต่พระเจ้าแสนเมืองมา พระเจ้าแสนเมืองมาจะอัญเชิญไปประดิษฐานวัดบุปผาราม(วัดสวนดอกปัจจุบัน)แต่เมื่อไปถึงวัดลีเชียงคานราชรถหักเดินทางต่อไปไม่ได้จึงให้นำพระพุทธสิหิงศ์ประดิษฐานที่วัดลีเชียง ตั้งแต่นั้นมาประชาชนจึงเรียกว่า วัดลีเชียงพระและต่อมาเรียกว่าวัดพระสิงห์และเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัอานันทมหิดลกษัตริย์องค์ที่ 8 แห่งราชวงศ์จักรี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นพระอารามหลวง ชั้นเอกชนิดวรมหาวิหารในวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2483 แล้วจึงได้นามเพิ่มว่า วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร โดยสิ่งที่ทำให้วัดพระสิงห์ถูกยกให้เป็น “เพชรเม็ดงามของล้านนา” อยู่ที่ งานสถาปัตยกรรมที่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิม พร้อมประวัติศาสตร์เข้มข้นในทุกอาคาร ดังนี้🛕 1. วิหารหลวง – ความผสมผสานล้านนา–รัตนโกสินทร์สร้างใหม่ในสมัย ครูบาศรีวิชัย พ.ศ. 2467 ภายนอกเด่นด้วยลวดลายนารายณ์ทรงครุฑ เสือ และลายพันธุ์พฤกษา ศิลปะที่ไม่ใช่ล้านนาแท้แต่ช่วยสะท้อนยุคสมัยที่ศิลปะหลายแบบเริ่มผสมกลมกลืนกัน ภายในประดิษฐาน พระศรีสรรเพชญ์ พระประธานองค์ใหญ่ โตสง่าและสงบขรึมแบบล้านนาแท้ๆ🛕 2. อุโบสถ – พระประธานตั้งกลางอาคาร (หาดูได้ยากมาก!)อัตลักษณ์เด่นคือการวางพระประธานไว้ กลางอุโบสถใน “กู่พระเจ้า” […]

เชียงใหม่ในสายตาคนกรุง เมื่อ 100 ปีก่อนเป็นอย่างไร

ในช่วงราวปลายรัชกาลที่ 5 ถึงต้นรัชกาลที่ 7 เชียงใหม่ถูกกล่าวถึงในเอกสารและงานเขียนของชนชั้นนำจากกรุงเทพในฐานะ “เมืองเหนืออันห่างไกล” ความรับรู้ดังกล่าวมิได้เกิดจากระยะทางทางภูมิศาสตร์เพียงอย่างเดียว หากเป็นผลจากกรอบคิดแบบรัฐรวมศูนย์ที่กำลังขยายอำนาจเข้าสู่หัวเมืองล้านนาอย่างเป็นระบบ ภาพของเชียงใหม่ในสายตาคนกรุงเทพยุคนั้นจึงสะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างศูนย์กลางกับชายขอบอย่างชัดเจนในเอกสารราชการรายงานการเดินทางและบันทึกของข้าราชการจากส่วนกลาง เชียงใหม่มักถูกบรรยายว่าเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยป่าเขา เส้นทางคมนาคมยากลำบากและยังไม่เจริญตามแบบรัฐสมัยใหม่ การเดินทางจากกรุงเทพสู่เชียงใหม่ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ผ่านลำน้ำและป่าดง ทำให้เมืองล้านนาถูกจัดวางอยู่ในฐานะ “พื้นที่ห่างไกล” ทั้งในเชิงกายภาพและจินตนาการ การรับรู้เช่นนี้ส่งผลให้เชียงใหม่ถูกมองในฐานะแหล่งทรัพยากร โดยเฉพาะป่าไม้สักมากกว่าการมองเห็นคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมของผู้คนท้องถิ่น ภาพจำของล้านนาในสายตาคนกรุงเทพจึงผูกโยงกับช้าง ป่าและความอุดมสมบูรณ์มากกว่าความเป็นเมืองที่มีอารยธรรมมายาวนาน การจัดตั้งมณฑลเทศาภิบาลในล้านนาเมื่อปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เชียงใหม่ถูกผนวกรวมเข้าสู่โครงสร้างรัฐชาติสยามอย่างเป็นรูปธรรม ในสายตาของชนชั้นนำกรุงเทพ ระบบเจ้าผู้ครองนครล้านนาเป็นโครงสร้างแบบดั้งเดิมที่ต้องถูกปรับให้สอดคล้องกับแนวคิดการบริหารสมัยใหม่ เชียงใหม่จึงถูกมองไม่ใช่ในฐานะรัฐหรือสังคมที่มีตรรกะของตนเอง หากเป็นพื้นที่ที่ “ยังต้องพัฒนา” และ “ต้องจัดระเบียบ” การรับรู้เช่นนี้สะท้อนความพยายามของรัฐส่วนกลางในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาติผ่านการทำให้ความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการเมืองกลายเป็นเรื่องรอง แม้จะถูกมองว่าเป็นเมืองล้าหลังในบางแง่มุมแต่ในความเป็นจริงเชียงใหม่และสังคมล้านนามีระบบความสัมพันธ์ทางสังคม ศาสนาและการปกครองที่ซับซ้อน วัดทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางชุมชน ระบบเครือญาติและจารีตประเพณีกำกับวิถีชีวิตผู้คนอย่างมีระเบียบ การปกครองของเจ้าผู้ครองนครล้านนาไม่ใช่ความไร้ระบบหากเป็นรูปแบบอำนาจที่ยึดโยงกับจารีตและศรัทธา อย่างไรก็ตามกรอบคิดแบบรัฐชาติสมัยใหม่ทำให้คนกรุงเทพในยุคนั้นตีความความแตกต่างเหล่านี้ว่าเป็นความด้อยพัฒนามากกว่าการเป็น “อีกแบบหนึ่งของความเป็นระเบียบ” ความไม่เข้าใจนี้กลายเป็นช่องว่างทางวัฒนธรรมระหว่างศูนย์กลางกับท้องถิ่น เชียงใหม่ในสายตาคนกรุงเทพเมื่อร้อยปีก่อนจึงมิใช่เพียงเมืองไกลทางภูมิศาสตร์ หากเป็นเมืองชายขอบในโครงสร้างอำนาจของรัฐสยามสมัยใหม่ การรับรู้ดังกล่าวสะท้อนความสัมพันธ์เชิงอำนาจ การนิยามความเจริญและการสร้างความเป็นชาติซึ่งยังส่งอิทธิพลต่อการมองล้านนาในสังคมไทยร่วมสมัยมาจนถึงปัจจุบัน ที่มาบทความธงชัย วินิจจะกูล, กำเนิดสยามจากแผนที่: ประวัติศาสตร์ชาติภูมิกายของไทย, กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน, 2556.วินัย พงศ์ศรีเพียร, สยามกับการจัดการหัวเมืองล้านนา, กรุงเทพฯ: มติชน, 2546.สุรพงษ์ ชัยนาม, […]

ย้อนรอยตลาดวโรรส ทำไมคนเหนือถึงเรียกว่า “กาดหลวง” จากพื้นที่ข่วงเมรุสู่แหล่งการค้าสำคัญของเชียงใหม่

กาดหลวง หรือตลาดวโรรส ถือเป็นหนึ่งในศูนย์การค้าที่สำคัญของเชียงใหม่ที่หนึ่ง แต่ก่อนที่กาดหลวงจะกลายมาเป็นตลาดอย่างในทุกวันนี้ ในอดีตพื้นที่กาดหลวงเคยเป็นพื้นที่ข่วงเมรุ หรือสุสานของเจ้านายเชียงใหม่ เมื่อเจ้าอินทวิชานนท์ถึงแก่พิราลัย จำเป็นต้องเตรียมทำพิธีในบริเวณพื้นที่ข่วงเมรุ แต่ก็พบว่ามีชาวบ้านลุกล้ำพื้นที่เข้ามาสร้างบ้านและร้านค้ามากมาย ทำให้เจ้าแก้วนวรัฐต้องไล่ซื้อที่และรื้อถอนให้เป็นลานโล่งเพื่อใช้ประกอบพิธี ไม่นานพื้นที่แห่งนี้ก็ถูกขายต่อให้เจ้าอินทวโรรส ต่อมาเจ้าอินทวโรรสกับเจ้าดารารัศมีได้ใช้เงินส่วนพระองค์ในการลงทุนสร้างตลาดขึ้น โดยพระราชทานชื่อว่า “ตลาดวโรรส” ตามพระนามของเจ้าอินทวโรรส ด้วยเหตุนี้ชาวบ้านจึงพากันเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า “กาดหลวง” โดยคำว่า กาด มีความหมายว่า ตลาด และคำว่า หลวง อาจมีความหมายเกี่ยวกับคำที่ใช้กับเจ้า เช่น เจ้าหลวง ทำให้คำว่า กาดหลวง หมายถึง ตลาดของเจ้าหลวง ในเวลาต่อมาเจ้าแก้วนวรัฐได้จัดตั้งบริษัทเชียงใหม่พาณิชย์ขึ้นมาเพื่อจัดการตลาดวโรรส แต่ก็พบกับปัญหาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดการโอนหุ้นส่วนหนึ่งให้ห้างหุ้นส่วนอนุสารเพื่อให้เข้าไปช่วยบริหารและพัฒนาตลาดให้มีความทันสมัยมากขึ้นคู่กับกาดต้นลำใย จากพื้นที่ที่ชาวบ้านวางหาบกางร่มขายของก็เริ่มพัฒนาต่อไปเป็นอาคารไม้ล้อมรอบที่มีทั้งคนพื้นเมือง คนจีน คนแขก และกะเหรี่ยง ต่างเข้ามาหาที่ตั้งห้างร้านทั้งขายของกิน ของใช้ และผ้าต่างๆมากมาย ทำให้ในบริเวณกาดหลวงมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมอยู่มาก จนกระทั่ง ในวันที่ 13 ก.พ. 2511 ได้เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายเป็นอย่างมากให้กับกาดหลวง อาคารไม้ในบริเวณโดยรอบได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก หลังจากนั้นกาดหลวงก็ขายโอนหุ้นทั้งหมดแก่ห้างหุ้นส่วนอนุสาร ก่อนจะถูกสร้างใหม่ผ่านฝีมือการออกแบบของ ศ. อัน นิมมานเหมินท์ ผู้ออกแบบตลาดขึ้นใหม่ให้มีความทันสมัยมากขึ้น […]

“ล้านนา” หรือ “ลานนา” ไขปมถกเถียงชื่ออาณาจักร 700 ปี

อาณาจักรโบราณอันรุ่งเรืองทางตอนเหนือของไทย เป็นดินแดนที่ผู้คนรับรู้กันในชื่อล้านนา หากแต่ในแวดวงของการศึกษาประวัติศาสตร์ ชื่อนี้กลับมีอีกรูปแบบหนึ่งที่ถูกกล่าวถึงไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “ลานนา” และด้วยเหตุนี้จึงนำไปสู่การถกเถียงเมื่อครั้งในอดีตว่าชื่อไหนที่ถูกต้องที่สุด การถกเถียงเรื่องนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากความผิดพลาดแต่อย่างใด หากแต่เกิดมาจากปัจจัยทางภาษาศาสตร์และการบันทึกในสมัยเก่า นั้นก็คือการขาดวรรณยุกต์ในอักขระ โดยการบันทึกจะใช้ภาษาล้านนาในอดีตหรือก็คือ อักษรธรรม(อักษรตัวเมือง) ซึ่งมีลักษณะเด่นก็คือการนิยมไม่ใส่วรรณยุกต์ และเมื่อไม่มีเครื่องหมายกำกับคำว่า ล้าน และ ลาน จึงถูกเขียนในลักษณะคล้ายกัน ทำให้ผู้ตีความในยุคหลังสามารถตีความได้อย่างหลากหลาย ภายหลังค้นพบหลักฐานสำคัญนั่นก็คือจารึกที่มีชื่อล้านนาศิลาจารึกวัดเชียงสา ที่บันทึกไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2096 ซึ่งปรากฏคำว่าล้านนา และถูกใช้เป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักในการยืนยันอักขรวิธี นอกจากนี้ชื่อของอาณาจักรถูกผูกโยงกับศัพท์บาลี “ทสลกุขเขตฺตนคร” (อ่านว่า ทะ-สะ-ลัก-ขะ-เขต-ตะ-นะ-คอน) มีความหมายว่าเมืองสิบแสนนาหรือก็คือล้านนา แม้ข้อถกเถียงว่าด้วยเรื่อง “ล้านนา” และ “ลานนา” จะจบลงด้วยข้อสรุปที่คำว่า “ล้านนา” ได้รับการยอมรับและเลือกใช้เป็นมาตรฐานสูงสุดในวงวิชาการ และสาธารณชน เนื่องด้วยมีน้ำหนักมาจากหลักฐานสำคัญ คำว่าล้านนาถูกพบในศิลาจารึกวัดเชียงสา ซึ่งเป็นหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือสูง นอกจากนี้ความหมายของชื่อในภาษาบาลี “ทสลกุขเขตฺตนคร” ที่สื่อถึง เมืองสิบแสนนา และคำว่าล้านนายังได้รับการยืนยันโดยสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ให้ใช้เป็นคำที่ถูกต้องอย่างเป็นทางการตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ที่มา : ทิว วิชัยขัทคะ. ล้านนา หรือ ลานนา. […]

วัดต้นเกว๋น : สถาปัตยกรรมล้านนา และการฟื้นฟูผ่านกระแสละคร “กลิ่นกาสะลอง”

บทความนี้วิเคราะห์บทบาทของวัดต้นเกว๋นในฐานะสถาปัตยกรรมล้านนาดั้งเดิมที่คงสภาพสมบูรณ์ควบคู่กับการเป็นพื้นที่เชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยจากปรากฏการณ์ที่ผู้คนเริ่มสวมชุดล้านนาเพื่อถ่ายภาพตามรอยละคร “กลิ่นกาสะลอง” ซึ่งสะท้อนทั้งการฟื้นฟูตัวตนทางวัฒนธรรมและการสร้างคุณค่าใหม่ให้สถานที่ประวัติศาสตร์ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและกระแสสื่อไทย วัดต้นเกว๋น (วัดอินทราวาส) ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ยังคงรักษาลักษณะสถาปัตยกรรมล้านนาดั้งเดิมไว้อย่างครบถ้วนและได้รับการประกาศจากสมาคมสถาปนิกสยามให้เป็น “อาคารอนุรักษ์ดีเด่น” ซึ่งสะท้อนคุณค่าทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมล้านนาอย่างชัดเจน ถูกสร้างขึ้นราว พ.ศ. 2399-2412 สมัยพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์ โดยมีชื่อจากต้นเกว๋นซึ่งเป็นต้นไม้พื้นเมืองล้านนาในบริเวณนั้น เป็นโครงสร้างของวิหารและศาลาจตุรมุขที่พบเพียงแห่งเดียวในภาคเหนือเป็นตัวอย่าง สถาปัตยกรรมล้านนาดั้งเดิม ที่มีความวิจิตรและยังคงสภาพดีจนถึงปัจจุบัน ในปัจจุบันนอกจากความสำคัญเชิงประวัติศาสตร์แล้ว วัดต้นเกว๋นยังถูกยกให้เป็นหนึ่งในจุดหมายของการ “ท่องเที่ยวตามรอยละคร” โดยเฉพาะกับละครไทยที่นำเสนอล้านนา เช่น “กลิ่นกาสะลอง” ซึ่งสร้างความสนใจในวัฒนธรรมล้านนาอย่างแพร่หลาย นอกจากนี้วัดนี้ยังเป็นพื้นที่ที่ใช้เป็นฉากถ่ายทำละครหลายเรื่องเนื่องจากมีองค์ประกอบสถาปัตยกรรมที่สวยงามและสามารถสื่อสารภาพในอดีตออกมาได้อย่างชัดเจน ละครไทยเรื่อง “กลิ่นกาสะลอง” ออกอากาศในปี 2562 และได้รับความนิยมสูงโดยนำเสนอเรื่องราวความรักและวัฒนธรรมล้านนาในบริบทสมัยอดีตที่สร้างความสนใจในประวัติศาสตร์วิถีชีวิตล้านนา จากงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวพบว่าละครและภาพยนตร์ไทยหลายเรื่อง เช่น บุพเพสันนิวาสและกลิ่นกาสะลองได้สร้างปรากฏการณ์ “การท่องเที่ยวตามรอยละคร” ที่นักท่องเที่ยวเดินทางไปยังสถานที่ถ่ายทำจริงและมีพฤติกรรมการแต่งกายแบบดั้งเดิมเพื่อถ่ายภาพร่วมกับสถานที่ทางประวัติศาสตร์ อีกทั้งยังมีบทความรีวิวท่องเที่ยวไทยที่ระบุเส้นทาง “เที่ยวตามรอยกลิ่นกาสะลอง” ซึ่งรวมถึงการมุ่งหน้าไปยังวัดต้นเกว๋นเพื่อชมสถาปัตยกรรมและถ่ายภาพตามฉากละครที่ประกอบด้วยกิจกรรมท้องถิ่นแบบที่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความสวยงามเท่านั้นแต่ยังเป็นการสัมผัสวัฒนธรรมล้านนาที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อ การที่ผู้คนแต่งชุดล้านนาแล้วถ่ายภาพที่วัดต้นเกว๋นนั้นสามารถมองได้ว่าเป็นการ สะท้อนการฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านสื่อร่วมสมัยคือการผสานระหว่างสถานที่ประวัติศาสตร์และสื่อโทรทัศน์ที่ส่งต่อความหมายของการแต่งกายและวิถีชีวิตล้านนาไปสู่ผู้ชมยุคใหม่ พฤติกรรมเหล่านี้จึงเป็นหนึ่งในรูปแบบการ “ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม” ซึ่งนักวิจัยนิยามว่าเป็นการเดินทางที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเรียนรู้และสัมผัสคุณค่าทางวัฒนธรรมผ่านสื่อที่พบเห็นในชีวิตประจำวันวัดต้นเกว๋นไม่ได้เป็นเพียงสถาปัตยกรรมล้านนาดั้งเดิมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์เท่านั้นแต่ยังกลายเป็นพื้นที่เชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยที่สามารถดึงดูดผู้คนเข้ามาเชื่อมโยงกับอดีตผ่านสื่อสมัยใหม่ เช่น ละครโทรทัศน์ การที่ละครอย่าง “กลิ่นกาสะลอง” นำเสนอภาพและวิถีชีวิตล้านนาทำให้ผู้ชมเกิดความสนใจและอยากสัมผัสสถานที่จริง ส่งผลให้วัดต้นเกว๋นได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวที่แต่งกายด้วยชุดล้านนาเพื่อถ่ายภาพซึ่งสะท้อนการฟื้นฟูอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมผ่านการเชื่อมโยงระหว่าง สถาปัตยกรรมประวัติศาสตร์ กับ สื่อร่วมสมัย อย่างมีนัยสำคัญ ที่มากรมศิลปากร. (2556). […]

ยิ่งกินยิ่งเสริม” กับ 3 อาหารคาวและความเชื่อของคนเมือง 

อาหารล้านนา ถือเป็นอีกหนึ่งอัตลักษณ์ของชาวล้านนาที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมและประเพณีได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตามวัฒนธรรมความเชื่อก็ยังคงสะท้อนให้เห็นผ่านอาหารในรูปแบบต่าง ๆ คนล้านนามีความเชื่อเกี่ยวกับอาหารมงคลและไม่มงคลมากมาย ซึ่งวันนี้เชียงใหม่นิวส์จะพาทุกคนไปเดินตลาดประตูเชียงใหม่ และไปดูว่าอาหารมงคลที่สามารถหาซื้อได้ในตลาดนี้ มีอะไรบ้าง  1.ยำจิ้นไก่ ตามความเชื่อของชาวล้านนา ยำจิ้นไก่จะทานหลังพิธีกรรมสู่ขวัญ สืบชะตา เลี้ยงผี หรืองานบุญต่าง ๆ เพราะใช้ไก่ที่เหลือจากการเซ่นไหว้มาทำเป็นอาหารเลี้ยงแขกผู้มาร่วมงาน เชื่อกันว่าจะช่วยสืบดวงชะตาและช่วยให้ขวัญคงอยู่กับเราไปนาน ๆ  2.แก๋งบะหนุน (แกงขนุน) และต๋ำบะหนุน (ตำขนุน) ชาวล้านนามีความเชื่อว่า แก๋งบะหนุน จะช่วยให้ เกื้อหนุนให้มีโชคลาภวาสนา มีความเจริญรุ่งเรือง มีคนคอยค้ำจุนหนุนนำตลอดทั้งปี  3.ลาบ ชาวล้านนาจะนิยมรับประทานกันในหลากหลายโอกาส โดยอย่างยิ่งโอกาสมงคลหรืองานบุญต่าง ๆ ซึ่งมีความเชื่อกันว่าเมื่อทานแล้วจะได้โชคได้ลาภ  รายการอ้างอิง : KRUA.CO , อุทยานหลวงราชพฤกษ์

1 2 3 4 5 42