53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 11 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนพื้นเมือง : กาดหลวง

“…ดูในป้ายที่ขึ้นกลางตลาด Chiang Mai Living Heritage เราคือตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็จะยังมีต่อไปด้วย…” – คุณ เจษฎา มีผล – ตลาด หรือที่คนล้านนาเรียกกันว่า กาด ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ สำหรับแลกเปลี่ยน หรือซื้อขายสินค้าเพียงเท่านั้น แต่คือสัญลักษณ์สำคัญในทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตดั้งเดิม และจิตวิญญาณของผู้คนในพื้นที่นั้น “กาดหลวง” ก็เช่นเดียวกัน เป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่มานานกว่า 100 ปี  กาดหลวง เป็นย่านการค้า ที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ จุดเริ่มต้นของความเจริญทางการค้าขาย การเข้ามาของคนต่างถิ่น และยังสะท้อนไปถึงวัฒนธรรมล้านนา ผ่านสินค้าพื้นเมือง การแต่งกาย อาหารการกิน และวิถีชีวิต ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ยังคงแผ่กลิ่นอายความเป็นเมืองเก่า ไม่จางหาย แม้กาลเวลาจะแปรผันไปนานนับร้อยปี ย้อนรอยอารยธรรม…กาดหลวง กาดตำนานคู่เมืองเชียงใหม่ กาดหลวง หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า ตลาดวโรรส ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จากจุดเริ่มต้น ที่มีการค้าขายริมแม่น้ำปิง แม่น้ำสายสำคัญของเชียงใหม่ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เชียงใหม่มีการค้าทางเรือระหว่างเชียงใหม่ กรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก มีเรือสินค้าเข้ามาจอดรับ-ส่งสินค้าอย่างไม่ขาดสาย มีการเติบโตที่มากขึ้น ได้นำพาความเจริญ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 10 : พระพุทธศาสนา และความเชื่อ : พระธาตุประจำปีเกิด

“…พระธาตุประจำปีเกิด มีความเป็นมาอย่างไร ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีใครรู้ …” – ศาตราจารย์เกียรติคุณ สุรพล ดำริห์กุล – ดินแดนแห่งศรัทธา…ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่มีคติความเชื่อมากมาย ซึ่งหลักความเชื่อต่าง ๆ นั้น มักจะสอดคล้องกับวิถีชีวิต และลักษณะของบ้านเมือง ในส่วนของภาคเหนือเอง ภูมิศาสตร์จะเป็นหุบเขา มีดอย มีภูเขาจำนวนมาก ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ธรรมชาติ หรือเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แต่ชาวล้านนาได้ยกเหล่าดอยต่าง ๆ ให้เป็นดอยศักดิ์สิทธิ์ เป็นหลักบ้านหลักเมือง คอยปกป้องชุมชนที่อยู่บริเวณที่ราบลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นดอยสุเทพ ดอยคำ ดอยหลวงเชียงดาว ดอยตุง ดอยเหล่านี้ล้วนเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณ และความศรัทธาของชาวล้านนา  ในเวลาต่อมา ที่ดินแดนแห่งนี้ได้เปิดรับพระพุทธศาสนาเข้ามา เกิดการหลอมรวมระหว่างความเชื่อเรื่องของการไหว้ผี ผีปู่ย่า การเคารพบรรพบุรุษ เข้ากับหลักพระพุทธศาสนา เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว ยิ่งในยุคที่พระเจ้ากาวิละขึ้นครองเชียงใหม่ พระพุทธศาสนาได้รับการฟื้นฟูให้รุ่งเรือง ทำให้เกิดการนับถือพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น และเป็นหลักยึดมั่นที่อยู่คู่กับชาวล้านนามาอย่างยาวนาน “…ภูเขาสูง ดอยสุเทพ เป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ มาบวกกันในบริเวณดอยสุเทพ บวกกันแล้ว เราก็ไหว้ผีบรรพบุรุษ และไหว้พระบรมสารีริกธาตุเข้าร่วมกัน […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 9 : สีสันผ้าล้านนา

“…ผมว่าเครื่องแต่งกายล้านนาเรา โดดเด่นที่สุด และเป็น Soft Power ของเรามานานแล้ว …”   – คุณ วสิน อุ่นจะนำ- ภูมิปัญญาล้ำค่าที่สะท้อนผ่าน…เครื่องแต่งกายล้านนา ดินแดนล้านนา อาณาจักรแห่งขุนเขา ที่ได้โอบล้อมกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายเอาไว้อย่างกลมกลืน การตั้งถิ่นฐานที่กระจายตัวอยู่ตามหุบเขาต่าง ๆ ได้บ่มเพาะให้แต่ละชุมชนนั้นสร้างสรรค์อัตลักษณ์เฉพาะตัวออกมา แต่ละชุมชนก็จะมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันไปอย่างอิสระ หนึ่งในสิ่งที่เห็นได้ชัด คือการสะท้อนอัตลักษณ์ผ่านสีสัน และลวดลายของผืนผ้าทอ เครื่องแต่งกาย เครื่องนุ่งห่ม ในแง่ของผ้าทอในแต่ละท้องถิ่น อาจมีลวดลายที่แตกต่างกัน แต่ในแง่่การใช้งานจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่ในส่วนของรูปแบบ และประเพณีนิยม อย่างของล้านนา ผู้หญิงมักนิยมเกล้ามวยสูง ประมาณกลางศีรษะ อาจจะมีการปักปิ่น หรือเสียบดอกไม้ประดับ ในส่วนของการแต่งกาย ในอดีตการเปลือยอก ถือเป็นเรื่องปกติ หรืออาจจะมีผ้าพันรอบอก ปล่อยชายผ้าไว้ด้านหน้า หรือ ทิ้งชายผ้าไปด้านหลัง ห่มเฉียงแบบสไบเรียกว่าสะหว้ายแหล้ง ส่วนล่างจะมีการนุ่งผ้าซิ่นลายขวาง ยาวถึงเท้า ซึ่งอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของล้านนา คุณวสิน อุ่นจะนำ ได้บอกถึงอัตลักษณ์นี้ว่า ผ้าล้านนา เป็นผ้าที่ต้องปะติดปะต่อเป็นชิ้น เป็นผ้าที่มีหัวซิ่น ตัวซิ่น ตีนซิ่น นำผ้าหลายส่วนมาต่อกัน เนื่องจากข้อจำกัดทางเทคนิค และเครื่องมือ […]

ย้อนอดีต 150 ปี เมืองลำปาง

เมืองลำปาง หรือเขลางค์นคร ในอดีตมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงรัตนโกสินทร์เช่นเดียวกับเมืองเชียงใหม่และลำพูนมาโดยตลอด ลูกหลานของเจ้าวงศ์เจ็ดตนในนครลำปางได้มีอำนาจปกครองหัวเมืองต่าง ๆ ในล้านนา และเป็นต้นสายตระกูล ณ เชียงใหม่ ณ ลำพูน และ ณ ลำปาง ซึ่งได้ร่วมพัฒนาบ้านเมืองและอนุรักษ์สืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สืบต่อมาจนปัจจุบัน ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา รัฐบาลกลางแห่งสยามได้มีนโยบายปฏิรูปการปกครองประเทศให้ทันสมัย ซึ่งในระยะแรกนั้นไม่ได้มีนโยบายที่จะยกเลิกฐานะเจ้าประเทศราชหรือตำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร เนื่องจากหัวเมืองประเทศราชทางเหนือเคยปกครองบ้านเมืองอย่างค่อนข้างอิสระและมีสัมพันธ์อันดีต่อรัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ ตลอดมา แต่เนื่องจากหัวเมืองประเทศราชทางเหนือมีปัญหาสำคัญ 2 ประการ คือ เรื่องการให้สัมปทานป่าไม้ที่ซ้ำซ้อนกันและเรื่องความวุ่นวายในหัวเมืองชายแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่ขัดต่อผลประโยชน์ของอังกฤษที่กำลังแผ่อิทธิพลเข้ามาทางพม่า รัฐบาลกรุงเทพฯ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการปกครองในหัวเมืองเหนือ โดยดำเนินนโยบายรวมหัวเมืองประเทศราชทางเหนือ อันได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ปี พ.ศ. 2417 รัฐบาลกลางเริ่มส่งข้าหลวงจากกรุงเทพฯ เข้ามาควบคุมดูแล และแก้ไขปัญหาในนครเชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน เรียกว่า “ข้าหลวง 3 หัวเมือง” มีหน้าที่ชำระคดีความที่เกี่ยวข้องกับคนในบังคับอังกฤษ และประสานงานกับรัฐบาลกรุงเทพฯ ต่อมาก็ได้ส่งข้าหลวงใหญ่ที่มีอำนาจเต็มเข้าไปปฏิรูปการปกครอง ปี พ.ศ. […]

ย้อนอดีต “วัดอารามสวนดอกไม้” ศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนาในแผ่นดินล้านนา

วัดสวนดอก เป็นพระอารามหลวงที่สำคัญวัดหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประตูเมืองนัก ด้วยสถาปัตยกรรมแบบล้านนาที่สร้างขึ้นอย่างสวยงามอีกทั้งยังมีพระพุทธรูปองค์สำคัญของเชียงใหม่ประดิษฐานอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนมากมายพากันไปกราบไหว้อย่างไม่ขาดสาย นอกเหนือจากที่วัดสวนดอกจะเป็นวัดสำคัญคู่เมืองเชียงใหม่แล้ว ในบริเวณวัดยังเป็นที่ประดิษฐานของกู่บรรจุอัฐิเชื้อพระวงศ์เจ้านายฝ่ายเหนือต้นตระกูล ณ เชียงใหม่อีกด้วย แต่เดิมวัดสวนดอกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้ากือนา กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์มังราย ระหว่างปี พ.ศ. 1898-1928 พระองค์ทรงมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก จึงได้อัญเชิญพระมหาสุมนเถระจากเมืองสุโขทัยมาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 1914 พระเจ้ากือนาทรงสร้างวัดบุปผาราม หรือวัดสวนดอกในอุทยานป่าไม้พยอม เพื่อเป็นที่จำพรรษาของพระสุมนเถระ จากนั้นพระองค์จึงโปรดฯ ให้สร้างพระเจดีย์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่พระมหาสุมนเถระได้อัญเชิญมาจากสุโขทัย โดยประดิษฐานไว้ที่วัดบุปผารามและวัดพระธาตุดอยสุเทพ วัดสวนดอกจึงเป็นศูนย์กลางของศาสนา นิกายลังกาวงศ์ หรือเรียกว่า “นิกายวัดสวนดอก” เนื่องจากพระสุมนเถระได้บวชเรียนมาจากสำนักของพระมหาสวามีอุทุมพร ที่เมืองเมาะตะมะ ในรามัญประเทศ วัดบุปผารามหรือวัดสวนดอก ได้เจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนามายาวนานนับร้อยปี จนกระทั่งสมัยพระเจ้าเมืองเกศเกล้า เมื่อล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าพระอารามที่สำคัญ ๆ ของล้านนาไทยหลายแห่ง ได้ทรุดโทรมลงจนกลายเป็นวัดร้างวัดห่าง บางส่วนถูกทอดทิ้งให้ชำรุดผุพังไปอย่างน่าเศร้าใจ วัดสวนดอกจากที่เคยเป็นแหล่งเผยแพร่การศึกษาของพระสงฆ์ มีพระมหาเถระชั้นนักปราชญ์ทรงคุณธรรมพำนักอยู่หลายท่าน ทั้งยังเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมล้านนาที่สวยงามก็ทรุดโทรมไปตามสภาพ พระวิหารก็ถูกพายุพัด ปรักหักพัง ซุ้มประตูอันงามวิจิตรและกำแพงก็อยู่ในสภาพทรุดโทรมขาดผู้คนดูแล ปี พ.ศ. 2450 เจ้าแก้วนวรัฐ ผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้ายพร้อมด้วยพระราชชายาเจ้าดารารัศมีมีความดำริที่จะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดสวนดอก […]

ตามฮอยครูบาเจ้าศรีวิชัย อนุรักษ์ “พัดใบตาล” โบราณล้านนา

หากจะกล่าวถึงพัดใบตาลโบราณ คงต้องย้อนอดีตกันไปไกลสักหน่อย สมัยก่อนบ้านเราไม่มีพัดลมเหมือนปัจจุบัน การนำเอาวัสดุท้องถิ่นใกล้บ้านมีประดิษฐ์เป็นพัดจึงเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน เนื่องจากบริเวณพื้นที่ภาคเหนือมีต้นตาลอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งขนาดของใบตาลมีขนาดใหญ่ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย การทำพัดจากใบตาล เริ่มต้นในยุคสมัยไหน ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่จากการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อกันมาว่า ในอดีตบรรพบุรุษปู่ย่าตายายก็ได้ใช้พัดจากใบตาลมาเนิ่นนานแล้ว หลักฐานที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ในยุคที่ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ท่านยังมีชีวิตอยู่ ครูบาเจ้าท่านก็มีพัดใบตาลเป็นเสมือนสิ่งของเครื่องใช้ประจำตัวท่าน ทว่าปัจจุบันยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยี่ที่ทันสมัยเข้ามาแทนที่ ความนิยมในพัดใบตาลจึงลดน้อยลงไป เนื่องจากพัดลมถูกนำมาใช้มากขึ้น พัดใบตาลจึงกลายเป็นของหายาก คนทำก็ล้มหายตายจากแต่ที่หมู่บ้านรั้ว ตำบลหนองหนาม อ.เมือง จ.ลำพูน ยังมีกลุ่มคนทำพัดใบตาลโบราณเหลืออยู่เพียง 2 คน คือ คุณมาลี มณีทอง และพี่ชาย โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มฮักใบตาลโบราณบ้านรั้วทุ่ง” คุณมาลี เล่าว่า เริ่มต้นทำพัดใบตาลโบราณมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ถึงวันนี้เกือบจะ 60 ปี โดยได้รับความรู้การทำพัดใบตาลมาจากบรรพบุรุษคุณปู่คุณย่า ปัจจุบันทางกลุ่มได้ขยายการผลิต โดยให้ชาวบ้านที่ว่างเว้นจากการทำงานมาช่วยกันทำพัดใบตาลและหมวกใบลาน ขั้นตอนของการทำพัดใบตาล เริ่มจากการหาใบตาลยอดอ่อน ที่มีสีขาวหรือสีเขียวอ่อน ๆ จากนั้นนำมาตัดปลายใบออกให้มีรูปคล้ายพัด แล้วนำไม้มาเหลาเป็นซี่เล็ก ๆ นำมาหนีบติดรอบขอบพัด แล้วจึงนำเชือกมาเย็บให้แน่นอีกทีหนึ่ง […]

ย้อนอดีต สงครามและการค้าไม้ ทวนสายน้ำ “สาละวิน” ที่บ้านแม่สามแลบ

“สาละวิน” สายน้ำที่ไหลเป็นแนวเขตประเทศระหว่างไทยกับพม่า ตรงบริเวณอำเภอแม่สะเรียง ที่ซึ่งเป็นดินแดนของนักเดินทางหลายคนใฝ่ฝันที่จะหาโอกาสมาเยือนให้ได้แม้สักครั้งหนึ่งของชีวิต ที่ซึ่งไอกรุ่นของอดีตแห่งตำนานการต่อสู้ระหว่างชนกลุ่มน้อยยังไม่จางหาย ย้อนขึ้นไปสู่เทือกเขาหิมาลัยในดินแดนธิเบต แผ่นดินที่ได้ชื่อว่าเป็น “หลังคาโลก” อันเป็นถิ่นกำเนิดของแม่น้ำใหญ่ 6 สาย อันได้แก่ แม่น้ำพรหมบุตร แม่น้ำอิรวดี แม่น้ำโขง แม่น้ำยั่งจือ แม่น้ำฮวงโห และแม่น้ำสาละวิน จากต้นกำเนิดบนเทือกเขาคุนหลุนด้านตะวันออกของประเทศธิเบต ไหลลงทางใต้ผ่านทะเลสาบแอมโดโชนัก ผ่านเมืองเมนคอส ซาแต็งไหลเลี้ยวเข้าไปในสาธารณรัฐประชาชนจีนทางตอนใต้ ผ่านเมืองยูนนาน ซึ่งชาวจีนเรียกชื่อของแม่น้ำนี้ว่า “นุเจียง” หรือ “นูเจียง” ส่วนคนแม่ฮ่องสอนจะเรียกว่า “แม่น้ำคง” ก่อนที่แม่น้ำสายนี้จะไหลลงสู่ประเทศพม่าเลียบชายแดนไทยทิศตะวันตกในเขตตำบลกองก๋อย ตำบลแม่ยวม อำเภอแม่สะเรียง ไปสิ้นสุดชายแดนไทยที่สบเมย ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวมะตะบันในทะเลอันดามัน ที่เมืองมะละแหม่ง รวมการเดินทางของสายน้ำสาละวิน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปากอ่าว เป็นระยะทางประมาณ 3,151 กิโลเมตร ทว่าสายน้ำแห่งนี้กลับมีเพียง 126 กิโลเมตรเท่านั้น ที่สาละวินทำหน้าที่แบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับพม่า คือ ตั้งแต่บ้านจอท่า จนถึงบ้านสบเมย การเดินทางเพื่อทวนสายน้ำสาละวิน เริ่มต้นที่ท่าน้ำบริเวณบ้านแม่สามแลบ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดในจำนวนหมู่บ้านทั้งหลายริมฝั่งสาละวิน และด้วยเหตุที่เป็นหมู่บ้านที่อยู่สุดเขตแดนไทย จึงทำให้หมู่บ้านนี้มีกลุ่มชนจากหลายเผ่าพันธุ์เข้ามาอาศัยอยู่ อย่างผสมกลมกลืน ทั้งคนไต กะเหรี่ยง […]

ไหว้พระ “วัดพระธาตุช่อแฮ” เมืองแพร่

เวียงโกศัย หรือ เมืองแพร่ เมืองในแวดล้อมของขุนเขาที่เป็นหนึ่งในหัวเมืองสำคัญของล้านนามาตั้งแต่อดีตกาล เรื่องราวของเมืองนี้มีทั้งตำนานและประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่องยาวนานน่าสนใจ ตลอดจนความมั่งคั่งทางด้านศิลปวัฒนธรรมที่เจริญก้าวหน้ามาหลายยุคหลายสมัย บนพื้นฐานของความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร และทุ่งราบดูเหมือนว่าจะไม่มีวันหมดสิ้นไปจากพื้นแผ่นดินนี้ แม้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับร้อยปีที่เมืองแพร่ได้เผชิญศึกสงคราม ความเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง การกบฏและการปฏิวัติ แม้กระทั่งความรุนแรงจากการปกครองจากส่วนกลางและการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการค้าไม้สัก แต่คนเมืองแพร่ก็ยังคงยึดมั่นในความเป็นเมืองแห่งศาสนาและรักษาวัฒนธรรมของตนเองเอาไว้ไม่ขาดสาย ความเป็นคนเมืองของชาวแพร่ยังไม่จางหายไป สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้สะท้อนออกมาในรูปธรรมที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้อย่างชัดเจน ผ่านงานศิลปกรรมบนศาสนสถานของพวกเขา งานศิลปกรรมของชาวแพร่นั้น ก็ดุจเดียวกับงานศิลปะล้านนาทั่วไป คือเป็นศิลปะล้านนาผสมกับศิลปะไทยใหญ่ หรือ ศิลปะพม่า อันเนื่องมาจากการอยู่ใกล้ชิดติดกันของอาณาจักรล้านนาและพม่า ศิลปะพม่าสวย ๆ ในเมืองนี้หาชมได้จากวัดสำคัญสองแห่งด้วยกันคือที่ วัดจอมสวรรค์และวัดสระบ่อแก้ว โดยเฉพาะที่วัดจอมสวรรค์นั้น ศิลปะการก่อสร้างทั้งภายนอกและภายในยังคงลักษณะความเป็นวัดพม่าไว้อย่างชัดเจน ภายในพระอุโบสถปรากฏงานฝีมือการฉลุไม้และประดับกระจกซึ่งเป็นจุดเด่นที่สุดของศิลปะพม่า นอกจากการฉลุไม้และประดับกระจกอันงดงามแล้ว ที่วัดจอมสวรรค์ยังเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์โบราณที่ทำจากงาช้าง โดยนำงาช้างมาบดละเอียดแล้วแผ่ออกเป็นแผ่น เป็นศิลปวัตถุสำคัญคู่บ้านคู่เมืองแพร่ นอกจากศิลปะพม่าที่กระจายอยู่ตามวัดต่าง ๆ ในเมืองแพร่แล้วยังมีศิลปะแบบล้านนาแท้ๆอีกหลายแห่งด้วยกัน ที่สำคัญที่สุดก็คือ วัดพระธาตุช่อแฮวรวิหาร ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ โดยมีองค์พระธาตุช่อแฮเป็นเสมือนศูนย์กลางของความเคารพศรัทธาของชาวเมืองแพร่ทั้งมวล ตามตำนานโบราณกล่าวถึงการก่อสร้างพระธาตุช่อแฮว่า “พระมหาธรรมราชาลิไท แห่งกรุงสุโขทัย ทรงโปรดฯพระราชทานพระบรมธาตุให้กับขุนลัวะอ้ายก้อม ให้นำไปบรรจุไว้ในพระธาตุเจดีย์ที่คนทั้งหลายกราบไหว้แทนพระพุทธองค์ ขุนลัวะอ้ายก้อมจึงได้ชักชวนหัวเมืองต่าง ๆ ให้มาร่วมสร้างพระเจดีย์ โดยช่วยกันสำรวจสถานที่จะสร้าง เมื่อขุนลัวะอ้ายก้อมมาถึงบริเวณเชิงดอยโกสิษยชัด เห็นเป็นทำเลดีเหมาะสมจึงได้ให้สร้างพระเจดีย์ขึ้น […]

หม้อ “ปูรูณะฆตะ” คติธรรมของพุทธศาสนา

ศิลปะ คือ การสร้างความวิจิตร ซึ่งก่อขึ้นด้วยเหตุผลทางด้านอารมณ์และจุดมุ่งหมายของศิลปิน ผู้ต้องการที่จะส่ง “สาร” ไปยังเหล่าบรรดาผู้เสพงานศิลป์ให้รับรู้และเข้าใจตรงกัน เป็นศาสตร์แห่งความละเอียดอ่อนที่ไม่สามารถยึดติดกับสิ่งชั่งวัด เปรียบเทียบคุณค่ากันให้เป็นผลที่ตายตัวอย่างศาสตร์อื่น ๆ เช่น ตรรกศาสตร์ หรือ วิทยาศาสตร์ได้ แต่การให้คุณค่าแก่งานศิลป์แต่ละอย่างขึ้นอยู่กับผลงานด้านจิตใจที่เกิดขึ้นหลังจากเราได้เสพความงามจากศิลปะนั้น ๆ ศิลปะในยุคโบราณส่วนใหญ่ในโลกนี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อรับใช้ศาสนาในประเทศไทยก็เช่นกัน ศิลปินบรรพบุรุษของเราใช้ชีวิตส่วนมากในการสร้างงานศิลป์ โดยมีกรอบความคิดเกี่ยวเนื่องกับหลักศาสนาเพียงแต่คติ และวิธีการใช้ชีวิตของแต่ละสังคมจะเป็นผู้กำหนดรูปแบบลักษณะของศิลปะให้แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่าง ลายกนกของทางสกุลช่างเชียงใหม่กับลายกนกของสกุลช่างรัตนโกสินทร์ แม้จะมีคุณค่าทางเป็นศิลป์ที่ไม่ด้อยค่าไปกว่ากันเลย แต่ก็ยังคงมีความแตกต่างกันออกไปตามรูปแบบของสกุลช่างนั้น ๆ โดยลายกนกของทางสกุลช่างรัตนโกสินทร์มีลักษณะคล้ายเปลวไฟที่กำลังพริ้วไหวมีการประดับประดาให้แลดูวิจิตร เส้นคมตวัด ในขณะที่ลายกนกของช่างทางเหนือจะมีลายเส้นที่อ่อนช้อย อ่อนหวานกว่ามาก จะเห็นได้ว่าลายเส้นและศิลปะล้านนาส่วนใหญ่จะมีความอ่อนหวาน เรียบง่ายอยู่ในตัวเองและมีวิวัฒนาการเป็นของตนเอง นับแต่เริ่มแรก การใช้สีสมัยแรกที่ก่อนจะรับเอาวัฒนธรรมจากภาคกลางมา ทางเหนือมีการใช้สีสันที่ไม่จัดจ้านนัก แต่เมื่อรับเอาศิลปะจากภาคกลางมาในสมัยรัชกาลที่ 5 สีที่ใช้ก็มีความสด จัดจ้านขึ้น เพราะศิลปะเป็นศาสตร์แห่งการประยุกต์ปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แต่ในสมัยปัจจุบันที่พี่น้องชาวสุวรรณภูมิได้รับเอาวิธีคิดและรูปแบบการใช้ชีวิตมาจากการพัฒนาของกระแสหลักมาเร็วเกินไปและมากเกินไป ทำให้พวกเรากันเองได้พากันลืมเลือนศาสตร์ต่าง ๆ ที่สืบทอดกันมาเป็นระยะเวลานาน จากรุ่นสู่รุ่นที่เคยเป็น ศิลปะล้านนาก็กำลังตกอยู่ในสภาวะที่กำลังถูกลืมเช่นเดียวกัน เพราะขาดคนรุ่นใหม่ที่จะมาทำความเข้าใจกับปรัชญาที่แสนจะละเอียดอ่อนของศิลปะล้านนานี้ ที่ประตูวัดพระธาตุลำปางหลวง มีลวดลายเป็นรูปเถาดอกไม้อยู่ในแจกันมีนกตัวเล็ก ๆ บินอยู่รอบ มีกี่คนที่รู้ว่าภาพลายเส้นสีทองบนประตูแดงนี้ ใช้การวาดด้วยเทคนิคการปิดทองลงบนพื้นชาด มีกี่คนจะรู้ถึงความเก่าแก่นับร้อย ๆ […]

สัมผัสวิถีชีวิตชุมชนคนยอง บ้านหนองเงือก ป่าซาง

บ้านหนองเงือก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เป็นหมู่บ้านของชาวยองหนึ่งในหลาย ๆ หมู่บ้านที่มีการทอผ้าฝ้ายแบบพื้นเมืองดั้งเดิมเล่ากันว่าชาวยองบ้านหนองเงือก มีต้นตระกูลมาจากเมืองยองในแคว้นสิบสองปันนาที่ได้อพยพมาตั้งรกรากในอำเภอป่าซาง ชาวยองเหล่านี้กระจายกันอยู่ในหมู่บ้านต่าง ๆ หลายชุมชน โดยเฉพาะที่บ้านหนองเงือก ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและประเพณีก็ว่าได้ ชาวบ้านบ้านหนองเงือกยังคงยึดถือปฏิบัติตามวัฒนธรรมดั่งเดิมของชาวยอง ซึ่งปรากฏให้เห็นได้ในงานประเพณีพื้นบ้าน เอกลักษณ์การแต่งกายของชาวยองก็โดดเด่นและน่าสนใจอยู่ไม่น้อย ผู้ชายชาวยองจะนิยมใส่กางเกงสะดอ สวมเสื้อม่อฮ่อม ผู้หญิงจะนิยมนุ่งผ้าซิ่นใส่เสื้อป้าย โพกผ้าบนศรีษะโดยใช้ผ้าฝ้ายทอมือตามศิลปการทอผ้าแบบชนชาวยอง ด้วยเหตุนี้กระมังจึงทำให้ผ้าทอของชาวยองได้รับความสนใจจากคนทั่วไป หมู่บ้านหนองเงือกจึงนับเป็นหมู่บ้านตัวอย่างของหมู่บ้านที่มีความพยายามจะฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิตของชาวยองโดยเฉพาะการทอผ้าของชาวยองให้กลับมาสร้างชื่อเสียงให้กับป่าซางอีกครั้ง แม้ว่าพวกเขาจะไม่หวังให้ผ้าทอชาวยองโด่งดังเหมือนกับผ้าทอแม่แจ่ม จากเชียงใหม่หรือผ้าทอยกดอกแบบดั่งเดิมของลำพูน แต่การสืบสานวัฒนธรรมประเพณีการทอผ้าแบบชาวยองก็ถือเป็นหนึ่งในความภูมิใจของชาวบ้านหนองเงือกทุกคน นอกจากนั้น วัดหนองเงือก ยังเป็นวัดสำคัญเก่าแก่วัดหนึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนานที่วัดแห่งนี้ยังมีโบราณสถาน โบราณวัตถุอันทรงคุณค่ามหาศาล นอกจากนั้นวัดหนองเงือกยังเป็นสถานที่ศึกษาค้นคว้าของนักโบราณคดีทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะจากนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ลักษณะสำคัญของวัดหนองเงือกเป็นวัดที่สร้างขึ้นตามแบบศิลปกรรมพื้นบ้านเมืองเหนือสมัยเก่า ที่ซุ้มประตูหน้าวัดสร้างขึ้นตามแบบศิลปะล้านนาเป็นซุ้มประตูโขงประดับด้วยลวดลายวิจิตรพิศดารแสดงให้เห็นถึงฝีมือทางสถาปัตยกรรมของช่างสมัยโบราณ พระวิหารของวัดเป็นอาคารทรงไทยล้านนา บานประตูมีลวดลายแกะสลักไม้ที่สวยงามไม่แพ้ที่อื่น ๆ ภายในวิหารจะมีเสาไม้สักทั้งต้นขนาดหนึ่งคนโอบสูง 12 ศอก ด้านหลังของวิหารวัดเป็นเจดีย์ที่บรรจุพระแก้วมรกตและพระบรมสารีริกธาตุ เจดีย์องค์นี้สร้างขึ้นในสมัย ของครูบาญาณะ เจ้าอาวาสองค์ที่ 5 (พ.ศ.2453-2490) ตามประวัติกล่าวถึงพระแก้วมรกตที่นำมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์วัดหนองเงือกว่า ปี พ.ศ.2467 ครูบาพ่อเป็ง โพธิโก ครูบาอินทจักร อินฺทจกฺโก ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโกและครูบาดำ คมฺภีโร […]

ชมภาพปริศนาธรรม ในวิหารจตุรมุข ที่วัดพระธาตุดอยสะเก็ด

วัดพระธาตุดอยสะเก็ด เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างมาช้านาน ปัจจุบันได้รับการยกย่องฐานะให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่างประจำอำเภอ วัดนี้มีประวัติความเป็นมา ดังนี้ ในสมัยพุทธกาล เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมอันวิเศษแล้ว พระองค์ได้ออกเดินทางเผยแพร่ธรรมะแก่ชาวชนบทน้อยใหญ่ในแถบดินแดนชมพูทวีป จนมีผู้รู้แจ้งเห็นจริงในสัจธรรมเป็นจำนวนมาก ในกาลนั้นพระพุทธองค์ได้แสดงปาฏิหารย์มาปรากฏกายทิพย์ ณ บนยอดดอยแห่งนี้ แล้วทรงเปล่งพระฉัพพรรณรังสีสว่างเจิดจ้าไปทั่วบริเวณ ขณะนั้นได้มีพญานาคคู่หนึ่งอาศัยอยู่ในหนองบัว (อยู่ห่างจากวัด ประมาณ 1 กิโลเมตร) ได้เห็นฉัพพรรณรังสี จึงแปลกใจพากันเลื้อยขึ้นสู่ยอดดอย ได้ทัศนาเห็นพระพุทธองค์ บังเกิดความเลื่อมใส จึงแปลงกายเป็นชายหนุ่มหญิงสาวมาเข้าเฝ้า พร้อมกับได้นำดอกบัวมาถวายพระพุทธองค์ทรงรับเอาดอกบัวนั้นไว้ แล้วจึงแสดงธรรมโปรดและประทานเกศาธาตุแก่พญานาคแปลงคู่นั้น พญานาคจึงได้อธิษฐานสร้างเจดีย์หิน แล้วนำเอาพระเกศาธาตุบรรจุไว้บนดอยแห่งนี้ ต่อมาได้มีนายพรานผู้แสวงหาของป่าได้มาพบเห็นเจดีย์มีลักษณะสวย จึงเกิดอัศจรรย์แล้วได้นำเอาก้อนหินมาก่อเป็นรูปเจดีย์ขึ้น กลางคืนได้นิมิตรว่า เจดีย์ที่ตนพบนั้นเป็นที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า จึงได้บอกกล่าวชักชวนประชาชนในแถบนั้นขึ้นไปสักการะบูชา และเรียกชื่อภูเขาแห่งนี้ว่า “ดอยเส้นเกศ” ต่อมาจึงเพี้ยนมาเป็น “ดอยสะเก็ด” ดอยแห่งนี้ได้มีพุทธศาสนิกชนขึ้นมา นมัสการเจดีย์หินอันเป็นที่บรรจุเกศาธาตุมากขึ้น จึงได้ก่อเจดีย์ปูนเสริมให้ใหญ่และมั่นคงกว่าเดิม และได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อว่า “ครูบาเก๋” จากเมืองน่านมาสร้างวิหารและบูรณะเจดีย์พร้อมทั้งสถาปนาขึ้นเป็นวัด เรียกว่า “วัดดอยสะเก็ด” กระทั่งมีชาวบ้านเข้ามาอยู่อาศัยในเชิงดอยและใกล้เคียงมากขึ้น ทางราชการจึงได้จัดตั้งเป็นอำเภอ เมื่อจุลศักราช 1197 พ่อน้อยอินทจักร ได้มาบูรณะวิหารหลังเก่าอีก เมื่อจุลศักราช 1247 ครูบาชัยวัดลวงเหนือ ได้มาซ่อมแซมวิหารให้ดีกว่าเดิม และเสริมเจดีย์ให้ใหญ่กว่าขึ้นกว่าเดิมและในจุลศักราช […]

ตามรอยราชวงศ์เหงียน ไปเยือนอดีตราชธานีที่เมืองเว้-ฮอยอัน

“ภูไม่สูง น้ำไม่ลึก ชายเหลี่ยมจัด หญิงเสน่ห์ร้อนแรง” คือ คำจำกัดความที่คนเวียดนามมอบให้กับ “คนเว้” ด้วยภูมิประเทศของเว้เป็นทั้งเสน่ห์ชวนฉงน และเป็นจุดอ่อนโดยตัวมันเอง เพราะเว้มีด้านที่ติดทะเล ขณะเดียวกันก็มีที่ราบน้อยนิดอยู่ประชิดภูเขา จึงไม่เหมาะที่จะทำการเกษตรและอุตสาหกรรม ทรัพยากรสำคัญอย่างเดียวที่เว้มีอยู่ก็คือ ทรัพยากรทางการท่องเที่ยว เพราะนอกจากจะเป็นเมืองแห่งทะเล ภูเขาและแม่น้ำที่งดงามแล้ว เว้ยังเต็มไปด้วยโบราณวัตถุ โบราณสถานที่ราชวงศ์เหวียนสร้างสมไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมแก่คนเวียดนามรุ่นหลัง เมืองเว้ เป็นอดีตหัวเมืองสำคัญที่อยู่ตอนกลางของประเทศ เคยเป็นราชธานีเก่าและเป็นเมืองของกษัตริย์ในราชวงศ์เหงียนนครแห่งประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมและวิทยาการที่สำคัญที่สุด “เว้” เป็นเมืองมีเสน่ห์และคุณค่าด้านความงามตามธรรมชาติตั้งอยู่บนชายฝั่งแม่น้ำหอม เมืองนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ คือ พระราชวังหลวงของกษัตริย์ราชวงศ์เหวียน พระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2348 ในสมัยยาลอง และได้รับการปฏิสังขรณ์อีก 2 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2377 และ พ.ศ. 2467 เคยเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์เหวียน 13 พระองค์ พระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เป็นมรดกตกทอดอันยิ่งใหญ่และงดงามแห่งนี้ ได้ถูกสร้างขึ้นตามแบบแผนความเชื่อของจีน เมืองเว้ เป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์ใจกลางเมืองเวียดนาม เต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าตื่นตาของพระราชวัง สุสานของจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เหวียน ตลอดจนป้อมปราการที่ตั้งสง่างามอยู่ใจกลางเมือง แม้ว่าเมืองเว้จะได้รับความเสียหายจากพิษภัยของสงครามไปบ้าง แต่ก็ยังคงเหลือร่องรอยแห่งความเจริญรุ่งเรืองสมกับเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม แม้ว่าความเก่าแก่จะไม่เท่ากับเมืองหลวงอย่างฮานอยที่มีอายุเก่าแก่กว่า 900 ปี […]

“ดอยม่อนล่อง” จุดชมวิวธรรมชาติเมืองเชียงใหม่

บริเวณบ้านหนองหอย อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งบนดอยสูง ที่แห่งนี้ยังมีประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวข้องกับตำนานขุนหลวงวิรังคะ อดีตกษัตริย์ของชาวลัวะ นอกจากนั้นแล้วบ้านหนองหอยยังเป็นหมู่บ้านในพื้นที่ของโครงการหลวง ชาวบ้านจึงมีรายได้จากการเพาะปลูกพืชผักเมืองหนาว ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติของหมู่บ้านหนองหอยได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปเที่ยวเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะจุดชมวิวม่อนดอยและดอยม่อนล่อง ซึ่งสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของอำเภอแม่ริมและเชียงใหม่ได้อีกด้วย ดอยม่อนล่อง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ม่อนคว่ำล่อง” สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองเชียงใหม่บริเวณถนนเส้นแม่ริม-สะเมิง ได้แก่ ตัวอำเภอแม่ริม ตัวอำเภอสะเมิง สวนพฤกษศาสตร์ เอราวัณรีสอร์ท หมู่บ้านแม่สาใหม่ หมู่บ้านโป่งแยง หมู่บ้านสามหลัง รวมถึงทิวทัศน์บริเวณสันเขาดอยสุเทพและดอยปุย นักท่องเที่ยวสามารถขับรถขึ้นไปชมวิวได้สองจุด คือ จุดสูงสุดของดอยม่องล่องและจุดฝังศพของขุนหลวงวิรังคะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศาล ตำนานในอดีตเกี่ยวกับขุนหลวงวิรังคะ ซึ่งเล่าขานสืบต่อกันมาจากชาวบ้าน กล่าวว่า ในอดีตมีกษัตริย์ของชาวลัวะนามว่า “ขุนหลวงวิรังคะ” เป็นเจ้าเมืองระมิงค์นคร ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีพละกำลังแข็งแกร่งและมีคาถาอาคมแก่กล้า เมื่อทรงสูญเสียมเหสีอันเป็นที่รักไปก็นำความโศกเศร้ามาสู่ขุนหลวงวิรังคะเป็นอย่างมาก ข้าราชบริพารทั้งหลายเห็นดังนั้น จึงกราบทูลเรื่องเจ้าแม่จามเทวี ซึ่งเป็นกษัตริย์ปกครองนครหริภุญชัย หรือเมืองลำพูน ซึ่งมีความสามารถและมีรูปโฉมที่งดงามเหมาะสมที่จะเป็นมเหสีองค์ใหม่ ขุนหลวงวิรังคะจึงได้ประสงค์ให้จัดขบวนอัญเชิญเจ้าแม่จามเทวีมาเป็นมเหสี ทางด้านเจ้าแม่จามเทวีเมื่อทราบข่าวก็ไม่ปรารถนาที่จะมาเป็นชายา เนื่องจากกลัวจะเป็นที่ครหาแก่ชาวเมือง จึงได้ออกอุบายให้ขุนหลวงวิรังคะสำแดงอานุภาพโดยการพุ่งเสน้า (แหลน) มายังเมืองลำพูน ถ้าสามารถพุ่งมาถึงได้จะยอมเป็นมเหสีของขุนหลวงวิรังคะ ขุนหลวงวิรังคะจึงตกลงแต่ขอทำการทดสอบฝีมือก่อน โดยทำการพุ่งเสน้าจากดอยสุเทพ มาตกยังบริเวณหนองน้ำทางทิศเหนือของเมืองหริภุญชัย ต่อมาชาวบ้านเรียกว่า “หนองเสน้า” เมื่อเจ้าแม่จามเทวีเห็นดังนั้น ก็คิดว่าคงไม่ได้การ […]

เฮือนโบราณ’หลวงอนุสารสุนทร’

ไปดูเฮือนหลวงอนุสารฯ ในมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ เรือนล้านนาโบราณแท้ ๆ มักมีให้เห็นไม่มากนัก ส่วนใหญ่ถูกรื้อแล้วสร้างเป็นอาคารสมัยขึ้นมาแทน แต่มีเรือนล้านนาหลังหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้ารูปแบบทางสถาปัตยกรรมล้านนา เรือนหลังนี้ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ชื่อ “เรือนอนุสารุสุนทร” สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในวาระครบรอบ 125 ปี หลวงอนุสารสุนทร คหบดีผู้บุกเบิกการค้าในเมืองเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังสร้างขึ้นเพื่อเป็นเรือนคู่แฝดกับ “เรือนคำเที่ยง” ซึ่งอยู่ ณ สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่กรุงเทพมหานคร อันเป็นเรือนอนุสรณ์แด่นางคำเที่ยง ผู้เป็นภริยาของหลวงอนุสารสุนทรและเป็นต้นตระกูล “ชุติมา และ นิมมานเหมินทร์” เรือนอนุสารสุนทร เป็นเรือนไทยที่ก่อสร้างขึ้นตามลักษณะของเรือนล้านนาภาคเหนือ แสดงให้เห็นลักษณะทางสถาปัตยกรรม วิถีชีวิตและความเชื่อของคนล้านนา อาทิ กาแล ซึ่งเป็นตัวไขว้กันติดไว้อยู่ปลายจั่ว โดยมากนิยมทำลวดลายแกะสลักอย่างสวยงาม นอกจากนั้นในเรือนล้านนายังมีการแบ่งส่วนต่าง ๆ ของบ้านออก เช่น เรือนไฟ มักจะแยกออกจากตัวเรือนภายในประกอบด้วยบริเวณที่ตั้งเตาไฟซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนเส้า 3 ก้อนสำหรับตั้งหม้อข้าว มีการต่อไม้ขึ้นไปด้านบนสำหรับแขวนพริก หอม กระเทียมและอุปกรณ์เครื่องครัวต่าง ๆ เรียกว่า “ข่า” ส่วนบริเวณมี ‘เติ๋น’ เป็นพื้นที่กึ่งเปิดโล่งใช้ผนังด้านหลังร่วมกับห้องนอน ด้านหน้าเปิดโล่งออกสู่ชาน คนล้านนาใช้เติ๋นเป็นพื้นที่เอนกประสงค์สำหรับพักผ่อนนั่งเล่น ทำงาน หรืออาจใช้ประกอบพิธีกรรมต่าง […]

“เจ้าจักรคำขจรศักดิ์” เจ้าหลวงลำพูนองค์สุดท้าย

พลตรีมหาอำมาตย์โท เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 10 (พ.ศ. 2454-2486) เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์มีพระนามเดิมว่า เจ้าน้อยจักรคำ เป็นโอรสของเจ้าหลวงอินทยงยศโชติ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 9 กับแม่เจ้ารถแก้ว สมภพ ณ วันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีกุน สัปตศก จุลศักราช 1237 ตรงกับวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2418 ที่คุ้มหลวงลำพูน มีภาดาและภคินีร่วมเจ้าบิดาและมารดา ดังนี้ 1. เจ้าหญิงแก้วมุกดา 2. เจ้าชายตุ้ย (ถึงแก่อนิจกรรมตั้งแต่ยังเยาว์) 3. เจ้าน้อยจักรคำ และ 4. เจ้าหญิงแก้วมาเมือง (ถึงแก่อนิจกรรมตั้งแต่ยังเยาว์) และ 5. เจ้าหญิงคำหล้า หรือเจ้าหญิงหล้า มีภาดาและภคินี ร่วมเจ้าบิดา 2 องค์ คือ 1. […]

1 40 41 42 43