53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 18 : มรดกแห่งการเดินทาง : เรื่องเล่าผ่านสามล้อถีบ

“…ทอง 1 บาท ได้สามล้อ 1 คัน แต่ 1 บาท มันมีค่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับสามล้อ 1 คัน มันมีค่าสูงมาก ซึ่งในภายภาคหน้าไปแล้ว มันจะหาดูไม่ได้ …” – คุณ รัชกฤช ใช้ไม่หมด – ภายใต้จังหวะชีวิตที่เร่งรีบของโลกยุคใหม่ นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ได้เข้ามาสร้างความสะดวกสบาย เพิ่มความว่องไวให้กับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน แต่ท่ามกลางจังหวะเร่งรีบเหล่านั้น ยังมียานพาหนะชนิดหนึ่ง ที่ยังคงหมุนล้อไปอย่างเชื่องช้า นำพาผู้คนซึมซับความสวยงามของเมืองเก่าในทุกซอกทุกมุม นั่นก็คือ “สามล้อถีบ” สามล้อถีบ คือ เอกลักษณ์คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนานกว่าหลายสิบปี เป็นดั่งมรดกแห่งการเดินทาง ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวล้านนา และคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ยานพาหนะที่นำพาผู้คนเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยอดีต จวบจนปัจจุบัน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน บทบาทย่อมเปลี่ยนตาม จากที่เป็นยาพาหนะในชีวิตประจำวัน กลายมาเป็นยานพาหนะนำเที่ยว ที่ทุกวันนี้เหลือคนปั่นเพียงหลักสิบคน แทบจะไม่มีคนรุ่นใหม่สืบทอดต่ออาชีพนี้ ยิ่งจำนวนคนปั่นลดลงมากเท่าใด ยิ่งเป็นสัญญาณให้เห็นว่า สามล้อถีบ ภูมิปัญญาด้านการเดินทางนี้ อีกไม่นานคงจะกลายเป็นตำนานที่อยู่เพียงในสมุดบันทึก “…คนที่มาเช่าสามล้อ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 16 : วิถีล้านนา อาหารพื้นเมือง : อาหารภาคเหนือ

“…อาหารล้านนาจริง ๆ แล้ว ไม่สามารถบอกว่าเป็นของชนชาติใด ชนชาติหนึ่ง มันมีหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่ม ที่มาอยู่ในล้านนา รวมตัวกัน ประมวลผลออกมาเป็นอาหารล้านนา …” – คุณ นฤมล ชมดอก  – อาหารล้านนา เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมักจะใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น หรือจากธรรมชาติ มาปรุงแต่ง และรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่รสชาติ หรือหน้าตาของอาหาร แต่ยังแฝงไปด้วยคติความเชื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกิน และวิถีชีวิตของคนในภาคเหนือ จากผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ สู่สำรับกับข้าวบนขันโตก อาหารภาคเหนือเป็นเหมือนดั่งศิลปะแห่งการดำรงชีวิต ที่ได้หยิบยืมเอาทรัพยากรจากขุนเขา มาคลุกเคล้าร่วมกับภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ ก่อกำเนิดเป็นมนต์เสน่ห์แห่งรสชาติที่ไม่เหมือนใคร คติความเชื่อที่ซ่อนไว้ในแต่ละเมนู ได้เพิ่มความพิเศษให้กับความเป็นอาหารล้านนา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารมงคล อาทิ แกงขนุน ตำขนุน ที่มีความเชื่อว่า หนุน เปรียบดั่งคำว่า “เกื้อหนุน” เมื่อใครได้ทานเมนูนี้ จะมีโชคลาภ วาสนา มีความเจริญรุ่งเรือง มีคนค้ำจุนหนุนนำตลอดทั้งปี […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 11 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนพื้นเมือง : กาดหลวง

“…ดูในป้ายที่ขึ้นกลางตลาด Chiang Mai Living Heritage เราคือตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็จะยังมีต่อไปด้วย…” – คุณ เจษฎา มีผล – ตลาด หรือที่คนล้านนาเรียกกันว่า กาด ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ สำหรับแลกเปลี่ยน หรือซื้อขายสินค้าเพียงเท่านั้น แต่คือสัญลักษณ์สำคัญในทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตดั้งเดิม และจิตวิญญาณของผู้คนในพื้นที่นั้น “กาดหลวง” ก็เช่นเดียวกัน เป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่มานานกว่า 100 ปี  กาดหลวง เป็นย่านการค้า ที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ จุดเริ่มต้นของความเจริญทางการค้าขาย การเข้ามาของคนต่างถิ่น และยังสะท้อนไปถึงวัฒนธรรมล้านนา ผ่านสินค้าพื้นเมือง การแต่งกาย อาหารการกิน และวิถีชีวิต ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ยังคงแผ่กลิ่นอายความเป็นเมืองเก่า ไม่จางหาย แม้กาลเวลาจะแปรผันไปนานนับร้อยปี ย้อนรอยอารยธรรม…กาดหลวง กาดตำนานคู่เมืองเชียงใหม่ กาดหลวง หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า ตลาดวโรรส ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จากจุดเริ่มต้น ที่มีการค้าขายริมแม่น้ำปิง แม่น้ำสายสำคัญของเชียงใหม่ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เชียงใหม่มีการค้าทางเรือระหว่างเชียงใหม่ กรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก มีเรือสินค้าเข้ามาจอดรับ-ส่งสินค้าอย่างไม่ขาดสาย มีการเติบโตที่มากขึ้น ได้นำพาความเจริญ […]

เฮือนโบราณ’หลวงอนุสารสุนทร’

ไปดูเฮือนหลวงอนุสารฯ ในมหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่ เรือนล้านนาโบราณแท้ ๆ มักมีให้เห็นไม่มากนัก ส่วนใหญ่ถูกรื้อแล้วสร้างเป็นอาคารสมัยขึ้นมาแทน แต่มีเรือนล้านนาหลังหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาให้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้ารูปแบบทางสถาปัตยกรรมล้านนา เรือนหลังนี้ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ชื่อ “เรือนอนุสารุสุนทร” สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในวาระครบรอบ 125 ปี หลวงอนุสารสุนทร คหบดีผู้บุกเบิกการค้าในเมืองเชียงใหม่ นอกจากนั้นยังสร้างขึ้นเพื่อเป็นเรือนคู่แฝดกับ “เรือนคำเที่ยง” ซึ่งอยู่ ณ สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ ที่กรุงเทพมหานคร อันเป็นเรือนอนุสรณ์แด่นางคำเที่ยง ผู้เป็นภริยาของหลวงอนุสารสุนทรและเป็นต้นตระกูล “ชุติมา และ นิมมานเหมินทร์” เรือนอนุสารสุนทร เป็นเรือนไทยที่ก่อสร้างขึ้นตามลักษณะของเรือนล้านนาภาคเหนือ แสดงให้เห็นลักษณะทางสถาปัตยกรรม วิถีชีวิตและความเชื่อของคนล้านนา อาทิ กาแล ซึ่งเป็นตัวไขว้กันติดไว้อยู่ปลายจั่ว โดยมากนิยมทำลวดลายแกะสลักอย่างสวยงาม นอกจากนั้นในเรือนล้านนายังมีการแบ่งส่วนต่าง ๆ ของบ้านออก เช่น เรือนไฟ มักจะแยกออกจากตัวเรือนภายในประกอบด้วยบริเวณที่ตั้งเตาไฟซึ่งมีลักษณะเป็นก้อนเส้า 3 ก้อนสำหรับตั้งหม้อข้าว มีการต่อไม้ขึ้นไปด้านบนสำหรับแขวนพริก หอม กระเทียมและอุปกรณ์เครื่องครัวต่าง ๆ เรียกว่า “ข่า” ส่วนบริเวณมี ‘เติ๋น’ เป็นพื้นที่กึ่งเปิดโล่งใช้ผนังด้านหลังร่วมกับห้องนอน ด้านหน้าเปิดโล่งออกสู่ชาน คนล้านนาใช้เติ๋นเป็นพื้นที่เอนกประสงค์สำหรับพักผ่อนนั่งเล่น ทำงาน หรืออาจใช้ประกอบพิธีกรรมต่าง […]

“เจ้าจักรคำขจรศักดิ์” เจ้าหลวงลำพูนองค์สุดท้าย

พลตรีมหาอำมาตย์โท เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 10 (พ.ศ. 2454-2486) เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์มีพระนามเดิมว่า เจ้าน้อยจักรคำ เป็นโอรสของเจ้าหลวงอินทยงยศโชติ เจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 9 กับแม่เจ้ารถแก้ว สมภพ ณ วันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีกุน สัปตศก จุลศักราช 1237 ตรงกับวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2418 ที่คุ้มหลวงลำพูน มีภาดาและภคินีร่วมเจ้าบิดาและมารดา ดังนี้ 1. เจ้าหญิงแก้วมุกดา 2. เจ้าชายตุ้ย (ถึงแก่อนิจกรรมตั้งแต่ยังเยาว์) 3. เจ้าน้อยจักรคำ และ 4. เจ้าหญิงแก้วมาเมือง (ถึงแก่อนิจกรรมตั้งแต่ยังเยาว์) และ 5. เจ้าหญิงคำหล้า หรือเจ้าหญิงหล้า มีภาดาและภคินี ร่วมเจ้าบิดา 2 องค์ คือ 1. […]

เที่ยวพิพิธภัณฑ์แห่งชาติหริภูญชัย ชมจารึก “อักษรมอญ” ที่เก่าแก่ที่สุด

แท่งหินจารึกประวัติศาสตร์ทั้ง 36 หลัก ซึ่งถือได้ว่าเก่าแก่ที่สุดในอาณาจักรล้านนาเหล่านี้ ถูกจัดแสดงให้ชมอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติหริภุญไชย โดยแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ศิลาจารึกสมัยหริภุญชัย ราวพุทธศตวรรษที่ 17 มีอยู่จำนวน 8 หลัก กลุ่มที่สอง ศิลาจารึกสมัยล้านนา ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 20 ลงมามีอยู่จำนวน 31 หลัก ศิลาจารึกสมัยหริภุญชัยทั้ง 8 หลักนั้นจารึกด้วยอักษรมอญ ส่วนไวยากรณ์หรือการผูกอักขระมีทั้งแบบที่ใช้ภาษามอญและภาษาบาลี จารึกบางหลักระบุชัดเจนถึงชื่อเจ้าผู้ครองนคร เช่น พระเจ้าสววาธิสิทธิ หรือ พระเจ้าสรรพสิทธิ ได้กล่าวถึงการที่พระองค์ทรงผนวช พร้อมด้วยพระโอรสในปี พ.ศ.1628 เป็นต้น ส่วนศิลาจารึกสมัยล้านนานั้นจารึกด้วยอักษรธรรม หรืออักษรไทยล้านนา มีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-21 จารึกที่ปรากฏบนแท่งหินส่วนใหญ่จะกล่าวถึงเรื่องราวของการอุทิศบุญกุศลถวายแด่พระสงฆ์ เนื่องในโอกาสงานสำคัญต่าง ๆ ถ้าจะให้สืบสาวถึงบรรพบุรุษต้นตระกูลของอักษรมอญ และอักษรขอมให้ลึกยิ่งขึ้นไปอีก ก็จะพบว่าทั้งคู่มีต้นกำเนิดมาจาก อักษรคฤนถ์ ของอินเดียทางตอนใต้ในช่วงราชวงศ์ปัลลวะ กล่าวโดยสรุปก็คือ อักษรไทยที่เราใช้เขียนกันอยู่ทุกวันนี้มีรากเหง้ามาจากอักษรพราหมของอินเดียที่แตกหน่อออกกอเป็นอักษรเทวนาครีของฝ่ายเหนือและอักษรคฤนถ์ของฝ่ายใต้ ส่วนความเป็นมาของอักษรธรรมหรืออักษรไทยล้านนา ที่เคยได้รับความนิยมอย่างสูงสุดระหว่างพุทธศตวรรษที่ 20-24 พบหลักฐานเก่าแก่สุดว่ามีมาแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.1919 ร่วมสมัยกับ […]

พิพิธภัณฑ์ตำนานการทำฝิ่น ที่หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ

ดินแดนสามเหลี่ยมทองคำ คือ จุดที่ประเทศไทย ลาว และพม่ามาบรรจบกัน เป็นที่ ๆ แม่น้ำสบรวกไหลมารวมกับแม่น้ำโขง และยังหมายถึงพื้นทีบริเวณกว้างครอบคลุมสามประเทศ และในพื้นที่นี้เองที่มีการปลูกฝิ่นผลิตเฮโลอีน ลักลอบนำออกไปขายอันเป็นที่มาของตำนานการค้าฝิ่นที่ดังกระฉ่อนไปทั่วโลก เมื่อได้ยินคำว่า “สามเหลี่ยมทองคำ” คนส่วนมากมักจะนึกถึง ดอกฝิ่น ชาวไทยภูเขา รวมถึงเทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกและแม่น้ำโขง แต่ภาพที่มักนึกถึงกันมากที่สุดคงเป็นภาพของฝิ่นและเฮโลอีน ภาพความลึกลับ ดินแดนน่าสะพรึงกลัวของการปลูกฝิ่นและกลอบค้าฝิ่น ขณะที่ภาพของสงครามกลางเมือง กองทหารและการสู้รบก็ยังคงอยู่ในห้วงมโนของผู้คนมานานกว่าครึ่งศตวรรษ การกวาดล้างโรงงานผลิตเฮโลอีน คาราวานขนฝิ่นไปตามเส้นทางในป่าปรากฏเป็นข่าวทางหน้าหนังสือพิมพ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ด้วยความที่เป็นดินแดนแห่งปริศนานี่เอง ทำให้ชื่อ “สามเหลี่ยมทองคำ” เป็นแหล่งผลิตเฮโลอีนกว่าครึ่งของจำนวนที่มีอยู่ทั้งหมดในโลก สามเหลี่ยมทองคำ จึงถือเป็นรากเหง้าของอาชญากรรมและการกระทำอันทุจริตที่เกิดขึ้นในทวีปเอเชีย จนแพร่ไปสู่แอฟริกา ยุโรปและอเมริกา ทุกปีมีนักท่องเที่ยวนับแสนคนจากทั่วโลกเดินทางมาเยือนดินแดนแห่งการปลูกฝิ่น ที่ชื่อ “สามเหลี่ยมทองคำ” กระทั่งปี พ.ศ. 2531 สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงริเริ่มโครงการพัฒนาดอยตุงขึ้นในจังหวัดเชียงราย โครงการนี้มีจุดมุ่งหมายในการคืนผืนป่าและฟื้นฟูสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เทือกเขานางนอน รวมถึงหยุดการปลูกฝิ่นในดินแดนแห่งนี้ หลายปีผ่านไปสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงริเริ่มโครงการที่จะช่วยให้การศึกษาแก่ประชาชนในเรื่องประวัติศาสตร์ของฝิ่นในดินแดนสามเหลี่ยมทองคำ เพื่อเป็นการปลุกจิตสำนึกให้ประชาชนร่วมกันต่อต้านยาเสพติด ให้คนเข้าใจว่า ยาเสพติดประเภทต่าง ๆ ไม่เฉพาะจะก่อให้เกิดปัญหากับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่นี้เท่านั้น แต่ยังสร้างปัญหาให้กับประชากรและสังคมโลก การริเริ่มโครงการในครั้งนั้น ส่งผลสืบเนื่องให้เกิด “หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำ” ภายในพื้นที่กว่า […]

“สุวรรณจังโกฏ” เจดีย์บรรจุอัฐิพระนางจามเทวี

วัดจามเทวี แต่เดิมเรียกกันว่า วัดสังฆราม ต่อมาภายหลังเรียกว่า วัดกู่กุด เป็นวัดโบราณเก่าแก่และมีความสำคัญในประวัติศาสตร์มากที่สุดวัดหนึ่งในจังหวัดลำพูน ใครเป็นผู้สร้างวัดจามเทวีและสร้างมาแต่ครั้งใด ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ส่วนใหญ่เป็นการสันนิษฐานจากเอกสารซึ่งปรากฏในภายหลังประกอบตำนาน และนิยายปรัมปราบ้างเท่านั้น เนื่องจากโบราณสถานสำคัญในวัดจามเทวีที่เก่าแก่ มีประวัติความเป็นมาค่อนข้างสับสนเพียง 2 แห่ง คือ กู่จามเทวี หรือกู่กุด หรือสุวรรณจังโกฏเจดีย์ กับรัตนเจดีย์ ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า เจดีย์แปดเหลี่ยม ซึ่งมีเอกสารและตำนานต่าง ๆ กล่าวถึงโบราณสถานทั้งสองแห่งขัดแย้งกันมาก บางแห่งกล่าวว่า พระนางจามเทวีปฐมกษัตริย์แห่งเมืองหริภุญชัย โปรดให้สร้างพระบรมธาตุสุวรรณจังโกฏ พร้อมทั้งได้สถาปนาวัดจามเทวี ส่วนเอกสารบางแห่งกล่าวว่า พระราชโอรสของพระนางจามเทวี คือ เจ้ามหันตยศและเจ้าอนันตยศ โปรดให้สร้างวัดจามเทวีขึ้น เพื่อถวายพระเพลิงพระศพของพระนางจามเทวี และภายหลังจากถวายพระเพลิงพระศพของพระนางจามเทวีแล้ว จึงโปรดให้สร้างเจดีย์เหลี่ยมมียอดหุ้มด้วยทอง เรียกชื่อว่า “สุวรรณจังโกฏ” ในตำนานจามเทวีฉบับแปลจากภาษาไทยยวน กล่าวว่า “พระยามหันตยศก็เลิกทราก ส่งสะการแม่แห่งตนเสียยังป่าไม้ยาง แล้วเอากระดูกช้อนแว่นหวีไปรวมกันก่อเป็นเจดีย์ไว้ชื่อว่า สุวรรณจังโกฏ หนใต้เวียงหริภุญชัยวันนั้นแล…” ส่วนในตำนานมูลศาสนากล่าวว่า ครั้นถวายพระเพลิงเสร็จก็แห่พระอัฐิเลียบมาหนวันออกเวียง แล้วก่อพระเจดีย์บรรจุพระอัฐิ เครื่องใช้ เครื่องประดับ ของพระนางจามเทวีไว้รองรับพระอัฐิของพระนางจามเทวี ให้ชื่อว่า สุวรรณจังโกฏเจดีย์ นอกจากนั้นในตำนานจามเทวีหริภุญชัยเชียงใหม่ ก็กล่าวพ้องต้องกันกับตำนานมูลศาสนา […]

เที่ยวเมือง’เชียงตุง-เมืองลา’ เขตปกครองพิเศษของเมียนมา

เชียงตุงเคยเป็นหัวเมืองเก่าแก่ของอาณาจักรล้านนา และมีประวัติศาสตร์ของการก่อตั้งเมืองอยู่ในยุคสมัยเดียวกับล้านนา จึงทำให้ในอดีตสองเมืองนี้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ยิ่งในระยะหลัง ราชสำนักเชียงใหม่กับเชียงตุงยิ่งแน่นแฟ้นกันมากขึ้น เมื่อมีราชตระกูลของทั้งสองอภิเษกสมรสกัน ดังนั้นเชียงใหม่และเชียงตุงจึงคล้ายเป็นบ้านพี่เมืองน้องกันมาแต่ไหนแต่ไร จากความผูกพันกันทางเครือญาติและวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงนี่เอง จึงทำให้เชียงตุงมีอะไรคล้ายกับเชียงใหม่ ทว่าเป็นเมืองเชียงใหม่เมื่อราว 100 ปีก่อน โดยเฉพาะรูปทรงของอาคารบ้านเรือนที่สร้างด้วยไม้สักชั้นเดียวมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินขอ หรือกระเบื้องดินเผา ทำให้นึกย้อนถึงอดีตถนนท่าแพที่ในเวลานั้นเต็มไปด้วยอาคารไม้ดังกล่าว ปัจจุบันเชียงใหม่ไม่มีอาคารที่ว่าแล้ว แต่ในเชียงตุงยังคงมีให้เห็นบนถนนแทบทุกสาย การเดินทางเข้าไปยังเมืองเชียงตุง ในยุคเปิดเสรีด้านการท่องเที่ยวของรัฐบาลเมียนมา ทำให้ดูเหมือนว่าจะล่นระยะเวลาได้พอสมควร จากเมื่อก่อนที่ออกจากอำเภอแม่สาย เชียงรายประมาณ 8 โมงเช้าถึงเชียงตุง 4 โมงเย็น ตอนนี้อาจใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึง 4 ชั่วโมงเท่านั้น เพราะถนนหนทางได้รับการพัฒนาและทำขึ้นใหม่ในหลาย ๆ ช่วงจากอำเภอแม่สายเราใช้เส้นทางสาย ท่าขี้เหล็ก – ท่าเดื่อ ระยะทางประมาณ 60 กม. เมื่อมาถึงบ้านท่าเดื่อมีทางบรรจบกับถนนหลักอีกสาย หากเลี้ยวขวาจะไปเมืองยอง เลี้ยวซ้ายไปเชียงตุง ถนนในช่วงนี้ได้รับการซ่อมแซมราดผิวถนนขึ้นใหม่สามารถทำความเร็วได้ ระยะทาง 120 กม.จากตรงนี้ใช้เวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมงก็ถึงเมืองเชียงตุง เมืองใหญ่อันดับหนึ่งบนแผ่นดินรัฐฉานทางฝั่งตะวันออกของเมียนมา เมืองเชียงตุง เป็นเมืองเล็ก ๆ ในโอบล้อมของภูเขา หากจะเปรียบให้เข้าใจง่ายและเห็นภาพได้ชัด ก็ให้นึกถึงเมืองแม่ฮ่องสอน ที่มีอาคารบ้านเรือนปลูกลดหลั่นกันลงมาจากเนินเขา […]

ตำนานศาลพระภูมิ

การนับถือผีมีส่วนเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่นระหว่างความเชื่อแต่ดั่งเดิมของชาวบ้านกับพุทธศาสนา ซึ่งมิได้ถูกจำกัดเฉพาะผีคนตาย หากแต่ยังครอบคลุมถึงสรรพสิ่งรอบข้างที่สามารถจับต้องได้แน่นอนว่าในบ้านเราความเชื่อเช่นนี้มีมาแต่เดิมแล้ว ทั้งยังมีศิลาจากรึกและพงศาวดารต่าง ๆ มากมายกล่าวถึง นอกจากนั้นในวรรณกรรมไทยหลายเรื่องก็ยังกล่าวอ้างให้เห็นความเชื่อในเรื่องผี แม้แต่วรรณคดีเรื่องขุนช้างขุนแผนที่มีกำเนิดในช่วงต้นสมัยรัตนโกสินทร์ ตอนที่ขุนแผนกับพระไวยยกทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ ก็ยังมีการตั้งศาลผีขึ้นเพื่อบวงสรวงดวงวิญญาณในคติความเชื่อทั้งหลายนี้ คงไม่มีใครปฏิเสธ หากนับเอาศาสนาเป็น “ศูนย์รวม” ทางจิตใจของคน นักมานุษยวิทยาได้ให้คำจำกัดความไว้อย่างน่าฟังว่า ศาสนาหมายถึงความเชื่อในดวงวิญญาณและการเกี่ยวข้องกับความศักดิ์สิทธิ์ และสิ่งที่ตามมาก็คือการบูชาบวงสรวง เพื่อให้เกิดสัมพันธภาพอันดีระหว่าง “มนุษย์” กับ “อำนาจลี้ลับเหนือธรรมชาติ” ปัจจุบันเราจะเห็นว่า มีการตั้งศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลผีบรรพบุรุษมากที่สุด ประเพณีการตั้งศาลพระภูมิเริ่มมีขึ้นในเมืองไทยเมื่อไหร่ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด อีกทั้งคนไทยที่รับเอาประเพณีนี้เข้ามาใช้จะมีสักกี่คนที่รู้เรื่องราวหรือตำนานศาลพระภูมิ ซึ่งสิงสถิตย์อยู่ในศาลหน้าบ้านให้คนกราบไหว้บูชา ในรายงานทางวิชาการเรื่อง “การนับถือเจ้า เทพ และพรหม ในระบบความเชื่อของชาวเมือง” ของอาภาภิรัตน วัลลิโภดม ได้ศึกษาระบบความเชื่อเรื่องศาลพระภูมิ กล่าวว่า พระภูมิเป็นเทพที่ผสมผสานระหว่างฮินดูกับพุทธ เรื่องของพระภูมินั้นเป็นเรื่องของการยืมเทพจากสวรรค์มาช่วยคนบนพื้นโลก และเพื่อให้เกิดการเชื่อถือยอมรับได้ จำต้องอิงเรื่องราวเทพในฮินดูมาสนับสนุน ศาลพระภูมิเป็นความเชื่อประจำบ้านที่ไม่ใช่ผีธรรมดา หากแต่เป็นเทวดาระดับหนึ่ง ดังนั้นพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องย่อมไม่ธรรมดาตำนานศาลพระภูมิเล่าว่า กาลครั้งหนึ่งมีพระเจ้ากรุงพาลี พระองค์หนึ่งมีนามว่า “พระภูมิ” ครองกรุงพาลีมาช้านาน จนมีพระโอรสถึง 9 องค์ ซึ่งแต่ละองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถด้วยประการต่าง ๆ พระภูมิจึงทรงตั้งพระโอรสไปเป็นพระยาปลัดรักษาสิ่งต่าง ๆ คือ พระชัยมงคล […]

วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) วัดโบราณเมืองเชียงใหม่

วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) เป็นวัดวิปัสสนากรรมฐานทางภาคเหนือที่ทำการอบรมพระกรรมฐานในแนวสติปัฎฐาน 4 ปัจจุบันมีชาวไทยและชาวต่างประเทศ เข้ารับการอบรมปฏิบัติต่อเนื่อกันตลอดปีไม่ขาดสายเป็นวัดแห่งแรกที่มีพระไตรปิฏกฉบับล้านนา และได้ชื่อว่าเป็นวัดที่มีพระไตรปิฏกฉบับภาษาต่าง ๆ มากที่สุดวัดหนึ่งในประเทศไทยในสมัยพระเจ้าติโลกราช กษัตริย์วงศ์มังราย ครองเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 12 จ.ศ.804 มีพระราชโอรสอันประสูติจากพระมเหสีเพียงพระองค์เดียว คือ ท้าวศรีบุญเรือง เมื่อท้าวศรีบุญเรืองพระชนม์ได้ 20 พรรษามีคนเพ็ดทูลพระเจ้าติโลกราชว่า ท้าวศรีบุญเรืองเตรียมการจะคิดกบฏ ทำให้ทรงคลางแคลงพระทัยจึงทรงโปรดให้ไปครองเมืองเชียงแสนและเชียงราย ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านในขณะนั้น ณ เมืองเชียงรายนี้เอง ได้เป็นที่ประสูติของพระเจ้ายอดเชียงราย และโดยเหตุที่ประสูติ บนยอดเขาสูงในเชียงราย (ยอดดอกบัว ) ท้าวศรีบุญเรือง จึงประทานนามพระโอรสว่า “ยอดเชียงราย” ต่อมาพระเจ้าติโลกราช ถูกเพ็ดทูลจากนางหอมุขพระสนมเอกว่าท้าวศรีบุญเรืองเตรียมการก่อกบฏอีก จึงมีพระกระแสรับสั่งให้ปลงพระชนม์พระราชโอรสเสีย และหลังจากนั้นทรงโปรดให้ราชนัดดา คือ พระเจ้ายอดเชียงราย ครองเมืองเชียงรายสืบต่อมาครั้นถึง พ.ศ.2030 พระเจ้าติโลกราชเสด็จสวรรคต ราษฎรได้พร้อมใจกันอัญเชิญพระเจ้ายอดเชียงรายขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ หลังจากที่จัดการบ้านเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทรงดำเนินการสอบสวนหาผู้ที่เป็นต้นเหตุยุแหย่ให้ท้าวศรีบุญเรือง พระราชบิดาต้องสิ้นพระชนม์ จนทำให้พระมารดาของพระองค์ตรอมพระทัย ถึงกับเสียพระสติ พระองค์ทรงกำหนดโทษให้ประหารชีวิตแก่ผู้ที่เป็นต้นเหตุ แต่โดยที่พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนาอย่างยิ่ง ภายหลังที่ได้สั่งให้สำเร็จโทษผู้กระทำผิดได้แล้ว ทรงเกรงจะเป็นเวรกรรมจึงทรงดำริที่จะหาทางผ่อนคลายมิให้เป็นบาปกรรมต่อกันสืบต่อไป ครั้งนั้นได้มีพระธุดงค์ได้ไปปักกลดอยู่เชิงดอยสุเทพ ได้กราบทูลว่า ณ ต้นมะเดื่อซึ่งไม่ไกลจากที่ตนปักกลดนัก […]

เที่ยว “นครวัด” ตามรอยศิลปะขอม

ภาพเงาสะท้อนน้ำของมหาปราสาทหินที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกในรอบพันปีปรากฏขมึงอยู่เบื้องหน้าในวันเวลาแห่งปลายฤดูฝน สะกดความสนใจคนจากทั่วทุกมุมโลกให้เพ่งพินิจถึงความอลังการขององค์ปราสาทนครวัด ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “โคตรปราสาท” ของกัมพูชา จนกระทั่งนักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษอาร์โนลด์ ทอยบี กล่าวว่า …see Angkor and die… (…อย่าเพิ่งด่วนตาย ถ้ายังไม่ได้ไปดูนครวัด…) มหาปราสาทยังโอฬารตระการฟ้า เหมือนเมื่อกว่า 1,000 ปีก่อนที่พระราชอาณาจักรขอมแห่งสุริยวรมันที่ 2 ยังเกริกไกร ขณะที่ใครต่อใครใฝ่ฝันจะได้มายลนครวัดสักครั้งหนึ่งในชีวิต ปราสาทนครวัดสร้างขึ้นโดยบรรพชนชาวเขมรตั้งแต่ครั้งยังเป็นอาณาจักรขอม ในสมัยพระเจ้ายโสวรมันที่ 1 (ครองราชย์ พ.ศ.1432) ต่อเนื่องถึงสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 (พ.ศ.1545) จนถึงยุคพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1656) อาณาจักรขอมรุ่งเรืองถึงขีดสุดในสมัยพระ เจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวพุทธศตวรรษที่ 18 ก่อนหน้าการก่อกำเนิดของอาณาจักรสุโขทัยหลังจากนั้นก็อ่อนแอลงจนในที่สุดก็ถึงกาลล่มสลาย ดินแดนกัมพูชาหรืออาณาจักรขอมโบราณนั้น ได้รับอิทธิพลทางศาสนาและวัฒนธรรมมาจากอินเดีย โดยเฉพาะความเชื่อตามคติในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลก่อนพุทธศาสนาเนิ่นนานนัก ศาสนานี้ยกย่องกษัตริย์เสมอดั่งเทพเจ้า เรียกว่า “ลัทธิเทวราชา” หมายความว่ากษัตริย์คือตัวแทนของเทพเจ้าที่อยู่บนโลกมนุษย์ ดังนั้นการสร้างเทวสถานหรือเทวาลัย จึงเป็นพระราชภารกิจของกษัตริย์ขอมทุกพระองค์ ที่จะต้องสร้างปราสาทหินเป็นเทวาสถานถวายแด่บรรพบุรุษหรือถวายแด่พระองค์เอง ปราสาทจึงเปรียบเสมือนศาสนสถานอันถือเป็นที่ประทับของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์ มีการขุดคูน้ำ ชาวเขมรเรียกว่า “บาราย” อยู่ล้อมรอบ มีลวดลายสลักหินเป็นรูปพญานาคซึ่งเป็นสัญลักษณ์น้ำและความอุดมสมบูรณ์ […]

ตำนาน “หลวงพ่อฤา” วัดเหมืองค่า

ห่างจากตัวจังหวัดแพร่ไปประมาณ 2 กม. ทางทิศตะวันออก ที่บ้านหมู่ที่ 6 ต.เหมืองหม้อ อ.เมืองแพร่ จะพบกับวัดที่มีความเก่าแก่ของบ้านเหมืองค่า และมีตำนานเล่าขานที่บันทึกไว้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับอภินิหารของวัดเหมืองค่าจนเป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้านทั่วไปวัดเหมืองค่าเดิมมีชื่อว่า “วัดสงัดดงเย็น”สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นประมาณ พ.ศ. 2180 วัดเหมืองค่ามีโบราณวัตถุและโบราณสถานที่สร้างความเคารพสักการะแก่ชาวบ้านสิ่งแรกคือ พระธาตุเหมืองค่าเป็นพระธาตุที่เก่าแก่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อใดชาวบ้านเหมืองค่าถือว่าพระธาตุนี้เป็นพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ในยามวิกาลของวันพระ ชาวบ้านมักจะเห็นดวงแก้วสีเขียวออกจากพระธาตุแล้วลอยไปทางทิศตะวันตก เรื่องนี้นายจรัญ เหมาะดี อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 6 ได้ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริงตนเคยเห็นอยู่เสมอตอนที่บวชเป็นพระจำพรรษาอยู่ที่วัดเหมืองค่าพระธาตุวัดเหมืองค่าได้รับการบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2534 แต่คงรูปลักษณ์แบบเก่าทุกประการ ขณะนี้ชาวบ้านและผู้มีจิตศรัทธาจากกรุงเทพมหานคร ประสงค์จะซ่อมแซมยอดพระธาตุใหม่เพื่อบรรจุทองคำที่ยอดพระธาตุ แต่ยังไม่ได้ดำเนินการเนื่องจากงบประมาณยังไม่เพียงพอพระอุโบสถวัดเหมืองค่า เป็นพระอุโบสถเก่าแก่ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2180 กว้าง 2 วา 1 ศอก ยาว 3 วา 2 ศอก ชาวบ้านจึงเรียกว่า “โบสถ์น้อย”เพราะเป็นอุโบสถที่มีขนาดเล็ก มีผู้เล่าสืบต่อกันมาว่าท่านผู้สร้างโบสถ์น้อยได้ฝังของมีค่าและพระทองคำไว้ในพิธีฝังลูกนิมิตสันนิฐานจากหลักฐานที่ได้ขุดพบในปี พ.ศ. 2493 ซึ่ง นายเพ็ชร พงษ์มณี อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 (บ้านสะบู) ในสมัยนั้น พร้อมทั้งชาวบ้านได้แผ้วถางบริเวณรอบ ๆ […]

1 41 42 43