53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 20 : นครเชียงใหม่ นครสร้างสรรค์

“…เชียงใหม่วัฒนธรรมเราเยอะมาก จะเอาอะไรบ้าง คำพูดคำจามีแล้ว ภาษาเขียนก็มี ภาษาพูดก็มี เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็มี อาหาร เรามีวัฒนธรรมเยอะมาก ที่จะให้เอาหยิบไปใช้…” – ธิตินัดดา จินาจันทร์ – เสน่ห์เมืองเก่า…นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ดินแดนมหัศจรรย์ อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนที่ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมาย หลากหลายตำนานที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่สมัยอดีตกาล จนมาถึงยุคปัจจุบัน การเล่าต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นดินแดนที่มีความมหัศจรรย์มากมายให้ทุกคนได้ตามรอย ความเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถาน ศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรมที่สะท้อนซึ่งภูมิปัญญาของชาวล้านนา สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต และในวันนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เชียงใหม่ได้วางตัวให้เป็นนครสร้างสรรค์ ไม่ใช่เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ไม่เคยหยุดนิ่งตามกาลเวลาที่แปรผันไป นำความมหัศจรรย์ของสิ่งเก่า ๆ มาสานต่อ ให้มรดกแสนล้ำค่านี้ ยังคงเปล่งประกายแม้จะผ่านไปนานเท่าใด เปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือน ให้มาเรียนรู้ และสัมผัสไปกับประวัติศาสตร์ ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวล้านนาทุกคน โดยชุดสารคดีร้อยเรื่องเมืองล้านนา ภาค 2 ฮอยเก่า เล่าขาน ตำนานเวียงพิงค์ ได้รวบรวมเสน่ห์แห่งเมืองเชียงใหม่ เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต และเติบโตไปตามเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มาถ่ายทอด เผยแพร่ และส่งเสริมในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เชิญชวนผู้คนมาสัมผัสกลิ่นอายเมืองเก่า เรียนรู้ถึงหลักความศรัทธา […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 18 : มรดกแห่งการเดินทาง : เรื่องเล่าผ่านสามล้อถีบ

“…ทอง 1 บาท ได้สามล้อ 1 คัน แต่ 1 บาท มันมีค่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับสามล้อ 1 คัน มันมีค่าสูงมาก ซึ่งในภายภาคหน้าไปแล้ว มันจะหาดูไม่ได้ …” – คุณ รัชกฤช ใช้ไม่หมด – ภายใต้จังหวะชีวิตที่เร่งรีบของโลกยุคใหม่ นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ได้เข้ามาสร้างความสะดวกสบาย เพิ่มความว่องไวให้กับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน แต่ท่ามกลางจังหวะเร่งรีบเหล่านั้น ยังมียานพาหนะชนิดหนึ่ง ที่ยังคงหมุนล้อไปอย่างเชื่องช้า นำพาผู้คนซึมซับความสวยงามของเมืองเก่าในทุกซอกทุกมุม นั่นก็คือ “สามล้อถีบ” สามล้อถีบ คือ เอกลักษณ์คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนานกว่าหลายสิบปี เป็นดั่งมรดกแห่งการเดินทาง ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวล้านนา และคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ยานพาหนะที่นำพาผู้คนเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยอดีต จวบจนปัจจุบัน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน บทบาทย่อมเปลี่ยนตาม จากที่เป็นยาพาหนะในชีวิตประจำวัน กลายมาเป็นยานพาหนะนำเที่ยว ที่ทุกวันนี้เหลือคนปั่นเพียงหลักสิบคน แทบจะไม่มีคนรุ่นใหม่สืบทอดต่ออาชีพนี้ ยิ่งจำนวนคนปั่นลดลงมากเท่าใด ยิ่งเป็นสัญญาณให้เห็นว่า สามล้อถีบ ภูมิปัญญาด้านการเดินทางนี้ อีกไม่นานคงจะกลายเป็นตำนานที่อยู่เพียงในสมุดบันทึก “…คนที่มาเช่าสามล้อ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 16 : วิถีล้านนา อาหารพื้นเมือง : อาหารภาคเหนือ

“…อาหารล้านนาจริง ๆ แล้ว ไม่สามารถบอกว่าเป็นของชนชาติใด ชนชาติหนึ่ง มันมีหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่ม ที่มาอยู่ในล้านนา รวมตัวกัน ประมวลผลออกมาเป็นอาหารล้านนา …” – คุณ นฤมล ชมดอก  – อาหารล้านนา เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมักจะใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น หรือจากธรรมชาติ มาปรุงแต่ง และรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่รสชาติ หรือหน้าตาของอาหาร แต่ยังแฝงไปด้วยคติความเชื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกิน และวิถีชีวิตของคนในภาคเหนือ จากผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ สู่สำรับกับข้าวบนขันโตก อาหารภาคเหนือเป็นเหมือนดั่งศิลปะแห่งการดำรงชีวิต ที่ได้หยิบยืมเอาทรัพยากรจากขุนเขา มาคลุกเคล้าร่วมกับภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ ก่อกำเนิดเป็นมนต์เสน่ห์แห่งรสชาติที่ไม่เหมือนใคร คติความเชื่อที่ซ่อนไว้ในแต่ละเมนู ได้เพิ่มความพิเศษให้กับความเป็นอาหารล้านนา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารมงคล อาทิ แกงขนุน ตำขนุน ที่มีความเชื่อว่า หนุน เปรียบดั่งคำว่า “เกื้อหนุน” เมื่อใครได้ทานเมนูนี้ จะมีโชคลาภ วาสนา มีความเจริญรุ่งเรือง มีคนค้ำจุนหนุนนำตลอดทั้งปี […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

นามสกุลพระราชทาน ของเชื้อสายเจ้าล้านนา

หลังจากที่พระเจ้ากาวิละ ราชบุตรของเจ้าฟ้าชายแก้ว ซึ่งเป็นหลานของพระยาสุลวะฤาชัยสงคราม ได้ร่วมกับทัพของพระเจ้าตากสินมหาราชขับไล่พม่าออกจากแผ่นดินล้านนาแล้ว จึงได้รับการสถาปนาแต่งตั้งเป็น พระยาวชิรปราการ และให้ย้ายจากเมืองลำปาง ไปเป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ตั้งเจ้าคำสม น้องชายคนที่ 2 ครองนครลำปาง พร้อมกับตั้งเจ้าธรรมลังกา น้องชายคนที่ 3 เป็นอุปราชเมืองเชียงใหม่ ตั้งเจ้าดวงทิพย์ น้องชายคนที่ 4 เป็นอุปราชเมืองลำปาง ตั้งเจ้าหมูหล้า น้องชายคนที่ 5 เป็นเจ้าราชวงศ์ลำปางและตั้งเจ้าคำฝั้น น้องชายคนที่ 6 เป็นเจ้าบุรีรัตน์เชียงใหม่ ต่อมาได้เป็นเจ้าผู้ครองนครลำพูน องค์ที่ 1 นับเป็นต้นสายสกุล ณ ลำพูน เมืองลำพูน มีเจ้าหลวงปกครองมาทั้งสิ้น 10 พระองค์ จนถึงสมัยเจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าหลวงองค์สุดท้าย ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสกุล “ณ ลำพูน” ให้เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2456 ณ พระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร พระบรมมหาราชวัง เจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เป็นราชบุตรของเจ้าอินทยงยศโชติ […]

ย้อนเวลาของอดีตกาล ชม “หอคำ” ที่ไร่แม่ฟ้าหลวง

“หอคำ” ตั้งอยู่ภายในไร่แม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ภายในหอคำถือได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านขนาดย่อม ๆ ก็ว่าได้ เพราะเมื่อเราเข้ามาที่นี่สามารถพบเห็นวัตถุสิ่งของเครื่องใช้ของคนล้านนา ที่ชั่วชีวิตนี้อาจไม่เคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน สิ่งของบางอย่างเก่าแก่และมีอายุมากกว่าผมหลายสิบปี อาทิ ขันใส่ดอกของคนล้านนาที่ทำจากไม้สักแกะสลักลวดลายสวยงาม, สัตตภัณฑ์และแท่นเชิงเทียนอายุกว่าร้อยปีศิลปะเชียงแสน, กลองหลวงของคนล้านนา รวมถึง “พระพร้าโต้” พระพุทธรูปไม้แกะสลักที่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2336 ฯลฯ เหล่านี้ล้วนจัดแสดงอยู่ภายในหอคำได้อย่างกลมกลืน ก่อนปี พ.ศ. 2515 สมเด็จย่าของชาวไทย ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฏรตามจังหวัดชายแดนในภาคเหนือ พระองค์ทรงพบเห็นความลำบาก แร้นแค้นของชาวไทยภูเขาเผ่าต่าง ๆ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จย่า จึงทรงโปรดเกล้าฯให้มีการสนับสนุนส่งเสริมให้ชาวเขาหันมาปลูกพืชเมืองหนาวทดแทนการปลูกฝิ่น และทรงได้จัดตั้งมูลนิธิส่งเสริมผลผลิตชาวเขาไทยขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2515 เพื่อให้การช่วยเหลือและรับซื้อผลผลิตและงานฝีมือศิลปหัตถกรรมของชาวเขา ซึ่งพระองค์ทรงเล็งเห็นว่างานศิลปหัตถกรรมของชาวเขาเผ่าต่าง ๆ นั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะ สมควรส่งเสริมและอนุรักษ์ไว้ให้เป็นอาชีพ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2528 จึงได้เปลี่ยนชื่อจากมูลนิธิส่งเสริมผลผลิตชาวเขาไทย มาเป็น มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง เพื่อให้ความช่วยเหลือครอบคลุมแก่ประชาชนในพื้นที่ราบด้วย ไร่แม่ฟ้าหลวง จึงเป็นศูนย์กลางการดำเนินงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และได้มีการจัดสร้างหอคำ ขึ้นเมื่อปี 2530 ในบริเวณไร่แม่ฟ้าหลวง เพื่อใช้เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านรวบรวมศิลปะวัตถุให้คนรุ่นหลังได้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าอาจารย์นคร พงษ์น้อย ผู้อำนวยการไร่แม่ฟ้าหลวง กล่าวถึง […]

“วันมาฆบูชา” พุทธศาสนิกชนหันหน้าเข้าวัดฟังธรรมรับศีล

มาฆบูชาจาตุรงคสันนิบาต วันแห่งความปาฏิหารย์ที่พระอรหันต์สาวกมาประชุมร่วมกันโดยมิได้นัดหมาย นัยยะแห่งอภินิหารย์เช่นนี้ เราชาวพุทธโดยทั่วไปต่างรับทราบและถือปฏิบัติกันมาเป็นความเชื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว ศาสนาทุกศาสนาสอนให้คนกระทำในความดี ละเว้นความชั่ว ดังนั้นไม่ว่าเชื้อชาติศาสนาใด ก็ต่างมีหลักคำสอนในทางเดียวกัน ไม่เฉพาะเพียงศาสนาพุทธเท่านั้น วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเดือน 3 ถือได้ว่าเป็นวันสำคัญทางศาสนาของชาวพุทธอีกวันหนึ่งก็คือเป็น วันมาฆบูชา พุทธศานิกชนทั่วไปที่นับถือศาสนาพุทธ จะมีวันสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับความเชื่ออยู่หลายวันด้วยกัน เช่น วันมาฆบูชา วันอาสาฬบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา เป็นต้น วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นวันมาฆบูชาพุทธศาสนิกชนทั่วไปพร้อมใจกันออกมาทำบุญตักบาตรและรับศีลขอพรจากพระสงฆ์ หัววัดต่าง ๆ ก็ได้มีการจัดกิจกรรมมากมาย เช่น มีการทำบุญตักบาตรและการแสดงพระธรรมเทศนา ในส่วนของโรงเรียนก็ได้จัดให้มีกิจกรรมทางพุทธศาสนาด้วยเหมือนกัน เช่น จัดงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนามีการตอบปัญหาธรรม มีการจัดงานส่งเสริมเชิงจริยธรรม เป็นต้น ชาวพุทธโดยทั่วไปทราบกันดีว่า วันมาฆบูชา มีความสำคัญทางพุทธศาสนาอยู่ 4 ประการ คือ 1. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาสปาฏิโมกข์ แก่พระอรหันต์สาวก จำนวน 1,250 องค์ ที่วัดเวฬุวันมหาวิหาร เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ […]

สร้าง “พุทธธรรมเจดีย์ศรีหริภุญชัย” ที่สวนพุทธธรรมลำพูน

สวนพุทธธรรมลำพูน เป็นชื่อของสถานศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับหลักธรรมในพระไตรปิฏกของพุทธศาสนิกชน ซึ่งเริ่มต้นมาจากกลุ่มคนที่มีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเพียงไม่กี่คน เมื่อราว 10 กว่าปีที่แล้ว ในครั้งนั้นใช้ชื่อว่า “ชมรมศึกษากฏแห่งกรรม” ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ชมรมศึกษาพุทธธรรมลำพูน” ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “มูลนิธิสวนพุทธธรรม” โดยการผลักดันของประธานชมรมในขณะนั้น คือ นายอรรถวุฒิ สัยเจริญ และนายอดิศักดิ์ จันทะราชา ประธานมูลนิธิสวนพุทธธรรมในปัจจุบัน มูลนิธิสวนพุทธธรรม ถือเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าหลักธรรมคำสอนในพระไตรปิฏก นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่ค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกฏแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับหลักธรรมโดยไม่ยึดติดกับบุคคลใดหรือคณะใด ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่ส่งเสริมให้สมาชิก ได้ทำหน้าที่อุบาสก อุบาสิกา สัตบุรุษในทางพุทธศาสนาให้สมบูรณ์ ฝึกสมาธิรักษาศีลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนั้นโครงการ และกิจกรรมพื้นฐานของมูลนิธิสวนพุทธธรรม จะเน้นในเรื่องการให้ทาน คือ การเสียสละ ทั้งกาย วาจา เวลา และปัจจัยในการร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อพุทธศาสนาและสังคม โดยอาศัยความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน กิจกรรมพื้นฐานที่ทางชมรมพุทธธรรมได้ปฏิบัติร่วมกันมาโดยตลอดก็คือ การทำบุญและออกเยี่ยมเยือนพระสงฆ์เถระในทิศทั้ง 4 กิจกรรมทำความสะอาดบริเวณวัดพระธาตุหริภุญชัย ทุกหลังวันสำคัญทางศาสนา กิจกรรมถวายเทียนพรรษา พร้อมแสงสว่างและจุดประทีปเป็นพุทธบูชารอบบริเวณองค์พระธาตุหริภุญชัยในวันสลากภัต จำนวน 5,000 ดวงขึ้นไป นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมที่ทำตามโอกาสได้แก่ การปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะและตามวัดต่าง ๆ […]

เรียนรู้ประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ใน “หอศิลปวัฒนธรรมสามกษัตริย์”

ใครที่มีโอกาสเข้าไปชมหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ บริเวณศาลากลางหลังเก่า คงต้องเกิดอาการตื่นเต้นไม่น้อย เพราะภาพที่เห็นเบื้องหน้านั้น นับเป็นมิติใหม่ของการจัดแสดงนิทรรศการที่ใช้งบประมาณลงทุนกว่าหลายล้านบาท และหากใครที่ยังไม่เคยเข้าไปสัมผัสสิ่งที่ว่านี้ ก็คงนึกเสียดายไม่น้อย หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาแห่งอดีตอันรุ่งโรจน์ของอาณาจักรล้านนา หัวเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการค้า การปกครองของภูมิภาคตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน เพียงแห่งเดียวที่นำเสนอความเป็นมาของอดีตเมืองเชียงใหม่ได้อย่างครบถ้วน และอาจเรียกได้อีกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไฮเทคที่สุดในบรรดาพิพิธภัณฑ์ทั้งหลายที่มีอยู่ในประเทศ ตัวอาคารของหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งดัดแปลงจากอาคารศาลากลางหลังเดิมให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของเชียงใหม่ ทุกยุคสมัยตั้งแต่เริ่มต้นการเลือกชัยภูมิสร้างเมืองของพญามังรายจ นถึงยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยอาคารศาลากลางเชียงใหม่หลังเก่านี้ เป็นอาคารที่มีความงดงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2468 ครั้งนี้เคยเป็นศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพ และเป็นศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ของอาคารหลังนี้คงไม่ต้องพูดถึง ความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ของอาคารพิพิธภัณฑ์หลังนี้ ประการหนึ่งนอกจากจะเป็นศูนย์กลางของการบริหารนครแล้ว บริเวณที่ตั้งของอาคารยังตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกกันว่า “กลางเวียง” ในปัจจุบันหรือ “สะดือเมือง” ในอดีต ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมืองมาก่อนที่จะย้ายเสาไปไว้ที่วัดเจดีย์หลวง นอกจากนั้นที่บริเวณนี้ในอดีตยังเป็นที่ตั้งของหอคำและที่ทำการค้าสนามหลวง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรล้านนา หลังจากที่หน่วยงานราชการต่าง ๆ ได้ย้ายไปอยู่อาคารศาลากลางหลังใหม่ บริเวณถนนโชตนาทางไปอำเภอริม เมื่อปี พ.ศ. 2539 แล้ว ทางเทศบาลนครเชียงใหม่ร่วมกับองค์กรภาคเอกชน ได้ทำการปรับปรุงจัดตั้งเป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์และเป็นแหล่งข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมประเพณีของเมืองเชียงใหม่ นอกจากนั้นเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในเขตเมืองเก่าที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวชมได้ การดำเนินการปรับปรุงอาคารหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ได้ดำเนินงานปรับปรุงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 โดยได้รับการสนับสนุนจากทางจังหวัดเชียงใหม่ […]

“ดอยสะเก็ด” ชุมชนไทลื้อ สิบสองปันนา

แต่เดิมอำเภอดอยสะเก็ดมีกลุ่มชนต่าง ๆ เข้ามาอาศัยอยู่ ซึ่งมีทั้งชนชาวลัวะ ชาวไทลื้อ ไทเขิน เงี้ยวหรือไทใหญ่ และชาวยวน หรือไทโยนก กลุ่มชนเหล่านี้ได้เข้ามาอยู่ปะปนกับพวกลัวะที่อาศัยในดินแดนแห่งนี้มาก่อน พวกลัวะมีความเจริญทางวัฒนธรรม และอารยธรรมพอสมควร ซึ่งในตำนานเก่า ๆ ของล้านนาจะเรียกชาวลัวะว่า “มิลังขะ” หมายถึง ผู้ไม่เจริญ และในที่สุดคนเผ่าไทก็สามารถขับไล่พวกลัวะให้ออกไปจากเมืองและได้ยึดครองดินแดนแห่งนี้ เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นในปี พ.ศ.1839 จนเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด กระทั่งถึงปี พ.ศ. 2121 พม่าได้เข้ามายึด ปกครองเมืองเชียงใหม่ จนเชียงใหม่กลายเป็นเมืองร้าง จนปี พ.ศ. 2347 พระเจ้ากาวิละได้กอบกู้เมืองเชียงใหม่โดยการกวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองเล็กเมืองน้อยต่าง ๆ อพยพผู้คนเข้ามาอยู่ในเมืองเพื่อความอุ่นหนาฝาคั่ง และช่วยกันบูรณะบ้านเมือง โดยจัดส่งผู้คนให้อยู่ตามนอกกำแพงเมืองและในกำแพงเมือง คนที่อยู่นอกเมืองเมื่อมีโอกาสพบกับคนบ้านเดียวกัน หรือคนที่รู้จักกันมาก่อนก็อาศัยอยู่ตามชาติพันธุ์เดียวกัน บ้างก็สร้างชุมชนของตนเองโดยอาศัยชื่อเมืองที่อยู่เดิม เช่น ชุมชนเมืองวะ ชุมชนเมืองสาด และชุมชนเมืองมาง เป็นต้น ปี พ.ศ. 2357 เจ้าอุปราชธรรมลังกา ได้นำคนขึ้นไปอพยพเจ้าสุริยวงศ์เจ้าเมืองวะ เข้ามาอยู่ในดินแดนเชียงใหม่ และนำเฝ้าราชการที่กรุงเทพฯ ซึ่งจากประวัติของวัดสารคามรังสรรค์ เจ้าสุริยวงศ์ได้บูรณะวัด ให้ชื่อว่า “วัดเมืองวะ […]

ไปดูดอกเสี้ยวบาน บน “ดอยกาดผี”

ดอยกาดผี นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย มีลักษณะเป็น ชะง่อนผา ที่ระดับความสูงประมาณ 1,500 ม. อยู่บนเทือกเขาดอยช้าง ในหน้าหนาวอากาศเย็น จัดมองเห็นสายหมอก ก่อตัวที่หุบเบื้องล่าง มีทิวทัศน์สวยงามมาก ไม่แพ้จุดชมทะเลหมอกที่ภูชี้ฟ้า และได้ชื่อว่าเป็นแหล่งชมทะเลหมอกใหม่ล่าสุดสวยที่สุด และมหัศจรรย์ที่สุดของจังหวัดเชียงราย ที่ซ่อนความงามอยู่ในเทือกเขาดอยวาวี เพราะมีมุมมองที่สวยที่สุดอยู่ ทางทิศตะวันออก เป็นมุมพานอรามา สามารถมองได้รอบตัวถึง 360 องศา มองเห็นเทือกเขา สลับซับซ้อนสวยงาม ดอยกาดผี มีชื่อเรียกเต็ม ๆ ว่า วนอุทยานดอยกาดผี ตั้งอยู่ ในเขตป่า สงวนแห่งชาติ ป่าแม่ลาวฝั่งซ้ายและแม่กกฝั่งขวา มีเนื้อที่ประมาณ 6,250 ไร่ เป็นแหล่งที่มี ทิวทัศน์สวยงามระดับอินเตอร์ ที่ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิจารณาเห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะโดดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงาม เพื่อเป็นการสงวนคุ้มครอง พื้นที่ให้คงอยู่ตลอดไป เพื่อประโยชน์เป็นแหล่งศึกษาวิจัยค้นคว้า และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน รวมทั้งเพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมตลอดจนความหลากลายทางชีวภาพ สำหรับเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและอยู่อาศัยของสัตว์ป่า แหล่งอาหาร แหล่งนันทนาการ และการท่องเที่ยวทางธรรมชาติของประชาชน จึงได้ประกาศจัดตั้ง […]

ภาพโบราณหาดูยาก “หอหละกังสะดาน” วัดพระธาตุหริภุญชัยลำพูน

วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2478 ถือเป็นศาสนาสถานสำคัญคู่เมืองลำพูนและดินแดนล้านนาแล้ว พระธาตุหริภุญชัยยังนับว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของล้านนา นอกจากนั้นในบริเวณวัดยังปรากฏโบราณสถาน ซึ่งมีความสำคัญนั่นก็คือ “หอระฆัง” หรือ “หอหละกังสะดาน” ประดิษฐานฆ้องใบใหญ่ ซึ่งหล่อที่วัดพระสิงห์เชียงใหม่ เมื่อปีวอก โทศกจุลศักราช 1222 ตรงกับ พ.ศ. 2403 มีตัวอักษรไทยเหนือแบบฝักขามจารึกข้อความบนหละกังสะดานนี้ว่า “สร้างหละกังสะดานหน่วยนี้ แต่เมื่อศักราชได้ 1222 ตัว ปีกดสัน เดือน 9 ออก 3 ค่ำวันอังคาร หล่อกันจะนะมหาเถรเจ้า วัดป่าเมิงแพร่ เป็นเค้าแก่สัทธาภายใน เจ้าหลวงเมิงเจียงใหม่เป็นเค้าแก่สัทธาภายนอก พร้อมสร้างหล่อในวัดพระสิงห์ เวียงเจียงใหม่มาไว้เป็นเครื่องปูจาทานกับพระธาตุเจ้า อันตั้งไว้ในเมิงหริภุญชัยที่นี่ 5,000 พระวัสสาแล” หอหละกังสะดานในอดีตจะมีเสาไม้เตี้ย ๆ สองต้นแล้วมีไม้ท่อนหนึ่งวางพาดอยู่ ไม้ท่อนนี้คือไม้ที่สำหรับใช้ตีฆ้อง ปัจจุบันทางวัดได้สร้างเป็นมณฑปขึ้นอย่างสวยงามสำหรับเก็บรักษาฆ้องให้อยู่ในสภาพดี พระเทพมหาเจติยาจารย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำพูน เคยเล่าว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2479 สมัยที่ยังเป็นเด็กวัดอยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย ยังทันได้เห็นหอหละกังสะดานหลังเก่า ซึ่งสมัยก่อนจะมีเพียงแค่เสา […]

พระธาตุเจ้าดอยเกิ้ง และนิราศดอยเกิ้งแก้ว มหัศจรรย์แห่งดอยศักดิ์สิทธิ์

สุภสารร้อยแรกเรื่อง รังถวาย ริร่ำฉลมฉลักฉลาย เลิศหล้า บางพลัดนิรมย์ฉลาย ดงเนต นุชเอย ยามม่อนเมือน้อมหน้า ธาตุเจ้าจอมคีรีฯ ปางปีสักราชเบื้อง พันปลาย คอมเปี่ยงเจ็ดสิบหมาย เหมียดได้ คลองทนระร่ำคร่าวถวาย เถิงธาตุ พระเอย นามชื่อดอยเกิ้งแก้ว เกสพระชินมาน นี่เป็นบางส่วนของโครงนิราศดอยเกิ้ง ที่ปริวรรตโดย หนานปวงคำ ตุ้ยเขียว ซึ่งเป็นผู้ชำนาญในด้านภาษาล้านนาไทยและเป็นหนึ่งในคณะกรรมพจนานุกรมแม่ฟ้าหลวง โคลงนิราศดอยเกิ้ง ต้นฉบับเรียก “กั่นโลงดอยเกิ้งแก้ว” เกิดขึ้นบนแผ่นดินล้านนาไทยสันนิษฐานว่าผู้แต่งคงจะเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งมีความรู้มากแตกฉานในการแต่งกาพย์ โคลง กลอนและอักษรศาสตร์ ภาษาบาลี ภาษาท้องถิ่นเป็นเลิศ บทความของศาสตราจารย์ ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเขียนในหนังสือล้านนาไทยอนุสรณ์พระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์เชียงใหม่ 2526-2527 ระบุว่า “โคลงนิราศดอยเกิ้ง โคลงสี่สุภาพจำนวน 96 บท (ในต้นฉบับใบลาน อักษรขอมเมืองมีมากกว่า 97 บท) โคลงนิราศดอยเกิ้งนี้เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2251 (ปีชวด สัมฤทธิ์ศฺก) โดยผู้เขียนคงจะเป็นพระภิกษุที่อยู่วัดสบแค่ ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง เดินทางไปนมัสการพระธาตุดอยเกิ้งซึ่งอยู่ที่อำเภอฮอด […]

700 ปี วัดป่าสัก เมืองเชียงแสน

วัดป่าสัก ถือได้ว่าเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของอาณาจักรล้านนา วัดนี้มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในตำนานว่า พระเจ้าแสนภู กษัตริย์องค์ที่ 3 พระโอรสในพระเจ้าชัยสงคราม แห่งราชวงศ์มังราย เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เป็นผู้สร้างขึ้นภายหลังจากที่พระองค์ได้มาสร้างเมืองเชียงแสนเมื่อราวปี พ.ศ. 1883 เมื่อเชียงแสนก่อนที่พระเจ้าแสนภู จะทรงได้มาสร้างเมืองนั้น มีเรื่องราวบันทึกอยู่ในพงศาวดารโยนกว่า อันเมืองเชียงแสนนี้แต่กาลก่อนเป็นที่ตั้งของแคว้นโยนกนาคบุรีหรือโยนกนาคพันธุ์ ครั้นอยู่ต่อมาไม่นานแคว้นโยนกนาคบุรีก็ถึงกาลล่มสลาย พระเจ้าลาวจักราชก็ได้มาสถาปนาเมืองขึ้นใหม่ในบริเวณทางทิศตะวันออกริมฝั่งแม่น้ำโขงนามว่า “หิรัญนครเงินยาง” นอกจากนั้นพงศาวดารยังได้กล่าวถึง เมืองหรัญนครเงินยางอีกว่า ในแผ่นดินของสมเด็จอมรินทราธิราช ทรงมีเทวโองการให้ลาวจกเทวบุตรได้พาบริวารหนึ่งพันมาจุติยังเทวโลก ถือเอาจองเขาเกตุบรรพต (ดอยตุง) ลงมาสถิตเหนือแท่นเงินใต้ร่มไม้ทันหมาก (พุทรา) ใกล้ฝั่งแม่น้ำละว้านัทรี (แม่น้ำสาย) สร้างพระนคร ณ ที่นั้น ให้ชื่อว่า “หิรัญนครเงินยาง” จากที่กล่าวมาแล้วนั้น อาณาจักรล้านนาในยุครุ่งเรือง หิรัญนครเงินยางนับเป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักร ซึ่งสังเกตุได้จากซากของโบราณสถานในบริเวณอำเภอเชียงแสนทุกวันนี้แสดงให้เห็นถึงร่องรอยศิลปวัฒนธรรมแต่ครั้งอดีตอันรุ่งโรจน์ได้ชัดเจน โดยเฉพาะที่วัดป่าสัก ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง ที่เชื่อว่าพระเจ้าแสนภูเป็นผู้สร้างขึ้นนั้น พระเจดีย์ทรงปราสาทแบบล้านนา 5 ยอด ยังคงอยู่ในสภาพที่นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ต่างเห็นค่อนข้างตรงกันว่า มีสภาพที่สมบูรณ์และสวยงาม จนไม่มีสถาปัตยกรรมที่ไหนในแผ่นดินล้านนาจะงดงาม เท่าเจดีย์ทรงปราสาทวัดป่าสักแห่งนี้ นับเป็นวัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่งของเจดีย์ในล้านนา ก็คือ เป็นเจดีย์ประธานที่สร้างอยู่ด้านหลังของพระวิหาร ลักษณะของเจดีย์ดังกล่าวที่วัดป่าสักนี้ ที่ชั้นฐานล่างจะมีซุ้มโดยรอบ แต่ละซุ้มนั้นจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนสลับกับซุ้มเทวดา พระพุทธรูปที่ประดิษฐานในซุ้มนั้นมีอยู่ 2 […]

ภาพเก่าหาดูยากเมื่อ 100 ปี พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง

ประเทศเมียนม่าร์ ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเจดีย์ทองคำ และวัดวาอารามที่งดงามน่าพิศวงเหนือคำบรรยาย ด้วยศรัทธาที่ชาวเมียนม่าร์มีต่อพุทธศาสนา และความเรียบง่ายในการดำรงชีวิต ทำให้เมียนม่าร์ยังคงเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมอันเก่าแก่เอาไว้ได้ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในเมียนม่าร์ 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และทั่วโลกนิยมเดินทางมาก็คือ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda) ชื่อ “ชเว” หมายถึง ทอง “ดากอง” หรือ “ตะเกิง” เป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง (เมืองตะเกิง) “ชเวดากอง” จึงหมายถึง เจดีย์ทองคำแห่งเมืองดากอง เจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ (Singuttara Hill) ตามตำนานเล่าว่า สร้างขึ้นในปีเดียวกับที่กำเนิดพระพุทธศาสนา ทว่านักโบราณคดีกลับเชื่อว่า เจดีย์แห่งนี้นั้นสร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ. 6 – 10 โดยชาวมอญ ตำนานการสร้างพระมหาเจดีย์ชเวดากอง กล่าวว่า เริ่มสร้างในสมัยอาณาจักรพุกามเรืองอำนาจ เกิดจากพ่อค้าสองคนนามกว่า ตปุสสะ (Tapussa) และ ภัลลิกะ (Bhallika) ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าภายหลังตรัสรู้ได้ 45 วัน และได้รับประทานพระเกศามา 8 เส้น […]

ห้องเรียนธรรมชาติ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้” เชียงใหม่

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากจะเป็นศูนย์พัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วยังถือเป็นต้นแบบของความสำเร็จในด้านการพัฒนาเกษตรกรรมและการอาชีพของเกษตรกรเพื่อใช้ในการปรับปรุงดำเนินงานของตนเอง ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ยังมีกิจกรรม ด้านการพัฒนาที่เกี่ยวกับการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัยทั้งในด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านธรณีวิทยา อุทกวิทยารวมถึงด้านการบริหารจัดการ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์กลางในด้านการศึกษาทดลองและพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรอย่างแท้จริง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถือเป็น “ขุมทรัพย์ทางปัญญา” ที่รวบรวมสรรพวิชาการในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีพและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชนและชุมชนทั้งในเรื่องเทคนิควิชาการสมัยใหม่ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ฟื้นฟู นำภูมิปัญญาดั่งเดิมของชุมชนมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ จากลักษณะของภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีป่าไม้หนาทึบฝนตกชุกตลอด ประกอบกับอากาศชุ่มชื้นเย็นสบายทำให้บริเวณแห่งนี้กลายเป็นแหล่งน้ำที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือและของประเทศ กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ได้ทำหน้าที่ของการเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตภายใต้ปรัชญา “ต้นทางคือป่าไม้ ปลายทางคือประมง” ต้นทางคือป่าไม้ทรัพยากร แหล่งต้นน้ำลำธารและวิถีชีวิตระบบพึ่งพาธรรมชาติ โดยได้ศึกษาพัฒนาป่าไม้ 3 วิธีเพื่อประโยชน์ 4 อย่าง ระหว่างทางจากต้นทางสู่ปลายทาง คือ ความหลากหลายของกิจกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรรมและวิถีชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง ส่วนปลายทางคือประมง ทรัพยากรแหล่งน้ำและวิถีชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับการพึ่งพาทรัพยากรแหล่งน้ำ ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและการดำรงอยู่ของธรรมชาตินี่เอง ทำให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้กลายเป็นห้องเรียนทางธรรมชาติที่มีชีวิต ตำราที่มีลมหายใจ ปัจจุบันแม้ว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้จะกลายเป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญทางด้านเกษตรกรรม แต่ก็มีการพัฒนาทางด้านแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศควบคู่กันไปด้วย สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตเมื่อเข้ามาที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ก็คือการสื่อความหมายในด้านการประชาสัมพันธ์ทั้งป้ายบอกเส้นทางและป้ายแสดงต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจนนัก แม้ว่าจะมีความพยายามแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นแล้วก็ตาม ดร.อรทัย มิ่งธิพล […]

1 … 39 40 41 42 43