53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 11 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนพื้นเมือง : กาดหลวง

“…ดูในป้ายที่ขึ้นกลางตลาด Chiang Mai Living Heritage เราคือตำนานที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็จะยังมีต่อไปด้วย…” – คุณ เจษฎา มีผล – ตลาด หรือที่คนล้านนาเรียกกันว่า กาด ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ สำหรับแลกเปลี่ยน หรือซื้อขายสินค้าเพียงเท่านั้น แต่คือสัญลักษณ์สำคัญในทางวัฒนธรรมที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตดั้งเดิม และจิตวิญญาณของผู้คนในพื้นที่นั้น “กาดหลวง” ก็เช่นเดียวกัน เป็นย่านการค้าเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่มานานกว่า 100 ปี  กาดหลวง เป็นย่านการค้า ที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของเชียงใหม่ จุดเริ่มต้นของความเจริญทางการค้าขาย การเข้ามาของคนต่างถิ่น และยังสะท้อนไปถึงวัฒนธรรมล้านนา ผ่านสินค้าพื้นเมือง การแต่งกาย อาหารการกิน และวิถีชีวิต ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน ที่ยังคงแผ่กลิ่นอายความเป็นเมืองเก่า ไม่จางหาย แม้กาลเวลาจะแปรผันไปนานนับร้อยปี ย้อนรอยอารยธรรม…กาดหลวง กาดตำนานคู่เมืองเชียงใหม่ กาดหลวง หรือที่เรียกกันอีกชื่อว่า ตลาดวโรรส ก่อตั้งขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 จากจุดเริ่มต้น ที่มีการค้าขายริมแม่น้ำปิง แม่น้ำสายสำคัญของเชียงใหม่ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เชียงใหม่มีการค้าทางเรือระหว่างเชียงใหม่ กรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก มีเรือสินค้าเข้ามาจอดรับ-ส่งสินค้าอย่างไม่ขาดสาย มีการเติบโตที่มากขึ้น ได้นำพาความเจริญ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 10 : พระพุทธศาสนา และความเชื่อ : พระธาตุประจำปีเกิด

“…พระธาตุประจำปีเกิด มีความเป็นมาอย่างไร ทุกวันนี้ไม่ค่อยมีใครรู้ …” – ศาตราจารย์เกียรติคุณ สุรพล ดำริห์กุล – ดินแดนแห่งศรัทธา…ความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่มีคติความเชื่อมากมาย ซึ่งหลักความเชื่อต่าง ๆ นั้น มักจะสอดคล้องกับวิถีชีวิต และลักษณะของบ้านเมือง ในส่วนของภาคเหนือเอง ภูมิศาสตร์จะเป็นหุบเขา มีดอย มีภูเขาจำนวนมาก ซึ่งสิ่งนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ธรรมชาติ หรือเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย แต่ชาวล้านนาได้ยกเหล่าดอยต่าง ๆ ให้เป็นดอยศักดิ์สิทธิ์ เป็นหลักบ้านหลักเมือง คอยปกป้องชุมชนที่อยู่บริเวณที่ราบลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นดอยสุเทพ ดอยคำ ดอยหลวงเชียงดาว ดอยตุง ดอยเหล่านี้ล้วนเป็นศูนย์รวมจิตวิญญาณ และความศรัทธาของชาวล้านนา  ในเวลาต่อมา ที่ดินแดนแห่งนี้ได้เปิดรับพระพุทธศาสนาเข้ามา เกิดการหลอมรวมระหว่างความเชื่อเรื่องของการไหว้ผี ผีปู่ย่า การเคารพบรรพบุรุษ เข้ากับหลักพระพุทธศาสนา เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว ยิ่งในยุคที่พระเจ้ากาวิละขึ้นครองเชียงใหม่ พระพุทธศาสนาได้รับการฟื้นฟูให้รุ่งเรือง ทำให้เกิดการนับถือพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น และเป็นหลักยึดมั่นที่อยู่คู่กับชาวล้านนามาอย่างยาวนาน “…ภูเขาสูง ดอยสุเทพ เป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ มาบวกกันในบริเวณดอยสุเทพ บวกกันแล้ว เราก็ไหว้ผีบรรพบุรุษ และไหว้พระบรมสารีริกธาตุเข้าร่วมกัน […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 9 : สีสันผ้าล้านนา

“…ผมว่าเครื่องแต่งกายล้านนาเรา โดดเด่นที่สุด และเป็น Soft Power ของเรามานานแล้ว …”   – คุณ วสิน อุ่นจะนำ- ภูมิปัญญาล้ำค่าที่สะท้อนผ่าน…เครื่องแต่งกายล้านนา ดินแดนล้านนา อาณาจักรแห่งขุนเขา ที่ได้โอบล้อมกลุ่มชาติพันธุ์ที่หลากหลายเอาไว้อย่างกลมกลืน การตั้งถิ่นฐานที่กระจายตัวอยู่ตามหุบเขาต่าง ๆ ได้บ่มเพาะให้แต่ละชุมชนนั้นสร้างสรรค์อัตลักษณ์เฉพาะตัวออกมา แต่ละชุมชนก็จะมีความโดดเด่นที่แตกต่างกันไปอย่างอิสระ หนึ่งในสิ่งที่เห็นได้ชัด คือการสะท้อนอัตลักษณ์ผ่านสีสัน และลวดลายของผืนผ้าทอ เครื่องแต่งกาย เครื่องนุ่งห่ม ในแง่ของผ้าทอในแต่ละท้องถิ่น อาจมีลวดลายที่แตกต่างกัน แต่ในแง่่การใช้งานจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่ในส่วนของรูปแบบ และประเพณีนิยม อย่างของล้านนา ผู้หญิงมักนิยมเกล้ามวยสูง ประมาณกลางศีรษะ อาจจะมีการปักปิ่น หรือเสียบดอกไม้ประดับ ในส่วนของการแต่งกาย ในอดีตการเปลือยอก ถือเป็นเรื่องปกติ หรืออาจจะมีผ้าพันรอบอก ปล่อยชายผ้าไว้ด้านหน้า หรือ ทิ้งชายผ้าไปด้านหลัง ห่มเฉียงแบบสไบเรียกว่าสะหว้ายแหล้ง ส่วนล่างจะมีการนุ่งผ้าซิ่นลายขวาง ยาวถึงเท้า ซึ่งอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของล้านนา คุณวสิน อุ่นจะนำ ได้บอกถึงอัตลักษณ์นี้ว่า ผ้าล้านนา เป็นผ้าที่ต้องปะติดปะต่อเป็นชิ้น เป็นผ้าที่มีหัวซิ่น ตัวซิ่น ตีนซิ่น นำผ้าหลายส่วนมาต่อกัน เนื่องจากข้อจำกัดทางเทคนิค และเครื่องมือ […]

สร้าง “พุทธธรรมเจดีย์ศรีหริภุญชัย” ที่สวนพุทธธรรมลำพูน

สวนพุทธธรรมลำพูน เป็นชื่อของสถานศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับหลักธรรมในพระไตรปิฏกของพุทธศาสนิกชน ซึ่งเริ่มต้นมาจากกลุ่มคนที่มีศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาเพียงไม่กี่คน เมื่อราว 10 กว่าปีที่แล้ว ในครั้งนั้นใช้ชื่อว่า “ชมรมศึกษากฏแห่งกรรม” ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ชมรมศึกษาพุทธธรรมลำพูน” ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น “มูลนิธิสวนพุทธธรรม” โดยการผลักดันของประธานชมรมในขณะนั้น คือ นายอรรถวุฒิ สัยเจริญ และนายอดิศักดิ์ จันทะราชา ประธานมูลนิธิสวนพุทธธรรมในปัจจุบัน มูลนิธิสวนพุทธธรรม ถือเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าหลักธรรมคำสอนในพระไตรปิฏก นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่ค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับกฏแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับหลักธรรมโดยไม่ยึดติดกับบุคคลใดหรือคณะใด ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่ส่งเสริมให้สมาชิก ได้ทำหน้าที่อุบาสก อุบาสิกา สัตบุรุษในทางพุทธศาสนาให้สมบูรณ์ ฝึกสมาธิรักษาศีลเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนั้นโครงการ และกิจกรรมพื้นฐานของมูลนิธิสวนพุทธธรรม จะเน้นในเรื่องการให้ทาน คือ การเสียสละ ทั้งกาย วาจา เวลา และปัจจัยในการร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อพุทธศาสนาและสังคม โดยอาศัยความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกัน กิจกรรมพื้นฐานที่ทางชมรมพุทธธรรมได้ปฏิบัติร่วมกันมาโดยตลอดก็คือ การทำบุญและออกเยี่ยมเยือนพระสงฆ์เถระในทิศทั้ง 4 กิจกรรมทำความสะอาดบริเวณวัดพระธาตุหริภุญชัย ทุกหลังวันสำคัญทางศาสนา กิจกรรมถวายเทียนพรรษา พร้อมแสงสว่างและจุดประทีปเป็นพุทธบูชารอบบริเวณองค์พระธาตุหริภุญชัยในวันสลากภัต จำนวน 5,000 ดวงขึ้นไป นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมที่ทำตามโอกาสได้แก่ การปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะและตามวัดต่าง ๆ […]

เรียนรู้ประวัติศาสตร์เชียงใหม่ ใน “หอศิลปวัฒนธรรมสามกษัตริย์”

ใครที่มีโอกาสเข้าไปชมหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ บริเวณศาลากลางหลังเก่า คงต้องเกิดอาการตื่นเต้นไม่น้อย เพราะภาพที่เห็นเบื้องหน้านั้น นับเป็นมิติใหม่ของการจัดแสดงนิทรรศการที่ใช้งบประมาณลงทุนกว่าหลายล้านบาท และหากใครที่ยังไม่เคยเข้าไปสัมผัสสิ่งที่ว่านี้ ก็คงนึกเสียดายไม่น้อย หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาแห่งอดีตอันรุ่งโรจน์ของอาณาจักรล้านนา หัวเมืองที่ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางการค้า การปกครองของภูมิภาคตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ดังกล่าวนี้ อาจเรียกได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน เพียงแห่งเดียวที่นำเสนอความเป็นมาของอดีตเมืองเชียงใหม่ได้อย่างครบถ้วน และอาจเรียกได้อีกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไฮเทคที่สุดในบรรดาพิพิธภัณฑ์ทั้งหลายที่มีอยู่ในประเทศ ตัวอาคารของหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ซึ่งดัดแปลงจากอาคารศาลากลางหลังเดิมให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของเชียงใหม่ ทุกยุคสมัยตั้งแต่เริ่มต้นการเลือกชัยภูมิสร้างเมืองของพญามังรายจ นถึงยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โดยอาคารศาลากลางเชียงใหม่หลังเก่านี้ เป็นอาคารที่มีความงดงามและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2468 ครั้งนี้เคยเป็นศาลาว่าการรัฐบาลมณฑลพายัพ และเป็นศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่ ดังนั้นคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ของอาคารหลังนี้คงไม่ต้องพูดถึง ความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ของอาคารพิพิธภัณฑ์หลังนี้ ประการหนึ่งนอกจากจะเป็นศูนย์กลางของการบริหารนครแล้ว บริเวณที่ตั้งของอาคารยังตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกกันว่า “กลางเวียง” ในปัจจุบันหรือ “สะดือเมือง” ในอดีต ซึ่งเคยเป็นที่ตั้งของเสาอินทขิลหรือเสาหลักเมืองมาก่อนที่จะย้ายเสาไปไว้ที่วัดเจดีย์หลวง นอกจากนั้นที่บริเวณนี้ในอดีตยังเป็นที่ตั้งของหอคำและที่ทำการค้าสนามหลวง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรล้านนา หลังจากที่หน่วยงานราชการต่าง ๆ ได้ย้ายไปอยู่อาคารศาลากลางหลังใหม่ บริเวณถนนโชตนาทางไปอำเภอริม เมื่อปี พ.ศ. 2539 แล้ว ทางเทศบาลนครเชียงใหม่ร่วมกับองค์กรภาคเอกชน ได้ทำการปรับปรุงจัดตั้งเป็นหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ขึ้น เพื่อเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าด้านประวัติศาสตร์และเป็นแหล่งข้อมูลแก่ผู้ที่สนใจศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมประเพณีของเมืองเชียงใหม่ นอกจากนั้นเป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ในเขตเมืองเก่าที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเที่ยวชมได้ การดำเนินการปรับปรุงอาคารหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ ได้ดำเนินงานปรับปรุงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 โดยได้รับการสนับสนุนจากทางจังหวัดเชียงใหม่ […]

“ดอยสะเก็ด” ชุมชนไทลื้อ สิบสองปันนา

แต่เดิมอำเภอดอยสะเก็ดมีกลุ่มชนต่าง ๆ เข้ามาอาศัยอยู่ ซึ่งมีทั้งชนชาวลัวะ ชาวไทลื้อ ไทเขิน เงี้ยวหรือไทใหญ่ และชาวยวน หรือไทโยนก กลุ่มชนเหล่านี้ได้เข้ามาอยู่ปะปนกับพวกลัวะที่อาศัยในดินแดนแห่งนี้มาก่อน พวกลัวะมีความเจริญทางวัฒนธรรม และอารยธรรมพอสมควร ซึ่งในตำนานเก่า ๆ ของล้านนาจะเรียกชาวลัวะว่า “มิลังขะ” หมายถึง ผู้ไม่เจริญ และในที่สุดคนเผ่าไทก็สามารถขับไล่พวกลัวะให้ออกไปจากเมืองและได้ยึดครองดินแดนแห่งนี้ เมื่อพญามังรายได้สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นในปี พ.ศ.1839 จนเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด กระทั่งถึงปี พ.ศ. 2121 พม่าได้เข้ามายึด ปกครองเมืองเชียงใหม่ จนเชียงใหม่กลายเป็นเมืองร้าง จนปี พ.ศ. 2347 พระเจ้ากาวิละได้กอบกู้เมืองเชียงใหม่โดยการกวาดต้อนผู้คนจากหัวเมืองเล็กเมืองน้อยต่าง ๆ อพยพผู้คนเข้ามาอยู่ในเมืองเพื่อความอุ่นหนาฝาคั่ง และช่วยกันบูรณะบ้านเมือง โดยจัดส่งผู้คนให้อยู่ตามนอกกำแพงเมืองและในกำแพงเมือง คนที่อยู่นอกเมืองเมื่อมีโอกาสพบกับคนบ้านเดียวกัน หรือคนที่รู้จักกันมาก่อนก็อาศัยอยู่ตามชาติพันธุ์เดียวกัน บ้างก็สร้างชุมชนของตนเองโดยอาศัยชื่อเมืองที่อยู่เดิม เช่น ชุมชนเมืองวะ ชุมชนเมืองสาด และชุมชนเมืองมาง เป็นต้น ปี พ.ศ. 2357 เจ้าอุปราชธรรมลังกา ได้นำคนขึ้นไปอพยพเจ้าสุริยวงศ์เจ้าเมืองวะ เข้ามาอยู่ในดินแดนเชียงใหม่ และนำเฝ้าราชการที่กรุงเทพฯ ซึ่งจากประวัติของวัดสารคามรังสรรค์ เจ้าสุริยวงศ์ได้บูรณะวัด ให้ชื่อว่า “วัดเมืองวะ […]

ไปดูดอกเสี้ยวบาน บน “ดอยกาดผี”

ดอยกาดผี นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย มีลักษณะเป็น ชะง่อนผา ที่ระดับความสูงประมาณ 1,500 ม. อยู่บนเทือกเขาดอยช้าง ในหน้าหนาวอากาศเย็น จัดมองเห็นสายหมอก ก่อตัวที่หุบเบื้องล่าง มีทิวทัศน์สวยงามมาก ไม่แพ้จุดชมทะเลหมอกที่ภูชี้ฟ้า และได้ชื่อว่าเป็นแหล่งชมทะเลหมอกใหม่ล่าสุดสวยที่สุด และมหัศจรรย์ที่สุดของจังหวัดเชียงราย ที่ซ่อนความงามอยู่ในเทือกเขาดอยวาวี เพราะมีมุมมองที่สวยที่สุดอยู่ ทางทิศตะวันออก เป็นมุมพานอรามา สามารถมองได้รอบตัวถึง 360 องศา มองเห็นเทือกเขา สลับซับซ้อนสวยงาม ดอยกาดผี มีชื่อเรียกเต็ม ๆ ว่า วนอุทยานดอยกาดผี ตั้งอยู่ ในเขตป่า สงวนแห่งชาติ ป่าแม่ลาวฝั่งซ้ายและแม่กกฝั่งขวา มีเนื้อที่ประมาณ 6,250 ไร่ เป็นแหล่งที่มี ทิวทัศน์สวยงามระดับอินเตอร์ ที่ทางกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พิจารณาเห็นว่า พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะโดดเด่นทางธรรมชาติที่สวยงาม เพื่อเป็นการสงวนคุ้มครอง พื้นที่ให้คงอยู่ตลอดไป เพื่อประโยชน์เป็นแหล่งศึกษาวิจัยค้นคว้า และเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน รวมทั้งเพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมตลอดจนความหลากลายทางชีวภาพ สำหรับเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารและอยู่อาศัยของสัตว์ป่า แหล่งอาหาร แหล่งนันทนาการ และการท่องเที่ยวทางธรรมชาติของประชาชน จึงได้ประกาศจัดตั้ง […]

ภาพโบราณหาดูยาก “หอหละกังสะดาน” วัดพระธาตุหริภุญชัยลำพูน

วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2478 ถือเป็นศาสนาสถานสำคัญคู่เมืองลำพูนและดินแดนล้านนาแล้ว พระธาตุหริภุญชัยยังนับว่าเป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของล้านนา นอกจากนั้นในบริเวณวัดยังปรากฏโบราณสถาน ซึ่งมีความสำคัญนั่นก็คือ “หอระฆัง” หรือ “หอหละกังสะดาน” ประดิษฐานฆ้องใบใหญ่ ซึ่งหล่อที่วัดพระสิงห์เชียงใหม่ เมื่อปีวอก โทศกจุลศักราช 1222 ตรงกับ พ.ศ. 2403 มีตัวอักษรไทยเหนือแบบฝักขามจารึกข้อความบนหละกังสะดานนี้ว่า “สร้างหละกังสะดานหน่วยนี้ แต่เมื่อศักราชได้ 1222 ตัว ปีกดสัน เดือน 9 ออก 3 ค่ำวันอังคาร หล่อกันจะนะมหาเถรเจ้า วัดป่าเมิงแพร่ เป็นเค้าแก่สัทธาภายใน เจ้าหลวงเมิงเจียงใหม่เป็นเค้าแก่สัทธาภายนอก พร้อมสร้างหล่อในวัดพระสิงห์ เวียงเจียงใหม่มาไว้เป็นเครื่องปูจาทานกับพระธาตุเจ้า อันตั้งไว้ในเมิงหริภุญชัยที่นี่ 5,000 พระวัสสาแล” หอหละกังสะดานในอดีตจะมีเสาไม้เตี้ย ๆ สองต้นแล้วมีไม้ท่อนหนึ่งวางพาดอยู่ ไม้ท่อนนี้คือไม้ที่สำหรับใช้ตีฆ้อง ปัจจุบันทางวัดได้สร้างเป็นมณฑปขึ้นอย่างสวยงามสำหรับเก็บรักษาฆ้องให้อยู่ในสภาพดี พระเทพมหาเจติยาจารย์ อดีตเจ้าคณะจังหวัดลำพูน เคยเล่าว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2479 สมัยที่ยังเป็นเด็กวัดอยู่ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย ยังทันได้เห็นหอหละกังสะดานหลังเก่า ซึ่งสมัยก่อนจะมีเพียงแค่เสา […]

พระธาตุเจ้าดอยเกิ้ง และนิราศดอยเกิ้งแก้ว มหัศจรรย์แห่งดอยศักดิ์สิทธิ์

สุภสารร้อยแรกเรื่อง รังถวาย ริร่ำฉลมฉลักฉลาย เลิศหล้า บางพลัดนิรมย์ฉลาย ดงเนต นุชเอย ยามม่อนเมือน้อมหน้า ธาตุเจ้าจอมคีรีฯ ปางปีสักราชเบื้อง พันปลาย คอมเปี่ยงเจ็ดสิบหมาย เหมียดได้ คลองทนระร่ำคร่าวถวาย เถิงธาตุ พระเอย นามชื่อดอยเกิ้งแก้ว เกสพระชินมาน นี่เป็นบางส่วนของโครงนิราศดอยเกิ้ง ที่ปริวรรตโดย หนานปวงคำ ตุ้ยเขียว ซึ่งเป็นผู้ชำนาญในด้านภาษาล้านนาไทยและเป็นหนึ่งในคณะกรรมพจนานุกรมแม่ฟ้าหลวง โคลงนิราศดอยเกิ้ง ต้นฉบับเรียก “กั่นโลงดอยเกิ้งแก้ว” เกิดขึ้นบนแผ่นดินล้านนาไทยสันนิษฐานว่าผู้แต่งคงจะเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งมีความรู้มากแตกฉานในการแต่งกาพย์ โคลง กลอนและอักษรศาสตร์ ภาษาบาลี ภาษาท้องถิ่นเป็นเลิศ บทความของศาสตราจารย์ ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเขียนในหนังสือล้านนาไทยอนุสรณ์พระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์เชียงใหม่ 2526-2527 ระบุว่า “โคลงนิราศดอยเกิ้ง โคลงสี่สุภาพจำนวน 96 บท (ในต้นฉบับใบลาน อักษรขอมเมืองมีมากกว่า 97 บท) โคลงนิราศดอยเกิ้งนี้เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2251 (ปีชวด สัมฤทธิ์ศฺก) โดยผู้เขียนคงจะเป็นพระภิกษุที่อยู่วัดสบแค่ ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง เดินทางไปนมัสการพระธาตุดอยเกิ้งซึ่งอยู่ที่อำเภอฮอด […]

700 ปี วัดป่าสัก เมืองเชียงแสน

วัดป่าสัก ถือได้ว่าเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของอาณาจักรล้านนา วัดนี้มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในตำนานว่า พระเจ้าแสนภู กษัตริย์องค์ที่ 3 พระโอรสในพระเจ้าชัยสงคราม แห่งราชวงศ์มังราย เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เป็นผู้สร้างขึ้นภายหลังจากที่พระองค์ได้มาสร้างเมืองเชียงแสนเมื่อราวปี พ.ศ. 1883 เมื่อเชียงแสนก่อนที่พระเจ้าแสนภู จะทรงได้มาสร้างเมืองนั้น มีเรื่องราวบันทึกอยู่ในพงศาวดารโยนกว่า อันเมืองเชียงแสนนี้แต่กาลก่อนเป็นที่ตั้งของแคว้นโยนกนาคบุรีหรือโยนกนาคพันธุ์ ครั้นอยู่ต่อมาไม่นานแคว้นโยนกนาคบุรีก็ถึงกาลล่มสลาย พระเจ้าลาวจักราชก็ได้มาสถาปนาเมืองขึ้นใหม่ในบริเวณทางทิศตะวันออกริมฝั่งแม่น้ำโขงนามว่า “หิรัญนครเงินยาง” นอกจากนั้นพงศาวดารยังได้กล่าวถึง เมืองหรัญนครเงินยางอีกว่า ในแผ่นดินของสมเด็จอมรินทราธิราช ทรงมีเทวโองการให้ลาวจกเทวบุตรได้พาบริวารหนึ่งพันมาจุติยังเทวโลก ถือเอาจองเขาเกตุบรรพต (ดอยตุง) ลงมาสถิตเหนือแท่นเงินใต้ร่มไม้ทันหมาก (พุทรา) ใกล้ฝั่งแม่น้ำละว้านัทรี (แม่น้ำสาย) สร้างพระนคร ณ ที่นั้น ให้ชื่อว่า “หิรัญนครเงินยาง” จากที่กล่าวมาแล้วนั้น อาณาจักรล้านนาในยุครุ่งเรือง หิรัญนครเงินยางนับเป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักร ซึ่งสังเกตุได้จากซากของโบราณสถานในบริเวณอำเภอเชียงแสนทุกวันนี้แสดงให้เห็นถึงร่องรอยศิลปวัฒนธรรมแต่ครั้งอดีตอันรุ่งโรจน์ได้ชัดเจน โดยเฉพาะที่วัดป่าสัก ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง ที่เชื่อว่าพระเจ้าแสนภูเป็นผู้สร้างขึ้นนั้น พระเจดีย์ทรงปราสาทแบบล้านนา 5 ยอด ยังคงอยู่ในสภาพที่นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ต่างเห็นค่อนข้างตรงกันว่า มีสภาพที่สมบูรณ์และสวยงาม จนไม่มีสถาปัตยกรรมที่ไหนในแผ่นดินล้านนาจะงดงาม เท่าเจดีย์ทรงปราสาทวัดป่าสักแห่งนี้ นับเป็นวัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่งของเจดีย์ในล้านนา ก็คือ เป็นเจดีย์ประธานที่สร้างอยู่ด้านหลังของพระวิหาร ลักษณะของเจดีย์ดังกล่าวที่วัดป่าสักนี้ ที่ชั้นฐานล่างจะมีซุ้มโดยรอบ แต่ละซุ้มนั้นจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนสลับกับซุ้มเทวดา พระพุทธรูปที่ประดิษฐานในซุ้มนั้นมีอยู่ 2 […]

ภาพเก่าหาดูยากเมื่อ 100 ปี พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง

ประเทศเมียนม่าร์ ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเจดีย์ทองคำ และวัดวาอารามที่งดงามน่าพิศวงเหนือคำบรรยาย ด้วยศรัทธาที่ชาวเมียนม่าร์มีต่อพุทธศาสนา และความเรียบง่ายในการดำรงชีวิต ทำให้เมียนม่าร์ยังคงเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมอันเก่าแก่เอาไว้ได้ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในเมียนม่าร์ 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และทั่วโลกนิยมเดินทางมาก็คือ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda) ชื่อ “ชเว” หมายถึง ทอง “ดากอง” หรือ “ตะเกิง” เป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง (เมืองตะเกิง) “ชเวดากอง” จึงหมายถึง เจดีย์ทองคำแห่งเมืองดากอง เจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ (Singuttara Hill) ตามตำนานเล่าว่า สร้างขึ้นในปีเดียวกับที่กำเนิดพระพุทธศาสนา ทว่านักโบราณคดีกลับเชื่อว่า เจดีย์แห่งนี้นั้นสร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ. 6 – 10 โดยชาวมอญ ตำนานการสร้างพระมหาเจดีย์ชเวดากอง กล่าวว่า เริ่มสร้างในสมัยอาณาจักรพุกามเรืองอำนาจ เกิดจากพ่อค้าสองคนนามกว่า ตปุสสะ (Tapussa) และ ภัลลิกะ (Bhallika) ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าภายหลังตรัสรู้ได้ 45 วัน และได้รับประทานพระเกศามา 8 เส้น […]

ห้องเรียนธรรมชาติ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้” เชียงใหม่

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากจะเป็นศูนย์พัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วยังถือเป็นต้นแบบของความสำเร็จในด้านการพัฒนาเกษตรกรรมและการอาชีพของเกษตรกรเพื่อใช้ในการปรับปรุงดำเนินงานของตนเอง ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ยังมีกิจกรรม ด้านการพัฒนาที่เกี่ยวกับการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัยทั้งในด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านธรณีวิทยา อุทกวิทยารวมถึงด้านการบริหารจัดการ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์กลางในด้านการศึกษาทดลองและพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรอย่างแท้จริง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถือเป็น “ขุมทรัพย์ทางปัญญา” ที่รวบรวมสรรพวิชาการในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีพและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชนและชุมชนทั้งในเรื่องเทคนิควิชาการสมัยใหม่ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ฟื้นฟู นำภูมิปัญญาดั่งเดิมของชุมชนมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ จากลักษณะของภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีป่าไม้หนาทึบฝนตกชุกตลอด ประกอบกับอากาศชุ่มชื้นเย็นสบายทำให้บริเวณแห่งนี้กลายเป็นแหล่งน้ำที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือและของประเทศ กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ได้ทำหน้าที่ของการเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตภายใต้ปรัชญา “ต้นทางคือป่าไม้ ปลายทางคือประมง” ต้นทางคือป่าไม้ทรัพยากร แหล่งต้นน้ำลำธารและวิถีชีวิตระบบพึ่งพาธรรมชาติ โดยได้ศึกษาพัฒนาป่าไม้ 3 วิธีเพื่อประโยชน์ 4 อย่าง ระหว่างทางจากต้นทางสู่ปลายทาง คือ ความหลากหลายของกิจกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรรมและวิถีชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง ส่วนปลายทางคือประมง ทรัพยากรแหล่งน้ำและวิถีชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับการพึ่งพาทรัพยากรแหล่งน้ำ ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและการดำรงอยู่ของธรรมชาตินี่เอง ทำให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้กลายเป็นห้องเรียนทางธรรมชาติที่มีชีวิต ตำราที่มีลมหายใจ ปัจจุบันแม้ว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้จะกลายเป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญทางด้านเกษตรกรรม แต่ก็มีการพัฒนาทางด้านแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศควบคู่กันไปด้วย สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตเมื่อเข้ามาที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ก็คือการสื่อความหมายในด้านการประชาสัมพันธ์ทั้งป้ายบอกเส้นทางและป้ายแสดงต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจนนัก แม้ว่าจะมีความพยายามแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นแล้วก็ตาม ดร.อรทัย มิ่งธิพล […]

หนึ่งเดียวในโลก! เวียนเทียนโบราณสถานกลาง’กว๊านพะเยา’

เทศกาลเวียนเทียนทั่วทั้งเมืองไทย ใครต่างก็เดินเวียนเทียนกันรอบพระอุโบสถ ไม่ก็เวียนรอบพระธาตุเจดีย์หรือองค์พระพุทธรูปสำคัญกลางกว๊านพะเยา เหมือนที่จังหวัดพะเยา เพราะที่นี่มีวัดร้างโบราณ คือวัดติโลกอาราม เมื่อถึงวันเทศกาลเวียนเทียน ผู้คนเมืองนี้จะเวียนเทียนไม่เหมือนที่ใดในโลก โดยเมื่อดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า จะมีการนำดอกไม้ธูปเทียนบูชา จุดไฟสว่างไสว ล่องเรือไปเวียนเทียนบูชาองค์พระปฏิมากลางน้ำ 3 รอบ ซึ่งถือเป็นแห่งเดียวในโลกมีอยู่ที่นี่ ในวันเพ็ญเดือน 3 เดือน 6 และเดือน 8 ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา จะมีพิธีเวียนเทียนกลางน้ำในยามใกล้ค่ำ บริเวณกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา เมื่อถึงวันนี้พุทธศาสนิกชน ต่างพากันนำดอกไม้ธูปเทียน ล่องเรือไปเวียนเทียนบูชาองค์หลวงพ่อศิลา กลางน้ำ 3 รอบ กว๊านพะเยาในยามเดือนเพ็ญ จึงสวยสดงดงามไปด้วยแสงประทีบ ท่ามกลางสีสันของท้องฟ้าและผืนน้ำกว้างใหญ่ในวันพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งเป็นอีกภาพหนึ่งที่น่าประทับใจไม่เหมือนที่ใดในโลก จนได้รับการขนานนามว่า “เวียนเทียนกลางน้ำ หนึ่งเดียวในโลก ที่กว๊านพะเยา” ด้วยบรรยากาศของเมืองริมน้ำที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เมืองพะเยาเป็นเมืองที่น่าพักผ่อนท่องเที่ยว และยังได้รับความสุขสวัสดี จากการร่วมทำบุญและสัมผัสวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามที่ชาวเมือง ได้ร่วมกันรักษาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม ในปีนี้ จังหวัดพะเยาเตรียมพร้อม สำหรับการจัดงานเวียนเทียนกลางน้ำเนื่องในวันมาฆบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ณ […]

แม่อาย กับตำนาน “พระนาง” ในเวียงมะลิกา

แผ่นดินล้านนา จะมีเรื่องราว บอกเล่าในแบบนิทาน นิยาย ปรัมปรา ตำนานพื้นถิ่น ประวัติศาสตร์เมือง ซึ่งมักจะนำไป สู่การสืบค้น แสวงหาข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ตามวิธีการทางโบราณคดี และวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุมีผลได้ข้อสรุปเป็นที่ยอมรับเชิงวิชาการมากมาย แต่บางตำนานซึ่งปรากฎในแต่ละท้องถิ่น ก็ไม่จำเป็นต้องหาหลักฐาน พิสูจน์ทราบ เพราะกลายเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความเชื่อ ความศรัทธาไปแล้ว สำหรับเชียงใหม่ เมืองเก่าแก่กว่า 724 ปี ปัจจุบัน มี 25 อำเภอ อยู่ในเขตปกครอง แต่ละอำเภอ มีตำนาน ประวัติศาสตร์หลากหลายความลึกลับ มหัศจรรย์ เฉกเช่น “แม่อาย” อำเภอหนึ่งของเชียงใหม่ ที่มีสถานะเป็นอำเภอเมื่อพศ. 2516 แยกออกมาจาก อ.ฝาง มีคำขวัญประจำอำเภอว่า เหนือสุดเวียงเชียงใหม่ ยิ่งใหญ่ดอยผ้าห่มปก แม่น้ำกกแหล่งชีวิต ศักดิ์สิทธิ์พระธาตุสบฝาง เมืองพระนางมะลิกา เด่นสง่าวัดท่าตอน ลือขจรผลไม้ไทย มากมายหลายเผ่าชน เป็นคำขวัญที่มีสีสันหลากบทอีกอำเภอ ความน่าสนใจของ “แม่อาย” คงไม่ใช่เพราะมีปฐมบทฉากชีวิต ผ่านแผ่นฟิลม์ และละคร “แม่อายสะอื้น” ที่สะท้อนชีวิต “ดาวนิล” […]

แวะผ่อเรือนบะเก่าโบราณ บ้านพญาวงศ์

แสงแดดอ่อนยามเช้า ที่ลอดผ่านร่องไม้กระดาน ตรงชานเรือน กระทบลงบนพื้นดินเบื้องล่าง ปรากฏเป็นเส้นสายที่ทำให้แปลกตาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ท่ามกลางไออากาศอันสดชื่น เมื่อมองขึ้นไปบนเรือนหลังใหญ่นั้น ดูเย็นสบาย และเป็นมิตรกับผู้มาเยือนยิ่งนัก จนอดไม่ได้ที่จะต้องแวะเดินขึ้นบันไดหน้าบ้านเพื่อเข้าไปเยี่ยมเยียนและทักทายผู้เป็นเจ้าของเรือน เรือนกาแลหลังนี้ เป็นเรือนที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อนำมาเทียบกับเรือนโบราณหลังอื่น ๆ ที่เราได้เคยพบเห็นมา ตรงชานบ้านที่กว้างขวางจนสะดุดตา ด้านหน้าเรือนที่ใช้สำหรับเป็นพื้นที่สารพัดประโยชน์ สามารถรองรับผู้คนในงานกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย ความกว้างของชาวบ้านมีขนาดเท่ากับความกว้างของตัวเรือน คือ ประมาณ 10 เมตร และมีความยาวไปจรดส่วนที่เรียกว่า เติ๋น ประมาณ 5 เมตร หากมองจากทางด้านหน้าเรือน ก็อาจจะพอเดาได้ว่า เจ้าของบ้านผู้สร้างเรือนหลังนี้ น่าจะมีนิสัยเปิดเผย เป็นกันเองกับทุกผู้คน เล่ากันว่า ที่เจ้าของบ้านสร้างให้เรือนหลังนี้มีพื้นที่มาก ก็เป็นเพราะต้องการใช้ให้เป็นที่ประชุมหรือทำงานกัน ระหว่างพ่อหลวง คือ พญาวงศ์ และลูกบ้านทั้งหลายนั่นเอง จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ “พญาวงศ์” ผู้เป็นเจ้าของเรือนนี้ เป็นนายแคว่นหรือกำนัน อยู่ที่บ้านสบทา แขวงปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เรือนไม้สักขนาดใหญ่ที่มีเข้าลิ่มตอกสลักอย่างดีแทบไม่ปรากฏรอยตะปู เป็นเรือนที่ปลูกสร้างโดย ลูกเขยของพญาวงศ์ ชื่อว่า พญาอุด […]

1 39 40 41 42 43