53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 20 : นครเชียงใหม่ นครสร้างสรรค์

“…เชียงใหม่วัฒนธรรมเราเยอะมาก จะเอาอะไรบ้าง คำพูดคำจามีแล้ว ภาษาเขียนก็มี ภาษาพูดก็มี เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็มี อาหาร เรามีวัฒนธรรมเยอะมาก ที่จะให้เอาหยิบไปใช้…” – ธิตินัดดา จินาจันทร์ – เสน่ห์เมืองเก่า…นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ดินแดนมหัศจรรย์ อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนที่ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมาย หลากหลายตำนานที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่สมัยอดีตกาล จนมาถึงยุคปัจจุบัน การเล่าต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นดินแดนที่มีความมหัศจรรย์มากมายให้ทุกคนได้ตามรอย ความเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถาน ศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรมที่สะท้อนซึ่งภูมิปัญญาของชาวล้านนา สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต และในวันนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เชียงใหม่ได้วางตัวให้เป็นนครสร้างสรรค์ ไม่ใช่เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ไม่เคยหยุดนิ่งตามกาลเวลาที่แปรผันไป นำความมหัศจรรย์ของสิ่งเก่า ๆ มาสานต่อ ให้มรดกแสนล้ำค่านี้ ยังคงเปล่งประกายแม้จะผ่านไปนานเท่าใด เปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือน ให้มาเรียนรู้ และสัมผัสไปกับประวัติศาสตร์ ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวล้านนาทุกคน โดยชุดสารคดีร้อยเรื่องเมืองล้านนา ภาค 2 ฮอยเก่า เล่าขาน ตำนานเวียงพิงค์ ได้รวบรวมเสน่ห์แห่งเมืองเชียงใหม่ เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต และเติบโตไปตามเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มาถ่ายทอด เผยแพร่ และส่งเสริมในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เชิญชวนผู้คนมาสัมผัสกลิ่นอายเมืองเก่า เรียนรู้ถึงหลักความศรัทธา […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 18 : มรดกแห่งการเดินทาง : เรื่องเล่าผ่านสามล้อถีบ

“…ทอง 1 บาท ได้สามล้อ 1 คัน แต่ 1 บาท มันมีค่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับสามล้อ 1 คัน มันมีค่าสูงมาก ซึ่งในภายภาคหน้าไปแล้ว มันจะหาดูไม่ได้ …” – คุณ รัชกฤช ใช้ไม่หมด – ภายใต้จังหวะชีวิตที่เร่งรีบของโลกยุคใหม่ นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ได้เข้ามาสร้างความสะดวกสบาย เพิ่มความว่องไวให้กับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน แต่ท่ามกลางจังหวะเร่งรีบเหล่านั้น ยังมียานพาหนะชนิดหนึ่ง ที่ยังคงหมุนล้อไปอย่างเชื่องช้า นำพาผู้คนซึมซับความสวยงามของเมืองเก่าในทุกซอกทุกมุม นั่นก็คือ “สามล้อถีบ” สามล้อถีบ คือ เอกลักษณ์คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนานกว่าหลายสิบปี เป็นดั่งมรดกแห่งการเดินทาง ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวล้านนา และคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ยานพาหนะที่นำพาผู้คนเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยอดีต จวบจนปัจจุบัน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน บทบาทย่อมเปลี่ยนตาม จากที่เป็นยาพาหนะในชีวิตประจำวัน กลายมาเป็นยานพาหนะนำเที่ยว ที่ทุกวันนี้เหลือคนปั่นเพียงหลักสิบคน แทบจะไม่มีคนรุ่นใหม่สืบทอดต่ออาชีพนี้ ยิ่งจำนวนคนปั่นลดลงมากเท่าใด ยิ่งเป็นสัญญาณให้เห็นว่า สามล้อถีบ ภูมิปัญญาด้านการเดินทางนี้ อีกไม่นานคงจะกลายเป็นตำนานที่อยู่เพียงในสมุดบันทึก “…คนที่มาเช่าสามล้อ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 16 : วิถีล้านนา อาหารพื้นเมือง : อาหารภาคเหนือ

“…อาหารล้านนาจริง ๆ แล้ว ไม่สามารถบอกว่าเป็นของชนชาติใด ชนชาติหนึ่ง มันมีหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่ม ที่มาอยู่ในล้านนา รวมตัวกัน ประมวลผลออกมาเป็นอาหารล้านนา …” – คุณ นฤมล ชมดอก  – อาหารล้านนา เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมักจะใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น หรือจากธรรมชาติ มาปรุงแต่ง และรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่รสชาติ หรือหน้าตาของอาหาร แต่ยังแฝงไปด้วยคติความเชื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกิน และวิถีชีวิตของคนในภาคเหนือ จากผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ สู่สำรับกับข้าวบนขันโตก อาหารภาคเหนือเป็นเหมือนดั่งศิลปะแห่งการดำรงชีวิต ที่ได้หยิบยืมเอาทรัพยากรจากขุนเขา มาคลุกเคล้าร่วมกับภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ ก่อกำเนิดเป็นมนต์เสน่ห์แห่งรสชาติที่ไม่เหมือนใคร คติความเชื่อที่ซ่อนไว้ในแต่ละเมนู ได้เพิ่มความพิเศษให้กับความเป็นอาหารล้านนา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารมงคล อาทิ แกงขนุน ตำขนุน ที่มีความเชื่อว่า หนุน เปรียบดั่งคำว่า “เกื้อหนุน” เมื่อใครได้ทานเมนูนี้ จะมีโชคลาภ วาสนา มีความเจริญรุ่งเรือง มีคนค้ำจุนหนุนนำตลอดทั้งปี […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

ซะป๊ะ “กาด” ในล้านนา

คำว่า “กาด” เป็นภาษาพื้นบ้านของล้านนา หมายถึง “ตลาด” ที่คนเรานิยมไปเดินซื้อของกินของใช้ แต่ปัจจุบันรู้สึกว่าตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงด้านรสนิยม ที่เรารับมาจากชาติตะวันตก เด็กวัยรุ่นไทยก็ต้องไปเดินตากแอร์เย็น ๆ บนห้างสรรพสินค้า เพราะยังไงเสียบนห้างสรรพสินค้าก็ต้องมีดีกรีกว่าตลาดทั่วไป ที่อยู่ตามข้างถนนหรือตามใจกลางของหมู่บ้านไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ที่ดูสะอาดตาจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ เครื่องสำอางชนิดที่ว่ามีตั้งแต่อาหารสด อาหารแห้ง เครื่องดื่มที่มีราคาถูกและแพงตามยี่ห้อสินค้า ที่สำคัญไม่ต้องเดินตาดแดดให้ผิวหนังไหม้เกรียม วันนี้เลยพาท่านผู้อ่านย้อนอดีตเตือนความทรงจำเก่า ๆ เพื่อรำลึกถึงภาพวันวาน ผู้อ่านหลายท่านคงจะเข้าใจประโยคที่ว่า “ถ้าอยากจะเห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร ก็ให้ไปดูที่ตลาดของชุมชนนั้น ไม่ว่าจะเป็น พืช ผัก ผลไม้ เสื้อผ้า ยารักษาโรค ล้วนมีขายในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น” ในเมืองหรือภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า “ในเวียง” ซึ่งเป็นแหล่งที่มีผู้คนอาศัยอยู่ก็มักจะมีกาดเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพราะสมัยก่อนไม่มีห้างสรรพสินค้าให้เดินซื้อของ ชาวบ้านต่างชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณรอบนอก ก็มักที่จะเข้ามาในเมืองโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ข้อ คือการนำเอาของมาขายโดยอาจจะนำพวกของป่า ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ฯลฯ ที่หามาได้มาขายหรือนำเอามาแลกสินค้าอื่น อาจจะเป็นของใช้ที่จำเป็นก็ได้ สองคือการเข้ามาเพื่อมาซื้อของกินของใช้ที่ในหมู่บ้านไม่มี เหตุผลข้อหลังมักจะเป็นเหตุผลของชาวบ้านที่มีฐานะค่อนข้างดีถึงรวย กาดประจำเมืองมักจะมีขนาดใหญ่จึงมักจะเรียกกันว่า “กาดหลวง” […]

หลวงปู่ครูบาอินตา พระเถระแห่งตำบลเหมืองง่า

เมื่อเอ่ยถึงพระเกจิเถระ ผู้มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดในพุทธศาสนา ของตำบลเหมืองง่า และเป็นแบบอย่างให้พระสงฆ์เจริญรอยตาม คงหนีไม่พ้นชื่อของ หลวงปู่ครูบาอินตา หรือ พระครูถาวรศีลโธ หลวงปู่ครูบาอินตา อดีตเจ้าอาวาสวัดวังทอง ต.เหมืองง่า อ.เมือง จ.ลำพูน เป็นพระมหาสังฆเถระที่มีอายุพรรษา อาวุโสเป็นลำดับที่ 2 ในแผ่นดินล้านนา รองจากครูบาดวงดี และอาวุโสสูงสุด ในจังหวัดลำพูน อายุ 101 ปี 79 พรรษา ครูบาอินตา เกิดวันเสาร์ แรม 10 ค่ำเดือน 2 ตรงกับวันที่ 12 มกราคม 2453 ปีจอ (ปีเส็ด ) ซึ่งอยู่ในช่วง แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ครูบาอินตา เกิดที่ บ้านเหมืองง่า ม.2 ต.เหมืองง่า อ.เมือง จ.ลำพูน โยมพ่อชื่อนายตา โยมแม่ชื่อนางบัวแก้ว นามสกุล ธนาขันธรรม ท่านเป็นหลานท่านเจ้าคุณพระญาณมงคล […]

เฮือนไม้สัก 125 ปี “หม่องจันโอง” คหบดีค้าไม้เมืองลำปาง

หากพูดถึงบ้านไม้สักโบราณในเมืองลำปางนั้น มีมาตั้งแต่อดีตหลายร้อยปี แต่ในช่วงที่มีการเปิดสัมปทานทำไม้สักในภาคเหนือ ดูเหมือนว่าจะเป็นยุครุ่งเรืองของบ้านไม้สักก็ว่าได้ เพราะพ่อค้าคหบดีจะนิยมสร้างบ้านด้วยไม้สัก อันเป็นการบ่งบอกถึงฐานะทางสังคม ยิ่งสร้างบ้านได้หลังใหญ่มีจำนวนเสาบ้านมากเท่าใด ก็ถือว่าเป็นคนมีฐานะมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ในสมัยก่อนคนโบราณ จึงนิยมสร้างบ้านด้วยไม้สักมีเสาขนาดใหญ่หลายต้น ในจำนวนบ้านไม้สักโบราณของเมืองลำปาง บ้านเสานักดูเหมือนว่าจะมีคนพูดถึงมากที่สุด เพราะเป็นสถานที่รวมเอาข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณมาไว้มากที่สุด การจัดวางในลักษณะเดิมที่เจ้าของบ้านอาศัย อีกทั้งบรรยากาศของบ้านล้านนา ทำให้บ้านเสานักกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ด้านศิลปวัฒนธรรมของเมืองลำปาง ที่ไม่เคยเงียบเหงาไปจากผู้มาเยือน บ้านเสานัก สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.2438 โดยคหบดีพ่อค้าชื่อ “หม่องจันโอง” ซึ่งเป็นต้นตระกูลจันทรวิโรจน์ เป็นบ้านไม้สักโบราณ ศิลปะพม่าผสมล้านนา มีเสาเรือนถึง 116 ต้น ลักษณะที่โดดเด่นของบ้านเสานัก ทำให้อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง ได้มาศึกษาและถ่ายภาพนำไปอ้างอิงเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมล้านนา นอกจากนั้น บ้านแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ดูงานของนักศึกษาสถาปัตยกรรม จากหลายสถาบัน จนทำให้ชื่อเสียงของบ้านเสานักเป็นที่รู้จักในหมู่สถาปนิก และนักออกแบบไปทั่วประเทศ กระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2539 สยามสมาคมได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านเสานักไว้ในหนังสือ Heritage Homes of Thailand รวมทั้งมีนิตยสารจากต่างประเทศหลายฉบับ นำเรื่องราว และประวัติของบ้านเสานักไปเผยแพร่ทั่วโลก รูปแบบและความเก่าของบ้านเสานัก สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต รสนิยม แบบแผนประเพณีพื้นเมืองของชาวลำปางเป็นอย่างดี ดังนั้น บ้านเสานักจึงเป็นงานสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า […]

ประเพณี 6 เป็งไหว้สา สักการะพระธาตุแช่แห้งเมืองน่าน

พระบรมธาตุแช่แห้ง เป็นศาสนสถานที่มีมานาน ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เมืองน่านมีเจ้าผู้ครองนครติดต่อกันจำนวน 64 พระองค์ แต่เริ่มมีความเด่นชัดในสมัยพระกานเมืองครองเมืองน่านระหว่างปี พ.ศ.1896 – 1906 ซึ่งตรงกับสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ครองกรุงสุโขทัย พระมหาธรรมราชาลิไทได้เกณฑ์พระยากานเมืองไปสร้างวัดหลวงอภัยขึ้น ณ สถานที่ตั้งของสวนหลวงที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช โปรดให้ปลูกมะม่วง ต่อมาภายหลังวัดแห่งนี้ได้ชื่อว่า “วัดป่ามะม่วง” หลังจากเสร็จภารกิจทั้งปวง พระมหาธรรมราชาลิไทได้มอบพระบรมธาตุ ให้แก่ พระยากานเมือง พร้อมพระราชทานพระพิมพ์เงิน พระพิมพ์ทองอย่างละ 20 องค์ เพื่อนำไปประดิษฐานที่เมืองวรนคร ครั้นเมื่อพระยากานเมืองกลับถึงเมืองวรนครแล้ว จึงได้นำความปรึกษาหารือกับพระมหาเถระธรรมบาล สังฑราชในยุคนั้นว่า ควรจะบรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มนุษย์และเทวดาพึงกราบไหว้ไว้ในแผ่นดินวรนคร ณ ที่แห่งใด พระมหาเถระธรรมบาลได้กราบทูลว่า ภูมิสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดินมหาบพิตรก็คือ เนินศรีภูเพียง พระยากานเมือง จึงโปรดให้สร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้น และได้อัญเชิญพระบรมธาตุมาบรรจุไว้ ให้ชื่อว่าพระธาตุศรีภูเพียง ปี พ.ศ.1902 พระยากานเมืองจึงได้ย้ายเมืองวรนครมาตั้งอยู่บริเวณบ้านหนองเต่า หากสืบไปภายหน้าบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้น ก็สามารถขยายเมือง ให้กว้างขวางออกไปจนถึงเขตเมืองแพร่ ทว่าในปี พ.ศ.1911 แม่น้ำน่านได้เปลี่ยนสาย เมืองวรนครของพระยากานเมืองเกิดความแห้งแล้งขาดน้ำ พระยาผากอง โอรสของพระยากานเมืองจึงได้ย้ายเมืองอีกครั้งมาตั้งที่บ้านห้วยไค้ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมือง ในปัจุบัน […]

ไหว้พระพุทธรูปทองคำ ที่ “วัดอนาลโย” จ.พะเยา

จังหวัดพะเยาเมืองเล็กที่สงบเงียบ ริมฝั่งกว๊านกว้างใหญ่สุดหูสุดตา ก่อนหน้านี้ไม่นาน ผมมีโอกาสได้นั่งเรือชมความงามของกว๊านและเก็บเกี่ยวเรื่องราวของชาวประมงแห่งกว๊านพะเยา มาวันนี้ผมละทิ้งจากผืนน้ำกว้างเดินทางขึ้นสู่วัดอนาลโยทิพยาราม บนยอดดอยบุษราคัม สถานที่ปฏิบัติธรรมที่ร่มรื่นและยังเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของจังหวัดพะเยา บริเวณด้านล่างของวัดอนาลโย มีการจัดส่วนร้านค้าและลานจอดรถไว้ที่เชิงดอย แยกส่วนจากเขตอันร่มรื่นเงียบสงบของวัด ที่ตั้งไว้บนดอยอย่างชัดเจน โดยมีบันไดคอนกรีตสลักลวดลายอันงดงามนำขึ้นไปสู่บริเวณวัด แมกไม้สองข้างทางยังเขียวขจีดำรงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์ ที่ไหล่ดอยมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่นามพระพุทธเมตตานภาวิสุทธิมงคล ตั้งตระหง่านอยู่กลางแจ้ง ไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ ตามเส้นทางเดินอันร่มรื่นใต้ร่มใบของแมกไม้ป่าเต็งรัง จะพบหอพระแก้ว อันเป็นสถานที่ประดิษฐานพระแก้วและเป็นหอปฏิบัติธรรมอันเงียบสงบ ด้านหลังจะมีลานเปิดโล่งมองเห็นผืนป่าอันแน่นขนัดเขียวขจีและหุบดอยอันสลับซับซ้อน จากหอพระแก้วลึกเข้าไปจะเป็นเขตสังฆาวาส ที่ไม่ใช่เขตหวงห้าม แต่เป็นเขตคามแห่งการปฏิบัติธรรมที่ใครก็เข้าไปได้ แต่ควรจะให้ความเคารพสถานที่ สำรวมระวังกิริยาอาการ เพราะสถานที่นี้ต้องการความเงียบสงบ ความวิเวกในท่ามกลางธรรมชาติเพื่อการปฏิบัติธรรมของพระภิกษุสงฆ์ บริเวณนี้จะมีศาลาริมดอยที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่ามากมายนับร้อยองค์ ที่ริมศาลา เราสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันกว้างไกลของดอยหนอกและที่ราบลุ่มเบื้องล่าง มองเห็นทุ่งนา และกว๊านพะเยาอยู่ไกลลิบ นอกจากนั้นที่นี่ยังเป็นมุมมองอันงดงามในยามอรุณรุ่ง โดยเฉพาะในฤดูหนาว ที่มักเป็นเช้าแห่งการนัดพบกันของสายหมอกและแสงตะวันทำให้เกิดภาพฝันอันงดงาม วัดอนาลโย สถานที่ปฏิบัติธรรมอันสงบงดงามท่ามกลางธรรมชาติแห่งนี้ สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและวัตรปฏิบัติของพระปัญญาพิศาลเถร (หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล) พระสายวิปัสนาผู้มีลูกศิษย์ลูกหาให้ความศรัทธามากมาย จนสามารถสร้างวัดอันงดงามและเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมอันเงียบสงบบนดอยบุษราคัมแห่งนี้ โบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของวัดอนาลโยที่เห็นเด่นชัดเมื่อเวลาเดินทางมาที่นี่ก็คือ ซุ้มประตูที่ทำด้วยหินทรายและปูนปั้นดินขาว มีลักษณะรูปทรงศิลปแบบล้านนาบริเวณทางเดินปูด้วยหินทรายประมาณ 200 ขั้น เมื่อเดินขึ้นไปถึงด้านบนจะพบกับซุ้มประตูอิฐ หอพระพุทธชินราช พระพุทธเมตตานภาวิสุทธิมงคล รัตนเจดีย์บริวาร 5 องค์ เมื่อเดินเข้าไปจะพบพระอุโบสถที่สวยงามด้วยปูนปั้นเป็นศิลปสมัยเชียงแสน ใกล้กันเป็นซุ้มประตูมังกร […]

พิพิธภัณฑ์วัดเกตุเชียงใหม่ แหล่งรวมของเก่าหายากในอดีต

พิพิธภัณฑ์วัดเกตการามตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว โดยเริ่มจากการที่ชาวบ้านได้ช่วยกันซ่อมแซมกุฏิเก่า หรือโฮงตุ๊เจ้าหลวง เป็นอาคารตึกทรงจีนอายุกว่าร้อยปี ซึ่งเป็นกุฏิของพระครูชัยศีลวิมล อดีตเจ้าอาวาสวัดเกตการาม หลังจากที่บูรณะแล้วชาวบ้านได้นำเอาหน้าบัน หน้าแหนบของวิหารหลังเก่ามาเก็บรักษาไว้ จนกระทั่งชาวบ้านเห็นความสำคัญก็เริ่มนำข้าวของเครื่องใช้โบราณ เช่น ถ้วยเก่า ผ้าเก่า เงินโบราณ รวมถึงเครื่องจักสานล้านนา ที่หายากนำมามอบให้วัด เมื่อเห็นว่ามีของเก่าอยู่มากทางวัด จึงได้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดเกตขึ้น โดยเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2543 ในอดีตชุมชนท่าวัดเกต เป็นชุมชนโบราณตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำปิงด้านตะวันออก จากเอกสารของวัดเกตการามระบุว่า วัดนี้สร้างขึ้นราว พ.ศ.1971 รัชสมัยพญาสามฝั่งแกน (พ.ศ.1945 – 1984) กษัตริย์ล้านนาแห่งราชวงศ์มังราย ลำดับที่ 8 จนถึงวันนี้วัดเกตการาม จึงมีอายุกว่า 580 ปี พอดี ในยุคสมัยรุ่งเรืองของการค้าขายทางเรือ ระหว่างเชียงใหม่กับหัวเมืองทางใต้จนถึงกรุงเทพฯ (พ.ศ.2317 – 2464) ท่าน้ำวัดเกต จึงถือเป็นย่านเศรษฐกิจของการขนส่งทางน้ำที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ ยุคนี้เองที่เริ่มมีคนต่างถิ่นต่างเชื้อชาติ และศาสนาเข้ามาตั้งถิ่นฐานในย่านวัดเกต ซึ่งได้แก่กลุ่มพ่อค้าชาวจีน ชาวอเมริกันที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนา ชาวอังกฤษเข้ามาตั้งสำนักงานทำไม้ในภาคเหนือ ชาวมุสลิมจากปากีสถาน อินเดียและชาวซิกข์จากแคว้นปัญจาบในอินเดีย ด้วยเหตุนี้ […]

“หลวงปู่หล้าตาทิพย์” เกจิผู้หยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า

ชื่อเสียงของหลวงปู่หล้า เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ก็เนื่องด้วยท่านเป็นพระที่ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในหลักศีลธรรมอันงดงาม หลวงปู่หล้าท่านได้รับสมญานาม จากศรัทธาญาติโยมว่า มีญาณวิเศษที่สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ข้างหน้าได้ จนชาวบ้านทั่วไปเรียกท่านว่า “หลวงปู่หล้าตาทิพย์” หลวงปู่หล้า (พระครูจันทสมานคุณ) ท่านเกิดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ซึ่งอยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยนเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ สมัยของเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 (พ.ศ.2426 – 2439) กับเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 8 (พ.ศ.2442 – 2452) หลวงปู่หล้าเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 7 ค่ำเดือน 11 ตรงกับวันที่ 22 กันยายน 2441 ที่บ้านปง ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โยมพ่อชื่อ นายเงิน โยมแม่ชื่อ นางแก้ว นามสกุล บุญมาคำ เหตุที่มีนามสกุลนี้ หลวงปู่หล้า เล่าว่า “เพราะพ่ออุ้ย (ปู่) ชื่อบุญมา แม่อุ้ย (ย่า) ชื่อคำ เมื่อมีการตั้งนามสกุล […]

ตำนานฤๅษีสุเทวะ ผู้สร้างเมืองลำพูน

จังหวัดลำพูนเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากเชียงใหม่ เมืองแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจและเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งในอาณาจักรล้านนา เมืองลำพูน หรือ เมืองหริภุญไชย สร้างขึ้นเมืองปี พ.ศ. 1439 ถือได้ว่านครหริภุญชัยเป็นเมืองที่ตั้งขึ้นก่อนเมืองอื่นในอาณาจักรล้านนา ตามตำนานกล่าวว่า มีฤๅษี 2 องค์ คือ วาสุเทพฤๅษีและสุกันตฤๅษี ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกัน วันหนึ่งฤๅษีทั้ง 2 องค์ ได้เอาไม้เท้าขีดพื้นดินเป็นรูปหอยวงรีแล้วเนรมิตรให้เป็นเมืองขึ้นตั้งชื่อว่า “นครหริภุญชัย”  หลังจากนั้นฤๅษีทั้งสอง จึงได้ไปอัญเชิญ พระนางจามเทวี ธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้จากเมืองลพบุรีขึ้นมาครองเมืองลำพูน พระนางจามเทวีได้เสด็จขึ้นมายังนครหริภุญชัย โดยทางเรือ ขึ้นมาตามลำน้ำปิง ใช้เวลากว่า 4 เดือน เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงยังเมืองหริภุญไชย ชาวเมืองได้จัดงานเฉลิมฉลองต้อนรับเป็นเวลาหลายวัน วาสุเทพฤๅษี หรือสุเทวะฤๅษี มีอาศรมที่พำนักอยู่ที่ “ม่อนฤๅษี” อยู่บริเวณหลังวัดดอยติ ตำบลป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ตำนานยังกล่าวอีกว่าที่ม่อนฤๅษี เป็นสถานที่บรรจุพระเครื่องของขลัง วัดดอยติ ได้แก่ พระเลี่ยม พระสิบสอง เป็นต้น ในระยะหลังมีนักขุดสมบัติลักลอบมาขุดเอาของขลังเหล่านี้ไปจนหมดสิ้น ปัจจุบันม่อนฤๅษีนี้ หลงเหลืออยู่เพียงรูปปั้นฤๅษี ที่ก่อด้วยอิฐ ประดิษฐานไว้ในศาลา […]

“ช้างผู้ก่ำงาเขียว” ตำนานเจ้าพ่อกู่ช้างเมืองลำพูน

กู่ช้าง หรือ ศาลเจ้าพ่อกู่ช้าง โบราณสถานศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งที่ชาวลำพูนให้ความเคารพสักการะ ด้วยความเชื่อที่ว่า “กู่ช้าง” เป็นเจดีย์บรรจุซากช้างพลายคู่บารมีของพระนางจามเทวีที่มีฤทธิ์ในการทำศึก ดังนั้น เมื่อมีเหตุต้องเดินทางไกลชาวบ้านจึงมักมากราบไหว้ขอพร ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ช่วยปกป้องคุ้มครอง กระทั่งปัจจุบันกู่ช้างได้กลายมาเป็นที่พึ่งทางใจของชาวลำพูนในการบนบานช่วยให้สอบได้ หรือแม้แต่ขอให้สมหวังในสิ่งที่คิดไว้ ประวัติและความเป็นมาของช้างผู้ก่ำงาเขียวกล่าวว่า ในรัชสมัยของพระนางจามเทวีพระองค์ทรงมีช้างคู่บารมีชื่อ “ผู้ก่ำงาเขียว” เป็นช้างที่มีฤทธิเดชมาก เมื่อช้างเชือกนี้หันหน้าไปทางศัตรูก็จะทำให้ศัตรูอ่อนกำลังลงทันที ช้างผู้ก่ำงาเขียวเชือกนี้ มีบทบาทในฐานะช้างศึกของเจ้าอนันตยศและเจ้ามหันตยศ เมื่อครั้งทรงออกศึกสงครามต้านทัพของหลวงวิรังคะ จนกระทั่งช้างเชือกนี้ล้มลงซึ่งตรงกับวันขึ้น 9 ค่ำเดือน 9 เหนือ เจ้าอนันตยศและเจ้ามหันตยศ จึงได้นำสรีระของช้างใส่ลงไปในแพไหลล่องไปตามลำน้ำกวง แต่พระองค์ก็ได้ทรงเปลี่ยนพระทัย ที่จะนำสรีระของช้างกลับขึ้นมาฝังบนฝั่ง เพราะว่าช้างเชือกนี้ เป็นช้างศักดิ์สิทธิ์คู่บุญบารมีของพระนางจามเทวี หากว่าปล่อยให้ล่องลงไปกับแพแล้ว จะทำให้ประชาชนที่อยู่ทางทิศใต้ลงไปได้รับความเดือดร้อน จึงได้อัญเชิญร่างของช้างลากกลับขึ้นมายังบริเวณท่าน้ำวัดไก่แก้ว แล้วลากมาฝังไว้ที่บริเวณกู่ช้างในปัจจุบัน หลังจากนั้นจึงได้ลงมือสร้างสถูปเป็นเวลาถึง 8 เดือนจึงแล้วเสร็จ ในการฝังช้างผู้ก่ำงาเขียวจะให้ซากของช้างหันหน้าขึ้นไปบนฟ้า ส่วนงาทั้งสองข้างของช้างถูกนำไปบรรจุไว้ ในสถูปที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระนางจามเทวีภาย ในสุวรรณจังโกฏหรือกู่กุดที่วัดจามเทวีกู่ช้าง ตั้งอยู่ห่างจากวัดไก่แก้วไปทางทิศตะวันออกประมาณ 200 เมตร ลักษณะของกู่ช้าง เป็นสถูปที่มีรูปทรงแปลกแตกต่างไปจากสถูปที่พบเห็นโดยทั่วไปในภาคเหนือ เพราะเป็นสถูปทรงกลมตั้งอยู่บนฐาน 3 ชั้น องค์สถูปมีลักษณะเป็นทรงกระบอกปลายมน (ทรงลอมฟาง) เหนือสถูปขึ้นไปมีแท่นคล้ายบันลังก์ของเจดีย์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่า […]

งานมนต์เสน่ห์ “ผ้าทอยกดอก” สถาบันผ้าทอหริภุญชัยลำพูน

ลำพูนแม้ว่าจะเป็นเมืองเล็กที่เก่าแก่ที่สุดในอาณาจักรล้านนา นอกเหนือจากสถาปัตยกรรมที่สะท้อนความรุ่งเรืองของแผ่นดินนี้แล้ว งานหัตถกรรมทอผ้าโดยเฉพาะผ้าทอยกดอกก็เป็นหนึ่งของงานสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาที่ถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ การทอผ้ายกดอกในลำพูนระยะเริ่มแรกนั้นมีจุดเริ่มต้นใน “คุ้มเจ้า” ซึ่งแต่เดิมมีการทอผ้าฝ้ายยกดอกอยู่ก่อนแล้ว แต่เป็นการทอผ้าในลวดลายธรรมดาไม่สวยงามวิจิตรมากนัก นอกจากผ้าไหมทอยกดอกแล้ว ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของชาวลำพูนที่ขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งก็คือ ผ้าฝ้ายทอมือป่าซาง ซึ่งถือได้ว่ามีลวดลายสวยงามไม่แพ้ผ้าไหมยกดอกของลำพูน ก็ว่าได้ ผ้าฝ้ายทอมือของป่าซางมีแหล่งผลิตเป็นชุมชนใหญ่ อยู่ที่บ้านหนองเงือกและบ้านดอนหลวง ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง ที่หมู่บ้านนี้แทบทุกบ้าน จะมีการทอผ้าฝ้ายที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เช่นกัน ถ้าใครอยากจะเห็นความงดงามของผ้าพื้นเมือง ที่สร้างสรรค์มาจากมันสมองของชาวบ้าน ถ้าจะเรียกชื่อให้สวยเก๋หน่อยก็คือ สร้างมาจากภูมิปัญญาของชาวเมืองลำพูนนี้ มีให้เห็นในงานมหกรรมผ้าทอและของดีเมืองลำพูน ซึ่งจัดขึ้นราวต้นเดือนเมษายนเป็นประจำทุกปี นอกจากจะเป็นงานที่ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดลำพูนแล้ว ยังเป็นการเปิดตลาดให้กับกลุ่มทอผ้าแต่ละชุมชนได้มีโอกาส นำผลงานหัตถกรรมผ้าทอพื้นเมืองมาจัดแสดง และจำหน่ายในราคาย่อมเยาอีกด้วย เนื่องจากเมืองลำพูนได้ชื่อว่า เป็นเมืองที่มีวิถีของชาวบ้านซึ่งประกอบอาชีพทอผ้า แทบจะเรียกได้ว่าเกือบทุกหมู่บ้านก็ว่าได้ และด้วยการเล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน จึงได้จัดตั้ง “สถาบันผ้าทอหริภุญชัย” การจัดตั้งสถาบันผ้าทอหริภุญชัยขึ้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีการทอผ้าของชาวลำพูน ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน และมีเอกลักษณ์โดดเด่นให้ดำรงคงอยู่ สถาบันผ้าทอยังเป็นการศูนย์เสริมสร้างอาชีพให้แก่กลุ่มทอผ้า และเป็นสถาบันที่รวบรวมพ่อครูแม่ครู ที่มีความรู้เกี่ยวกับการทอผ้า เพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาการทอผ้าด้วยมือ สู่เยาวชนและผู้ที่สนใจ รวมทั้งยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ในด้านการออกแบบลวดลายผ้าทอโบราณ การพัฒนาการทอผ้าลวดลายใหม่ ๆ นอกจากนั้นสถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย ยังเป็นศูนย์ส่งเสริมด้านการตลาดเกี่ยวกับการทอผ้าของจังหวัดลำพูน โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้จัดหาวัสดุอุปกรณ์การทอผ้า รวมทั้งจัดหาผ้าซิ้นโบราณหายาก เพื่อนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ผ้าทอฯ สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย […]

“ข้าวแคบทรงเครื่อง” ของกิ๋นโบราณเมืองลับแล

หลายคนที่เคยเดินทางมาเยือนเมืองลับแล คงจะเคยได้ยินชื่อเสียงในด้านการทำข้าวแคบและข้าวพัน หากจะกล่าวว่าในภูมิภาคแถบนี้ นอกจากการทำข้าวแคบของคนเมืองล้านนาในเชียงใหม่และลำพูนแล้วนั้น การทำข้าวแคบของคนลับแลก็ไม่ได้เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะการทำข้าวแคบทรงเครื่อง ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวลับแล ที่เมื่อใครเดินทางมาเยือนจะต้องไม่พลาดโอกาสแวะไปชิมอย่างแน่นอน การทำข้าวแคบของอำเภอลับแลจะมีการทำเกือบทุกหมู่บ้านทุกครัวเรือน สมัยก่อนชาวบ้านส่วนใหญ่ เมื่อเวลาเดินทางเข้าไปทำสวนลางสาดบนเขา ก็นิยมนำข้าวแคบติดตัวไปรับประทานเป็นอาหารกลางวันหรือเป็นของทานเล่นในช่วงระหว่างที่ทำงาน นอกจากนั้นบางบ้านยังนิยมนำข้าวแคบมาทำกินเป็นกับข้าวมื้อเย็น ซึ่งวิถีชีวิตเช่นนี้ ปัจจุบันยังคงพบเห็นได้ที่อำเภอลับแล ที่หมู่บ้านวัดป่า หมู่ที่ 9 ต.ฝายหลวง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ชาวบ้านเกือบทุกบ้านจะทำข้าวแคบขึ้นไว้รับประทาน ซึ่งข้าวแคบของที่นี่จะแปลกจากข้าวแคบที่เราเคยพบเห็นในภาคเหนือตรงที่ ข้าวแคบของอำเภอลับแลจะเป็นข้าวแคบที่มีการปรุงรสชาติเรียบร้อย โดยนำเกลือ พริก น้ำตาล ผักชี และงาดำมาปรุงรส ชาวบ้านเรียกว่า “ข้าวแคบทรงเครื่อง” การทำข้าวแคบเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนลับแลที่มีการทำมานานแล้ว ตนเองเมื่อโตขึ้นมาก็เห็นพ่อแม่พี่น้องทำข้าวแคบ แต่จะมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำข้าวแคบได้เพราะว่าการทำข้าวแคบนั้น หากไม่รู้เทคนิควิธีการก็ยากที่จะทำได้ เช่นการทำให้ข้าวแคบออกมามีแผ่นบาง เมื่อเวลานำไปตากแดดให้แห้งแล้วจะใสจนมองเห็นทะลุได้ การทำข้าวแคบของชาวลับแลจะแตกต่างจากข้าวแคบที่พบเห็นทั่วไป ก็คือ ข้าวที่นำมาทำจะต้องเป็นข้าวเจ้าที่แช่น้ำทิ้งไว้ 2 คืน จนข้าวเน่าแล้วนำมาล้างน้ำให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปโม่ให้ละเอียด หลังจากนั้นก็จะถึงขั้นตอนของการปรุงรสชาติ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่จะนิยมใส่ พริก เกลือ น้ำตาล ผักชี และงา เพื่อให้รสชาติที่ได้มีรสเผ็ดนิด ๆ เค็มหน่อย ๆ ส่วนรสเปรี้ยวนั้นจะอยู่ในแป้ง […]

 ชุมชน “ช่างหล่อ” หมู่บ้านทำพระเชียงใหม่

หากจะนับรับเอางานหล่อพระพุทธรูปของชาวบ้านช่างหล่อ เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติแล้ว ปล่อยให้งานอาชีพ อันเป็นหลักฐานสำคัญทางด้านวัฒนธรรมเหล่านี้สูญสลายไป ด้วยเหตุผลทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้ว ก็อาจจะไม่มีใครรู้จักการหล่อพระพุทธรูปกันอีกต่อไป ในอดีตการหล่อพระพุทธรูป เป็นวัฒนธรรมสำคัญอย่างหนึ่งของคนล้านนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ชุมชนบ้านช่างหล่อ ต.หายยา จ.เชียงใหม่ ถือได้ว่าเป็นชุมชนเดียวที่มีการหล่อโลหะขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งล้วนแล้วเกิดจากศรัทธาของชาวล้านนาที่มีต่อพระพุทธศาสนา อันเป็นผลให้เกิดรูปธรรมในงานหัตถศิลป์ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงให้ปรากฏเป็นหลักฐานของความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่พระเจ้ากาวิละร่วมกับพระยาจ่าบ้าน ได้ทรงขับไล่พม่าออกจากเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2339 แล้ว ทรงรวบรวมไพร่พลไปกวาดต้อนผู้คนจากเมืองยอง เมืองล่า เมืองมาง เมืองสาตร เมืองเชียงตุง รวมถึงสิบสองปันนาในจีน ทำการกวาดต้อนผู้คนให้เข้ามาอาศัยอยู่ในเชียงใหม่ อันถือเป็นยุคของการ “ฟื้นม่าน” หมายถึง การเข้าไปดึงเอาชุมชนเล็ก ๆ ที่อยู่อย่างเป็นอิสระรอบเชียงใหม่มาเป็นส่วนหนึ่งของตน หรืออาจจะเรียกได้อีกชื่อว่า “ยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” ซึ่งมีข้อความปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ เมื่อครั้งที่เจ้าอุปราชธรรมลังกา ยกทัพไปกวาดต้อนผู้คนจากเมือง เมื่อปี พ.ศ. 2348 ว่า…พระองค์เฮาบ่ใช่ว่าจักมา ฟันเมืองหื้อเป็นป่าบ่มี พระองค์เฮาจักมาฟันป่าหื้อเป็นเมือง จักปลูกแปลงยังสันฐานเขตน้ำหนังดิน ในล้านนา 57 หัวมืองตามบุพทำนองมหากษัตริย์เจ้า อันแต่งแปลงในกาลเมื่อก่อนแล.. หลังจากที่กวาดต้อนผู้คนจากเมืองต่าง ๆ มาไว้ในเชียงใหม่แล้ว พระเจ้ากาวิละได้ให้ผู้คนที่กวาดต้อนมาจากเมืองยอง […]

1 … 37 38 39 40 41 … 43