53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 20 : นครเชียงใหม่ นครสร้างสรรค์

“…เชียงใหม่วัฒนธรรมเราเยอะมาก จะเอาอะไรบ้าง คำพูดคำจามีแล้ว ภาษาเขียนก็มี ภาษาพูดก็มี เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็มี อาหาร เรามีวัฒนธรรมเยอะมาก ที่จะให้เอาหยิบไปใช้…” – ธิตินัดดา จินาจันทร์ – เสน่ห์เมืองเก่า…นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ดินแดนมหัศจรรย์ อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนที่ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมาย หลากหลายตำนานที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่สมัยอดีตกาล จนมาถึงยุคปัจจุบัน การเล่าต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นดินแดนที่มีความมหัศจรรย์มากมายให้ทุกคนได้ตามรอย ความเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถาน ศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรมที่สะท้อนซึ่งภูมิปัญญาของชาวล้านนา สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต และในวันนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เชียงใหม่ได้วางตัวให้เป็นนครสร้างสรรค์ ไม่ใช่เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ไม่เคยหยุดนิ่งตามกาลเวลาที่แปรผันไป นำความมหัศจรรย์ของสิ่งเก่า ๆ มาสานต่อ ให้มรดกแสนล้ำค่านี้ ยังคงเปล่งประกายแม้จะผ่านไปนานเท่าใด เปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือน ให้มาเรียนรู้ และสัมผัสไปกับประวัติศาสตร์ ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวล้านนาทุกคน โดยชุดสารคดีร้อยเรื่องเมืองล้านนา ภาค 2 ฮอยเก่า เล่าขาน ตำนานเวียงพิงค์ ได้รวบรวมเสน่ห์แห่งเมืองเชียงใหม่ เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต และเติบโตไปตามเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มาถ่ายทอด เผยแพร่ และส่งเสริมในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เชิญชวนผู้คนมาสัมผัสกลิ่นอายเมืองเก่า เรียนรู้ถึงหลักความศรัทธา […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 18 : มรดกแห่งการเดินทาง : เรื่องเล่าผ่านสามล้อถีบ

“…ทอง 1 บาท ได้สามล้อ 1 คัน แต่ 1 บาท มันมีค่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับสามล้อ 1 คัน มันมีค่าสูงมาก ซึ่งในภายภาคหน้าไปแล้ว มันจะหาดูไม่ได้ …” – คุณ รัชกฤช ใช้ไม่หมด – ภายใต้จังหวะชีวิตที่เร่งรีบของโลกยุคใหม่ นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ได้เข้ามาสร้างความสะดวกสบาย เพิ่มความว่องไวให้กับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน แต่ท่ามกลางจังหวะเร่งรีบเหล่านั้น ยังมียานพาหนะชนิดหนึ่ง ที่ยังคงหมุนล้อไปอย่างเชื่องช้า นำพาผู้คนซึมซับความสวยงามของเมืองเก่าในทุกซอกทุกมุม นั่นก็คือ “สามล้อถีบ” สามล้อถีบ คือ เอกลักษณ์คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนานกว่าหลายสิบปี เป็นดั่งมรดกแห่งการเดินทาง ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวล้านนา และคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ยานพาหนะที่นำพาผู้คนเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยอดีต จวบจนปัจจุบัน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน บทบาทย่อมเปลี่ยนตาม จากที่เป็นยาพาหนะในชีวิตประจำวัน กลายมาเป็นยานพาหนะนำเที่ยว ที่ทุกวันนี้เหลือคนปั่นเพียงหลักสิบคน แทบจะไม่มีคนรุ่นใหม่สืบทอดต่ออาชีพนี้ ยิ่งจำนวนคนปั่นลดลงมากเท่าใด ยิ่งเป็นสัญญาณให้เห็นว่า สามล้อถีบ ภูมิปัญญาด้านการเดินทางนี้ อีกไม่นานคงจะกลายเป็นตำนานที่อยู่เพียงในสมุดบันทึก “…คนที่มาเช่าสามล้อ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 16 : วิถีล้านนา อาหารพื้นเมือง : อาหารภาคเหนือ

“…อาหารล้านนาจริง ๆ แล้ว ไม่สามารถบอกว่าเป็นของชนชาติใด ชนชาติหนึ่ง มันมีหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่ม ที่มาอยู่ในล้านนา รวมตัวกัน ประมวลผลออกมาเป็นอาหารล้านนา …” – คุณ นฤมล ชมดอก  – อาหารล้านนา เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมักจะใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น หรือจากธรรมชาติ มาปรุงแต่ง และรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่รสชาติ หรือหน้าตาของอาหาร แต่ยังแฝงไปด้วยคติความเชื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกิน และวิถีชีวิตของคนในภาคเหนือ จากผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ สู่สำรับกับข้าวบนขันโตก อาหารภาคเหนือเป็นเหมือนดั่งศิลปะแห่งการดำรงชีวิต ที่ได้หยิบยืมเอาทรัพยากรจากขุนเขา มาคลุกเคล้าร่วมกับภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ ก่อกำเนิดเป็นมนต์เสน่ห์แห่งรสชาติที่ไม่เหมือนใคร คติความเชื่อที่ซ่อนไว้ในแต่ละเมนู ได้เพิ่มความพิเศษให้กับความเป็นอาหารล้านนา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารมงคล อาทิ แกงขนุน ตำขนุน ที่มีความเชื่อว่า หนุน เปรียบดั่งคำว่า “เกื้อหนุน” เมื่อใครได้ทานเมนูนี้ จะมีโชคลาภ วาสนา มีความเจริญรุ่งเรือง มีคนค้ำจุนหนุนนำตลอดทั้งปี […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

ย้อมผ้าสีฟ้าจาก “คอคอเด๊าะ” ภูมิปัญญาของเผ่าปกาเกอะญอ

ผ้าทอ ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนล้านนา เราจะพบว่าในอดีตผู้หญิงชาวล้านนาส่วนใหญ่จะนิยมทอผ้าขึ้น เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นมรดกที่เกิดขึ้นผู้หญิงสาวชาวล้านนาโดยแท้ ผู้หญิงจะได้รับการฝึกฝนทอผ้าตั้งแต่เด็ก จนมีคำกล่าวว่า “ถ้าสาวคนไหนยังทอผ้าไม่เป็นก็ไม่สามารถมีครอบครัวได้” ปัจจุบันผ้าทอได้มีพัฒนาการก้าวหน้าไปมาก จากที่เคยทอด้วยมือก็มีเครื่องจักรเข้ามาแทน ขณะเดียวกันเทคโนโลยีการย้อมผ้าก็เจริญรุดหน้าไปพร้อมกัน ทว่าเมื่อไม่นาน มีเอกสารงานวิจัยของอาจารย์รจนา ชื่นศิริกุลชัย อาจารย์ประจำภาควิชาออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพายัพ ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การดำรงอยู่ขององค์ความรู้ ภูมิปัญญา การย้อมผ้าสีฟ้าจากคอคอเด๊าะ ของชนเผ่าปกาเกอะญอ จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยอาจารย์รจนาได้ศึกษาการย้อมผ้าด้วยเมล็ดคอคอเด๊าะ ซึ่งให้สีฟ้าสดใส โดยชนเผ่าปวาเกอญอได้มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาดั่งเดิมในการย้อมสีผ้ามานานหลายร้อยผี นอกจากนั้นยังไปสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ถึงวิธีการย้อมและสกัดสีฟ้าธรรมชาติจากเมล็ดคอคอเด๊าะ จากการศึกษาดังกล่าวทำให้พบว่า การสกัดสีมีหลายวิธีการขึ้นอยู่กับพืช และวิธีการของกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ ที่จะมีวิธีการที่แตกต่างกัน ซึ่งในที่นี้ขอนำเสนอวิธีการสกัดแบบดั้งเดิมของชนเผ่าปวาเกอญอ ซึ่งจะเป็นการสกัดโดยใช้น้ำเป็นตัวทำละลายทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็นมีวิธีการสกัด ดังนี้ 1. การสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ พืชที่นำมาสกัดสี สีบางชนิดต้องนำมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนที่จะนำไปสกัดสีออกมาจะด้วยวิธีการใช้น้ำร้อนหรือน้ำเย็นเพื่อให้สีออกมาได้มาก 2. การหั่นเป็นชิ้น ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นส่วนของเปลือกนอกของลำต้นที่เราถากออกมาเป็นชิ้นใหญ่ แล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นอีกทีหนึ่งแล้วนำไปแช่น้ำเย็นหรือนำไปต้มน้ำร้อน 3. การนำไปต้มน้ำร้อน พืชบางชนิดไม่ต้องนำมาสับหรือหั่นเพียงแต่เด็ดตรงส่วนใบ หรือส่วนอื่นนำมาต้มกับน้ำร้อน 4. การนำไปแช่น้ำเย็น นำพืชที่จะนำมาสกัดมาแช่กับน้ำเย็นทิ้งไว้ เพื่อให้สีออกมาระยะเวลาอย่างน้อย […]

ไปดูศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนาล้านช้าง ที่เมือง “หลวงพระบาง”

หลวงพระบางเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่สามารถเดินเที่ยวได้ในวันเดียว ทว่าในวันเดียวนั้น เราจึงสามารถพบเห็นเรื่องราวหลากหลายที่เก็บเกี่ยวเอาไว้ในลิ้นชักแห่งความทรงจำได้แทบไม่พอ หากใครไม่เชื่อลองมาเยือนเมืองหลวงพระบางดู เมืองเล็กแต่ไม่ธรรมดา หากแต่เป็นเมืองที่สะสมความรุ่งเรืองแห่งอดีตกาลไว้มากมาย หลวงพระบาง หรือเชียงทอง เป็นเมืองหลวงเก่าของราชอาณาจักรลาวมาแต่ดึกดำบรรพ์ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของลาวในระดับเส้นรุ้งเดียวกับจังหวัดเชียงราย ดังนั้นจึงมีอากาศที่เย็นสบาย บ้านเรือนปลูกติดกันเรียงไปตามแนวถนนสลับด้วยวัด ที่ว่ากันว่ามีมากชนิด “วัดชนวัด” เลยทีเดียว จะว่าไปคงคล้ายกับเมืองเชียงใหม่ของเรา แต่เป็นเชียงใหม่เมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว หลวงพระบางนั้น มีชื่อเดิมว่า “เมืองซัว” อันหมายถึงดินแดนแห่งสรวงสรรค์ เป็นที่ประทับของพระอินทร์ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “เชียงดงเชียงทอง” เพราะเป็นดินแดนที่มีทองคำมาก กระทั่งในสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธานี กษัตริย์ลาวองค์ที่ 24 แห่งอาณาจักรล้านช้าง ผู้ทรงสถาปนาพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติ ได้ทรงอัญเชิญพระพุทธรูปปางห้ามญาติมาประดิษฐาน เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองล้านช้าง เรียกว่า “พระบาง” อันเป็นที่มาของการเรียกเมืองเชียงทองว่า “หลวงพระบาง” เมื่อไปเยือนเมืองหลวงพระบางเราจะพบว่า พระพุทธศาสนา คือ แก่นประเพณีวิถีชีวิตของชาวลาวแห่งหลวงพระบาง จะเห็นได้ชัดเจนก็ตามท้องถนนในเมืองแทบทุกเส้น จะมีชาวบ้านออกมาทำบุญตักบาตร ว่ากันว่า บางคนต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อมารอใส่บาตรพระที่เดินเรียงรายมาตามถนนเป็นร้อย ๆ รูป ด้วยเหตุนี้วัดวาอารามในเมืองหลวงพระบาง จึงเป็นสถานที่สำคัญในฐานะศูนย์รวมของอารยธรรมล้านช้างมาแต่โบร่ำโบราณ จนเมืองแห่งนี้มีสมญาว่า “บ้านผา เมืองภู […]

พาไปดูประเพณี “แห่ลูกแก้วล้านนา” ในอดีต

การแห่ลูกแก้วเป็นเป็นประเพณีของชาวล้านนา ที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน การแห่ลูกแก้วเป็นการแห่เด็กชาย ซึ่งจะบรรพชาเป็นสามเณรในพุทธศาสนา ส่วนมากอายุไม่เกิน 15 ปี ถือปฏิบัติทุกปีในช่วงระหว่างเดือน 6 – 8 เหนือ (มีนาคม – พฤษภาคม) ก่อนจะถึงวันบรรพชา 1 วัน พ่อแม่ผู้ปกครองจะนำเด็กเข้าพิธีบรรพชาไปแต่งองค์ทรงเครื่องที่วัด ประดับประดาด้วยอาภรณ์อย่างสวยงามแล้วขึ้นขี่บนหลังม้า บางพื้นที่อาจขี่คอผู้ใหญ่ แห่ไปตามบ้านญาติพี่น้องเป็นการแจ้งให้ทราบว่า ลูกแก้วจะเข้าบรรพชาเป็นสามเณรถือเป็นการบอกบุญไปในตัวด้วย ในอดีตการจัดงานบุญแห่ลูกแก้ว หรือ “ปอยบวช” หรือ “ปอยน้อย” ในภาษาล้านนาก็เพื่อให้ลูกศิษย์วัดหรือ “ขะโยม” ที่คอยรับใช้ทำงานในวัดเป็นเวลาพอสมควร และได้เรียนจบการศึกษาภาคบังคับแล้ว ทางวัดและญาติพี่น้องก็จะร่วมกันเป็นเจ้าภาพพิธีบรรพชา ให้เป็นสามเณรในพระพุทธศาสนาเมื่อกำหนดวันเป็นที่แน่นอนแล้ว พ่อแม่ญาติพี่น้องก็จะจัดหาเครื่องอัฏฐบริขารสำหรับสามเณรบวชใหม่ โดยมีผ้าสะบง 1 ผืน จีวร 1 ผืน อังสะ 1 ผืน ผ้ารัดเอว บาตร ลูกประคำ ดอกไม้ธูปเทียนจัดทำเป็นกระทง หรือทำเป็นช่อใส่ลงไปในพานสำหรับการขอบรรพชา 1 กระทง นอกจากนั้นยังมีกระทงสำหรับการขอศีล 1 กระทงและกระทงสำหรับขออุปัชฌายะอีก 1 […]

วัดโบราณเมืองเชียงใหม่บนถนนท่าแพ ที่สร้างโดยกษัตริย์ราชวงศ์มังรายกว่า 700 ปี

วัดโบราณที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ราชวงศ์มังราย ที่ตั้งอยู่บนถนนท่าแพเป็นวัดที่มีความเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่มาช้านาน บางวัดมีอายุมากกว่า 700 ปี ได้แก่ วัดแสนฝาง ตำนานกล่าวว่าสร้างในสมัยพญาแสนภู กษัตริย์ราชวงศ์มังราย เดิมชื่อ วัดแสนฝัง คำว่าแสนฝัง สันนิษฐานว่าอาจมาจาก การที่พญาแสนภูทรงมีพระประสงค์จะฝากฝังขุมพระราชทรัพย์ของพระองค์ไว้ในพระพุทธศาสนา ตามเยี่ยงพระเจ้าปู่และพระราชบิดา จึงดำริให้กำหนดสถานที่แห่งหนึ่งทางฝั่งทิศตะวันออกใกล้แม่น้ำข่าและแม่ระมิงค์พอประมาณ และโปรดให้สร้างวัดแห่งหนึ่ง โดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์บริจาคในพระพุทธศาสนา สถาปัตยกรรมประกอบด้วย หอไตรกลางน้ำหลังเก่า สร้างเมื่อ พ.ศ. 2412 ซุ้มประตูมงคลแสนมหาไชย สร้างเมื่อ พ.ศ. 2418 เดิมเป็นไม้ ที่มุมกำแพงด้านตะวันออกมีหอคอยสูงเด่นทั้ง 2 มุม คือ มุมด้านเหนือและใต้สำหรับเป็นที่อยู่เวรยามของทหารในสมัยโบราณ วิหาร จากหลักฐานปรากฏว่าเมื่อ พ.ศ. 2420 พระเจ้าอินทวิชยานนท์และเจ้าทิพเกสรราชเทวี ได้โปรดให้รื้อพระตำหนักที่ประทับของพระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์มาปรับปรุงดัดแปลงสร้างเป็นวิหารลายคำ วิหารนี้เป็นทรงล้านนาไทยหลังคาเตี้ยและลาดต่ำ ประดับด้วยลวดลายไม้แกะสลักและปูนปั้นปิดทอง สำหรับเจดีย์ทรงพม่านั้น หลักฐานกล่าวว่า พระครูบาโสภาโณเถระ ได้บูรณะสร้างเสริมเจดีย์ทำเป็นแบบพม่า กุฏิเจ้าอาวาส สร้างสมัยพระครูบาโสภาเถิ้ม และรองอำมาตย์เอกหลวงโยนการพิจิตร สร้างปี พ.ศ. 2431 พระอุโบสถ สร้างเมื่อ พ.ศ. […]

รูปแบบของ “หอไตรในล้านนา”

เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “หอไตร” ในความหมายรวมเรามักปิดตาเห็นภาพอาคารไม้ขนาดจิ๋วชั้นเดียว มีเสาสูง เปิดใต้ถุนโล่ง ตั้งอย่างโดดเดี่ยวอยู่กลางสระน้ำ ไม่มีสะพานเชื่อม ไม่มีบันไดทางขึ้น ซึ่งรูปแบบดังกล่าวเป็นลักษณะของหอไตรมาตราฐานที่พบได้ทั่วไปในแถบภาคกลางของประเทศไทย อันคติการทำ หอไตรกลางสระน้ำ นี้มีกุศโลบายเพื่อใช้ป้องกันมด ปลวก แมลง มิให้มาแทะกัดกินพระคัมภีร์ อีกทั้งยังเป็นการหลีกเลี่ยงอัคคีภัยไปด้วยในตัว สาเหตุที่ต้องแยกหอไตรออกมาจากกลุ่มอาคารอื่น ๆ ที่สร้างบนบกด้วยความหวาดระแวงเช่นนี้ ก็เพราะว่าในสมัยโบราณคัมภีร์พระไตรปิฏกนั้น มักจารึกลงใบลาน ดังที่เรียกว่า “คัมภีร์ใบลาน” ในขณะที่หอไตรแถบล้านนาหรือชาวล้านนาเรียกว่า “หอธรรม” นั้นกลับมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ผิดแผกไปจากหอไตรในภาคกลางโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากคติความเชื่อที่แตกต่างกันไปของแต่ละภาคนั่นเอง เอกลักษณ์ของหอไตรในล้านนา คือ การสร้างอาคารด้วยหอสูงสองชั้น บนแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชั้นล่างทำเป็นห้องทึบก่ออิฐถือปูน ไม่มีบันไดทางขึ้นสู่ชั้นบน ทั้งภายนอกและภายใน ส่วนชั้นบนนิยมทำด้วยเครื่องไม้แกะสลัก เวลาจะหยิบพระคัมภีร์ไปใช้ จะต้องนำบันไดพิเศษมาพาดแล้วปีนเข้าไปทางช่องประตูแคบ ๆ ลักษณะการทำหอไตรทรงสูงเพรียวเช่นนี้ เนื่องมาจากคติความเชื่อที่ว่า คัมภีร์พระไตรปิฏกเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ควรค่าแก่การเคารพบูชา ดังนั้นจึงต้องเก็บไว้ในที่สูง เวลาจะหยิบพระคัมภีร์ไปใช้จะต้องเทินแบกเหนือบ่า ห้ามถือในระดับต่ำ จึงจำเป็นต้องเก็บไว้ให้มิดชิด มิให้บุคคลภายนอกเข้าไปหยิบฉวยได้ง่าย หอไตรจำพวกหอสูงนี้ จัดว่ามีอายุเก่าแก่ที่สุดในบรรดาหอไตรทุกประเภทของล้านนา กล่าวคือสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ตรงกับสมัยของพระเจ้าติโลกราช ผู้ทรงกระทำการสังคายนาพระไตรปิฏกขึ้นเป็นครั้งแรกบนผืนแผ่นดินไทย ในปี พ.ศ. […]

จากวัดเชียงมั่นถึงวัดพระสิงห์ ย้อนอดีตการสร้างวัดในเชียงใหม่

ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการสร้างวัดในเชียงใหม่ เกี่ยวข้องกับความเชื่อในเรื่องสิริมงคลของเมือง แต่เหนือสิ่งอื่นใด วัดยังคงเป็นศูนย์กลางของศาสนาที่ผู้คนในเมืองให้ความเคารพ เพราะคนล้านนาถือว่า การสร้างวัดเป็นอานิสงส์ที่แรงกล้าสามารถทำให้วิญญาณของผู้สร้างวัดเมื่อตายไปแล้วขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ได้ เมื่อครั้งที่พระยามังรายมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งล้านนาไทยได้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1839 นั้น พระองค์ทรงโปรดให้สร้างวัดขึ้นเป็นวัดแรกแห่งนครเชียงใหม่ก็คือ วัดเชียงมั่น ซึ่งได้ผสมผสานศิลปแบบเชียงแสนที่ได้รับอิทธิพลมาจากลังกาเข้ากับศิลปะแบบล้านนา งานศิลปเชียงแสนเข้ามาแพร่หลายอยู่ในอาณาจักรล้านนาไทยราวปี พ.ศ.1880 โดยพระเจ้าปักกรมพาหุมหาราช สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ในเชียงใหม่สร้างตามอิทธิพลแบบลังกาจะสังเกตได้จากการทำฐานสถูปเจดีย์เป็นฐานสูงมีลาดบัวซ้อนกันหลาย ๆ ชั้นทั้งที่มีซุ้มและไม่มีซุ้ม บริเวณซุ้มเหล่านั้นมักจะทำประตูทางเข้า ประตูออก ซุ้มตั้งพระพุทธรูปก็มี เช่น เจดีย์ของวัดเจดีย์หลวง วัดพระธาตุดอยสุเทพ วัดเชียงมั่น เป็นต้น ที่หน้าอุโบสถของวัดเชียงมั่นมีศิลาจารึกไว้เมื่อปี พ.ศ.2124 กล่าวถึงประวัติของวัดและประวัติเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งการบูรณะวัดนี้ในสมัยต่อ ๆ มาอีกด้วย โบราณวัตถุที่สำคัญในวัดนี้คือ “พระเสตังคมณี” หรือ พระแก้วขาวกับพระพุทธรูปศิลาปางปราบช้างนาฬาคีรี ถือได้ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่ หลังจากที่สร้างวัดเชียงมั่นขึ้นเป็นวัดแรกในเชียงใหม่แล้ว สมัยของพระเจ้าแสนเมืองมา มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งท้าวมหาพรหม เจ้าเมืองเชียงรายไปได้พระพุทธสิหิงค์หรือที่ชาวเชียงใหม่เรียกว่า “พระสิงห์” มาจากเมืองกำแพงเพชรและได้นำขึ้นมาถวายให้พระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ขณะนั้น พระองค์ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงเรือขึ้นมาตามแม่น้ำปิง เมื่อขบวนเรือมาถึงเชียงใหม่ก็เป็นเวลาค่ำแล้ว จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ขึ้นจากเรือแล้วนำไปประดิษฐานไว้บนบกที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ในคืนนั้นเองได้เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์ขึ้นโดยได้มีแสงสว่างลุกโชติช่วงที่องค์พระสิงห์ แสงสว่างนี้เป็นลำยาวขึ้นไปบนท้องฟ้าพาดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ที่พบเห็นต่างเชื่อว่าเป็นอภินิหารของพระพุทธสิหิงค์ ต่างพากันกราบไหว้ด้วยความปิติยินดี […]

ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ “บ้านร่องกล้า”

หมู่บ้านร่องกล้า ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เป็นชุมชนที่มีการผสมผสานความเป็นอยู่ระหว่างชาวเขาเผ่าม้งและคนไทย ซึ่งมีขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประจำเผ่าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ถึงแม้นในอดีตเคยเป็นมวลชนที่เป็นแนวร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีการสู้รบที่รุนแรง แต่ก็เป็นการสู้รบที่อยู่บนพื้นฐานของการเรียกร้องความเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์ ชุมชนบ้านร่องกล้า มีการดำรงชีวิตแบบการทำเกษตรบนพื้นที่สูง โดยมีการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรตลอดมา ตั้งแต่บรรพบุรุษ บนพื้นที่ที่มีความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตร และมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 5-20 องศาเซลเซียส ทำให้พื้นที่มีการเพาะปลูกพืชเมืองหนาวจำนวนมาก เช่น ต้นพลับ ต้นท้อ และยังมีพืชผัก เช่น กะหล่ำปลี แครอท และบรอกโคลี เป็นต้น โดยหมู่บ้านร่องกล้า เป็นชุมชนที่มีพื้นที่อยู่ใจกลางของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ประมาณ 6,250 ไร่ สำหรับเป็นพื้นที่ทางการเกษตร และมีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ของชุมชนประมาณ 137 ไร่ โดยอยู่ในความดูแลของสำนักงานสงเคราะห์ชาวเขา จังหวัดพิษณุโลก ที่ประกอบไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ที่มีทั้งพื้นที่จริง สถานที่เกิดเหตุจริง และสามารถเชื่อมต่อกับแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของอุทยานภูหินร่องกล้าได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังมีผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นั้น ยังมีชีวิตอยู่และสามารถเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์นั้นได้อยู่ นอกจากนั้นยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจ การเกษตรบนพื้นที่สูง และวัฒนธรรม ประเพณีของชุมชนไทยและม้งที่อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ปัจจุบัน […]

ไหว้พระที่วัดเก่า 100 ปี เมืองแม่แจ่ม

เมื่อเอ่ยชื่อของเมืองเล็ก ๆ ที่เงียบสงบในอ้อมกอดของขุนเขาแล้ว หลายคนคงจะนึกถึงอำเภอแม่แจ่ม ด้วยการเดินทางที่ค่อนข้างลำบาก ถนนหนทางคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา จึงทำให้เมืองนี้ อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของธรรมชาติและวัฒนธรรมดั่งเดิมของผู้คน เมืองแม่แจ่มมีอดีตอันยาวนาน มีผู้คนอาศัยจากหลายเชื้อชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงรักษาไว้ก็คือ วัฒนธรรมและวิถีการดำเนินชีวิตของคนแม่แจ่มยังคงเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยนัยยะตามหลักพุทธธรรมคำสอน วัฒนธรรมของคนแม่แจ่มได้รับการกล่าวขานถึงมากพอ ๆ กับผ้าซิ่นตีนจก เนื่องจากการดำรงอยู่ของกลุ่มคนหลากหลายกลุ่ม จึงทำให้วัฒนธรรมของคนแม่แจ่มผสมผสานกลมกลืนกัน ดังปรากฏได้จากศิลปวัฒนธรรมของวัดต่าง ๆ เช่น วัดยางหลวง เป็นวัดเก่าแก่ของอำเภอแม่แจ่ม ความสวยงามของวัดนี้อยู่ที่อุโบสถ นอกจากนั้นที่วัดพุทธเอ้นมีอุโบสถกลางน้ำที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งถือว่าเป็นอุโบสถกลางน้ำที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ในบริเวณวัดป่าแดด มีหอไตรอายุร้อยกว่าปี ภายในมีคัมภีร์ใบลานรุ่นเก่าเก็บไว้ รูปทรงของหอไตรวัดป่าแดด สร้างแบบก่ออิฐถือปูนภายนอกมีลายปูนปั้นรูปเทวดา ซึ่งถือเป็นรูปแบบดั่งเดิมของหอไตรในล้านนา ภายในมีภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังอยู่ 8 ภาพ เขียนเรื่องราวพุทธประวัติ เช่นเรื่อง พระเวสสันดร, เล่าวิฑูรบัณฑิต, นิทานพื้นบ้านย่าปู่จี่ (จันทรคราส), มโหสถชาดก และไตรภูมิ เป็นต้น นอกจากวัดป่าแดดและวัดยางหลวงแล้ว ยังมีวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งในแม่แจ่มที่หลายคนมักจะเดินทางมากราบไหว้ก็ คือ วัดพุทธเอ้น วัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองแม่แจ่ม ประมาณ 2 กิโลเมตร มีเรื่องเล่าในอดีตเกี่ยวกับวัดนี้ว่า เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมายังดินแดนแห่งนี้ […]

บ้านไผ่ปง หมู่บ้านทำ “ก่องข้าว” ของชาวล้านนา

วัฒนธรรมในการบริโภคข้าวของคนไทยนั้นมีมาตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ ในยุคสมัยไหนคงไม่อาจกล่าวย้อนได้ สิ่งหนึ่งที่คนโบราณได้กระทำควบคู่กับวัฒนธรรมการบริโภคข้าว ก็คือ การหาภาชนะใส่ข้าวเพื่อเก็บข้าวสุกให้คงสภาพความร้อนได้นานก่อนถึงเวลากิน ภาชนะใส่ข้าวประเภทหนึ่งที่คนไทยนิยมนำมาใส่ข้าวมีชื่อเรียกหลายชื่อตามแต่ภูมิภาค ในภาคอีสานจะเรียกภาชนะบรรจุข้าวเหนียวว่า “กระติ๊บข้าว” ในภาคกลางจะเรียก “กล่องใส่ข้าวเหนียว” ขณะที่ในภาคเหนือดินแดนบ้านเราจะเรียกภาชนะเดียวกันนี้ว่า “ก่องข้าว” ว่ากันว่ากล่องใส่ข้าวเหนียว, กระติ๊บข้าว หรือก่องข้าวนั้น เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของชาวบ้าน ซึ่งจะแตกต่างกันไปในแต่ละที่ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วกรรมวิธีการทำก็จะคล้ายกันจะแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดบางส่วน อย่างเช่น กระติ๊บข้าวของอีสานนิยมสานจากไม้ไผ่เป็นสีจากธรรมชาติไม่มีลวดลาย ขณะที่ก่องข้าวของทางภาคเหนือจะนิยมทำจากใบลานสาน และทำจากไม้ไผ่ แต่จะแตกต่างกันที่ลวดลายของภาคเหนือจะมีสีสันลวดลายสวยงาม ที่หมู่บ้านไผ่ปง ตำบลเมืองมาย อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง เป็นหมู่บ้านที่มีชื่อในการทำก่องข้าวเป็นอย่างมาก กว่าร้อยปีมาแล้วที่ชาวบ้านที่นี่สืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิมในการทำก่องข้าวเหนียวมาจากบรรพบุรุษ แต่เดิมพวกเขาจะสาน เพื่อแลกกับข้าวสารจากหมู่บ้านอื่น ทว่าในปัจจุบันเริ่มมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันด้วยเงิน จากตำนานที่เล่าถึงชุมชนในเมืองแจ้ห่ม มีความน่าสนใจทำให้เราได้ทราบถึงอดีตที่มาของกลุ่มชนนี้ว่า แต่เดิมเมืองแจ้ห่มเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวลัวะ ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่อาศัยอยู่บนดอยจะเรียกตนเองว่า “ลัวะ” ส่วนอีกกลุ่มจะอาศัยอยู่บริเวณที่ลุ่มเรียกตนเองว่า “แจ๊ะ” ทั้งกลุ่มชาวลัวะและชาวแจ๊ะต่างก็ตั้งชุมชนอยู่ในเขตเมืองแจ้ห่ม ขณะที่ชนพื้นเมืองทั้งสองกลุ่มอยุ่กันอย่างสงบสุขนั้น ก็ถูกพญาหลวงคำแดง ซึ่งเป็นทหารของพญางำเมืองแห่งเมืองภูกามยาวหรือพะเยา ยกทัพมาตีบ้านเมือง พวกลัวะและแจ๊ะที่กลัวตายจึงได้อพยพย้ายหนีไป อยู่รวมกันที่อื่น ซึ่งภาษาเหนือเรียกการรวมกลุ่มกันหลาย ๆ คนเป็นกลุ่มใหญ่ว่า “ข้อน” ต่อมาจึงเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่า […]

สัมผัสวัฒนธรรม วิถีชีวิตพื้นชนบทที่โฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง

โฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง เริ่มขึ้นเมื่อปี 2550 จากการที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ สนใจเดินทางเข้ามาศึกษาดูงานในพื้นที่ตำบลบ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย โดยเฉพาะการศึกษาดูงานด้านเกษตรตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแซว ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ในระดับเขต 17 จังหวัดภาคเหนือ คณะศึกษาดูงานเข้ามาแล้วเกิดความประทับใจในบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติ อากาศสดชื่น วิวงามน้ำใจดี จึงติดต่อขอพักในพื้นที่ตำบลบ้านแซว จึงกลายเป็นที่มาของโฮมสเตย์ท่าขันทอง หมู่บ้านโฮมสเตย์บ้านท่าขันทอง เป็นชุมชนอีสานล้านนา ที่อพยพมาจากหลายจังหวัดทางภาคอีสาน มารวมตัวกันอยู่ที่บ้านท่าขันทอง ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย มาพร้อมกับวัฒนธรรมอีสาน เช่น การทอเสื่อ การทอผ้า การเลี้ยงจิ้งหรีด การละเล่นกลองยาว ฟ้อนเซิ้งอีสาน การเป่าแคนหมอลำ ส่วนอาหารการกินที่ขึ้นชื่อ ได้แก่ ส้มตำอีสาน ข้าวจี่ แจ่วบอง รวมทั้งวัฒนธรรมการต้อนรับที่อบอุ่นเหมือนญาติพี่น้อง ลักษณะเด่นอีกประการหนึ่งของบ้านท่าขันทอง คือ ความสะอาด ความไว้วางใจกันและกัน โดยจะเห็นได้จากการที่ไม่มีรั้วบ้าน แต่ยึดหลักเพื่อนบ้านที่ดี คือ รั้วบ้านที่ดี คือ ความสัมพันธ์อันดีงาม โดยเริ่มต้นครั้งแรกมี 10 หลัง ตามความสมัครใจในการเข้าร่วม พักได้ 50 […]

ตำนานพระเจ้าไม้สะเลียม

ชื่อของพระเจ้าไม้สะเลียมหวานเป็นที่รู้จักมักคุ้นกันดีในหมู่พุทธศาสนิกชนชาวล้านนา โดยเฉพาะระหว่างชาวอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ กับชาวอำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน เพราะเคยเกิดกรณีพิพาทในการเรียกร้องความเป็นกรรมสิทธิ์ในพระพุทธรูปที่แกะสลักจากไม้สะเลียมหวาน ถึง 4 ครั้ง ในช่วงเวลากว่า 30 ปี คือตั้งแต่ปี พ.ศ. 2472-2505 ว่ากันว่าพระเจ้าไม้สะเลียมหวาน เป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากไม้สะเดาหวาน (คนเมืองล้านนาเรียกไม้ชนิดนี้ว่า ต้นสะเลียม) เป็นพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตรประทับบนฐานไม้สี่เหลี่ยม มีห่วงเหล็กสองห่วงซ้ายขวาสำหรับยกองค์พระ พระเจ้าไม้องค์นี้มีพุทธลักษณะงดงามได้สัดส่วน ปัจจุบันพระเจ้าไม้สะเลียมหวานที่พบในล้านนามีอยู่ด้วยกัน 3 องค์ คือ ที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ประดิษฐานอยู่ด้านทิศใต้ของพระสถูปในวิหารหลวง เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่สร้างเมื่อก่อนปี พ.ศ. 2472 ส่วนองค์ที่ 2 ประดิษฐานอยู่ในวิหารจัตุรมุขวัดพระเจ้าสะเลียมหวาน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2500 เช่นเดียวกับองค์ที่ 3 ซึ่งประดิษฐานอยู่ในศาลาปฏิบัติธรรมวัดพระเจ้าสะเลียมหวาน ความน่าสนใจของพระเจ้าไม้สะเลียมหวานอยู่ที่องค์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ที่วัดพระธาตุศรีจอมทอง พระพุทธรูปไม้องค์นี้นั้น แต่เดิมเป็นสมบัติของวัดพระแท่นสะเลียมหวาน ปัจจุบันคือ วัดพระเจ้าสะเลียมหวาน อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน สมัยก่อนวัดแห่งนี้เคยเป็นวัดที่มีความเจริญร่งเรืองมีชาวบ้านศรัทธาเป็นจำนวนมาก ต่อมาวัดแห่งนี้ได้ร้างไป ชาวบ้านจึงนำเอาวัตถุโบราณของมีค่าต่าง ๆ ของวัดนี้ไปฝากที่วัดแห่งอื่น […]

120 ปี อาคารศาลากลางเชียงราย

อาคารศาลากลางจังหวัดเชียงราย (หลังเก่า) นับเป็นสถาปัตยกรรมที่มีอายุกว่า 120 ปี เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่งที่ช่วยอธิบายความ เป็นมาเป็นไปของสังคมสมัยนั้นได้ดีกว่าหลักฐานทางเอกสาร ศาลากลางเชียงรายเริ่มก่อสร้างและเปิดดำเนินการเมื่อ ปี พ.ศ.2443 ในสมัยของพระพลอาษา เป็นข้าหลวงเมื่อเชียงราย ดำเนินออกแบบและก่อสร้างโดยนายแพทย์วิลเลี่ยม เอ.บริกส์ (Dr.William A. Briggs) แพทย์ชาวอเมริกันในนามคณะมิชชั่นนารี อเมริกันเพรสไบทีเรียน (American Presbyterian Mission) แห่งกรุงนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา โครงสร้างของอาคารเป็นลักษณะก่ออิฐถือปูน 3 ชั้น แบบโคโรเนียล ด้านหน้าอาคารก่ออิฐเป็นรูปโค้ง (Arch) มีโถงทางเดินเชื่อมถึงกันโดยตลอด จุดเด่นของอาคารศาลากลางเชียงรายเป็นโครงสร้างกำแพงรับน้ำหนัก (Wall Bearing) สังเกตุได้จากการก่อสร้างผนังซึ่งมีความหนาถึง 50 เซนติเมตร ไม่ใช้เสา และคานคอนกรีตเสริมเหล็ก เหมือนการสร้างโบสถ์วิหารในอดีตฐานรากใช้ซุงเป็นฐานรับน้ำหนักอาคาร โดยทำเป็นแพ ส่วนโครงสร้างคาน ตง พื้นเป็นไม้สักทองทั้งหลัง หลังคาทรงปันหยามุงกระเบื้องซีเมนต์ ส่วนประกอบทั่วไปของอาคาร หน้าต่างประตู 2 ชั้น ด้านนอกสุดเป็นบานเกร็ดไม้ชนิดเปิดได้ ด้านในเป็นหน้าต่างบานเลื่อนกระจกใส ประตูทำจากไม้สักแบบบานเปิดคู่ ทุกห้องมีช่องแสงเหนือประตู กระจกฝ้า ปี […]

1 … 38 39 40 41 42 43