53

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

พระธาตุเจ้าดอยเกิ้ง และนิราศดอยเกิ้งแก้ว มหัศจรรย์แห่งดอยศักดิ์สิทธิ์

สุภสารร้อยแรกเรื่อง รังถวาย ริร่ำฉลมฉลักฉลาย เลิศหล้า บางพลัดนิรมย์ฉลาย ดงเนต นุชเอย ยามม่อนเมือน้อมหน้า ธาตุเจ้าจอมคีรีฯ ปางปีสักราชเบื้อง พันปลาย คอมเปี่ยงเจ็ดสิบหมาย เหมียดได้ คลองทนระร่ำคร่าวถวาย เถิงธาตุ พระเอย นามชื่อดอยเกิ้งแก้ว เกสพระชินมาน นี่เป็นบางส่วนของโครงนิราศดอยเกิ้ง ที่ปริวรรตโดย หนานปวงคำ ตุ้ยเขียว ซึ่งเป็นผู้ชำนาญในด้านภาษาล้านนาไทยและเป็นหนึ่งในคณะกรรมพจนานุกรมแม่ฟ้าหลวง โคลงนิราศดอยเกิ้ง ต้นฉบับเรียก “กั่นโลงดอยเกิ้งแก้ว” เกิดขึ้นบนแผ่นดินล้านนาไทยสันนิษฐานว่าผู้แต่งคงจะเป็นพระภิกษุรูปหนึ่งมีความรู้มากแตกฉานในการแต่งกาพย์ โคลง กลอนและอักษรศาสตร์ ภาษาบาลี ภาษาท้องถิ่นเป็นเลิศ บทความของศาสตราจารย์ ดร.อุดม รุ่งเรืองศรี อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเขียนในหนังสือล้านนาไทยอนุสรณ์พระราชพิธีเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์เชียงใหม่ 2526-2527 ระบุว่า “โคลงนิราศดอยเกิ้ง โคลงสี่สุภาพจำนวน 96 บท (ในต้นฉบับใบลาน อักษรขอมเมืองมีมากกว่า 97 บท) โคลงนิราศดอยเกิ้งนี้เขียนขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2251 (ปีชวด สัมฤทธิ์ศฺก) โดยผู้เขียนคงจะเป็นพระภิกษุที่อยู่วัดสบแค่ ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำปิง เดินทางไปนมัสการพระธาตุดอยเกิ้งซึ่งอยู่ที่อำเภอฮอด […]

700 ปี วัดป่าสัก เมืองเชียงแสน

วัดป่าสัก ถือได้ว่าเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของอาณาจักรล้านนา วัดนี้มีเรื่องราวปรากฏอยู่ในตำนานว่า พระเจ้าแสนภู กษัตริย์องค์ที่ 3 พระโอรสในพระเจ้าชัยสงคราม แห่งราชวงศ์มังราย เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เป็นผู้สร้างขึ้นภายหลังจากที่พระองค์ได้มาสร้างเมืองเชียงแสนเมื่อราวปี พ.ศ. 1883 เมื่อเชียงแสนก่อนที่พระเจ้าแสนภู จะทรงได้มาสร้างเมืองนั้น มีเรื่องราวบันทึกอยู่ในพงศาวดารโยนกว่า อันเมืองเชียงแสนนี้แต่กาลก่อนเป็นที่ตั้งของแคว้นโยนกนาคบุรีหรือโยนกนาคพันธุ์ ครั้นอยู่ต่อมาไม่นานแคว้นโยนกนาคบุรีก็ถึงกาลล่มสลาย พระเจ้าลาวจักราชก็ได้มาสถาปนาเมืองขึ้นใหม่ในบริเวณทางทิศตะวันออกริมฝั่งแม่น้ำโขงนามว่า “หิรัญนครเงินยาง” นอกจากนั้นพงศาวดารยังได้กล่าวถึง เมืองหรัญนครเงินยางอีกว่า ในแผ่นดินของสมเด็จอมรินทราธิราช ทรงมีเทวโองการให้ลาวจกเทวบุตรได้พาบริวารหนึ่งพันมาจุติยังเทวโลก ถือเอาจองเขาเกตุบรรพต (ดอยตุง) ลงมาสถิตเหนือแท่นเงินใต้ร่มไม้ทันหมาก (พุทรา) ใกล้ฝั่งแม่น้ำละว้านัทรี (แม่น้ำสาย) สร้างพระนคร ณ ที่นั้น ให้ชื่อว่า “หิรัญนครเงินยาง” จากที่กล่าวมาแล้วนั้น อาณาจักรล้านนาในยุครุ่งเรือง หิรัญนครเงินยางนับเป็นศูนย์กลางแห่งอาณาจักร ซึ่งสังเกตุได้จากซากของโบราณสถานในบริเวณอำเภอเชียงแสนทุกวันนี้แสดงให้เห็นถึงร่องรอยศิลปวัฒนธรรมแต่ครั้งอดีตอันรุ่งโรจน์ได้ชัดเจน โดยเฉพาะที่วัดป่าสัก ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง ที่เชื่อว่าพระเจ้าแสนภูเป็นผู้สร้างขึ้นนั้น พระเจดีย์ทรงปราสาทแบบล้านนา 5 ยอด ยังคงอยู่ในสภาพที่นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ต่างเห็นค่อนข้างตรงกันว่า มีสภาพที่สมบูรณ์และสวยงาม จนไม่มีสถาปัตยกรรมที่ไหนในแผ่นดินล้านนาจะงดงาม เท่าเจดีย์ทรงปราสาทวัดป่าสักแห่งนี้ นับเป็นวัฒนธรรมอีกรูปแบบหนึ่งของเจดีย์ในล้านนา ก็คือ เป็นเจดีย์ประธานที่สร้างอยู่ด้านหลังของพระวิหาร ลักษณะของเจดีย์ดังกล่าวที่วัดป่าสักนี้ ที่ชั้นฐานล่างจะมีซุ้มโดยรอบ แต่ละซุ้มนั้นจะเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนสลับกับซุ้มเทวดา พระพุทธรูปที่ประดิษฐานในซุ้มนั้นมีอยู่ 2 […]

ภาพเก่าหาดูยากเมื่อ 100 ปี พระมหาเจดีย์ชเวดากอง เมืองย่างกุ้ง

ประเทศเมียนม่าร์ ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งเจดีย์ทองคำ และวัดวาอารามที่งดงามน่าพิศวงเหนือคำบรรยาย ด้วยศรัทธาที่ชาวเมียนม่าร์มีต่อพุทธศาสนา และความเรียบง่ายในการดำรงชีวิต ทำให้เมียนม่าร์ยังคงเสน่ห์แห่งวัฒนธรรมอันเก่าแก่เอาไว้ได้ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในเมียนม่าร์ 1 ใน 5 สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และทั่วโลกนิยมเดินทางมาก็คือ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda) ชื่อ “ชเว” หมายถึง ทอง “ดากอง” หรือ “ตะเกิง” เป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง (เมืองตะเกิง) “ชเวดากอง” จึงหมายถึง เจดีย์ทองคำแห่งเมืองดากอง เจดีย์ชเวดากอง ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ (Singuttara Hill) ตามตำนานเล่าว่า สร้างขึ้นในปีเดียวกับที่กำเนิดพระพุทธศาสนา ทว่านักโบราณคดีกลับเชื่อว่า เจดีย์แห่งนี้นั้นสร้างขึ้นระหว่าง ค.ศ. 6 – 10 โดยชาวมอญ ตำนานการสร้างพระมหาเจดีย์ชเวดากอง กล่าวว่า เริ่มสร้างในสมัยอาณาจักรพุกามเรืองอำนาจ เกิดจากพ่อค้าสองคนนามกว่า ตปุสสะ (Tapussa) และ ภัลลิกะ (Bhallika) ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าภายหลังตรัสรู้ได้ 45 วัน และได้รับประทานพระเกศามา 8 เส้น […]

ห้องเรียนธรรมชาติ “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้” เชียงใหม่

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากจะเป็นศูนย์พัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริแล้วยังถือเป็นต้นแบบของความสำเร็จในด้านการพัฒนาเกษตรกรรมและการอาชีพของเกษตรกรเพื่อใช้ในการปรับปรุงดำเนินงานของตนเอง ภายในศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ยังมีกิจกรรม ด้านการพัฒนาที่เกี่ยวกับการศึกษา ค้นคว้า ทดลอง วิจัยทั้งในด้านวิทยาศาสตร์การเกษตร ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านธรณีวิทยา อุทกวิทยารวมถึงด้านการบริหารจัดการ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 ทรงมีพระราชดำริจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์กลางในด้านการศึกษาทดลองและพัฒนาพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริให้ราษฎรได้ใช้ประโยชน์จากแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรอย่างแท้จริง ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ถือเป็น “ขุมทรัพย์ทางปัญญา” ที่รวบรวมสรรพวิชาการในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นรากฐานสำคัญของการดำรงชีพและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแก่ประชาชนและชุมชนทั้งในเรื่องเทคนิควิชาการสมัยใหม่ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ฟื้นฟู นำภูมิปัญญาดั่งเดิมของชุมชนมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ จากลักษณะของภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีป่าไม้หนาทึบฝนตกชุกตลอด ประกอบกับอากาศชุ่มชื้นเย็นสบายทำให้บริเวณแห่งนี้กลายเป็นแหล่งน้ำที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของภาคเหนือและของประเทศ กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ได้ทำหน้าที่ของการเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตภายใต้ปรัชญา “ต้นทางคือป่าไม้ ปลายทางคือประมง” ต้นทางคือป่าไม้ทรัพยากร แหล่งต้นน้ำลำธารและวิถีชีวิตระบบพึ่งพาธรรมชาติ โดยได้ศึกษาพัฒนาป่าไม้ 3 วิธีเพื่อประโยชน์ 4 อย่าง ระหว่างทางจากต้นทางสู่ปลายทาง คือ ความหลากหลายของกิจกรรมอันเกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรรมและวิถีชีวิตแบบพึ่งพาตนเอง ส่วนปลายทางคือประมง ทรัพยากรแหล่งน้ำและวิถีชีวิตที่เกี่ยวเนื่องกับการพึ่งพาทรัพยากรแหล่งน้ำ ด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและการดำรงอยู่ของธรรมชาตินี่เอง ทำให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้กลายเป็นห้องเรียนทางธรรมชาติที่มีชีวิต ตำราที่มีลมหายใจ ปัจจุบันแม้ว่าศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้จะกลายเป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญทางด้านเกษตรกรรม แต่ก็มีการพัฒนาทางด้านแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศควบคู่กันไปด้วย สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตเมื่อเข้ามาที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ก็คือการสื่อความหมายในด้านการประชาสัมพันธ์ทั้งป้ายบอกเส้นทางและป้ายแสดงต่าง ๆ ยังไม่ชัดเจนนัก แม้ว่าจะมีความพยายามแก้ไขปรับปรุงให้ดีขึ้นแล้วก็ตาม ดร.อรทัย มิ่งธิพล […]

หนึ่งเดียวในโลก! เวียนเทียนโบราณสถานกลาง’กว๊านพะเยา’

เทศกาลเวียนเทียนทั่วทั้งเมืองไทย ใครต่างก็เดินเวียนเทียนกันรอบพระอุโบสถ ไม่ก็เวียนรอบพระธาตุเจดีย์หรือองค์พระพุทธรูปสำคัญกลางกว๊านพะเยา เหมือนที่จังหวัดพะเยา เพราะที่นี่มีวัดร้างโบราณ คือวัดติโลกอาราม เมื่อถึงวันเทศกาลเวียนเทียน ผู้คนเมืองนี้จะเวียนเทียนไม่เหมือนที่ใดในโลก โดยเมื่อดวงอาทิตย์ใกล้ลับขอบฟ้า จะมีการนำดอกไม้ธูปเทียนบูชา จุดไฟสว่างไสว ล่องเรือไปเวียนเทียนบูชาองค์พระปฏิมากลางน้ำ 3 รอบ ซึ่งถือเป็นแห่งเดียวในโลกมีอยู่ที่นี่ ในวันเพ็ญเดือน 3 เดือน 6 และเดือน 8 ซึ่งตรงกับวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา และวันอาสาฬหบูชา จะมีพิธีเวียนเทียนกลางน้ำในยามใกล้ค่ำ บริเวณกว๊านพะเยา จังหวัดพะเยา เมื่อถึงวันนี้พุทธศาสนิกชน ต่างพากันนำดอกไม้ธูปเทียน ล่องเรือไปเวียนเทียนบูชาองค์หลวงพ่อศิลา กลางน้ำ 3 รอบ กว๊านพะเยาในยามเดือนเพ็ญ จึงสวยสดงดงามไปด้วยแสงประทีบ ท่ามกลางสีสันของท้องฟ้าและผืนน้ำกว้างใหญ่ในวันพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งเป็นอีกภาพหนึ่งที่น่าประทับใจไม่เหมือนที่ใดในโลก จนได้รับการขนานนามว่า “เวียนเทียนกลางน้ำ หนึ่งเดียวในโลก ที่กว๊านพะเยา” ด้วยบรรยากาศของเมืองริมน้ำที่ไม่เหมือนใคร ทำให้เมืองพะเยาเป็นเมืองที่น่าพักผ่อนท่องเที่ยว และยังได้รับความสุขสวัสดี จากการร่วมทำบุญและสัมผัสวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามที่ชาวเมือง ได้ร่วมกันรักษาไว้ได้อย่างน่าชื่นชม ในปีนี้ จังหวัดพะเยาเตรียมพร้อม สำหรับการจัดงานเวียนเทียนกลางน้ำเนื่องในวันมาฆบูชา ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ณ […]

แม่อาย กับตำนาน “พระนาง” ในเวียงมะลิกา

แผ่นดินล้านนา จะมีเรื่องราว บอกเล่าในแบบนิทาน นิยาย ปรัมปรา ตำนานพื้นถิ่น ประวัติศาสตร์เมือง ซึ่งมักจะนำไป สู่การสืบค้น แสวงหาข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ ตามวิธีการทางโบราณคดี และวิทยาศาสตร์ที่มีเหตุมีผลได้ข้อสรุปเป็นที่ยอมรับเชิงวิชาการมากมาย แต่บางตำนานซึ่งปรากฎในแต่ละท้องถิ่น ก็ไม่จำเป็นต้องหาหลักฐาน พิสูจน์ทราบ เพราะกลายเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความเชื่อ ความศรัทธาไปแล้ว สำหรับเชียงใหม่ เมืองเก่าแก่กว่า 724 ปี ปัจจุบัน มี 25 อำเภอ อยู่ในเขตปกครอง แต่ละอำเภอ มีตำนาน ประวัติศาสตร์หลากหลายความลึกลับ มหัศจรรย์ เฉกเช่น “แม่อาย” อำเภอหนึ่งของเชียงใหม่ ที่มีสถานะเป็นอำเภอเมื่อพศ. 2516 แยกออกมาจาก อ.ฝาง มีคำขวัญประจำอำเภอว่า เหนือสุดเวียงเชียงใหม่ ยิ่งใหญ่ดอยผ้าห่มปก แม่น้ำกกแหล่งชีวิต ศักดิ์สิทธิ์พระธาตุสบฝาง เมืองพระนางมะลิกา เด่นสง่าวัดท่าตอน ลือขจรผลไม้ไทย มากมายหลายเผ่าชน เป็นคำขวัญที่มีสีสันหลากบทอีกอำเภอ ความน่าสนใจของ “แม่อาย” คงไม่ใช่เพราะมีปฐมบทฉากชีวิต ผ่านแผ่นฟิลม์ และละคร “แม่อายสะอื้น” ที่สะท้อนชีวิต “ดาวนิล” […]

แวะผ่อเรือนบะเก่าโบราณ บ้านพญาวงศ์

แสงแดดอ่อนยามเช้า ที่ลอดผ่านร่องไม้กระดาน ตรงชานเรือน กระทบลงบนพื้นดินเบื้องล่าง ปรากฏเป็นเส้นสายที่ทำให้แปลกตาได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจ ท่ามกลางไออากาศอันสดชื่น เมื่อมองขึ้นไปบนเรือนหลังใหญ่นั้น ดูเย็นสบาย และเป็นมิตรกับผู้มาเยือนยิ่งนัก จนอดไม่ได้ที่จะต้องแวะเดินขึ้นบันไดหน้าบ้านเพื่อเข้าไปเยี่ยมเยียนและทักทายผู้เป็นเจ้าของเรือน เรือนกาแลหลังนี้ เป็นเรือนที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อนำมาเทียบกับเรือนโบราณหลังอื่น ๆ ที่เราได้เคยพบเห็นมา ตรงชานบ้านที่กว้างขวางจนสะดุดตา ด้านหน้าเรือนที่ใช้สำหรับเป็นพื้นที่สารพัดประโยชน์ สามารถรองรับผู้คนในงานกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย ความกว้างของชาวบ้านมีขนาดเท่ากับความกว้างของตัวเรือน คือ ประมาณ 10 เมตร และมีความยาวไปจรดส่วนที่เรียกว่า เติ๋น ประมาณ 5 เมตร หากมองจากทางด้านหน้าเรือน ก็อาจจะพอเดาได้ว่า เจ้าของบ้านผู้สร้างเรือนหลังนี้ น่าจะมีนิสัยเปิดเผย เป็นกันเองกับทุกผู้คน เล่ากันว่า ที่เจ้าของบ้านสร้างให้เรือนหลังนี้มีพื้นที่มาก ก็เป็นเพราะต้องการใช้ให้เป็นที่ประชุมหรือทำงานกัน ระหว่างพ่อหลวง คือ พญาวงศ์ และลูกบ้านทั้งหลายนั่นเอง จากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ “พญาวงศ์” ผู้เป็นเจ้าของเรือนนี้ เป็นนายแคว่นหรือกำนัน อยู่ที่บ้านสบทา แขวงปากบ่อง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เรือนไม้สักขนาดใหญ่ที่มีเข้าลิ่มตอกสลักอย่างดีแทบไม่ปรากฏรอยตะปู เป็นเรือนที่ปลูกสร้างโดย ลูกเขยของพญาวงศ์ ชื่อว่า พญาอุด […]

ย้อนอดีต 150 ปี เมืองลำปาง

เมืองลำปาง หรือเขลางค์นคร ในอดีตมีฐานะเป็นเมืองประเทศราชของกรุงรัตนโกสินทร์เช่นเดียวกับเมืองเชียงใหม่และลำพูนมาโดยตลอด ลูกหลานของเจ้าวงศ์เจ็ดตนในนครลำปางได้มีอำนาจปกครองหัวเมืองต่าง ๆ ในล้านนา และเป็นต้นสายตระกูล ณ เชียงใหม่ ณ ลำพูน และ ณ ลำปาง ซึ่งได้ร่วมพัฒนาบ้านเมืองและอนุรักษ์สืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามให้คงอยู่สืบต่อมาจนปัจจุบัน ในสมัยรัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นต้นมา รัฐบาลกลางแห่งสยามได้มีนโยบายปฏิรูปการปกครองประเทศให้ทันสมัย ซึ่งในระยะแรกนั้นไม่ได้มีนโยบายที่จะยกเลิกฐานะเจ้าประเทศราชหรือตำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร เนื่องจากหัวเมืองประเทศราชทางเหนือเคยปกครองบ้านเมืองอย่างค่อนข้างอิสระและมีสัมพันธ์อันดีต่อรัฐบาลกลางที่กรุงเทพฯ ตลอดมา แต่เนื่องจากหัวเมืองประเทศราชทางเหนือมีปัญหาสำคัญ 2 ประการ คือ เรื่องการให้สัมปทานป่าไม้ที่ซ้ำซ้อนกันและเรื่องความวุ่นวายในหัวเมืองชายแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่ขัดต่อผลประโยชน์ของอังกฤษที่กำลังแผ่อิทธิพลเข้ามาทางพม่า รัฐบาลกรุงเทพฯ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูปการปกครองในหัวเมืองเหนือ โดยดำเนินนโยบายรวมหัวเมืองประเทศราชทางเหนือ อันได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ และน่าน เข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ปี พ.ศ. 2417 รัฐบาลกลางเริ่มส่งข้าหลวงจากกรุงเทพฯ เข้ามาควบคุมดูแล และแก้ไขปัญหาในนครเชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน เรียกว่า “ข้าหลวง 3 หัวเมือง” มีหน้าที่ชำระคดีความที่เกี่ยวข้องกับคนในบังคับอังกฤษ และประสานงานกับรัฐบาลกรุงเทพฯ ต่อมาก็ได้ส่งข้าหลวงใหญ่ที่มีอำนาจเต็มเข้าไปปฏิรูปการปกครอง ปี พ.ศ. […]

ย้อนอดีต “วัดอารามสวนดอกไม้” ศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนาในแผ่นดินล้านนา

วัดสวนดอก เป็นพระอารามหลวงที่สำคัญวัดหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากประตูเมืองนัก ด้วยสถาปัตยกรรมแบบล้านนาที่สร้างขึ้นอย่างสวยงามอีกทั้งยังมีพระพุทธรูปองค์สำคัญของเชียงใหม่ประดิษฐานอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้คนมากมายพากันไปกราบไหว้อย่างไม่ขาดสาย นอกเหนือจากที่วัดสวนดอกจะเป็นวัดสำคัญคู่เมืองเชียงใหม่แล้ว ในบริเวณวัดยังเป็นที่ประดิษฐานของกู่บรรจุอัฐิเชื้อพระวงศ์เจ้านายฝ่ายเหนือต้นตระกูล ณ เชียงใหม่อีกด้วย แต่เดิมวัดสวนดอกสร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้ากือนา กษัตริย์ล้านนาองค์ที่ 6 แห่งราชวงศ์มังราย ระหว่างปี พ.ศ. 1898-1928 พระองค์ทรงมีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอันมาก จึงได้อัญเชิญพระมหาสุมนเถระจากเมืองสุโขทัยมาอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 1914 พระเจ้ากือนาทรงสร้างวัดบุปผาราม หรือวัดสวนดอกในอุทยานป่าไม้พยอม เพื่อเป็นที่จำพรรษาของพระสุมนเถระ จากนั้นพระองค์จึงโปรดฯ ให้สร้างพระเจดีย์ เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่พระมหาสุมนเถระได้อัญเชิญมาจากสุโขทัย โดยประดิษฐานไว้ที่วัดบุปผารามและวัดพระธาตุดอยสุเทพ วัดสวนดอกจึงเป็นศูนย์กลางของศาสนา นิกายลังกาวงศ์ หรือเรียกว่า “นิกายวัดสวนดอก” เนื่องจากพระสุมนเถระได้บวชเรียนมาจากสำนักของพระมหาสวามีอุทุมพร ที่เมืองเมาะตะมะ ในรามัญประเทศ วัดบุปผารามหรือวัดสวนดอก ได้เจริญรุ่งเรืองเป็นศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนามายาวนานนับร้อยปี จนกระทั่งสมัยพระเจ้าเมืองเกศเกล้า เมื่อล้านนาตกเป็นเมืองขึ้นของพม่าพระอารามที่สำคัญ ๆ ของล้านนาไทยหลายแห่ง ได้ทรุดโทรมลงจนกลายเป็นวัดร้างวัดห่าง บางส่วนถูกทอดทิ้งให้ชำรุดผุพังไปอย่างน่าเศร้าใจ วัดสวนดอกจากที่เคยเป็นแหล่งเผยแพร่การศึกษาของพระสงฆ์ มีพระมหาเถระชั้นนักปราชญ์ทรงคุณธรรมพำนักอยู่หลายท่าน ทั้งยังเป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมล้านนาที่สวยงามก็ทรุดโทรมไปตามสภาพ พระวิหารก็ถูกพายุพัด ปรักหักพัง ซุ้มประตูอันงามวิจิตรและกำแพงก็อยู่ในสภาพทรุดโทรมขาดผู้คนดูแล ปี พ.ศ. 2450 เจ้าแก้วนวรัฐ ผู้ครองนครเชียงใหม่องค์สุดท้ายพร้อมด้วยพระราชชายาเจ้าดารารัศมีมีความดำริที่จะบูรณะปฏิสังขรณ์วัดสวนดอก […]

ตามฮอยครูบาเจ้าศรีวิชัย อนุรักษ์ “พัดใบตาล” โบราณล้านนา

หากจะกล่าวถึงพัดใบตาลโบราณ คงต้องย้อนอดีตกันไปไกลสักหน่อย สมัยก่อนบ้านเราไม่มีพัดลมเหมือนปัจจุบัน การนำเอาวัสดุท้องถิ่นใกล้บ้านมีประดิษฐ์เป็นพัดจึงเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน เนื่องจากบริเวณพื้นที่ภาคเหนือมีต้นตาลอยู่เป็นจำนวนมาก อีกทั้งขนาดของใบตาลมีขนาดใหญ่ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย การทำพัดจากใบตาล เริ่มต้นในยุคสมัยไหน ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด แต่จากการสอบถามผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อกันมาว่า ในอดีตบรรพบุรุษปู่ย่าตายายก็ได้ใช้พัดจากใบตาลมาเนิ่นนานแล้ว หลักฐานที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ในยุคที่ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ท่านยังมีชีวิตอยู่ ครูบาเจ้าท่านก็มีพัดใบตาลเป็นเสมือนสิ่งของเครื่องใช้ประจำตัวท่าน ทว่าปัจจุบันยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยี่ที่ทันสมัยเข้ามาแทนที่ ความนิยมในพัดใบตาลจึงลดน้อยลงไป เนื่องจากพัดลมถูกนำมาใช้มากขึ้น พัดใบตาลจึงกลายเป็นของหายาก คนทำก็ล้มหายตายจากแต่ที่หมู่บ้านรั้ว ตำบลหนองหนาม อ.เมือง จ.ลำพูน ยังมีกลุ่มคนทำพัดใบตาลโบราณเหลืออยู่เพียง 2 คน คือ คุณมาลี มณีทอง และพี่ชาย โดยใช้ชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มฮักใบตาลโบราณบ้านรั้วทุ่ง” คุณมาลี เล่าว่า เริ่มต้นทำพัดใบตาลโบราณมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 ถึงวันนี้เกือบจะ 60 ปี โดยได้รับความรู้การทำพัดใบตาลมาจากบรรพบุรุษคุณปู่คุณย่า ปัจจุบันทางกลุ่มได้ขยายการผลิต โดยให้ชาวบ้านที่ว่างเว้นจากการทำงานมาช่วยกันทำพัดใบตาลและหมวกใบลาน ขั้นตอนของการทำพัดใบตาล เริ่มจากการหาใบตาลยอดอ่อน ที่มีสีขาวหรือสีเขียวอ่อน ๆ จากนั้นนำมาตัดปลายใบออกให้มีรูปคล้ายพัด แล้วนำไม้มาเหลาเป็นซี่เล็ก ๆ นำมาหนีบติดรอบขอบพัด แล้วจึงนำเชือกมาเย็บให้แน่นอีกทีหนึ่ง […]

ย้อนอดีต สงครามและการค้าไม้ ทวนสายน้ำ “สาละวิน” ที่บ้านแม่สามแลบ

“สาละวิน” สายน้ำที่ไหลเป็นแนวเขตประเทศระหว่างไทยกับพม่า ตรงบริเวณอำเภอแม่สะเรียง ที่ซึ่งเป็นดินแดนของนักเดินทางหลายคนใฝ่ฝันที่จะหาโอกาสมาเยือนให้ได้แม้สักครั้งหนึ่งของชีวิต ที่ซึ่งไอกรุ่นของอดีตแห่งตำนานการต่อสู้ระหว่างชนกลุ่มน้อยยังไม่จางหาย ย้อนขึ้นไปสู่เทือกเขาหิมาลัยในดินแดนธิเบต แผ่นดินที่ได้ชื่อว่าเป็น “หลังคาโลก” อันเป็นถิ่นกำเนิดของแม่น้ำใหญ่ 6 สาย อันได้แก่ แม่น้ำพรหมบุตร แม่น้ำอิรวดี แม่น้ำโขง แม่น้ำยั่งจือ แม่น้ำฮวงโห และแม่น้ำสาละวิน จากต้นกำเนิดบนเทือกเขาคุนหลุนด้านตะวันออกของประเทศธิเบต ไหลลงทางใต้ผ่านทะเลสาบแอมโดโชนัก ผ่านเมืองเมนคอส ซาแต็งไหลเลี้ยวเข้าไปในสาธารณรัฐประชาชนจีนทางตอนใต้ ผ่านเมืองยูนนาน ซึ่งชาวจีนเรียกชื่อของแม่น้ำนี้ว่า “นุเจียง” หรือ “นูเจียง” ส่วนคนแม่ฮ่องสอนจะเรียกว่า “แม่น้ำคง” ก่อนที่แม่น้ำสายนี้จะไหลลงสู่ประเทศพม่าเลียบชายแดนไทยทิศตะวันตกในเขตตำบลกองก๋อย ตำบลแม่ยวม อำเภอแม่สะเรียง ไปสิ้นสุดชายแดนไทยที่สบเมย ก่อนจะไหลลงสู่อ่าวมะตะบันในทะเลอันดามัน ที่เมืองมะละแหม่ง รวมการเดินทางของสายน้ำสาละวิน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปากอ่าว เป็นระยะทางประมาณ 3,151 กิโลเมตร ทว่าสายน้ำแห่งนี้กลับมีเพียง 126 กิโลเมตรเท่านั้น ที่สาละวินทำหน้าที่แบ่งเขตแดนระหว่างไทยกับพม่า คือ ตั้งแต่บ้านจอท่า จนถึงบ้านสบเมย การเดินทางเพื่อทวนสายน้ำสาละวิน เริ่มต้นที่ท่าน้ำบริเวณบ้านแม่สามแลบ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ใหญ่ที่สุดในจำนวนหมู่บ้านทั้งหลายริมฝั่งสาละวิน และด้วยเหตุที่เป็นหมู่บ้านที่อยู่สุดเขตแดนไทย จึงทำให้หมู่บ้านนี้มีกลุ่มชนจากหลายเผ่าพันธุ์เข้ามาอาศัยอยู่ อย่างผสมกลมกลืน ทั้งคนไต กะเหรี่ยง […]

ไหว้พระ “วัดพระธาตุช่อแฮ” เมืองแพร่

เวียงโกศัย หรือ เมืองแพร่ เมืองในแวดล้อมของขุนเขาที่เป็นหนึ่งในหัวเมืองสำคัญของล้านนามาตั้งแต่อดีตกาล เรื่องราวของเมืองนี้มีทั้งตำนานและประวัติศาสตร์ที่ต่อเนื่องยาวนานน่าสนใจ ตลอดจนความมั่งคั่งทางด้านศิลปวัฒนธรรมที่เจริญก้าวหน้ามาหลายยุคหลายสมัย บนพื้นฐานของความสมบูรณ์ทางธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร และทุ่งราบดูเหมือนว่าจะไม่มีวันหมดสิ้นไปจากพื้นแผ่นดินนี้ แม้ว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับร้อยปีที่เมืองแพร่ได้เผชิญศึกสงคราม ความเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมือง การกบฏและการปฏิวัติ แม้กระทั่งความรุนแรงจากการปกครองจากส่วนกลางและการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการค้าไม้สัก แต่คนเมืองแพร่ก็ยังคงยึดมั่นในความเป็นเมืองแห่งศาสนาและรักษาวัฒนธรรมของตนเองเอาไว้ไม่ขาดสาย ความเป็นคนเมืองของชาวแพร่ยังไม่จางหายไป สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้สะท้อนออกมาในรูปธรรมที่สามารถมองเห็นและสัมผัสได้อย่างชัดเจน ผ่านงานศิลปกรรมบนศาสนสถานของพวกเขา งานศิลปกรรมของชาวแพร่นั้น ก็ดุจเดียวกับงานศิลปะล้านนาทั่วไป คือเป็นศิลปะล้านนาผสมกับศิลปะไทยใหญ่ หรือ ศิลปะพม่า อันเนื่องมาจากการอยู่ใกล้ชิดติดกันของอาณาจักรล้านนาและพม่า ศิลปะพม่าสวย ๆ ในเมืองนี้หาชมได้จากวัดสำคัญสองแห่งด้วยกันคือที่ วัดจอมสวรรค์และวัดสระบ่อแก้ว โดยเฉพาะที่วัดจอมสวรรค์นั้น ศิลปะการก่อสร้างทั้งภายนอกและภายในยังคงลักษณะความเป็นวัดพม่าไว้อย่างชัดเจน ภายในพระอุโบสถปรากฏงานฝีมือการฉลุไม้และประดับกระจกซึ่งเป็นจุดเด่นที่สุดของศิลปะพม่า นอกจากการฉลุไม้และประดับกระจกอันงดงามแล้ว ที่วัดจอมสวรรค์ยังเป็นที่เก็บรักษาคัมภีร์โบราณที่ทำจากงาช้าง โดยนำงาช้างมาบดละเอียดแล้วแผ่ออกเป็นแผ่น เป็นศิลปวัตถุสำคัญคู่บ้านคู่เมืองแพร่ นอกจากศิลปะพม่าที่กระจายอยู่ตามวัดต่าง ๆ ในเมืองแพร่แล้วยังมีศิลปะแบบล้านนาแท้ๆอีกหลายแห่งด้วยกัน ที่สำคัญที่สุดก็คือ วัดพระธาตุช่อแฮวรวิหาร ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ โดยมีองค์พระธาตุช่อแฮเป็นเสมือนศูนย์กลางของความเคารพศรัทธาของชาวเมืองแพร่ทั้งมวล ตามตำนานโบราณกล่าวถึงการก่อสร้างพระธาตุช่อแฮว่า “พระมหาธรรมราชาลิไท แห่งกรุงสุโขทัย ทรงโปรดฯพระราชทานพระบรมธาตุให้กับขุนลัวะอ้ายก้อม ให้นำไปบรรจุไว้ในพระธาตุเจดีย์ที่คนทั้งหลายกราบไหว้แทนพระพุทธองค์ ขุนลัวะอ้ายก้อมจึงได้ชักชวนหัวเมืองต่าง ๆ ให้มาร่วมสร้างพระเจดีย์ โดยช่วยกันสำรวจสถานที่จะสร้าง เมื่อขุนลัวะอ้ายก้อมมาถึงบริเวณเชิงดอยโกสิษยชัด เห็นเป็นทำเลดีเหมาะสมจึงได้ให้สร้างพระเจดีย์ขึ้น […]

1 38 39 40 41 42