53

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

“ช้างผู้ก่ำงาเขียว” ตำนานเจ้าพ่อกู่ช้างเมืองลำพูน

กู่ช้าง หรือ ศาลเจ้าพ่อกู่ช้าง โบราณสถานศักดิ์สิทธิ์อีกแห่งหนึ่งที่ชาวลำพูนให้ความเคารพสักการะ ด้วยความเชื่อที่ว่า “กู่ช้าง” เป็นเจดีย์บรรจุซากช้างพลายคู่บารมีของพระนางจามเทวีที่มีฤทธิ์ในการทำศึก ดังนั้น เมื่อมีเหตุต้องเดินทางไกลชาวบ้านจึงมักมากราบไหว้ขอพร ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ช่วยปกป้องคุ้มครอง กระทั่งปัจจุบันกู่ช้างได้กลายมาเป็นที่พึ่งทางใจของชาวลำพูนในการบนบานช่วยให้สอบได้ หรือแม้แต่ขอให้สมหวังในสิ่งที่คิดไว้ ประวัติและความเป็นมาของช้างผู้ก่ำงาเขียวกล่าวว่า ในรัชสมัยของพระนางจามเทวีพระองค์ทรงมีช้างคู่บารมีชื่อ “ผู้ก่ำงาเขียว” เป็นช้างที่มีฤทธิเดชมาก เมื่อช้างเชือกนี้หันหน้าไปทางศัตรูก็จะทำให้ศัตรูอ่อนกำลังลงทันที ช้างผู้ก่ำงาเขียวเชือกนี้ มีบทบาทในฐานะช้างศึกของเจ้าอนันตยศและเจ้ามหันตยศ เมื่อครั้งทรงออกศึกสงครามต้านทัพของหลวงวิรังคะ จนกระทั่งช้างเชือกนี้ล้มลงซึ่งตรงกับวันขึ้น 9 ค่ำเดือน 9 เหนือ เจ้าอนันตยศและเจ้ามหันตยศ จึงได้นำสรีระของช้างใส่ลงไปในแพไหลล่องไปตามลำน้ำกวง แต่พระองค์ก็ได้ทรงเปลี่ยนพระทัย ที่จะนำสรีระของช้างกลับขึ้นมาฝังบนฝั่ง เพราะว่าช้างเชือกนี้ เป็นช้างศักดิ์สิทธิ์คู่บุญบารมีของพระนางจามเทวี หากว่าปล่อยให้ล่องลงไปกับแพแล้ว จะทำให้ประชาชนที่อยู่ทางทิศใต้ลงไปได้รับความเดือดร้อน จึงได้อัญเชิญร่างของช้างลากกลับขึ้นมายังบริเวณท่าน้ำวัดไก่แก้ว แล้วลากมาฝังไว้ที่บริเวณกู่ช้างในปัจจุบัน หลังจากนั้นจึงได้ลงมือสร้างสถูปเป็นเวลาถึง 8 เดือนจึงแล้วเสร็จ ในการฝังช้างผู้ก่ำงาเขียวจะให้ซากของช้างหันหน้าขึ้นไปบนฟ้า ส่วนงาทั้งสองข้างของช้างถูกนำไปบรรจุไว้ ในสถูปที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระนางจามเทวีภาย ในสุวรรณจังโกฏหรือกู่กุดที่วัดจามเทวีกู่ช้าง ตั้งอยู่ห่างจากวัดไก่แก้วไปทางทิศตะวันออกประมาณ 200 เมตร ลักษณะของกู่ช้าง เป็นสถูปที่มีรูปทรงแปลกแตกต่างไปจากสถูปที่พบเห็นโดยทั่วไปในภาคเหนือ เพราะเป็นสถูปทรงกลมตั้งอยู่บนฐาน 3 ชั้น องค์สถูปมีลักษณะเป็นทรงกระบอกปลายมน (ทรงลอมฟาง) เหนือสถูปขึ้นไปมีแท่นคล้ายบันลังก์ของเจดีย์ อย่างไรก็ตาม แม้ว่า […]

งานมนต์เสน่ห์ “ผ้าทอยกดอก” สถาบันผ้าทอหริภุญชัยลำพูน

ลำพูนแม้ว่าจะเป็นเมืองเล็กที่เก่าแก่ที่สุดในอาณาจักรล้านนา นอกเหนือจากสถาปัตยกรรมที่สะท้อนความรุ่งเรืองของแผ่นดินนี้แล้ว งานหัตถกรรมทอผ้าโดยเฉพาะผ้าทอยกดอกก็เป็นหนึ่งของงานสร้างสรรค์จากภูมิปัญญาที่ถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ การทอผ้ายกดอกในลำพูนระยะเริ่มแรกนั้นมีจุดเริ่มต้นใน “คุ้มเจ้า” ซึ่งแต่เดิมมีการทอผ้าฝ้ายยกดอกอยู่ก่อนแล้ว แต่เป็นการทอผ้าในลวดลายธรรมดาไม่สวยงามวิจิตรมากนัก นอกจากผ้าไหมทอยกดอกแล้ว ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของชาวลำพูนที่ขึ้นชื่ออีกอย่างหนึ่งก็คือ ผ้าฝ้ายทอมือป่าซาง ซึ่งถือได้ว่ามีลวดลายสวยงามไม่แพ้ผ้าไหมยกดอกของลำพูน ก็ว่าได้ ผ้าฝ้ายทอมือของป่าซางมีแหล่งผลิตเป็นชุมชนใหญ่ อยู่ที่บ้านหนองเงือกและบ้านดอนหลวง ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง ที่หมู่บ้านนี้แทบทุกบ้าน จะมีการทอผ้าฝ้ายที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ เช่นกัน ถ้าใครอยากจะเห็นความงดงามของผ้าพื้นเมือง ที่สร้างสรรค์มาจากมันสมองของชาวบ้าน ถ้าจะเรียกชื่อให้สวยเก๋หน่อยก็คือ สร้างมาจากภูมิปัญญาของชาวเมืองลำพูนนี้ มีให้เห็นในงานมหกรรมผ้าทอและของดีเมืองลำพูน ซึ่งจัดขึ้นราวต้นเดือนเมษายนเป็นประจำทุกปี นอกจากจะเป็นงานที่ส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดลำพูนแล้ว ยังเป็นการเปิดตลาดให้กับกลุ่มทอผ้าแต่ละชุมชนได้มีโอกาส นำผลงานหัตถกรรมผ้าทอพื้นเมืองมาจัดแสดง และจำหน่ายในราคาย่อมเยาอีกด้วย เนื่องจากเมืองลำพูนได้ชื่อว่า เป็นเมืองที่มีวิถีของชาวบ้านซึ่งประกอบอาชีพทอผ้า แทบจะเรียกได้ว่าเกือบทุกหมู่บ้านก็ว่าได้ และด้วยการเล็งเห็นความสำคัญดังกล่าว องค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน จึงได้จัดตั้ง “สถาบันผ้าทอหริภุญชัย” การจัดตั้งสถาบันผ้าทอหริภุญชัยขึ้น เพื่อเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีการทอผ้าของชาวลำพูน ซึ่งมีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนาน และมีเอกลักษณ์โดดเด่นให้ดำรงคงอยู่ สถาบันผ้าทอยังเป็นการศูนย์เสริมสร้างอาชีพให้แก่กลุ่มทอผ้า และเป็นสถาบันที่รวบรวมพ่อครูแม่ครู ที่มีความรู้เกี่ยวกับการทอผ้า เพื่อถ่ายทอดภูมิปัญญาการทอผ้าด้วยมือ สู่เยาวชนและผู้ที่สนใจ รวมทั้งยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ในด้านการออกแบบลวดลายผ้าทอโบราณ การพัฒนาการทอผ้าลวดลายใหม่ ๆ นอกจากนั้นสถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย ยังเป็นศูนย์ส่งเสริมด้านการตลาดเกี่ยวกับการทอผ้าของจังหวัดลำพูน โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ได้จัดหาวัสดุอุปกรณ์การทอผ้า รวมทั้งจัดหาผ้าซิ้นโบราณหายาก เพื่อนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ผ้าทอฯ สถาบันผ้าทอมือหริภุญชัย […]

“ข้าวแคบทรงเครื่อง” ของกิ๋นโบราณเมืองลับแล

หลายคนที่เคยเดินทางมาเยือนเมืองลับแล คงจะเคยได้ยินชื่อเสียงในด้านการทำข้าวแคบและข้าวพัน หากจะกล่าวว่าในภูมิภาคแถบนี้ นอกจากการทำข้าวแคบของคนเมืองล้านนาในเชียงใหม่และลำพูนแล้วนั้น การทำข้าวแคบของคนลับแลก็ไม่ได้เป็นสองรองใคร โดยเฉพาะการทำข้าวแคบทรงเครื่อง ซึ่งถือเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวลับแล ที่เมื่อใครเดินทางมาเยือนจะต้องไม่พลาดโอกาสแวะไปชิมอย่างแน่นอน การทำข้าวแคบของอำเภอลับแลจะมีการทำเกือบทุกหมู่บ้านทุกครัวเรือน สมัยก่อนชาวบ้านส่วนใหญ่ เมื่อเวลาเดินทางเข้าไปทำสวนลางสาดบนเขา ก็นิยมนำข้าวแคบติดตัวไปรับประทานเป็นอาหารกลางวันหรือเป็นของทานเล่นในช่วงระหว่างที่ทำงาน นอกจากนั้นบางบ้านยังนิยมนำข้าวแคบมาทำกินเป็นกับข้าวมื้อเย็น ซึ่งวิถีชีวิตเช่นนี้ ปัจจุบันยังคงพบเห็นได้ที่อำเภอลับแล ที่หมู่บ้านวัดป่า หมู่ที่ 9 ต.ฝายหลวง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ ชาวบ้านเกือบทุกบ้านจะทำข้าวแคบขึ้นไว้รับประทาน ซึ่งข้าวแคบของที่นี่จะแปลกจากข้าวแคบที่เราเคยพบเห็นในภาคเหนือตรงที่ ข้าวแคบของอำเภอลับแลจะเป็นข้าวแคบที่มีการปรุงรสชาติเรียบร้อย โดยนำเกลือ พริก น้ำตาล ผักชี และงาดำมาปรุงรส ชาวบ้านเรียกว่า “ข้าวแคบทรงเครื่อง” การทำข้าวแคบเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมของคนลับแลที่มีการทำมานานแล้ว ตนเองเมื่อโตขึ้นมาก็เห็นพ่อแม่พี่น้องทำข้าวแคบ แต่จะมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถทำข้าวแคบได้เพราะว่าการทำข้าวแคบนั้น หากไม่รู้เทคนิควิธีการก็ยากที่จะทำได้ เช่นการทำให้ข้าวแคบออกมามีแผ่นบาง เมื่อเวลานำไปตากแดดให้แห้งแล้วจะใสจนมองเห็นทะลุได้ การทำข้าวแคบของชาวลับแลจะแตกต่างจากข้าวแคบที่พบเห็นทั่วไป ก็คือ ข้าวที่นำมาทำจะต้องเป็นข้าวเจ้าที่แช่น้ำทิ้งไว้ 2 คืน จนข้าวเน่าแล้วนำมาล้างน้ำให้สะอาดอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะนำไปโม่ให้ละเอียด หลังจากนั้นก็จะถึงขั้นตอนของการปรุงรสชาติ ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่จะนิยมใส่ พริก เกลือ น้ำตาล ผักชี และงา เพื่อให้รสชาติที่ได้มีรสเผ็ดนิด ๆ เค็มหน่อย ๆ ส่วนรสเปรี้ยวนั้นจะอยู่ในแป้ง […]

 ชุมชน “ช่างหล่อ” หมู่บ้านทำพระเชียงใหม่

หากจะนับรับเอางานหล่อพระพุทธรูปของชาวบ้านช่างหล่อ เป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของชาติแล้ว ปล่อยให้งานอาชีพ อันเป็นหลักฐานสำคัญทางด้านวัฒนธรรมเหล่านี้สูญสลายไป ด้วยเหตุผลทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติแล้ว ก็อาจจะไม่มีใครรู้จักการหล่อพระพุทธรูปกันอีกต่อไป ในอดีตการหล่อพระพุทธรูป เป็นวัฒนธรรมสำคัญอย่างหนึ่งของคนล้านนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ชุมชนบ้านช่างหล่อ ต.หายยา จ.เชียงใหม่ ถือได้ว่าเป็นชุมชนเดียวที่มีการหล่อโลหะขึ้นในชีวิตประจำวัน ซึ่งล้วนแล้วเกิดจากศรัทธาของชาวล้านนาที่มีต่อพระพุทธศาสนา อันเป็นผลให้เกิดรูปธรรมในงานหัตถศิลป์ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่แสดงให้ปรากฏเป็นหลักฐานของความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่พระเจ้ากาวิละร่วมกับพระยาจ่าบ้าน ได้ทรงขับไล่พม่าออกจากเมืองเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2339 แล้ว ทรงรวบรวมไพร่พลไปกวาดต้อนผู้คนจากเมืองยอง เมืองล่า เมืองมาง เมืองสาตร เมืองเชียงตุง รวมถึงสิบสองปันนาในจีน ทำการกวาดต้อนผู้คนให้เข้ามาอาศัยอยู่ในเชียงใหม่ อันถือเป็นยุคของการ “ฟื้นม่าน” หมายถึง การเข้าไปดึงเอาชุมชนเล็ก ๆ ที่อยู่อย่างเป็นอิสระรอบเชียงใหม่มาเป็นส่วนหนึ่งของตน หรืออาจจะเรียกได้อีกชื่อว่า “ยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง” ซึ่งมีข้อความปรากฏในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ เมื่อครั้งที่เจ้าอุปราชธรรมลังกา ยกทัพไปกวาดต้อนผู้คนจากเมือง เมื่อปี พ.ศ. 2348 ว่า…พระองค์เฮาบ่ใช่ว่าจักมา ฟันเมืองหื้อเป็นป่าบ่มี พระองค์เฮาจักมาฟันป่าหื้อเป็นเมือง จักปลูกแปลงยังสันฐานเขตน้ำหนังดิน ในล้านนา 57 หัวมืองตามบุพทำนองมหากษัตริย์เจ้า อันแต่งแปลงในกาลเมื่อก่อนแล.. หลังจากที่กวาดต้อนผู้คนจากเมืองต่าง ๆ มาไว้ในเชียงใหม่แล้ว พระเจ้ากาวิละได้ให้ผู้คนที่กวาดต้อนมาจากเมืองยอง […]

ย้อมผ้าสีฟ้าจาก “คอคอเด๊าะ” ภูมิปัญญาของเผ่าปกาเกอะญอ

ผ้าทอ ถือได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนล้านนา เราจะพบว่าในอดีตผู้หญิงชาวล้านนาส่วนใหญ่จะนิยมทอผ้าขึ้น เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นมรดกที่เกิดขึ้นผู้หญิงสาวชาวล้านนาโดยแท้ ผู้หญิงจะได้รับการฝึกฝนทอผ้าตั้งแต่เด็ก จนมีคำกล่าวว่า “ถ้าสาวคนไหนยังทอผ้าไม่เป็นก็ไม่สามารถมีครอบครัวได้” ปัจจุบันผ้าทอได้มีพัฒนาการก้าวหน้าไปมาก จากที่เคยทอด้วยมือก็มีเครื่องจักรเข้ามาแทน ขณะเดียวกันเทคโนโลยีการย้อมผ้าก็เจริญรุดหน้าไปพร้อมกัน ทว่าเมื่อไม่นาน มีเอกสารงานวิจัยของอาจารย์รจนา ชื่นศิริกุลชัย อาจารย์ประจำภาควิชาออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอ สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพายัพ ซึ่งได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่อง การดำรงอยู่ขององค์ความรู้ ภูมิปัญญา การย้อมผ้าสีฟ้าจากคอคอเด๊าะ ของชนเผ่าปกาเกอะญอ จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยอาจารย์รจนาได้ศึกษาการย้อมผ้าด้วยเมล็ดคอคอเด๊าะ ซึ่งให้สีฟ้าสดใส โดยชนเผ่าปวาเกอญอได้มีการถ่ายทอดภูมิปัญญาดั่งเดิมในการย้อมสีผ้ามานานหลายร้อยผี นอกจากนั้นยังไปสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ถึงวิธีการย้อมและสกัดสีฟ้าธรรมชาติจากเมล็ดคอคอเด๊าะ จากการศึกษาดังกล่าวทำให้พบว่า การสกัดสีมีหลายวิธีการขึ้นอยู่กับพืช และวิธีการของกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ ที่จะมีวิธีการที่แตกต่างกัน ซึ่งในที่นี้ขอนำเสนอวิธีการสกัดแบบดั้งเดิมของชนเผ่าปวาเกอญอ ซึ่งจะเป็นการสกัดโดยใช้น้ำเป็นตัวทำละลายทั้งน้ำร้อนและน้ำเย็นมีวิธีการสกัด ดังนี้ 1. การสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ พืชที่นำมาสกัดสี สีบางชนิดต้องนำมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนที่จะนำไปสกัดสีออกมาจะด้วยวิธีการใช้น้ำร้อนหรือน้ำเย็นเพื่อให้สีออกมาได้มาก 2. การหั่นเป็นชิ้น ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นส่วนของเปลือกนอกของลำต้นที่เราถากออกมาเป็นชิ้นใหญ่ แล้วนำมาหั่นเป็นชิ้นอีกทีหนึ่งแล้วนำไปแช่น้ำเย็นหรือนำไปต้มน้ำร้อน 3. การนำไปต้มน้ำร้อน พืชบางชนิดไม่ต้องนำมาสับหรือหั่นเพียงแต่เด็ดตรงส่วนใบ หรือส่วนอื่นนำมาต้มกับน้ำร้อน 4. การนำไปแช่น้ำเย็น นำพืชที่จะนำมาสกัดมาแช่กับน้ำเย็นทิ้งไว้ เพื่อให้สีออกมาระยะเวลาอย่างน้อย […]

ไปดูศูนย์กลางแห่งพุทธศาสนาล้านช้าง ที่เมือง “หลวงพระบาง”

หลวงพระบางเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่สามารถเดินเที่ยวได้ในวันเดียว ทว่าในวันเดียวนั้น เราจึงสามารถพบเห็นเรื่องราวหลากหลายที่เก็บเกี่ยวเอาไว้ในลิ้นชักแห่งความทรงจำได้แทบไม่พอ หากใครไม่เชื่อลองมาเยือนเมืองหลวงพระบางดู เมืองเล็กแต่ไม่ธรรมดา หากแต่เป็นเมืองที่สะสมความรุ่งเรืองแห่งอดีตกาลไว้มากมาย หลวงพระบาง หรือเชียงทอง เป็นเมืองหลวงเก่าของราชอาณาจักรลาวมาแต่ดึกดำบรรพ์ ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของลาวในระดับเส้นรุ้งเดียวกับจังหวัดเชียงราย ดังนั้นจึงมีอากาศที่เย็นสบาย บ้านเรือนปลูกติดกันเรียงไปตามแนวถนนสลับด้วยวัด ที่ว่ากันว่ามีมากชนิด “วัดชนวัด” เลยทีเดียว จะว่าไปคงคล้ายกับเมืองเชียงใหม่ของเรา แต่เป็นเชียงใหม่เมื่อ 40-50 ปีที่แล้ว หลวงพระบางนั้น มีชื่อเดิมว่า “เมืองซัว” อันหมายถึงดินแดนแห่งสรวงสรรค์ เป็นที่ประทับของพระอินทร์ ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “เชียงดงเชียงทอง” เพราะเป็นดินแดนที่มีทองคำมาก กระทั่งในสมัยพระเจ้าฟ้างุ้มแหล่งหล้าธานี กษัตริย์ลาวองค์ที่ 24 แห่งอาณาจักรล้านช้าง ผู้ทรงสถาปนาพุทธศาสนาให้เป็นศาสนาประจำชาติ ได้ทรงอัญเชิญพระพุทธรูปปางห้ามญาติมาประดิษฐาน เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองล้านช้าง เรียกว่า “พระบาง” อันเป็นที่มาของการเรียกเมืองเชียงทองว่า “หลวงพระบาง” เมื่อไปเยือนเมืองหลวงพระบางเราจะพบว่า พระพุทธศาสนา คือ แก่นประเพณีวิถีชีวิตของชาวลาวแห่งหลวงพระบาง จะเห็นได้ชัดเจนก็ตามท้องถนนในเมืองแทบทุกเส้น จะมีชาวบ้านออกมาทำบุญตักบาตร ว่ากันว่า บางคนต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าเพื่อมารอใส่บาตรพระที่เดินเรียงรายมาตามถนนเป็นร้อย ๆ รูป ด้วยเหตุนี้วัดวาอารามในเมืองหลวงพระบาง จึงเป็นสถานที่สำคัญในฐานะศูนย์รวมของอารยธรรมล้านช้างมาแต่โบร่ำโบราณ จนเมืองแห่งนี้มีสมญาว่า “บ้านผา เมืองภู […]

พาไปดูประเพณี “แห่ลูกแก้วล้านนา” ในอดีต

การแห่ลูกแก้วเป็นเป็นประเพณีของชาวล้านนา ที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นเวลาช้านาน การแห่ลูกแก้วเป็นการแห่เด็กชาย ซึ่งจะบรรพชาเป็นสามเณรในพุทธศาสนา ส่วนมากอายุไม่เกิน 15 ปี ถือปฏิบัติทุกปีในช่วงระหว่างเดือน 6 – 8 เหนือ (มีนาคม – พฤษภาคม) ก่อนจะถึงวันบรรพชา 1 วัน พ่อแม่ผู้ปกครองจะนำเด็กเข้าพิธีบรรพชาไปแต่งองค์ทรงเครื่องที่วัด ประดับประดาด้วยอาภรณ์อย่างสวยงามแล้วขึ้นขี่บนหลังม้า บางพื้นที่อาจขี่คอผู้ใหญ่ แห่ไปตามบ้านญาติพี่น้องเป็นการแจ้งให้ทราบว่า ลูกแก้วจะเข้าบรรพชาเป็นสามเณรถือเป็นการบอกบุญไปในตัวด้วย ในอดีตการจัดงานบุญแห่ลูกแก้ว หรือ “ปอยบวช” หรือ “ปอยน้อย” ในภาษาล้านนาก็เพื่อให้ลูกศิษย์วัดหรือ “ขะโยม” ที่คอยรับใช้ทำงานในวัดเป็นเวลาพอสมควร และได้เรียนจบการศึกษาภาคบังคับแล้ว ทางวัดและญาติพี่น้องก็จะร่วมกันเป็นเจ้าภาพพิธีบรรพชา ให้เป็นสามเณรในพระพุทธศาสนาเมื่อกำหนดวันเป็นที่แน่นอนแล้ว พ่อแม่ญาติพี่น้องก็จะจัดหาเครื่องอัฏฐบริขารสำหรับสามเณรบวชใหม่ โดยมีผ้าสะบง 1 ผืน จีวร 1 ผืน อังสะ 1 ผืน ผ้ารัดเอว บาตร ลูกประคำ ดอกไม้ธูปเทียนจัดทำเป็นกระทง หรือทำเป็นช่อใส่ลงไปในพานสำหรับการขอบรรพชา 1 กระทง นอกจากนั้นยังมีกระทงสำหรับการขอศีล 1 กระทงและกระทงสำหรับขออุปัชฌายะอีก 1 […]

วัดโบราณเมืองเชียงใหม่บนถนนท่าแพ ที่สร้างโดยกษัตริย์ราชวงศ์มังรายกว่า 700 ปี

วัดโบราณที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ ซึ่งสร้างขึ้นโดยกษัตริย์ราชวงศ์มังราย ที่ตั้งอยู่บนถนนท่าแพเป็นวัดที่มีความเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่มาช้านาน บางวัดมีอายุมากกว่า 700 ปี ได้แก่ วัดแสนฝาง ตำนานกล่าวว่าสร้างในสมัยพญาแสนภู กษัตริย์ราชวงศ์มังราย เดิมชื่อ วัดแสนฝัง คำว่าแสนฝัง สันนิษฐานว่าอาจมาจาก การที่พญาแสนภูทรงมีพระประสงค์จะฝากฝังขุมพระราชทรัพย์ของพระองค์ไว้ในพระพุทธศาสนา ตามเยี่ยงพระเจ้าปู่และพระราชบิดา จึงดำริให้กำหนดสถานที่แห่งหนึ่งทางฝั่งทิศตะวันออกใกล้แม่น้ำข่าและแม่ระมิงค์พอประมาณ และโปรดให้สร้างวัดแห่งหนึ่ง โดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์บริจาคในพระพุทธศาสนา สถาปัตยกรรมประกอบด้วย หอไตรกลางน้ำหลังเก่า สร้างเมื่อ พ.ศ. 2412 ซุ้มประตูมงคลแสนมหาไชย สร้างเมื่อ พ.ศ. 2418 เดิมเป็นไม้ ที่มุมกำแพงด้านตะวันออกมีหอคอยสูงเด่นทั้ง 2 มุม คือ มุมด้านเหนือและใต้สำหรับเป็นที่อยู่เวรยามของทหารในสมัยโบราณ วิหาร จากหลักฐานปรากฏว่าเมื่อ พ.ศ. 2420 พระเจ้าอินทวิชยานนท์และเจ้าทิพเกสรราชเทวี ได้โปรดให้รื้อพระตำหนักที่ประทับของพระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์มาปรับปรุงดัดแปลงสร้างเป็นวิหารลายคำ วิหารนี้เป็นทรงล้านนาไทยหลังคาเตี้ยและลาดต่ำ ประดับด้วยลวดลายไม้แกะสลักและปูนปั้นปิดทอง สำหรับเจดีย์ทรงพม่านั้น หลักฐานกล่าวว่า พระครูบาโสภาโณเถระ ได้บูรณะสร้างเสริมเจดีย์ทำเป็นแบบพม่า กุฏิเจ้าอาวาส สร้างสมัยพระครูบาโสภาเถิ้ม และรองอำมาตย์เอกหลวงโยนการพิจิตร สร้างปี พ.ศ. 2431 พระอุโบสถ สร้างเมื่อ พ.ศ. […]

รูปแบบของ “หอไตรในล้านนา”

เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “หอไตร” ในความหมายรวมเรามักปิดตาเห็นภาพอาคารไม้ขนาดจิ๋วชั้นเดียว มีเสาสูง เปิดใต้ถุนโล่ง ตั้งอย่างโดดเดี่ยวอยู่กลางสระน้ำ ไม่มีสะพานเชื่อม ไม่มีบันไดทางขึ้น ซึ่งรูปแบบดังกล่าวเป็นลักษณะของหอไตรมาตราฐานที่พบได้ทั่วไปในแถบภาคกลางของประเทศไทย อันคติการทำ หอไตรกลางสระน้ำ นี้มีกุศโลบายเพื่อใช้ป้องกันมด ปลวก แมลง มิให้มาแทะกัดกินพระคัมภีร์ อีกทั้งยังเป็นการหลีกเลี่ยงอัคคีภัยไปด้วยในตัว สาเหตุที่ต้องแยกหอไตรออกมาจากกลุ่มอาคารอื่น ๆ ที่สร้างบนบกด้วยความหวาดระแวงเช่นนี้ ก็เพราะว่าในสมัยโบราณคัมภีร์พระไตรปิฏกนั้น มักจารึกลงใบลาน ดังที่เรียกว่า “คัมภีร์ใบลาน” ในขณะที่หอไตรแถบล้านนาหรือชาวล้านนาเรียกว่า “หอธรรม” นั้นกลับมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่ผิดแผกไปจากหอไตรในภาคกลางโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากคติความเชื่อที่แตกต่างกันไปของแต่ละภาคนั่นเอง เอกลักษณ์ของหอไตรในล้านนา คือ การสร้างอาคารด้วยหอสูงสองชั้น บนแผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ชั้นล่างทำเป็นห้องทึบก่ออิฐถือปูน ไม่มีบันไดทางขึ้นสู่ชั้นบน ทั้งภายนอกและภายใน ส่วนชั้นบนนิยมทำด้วยเครื่องไม้แกะสลัก เวลาจะหยิบพระคัมภีร์ไปใช้ จะต้องนำบันไดพิเศษมาพาดแล้วปีนเข้าไปทางช่องประตูแคบ ๆ ลักษณะการทำหอไตรทรงสูงเพรียวเช่นนี้ เนื่องมาจากคติความเชื่อที่ว่า คัมภีร์พระไตรปิฏกเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ควรค่าแก่การเคารพบูชา ดังนั้นจึงต้องเก็บไว้ในที่สูง เวลาจะหยิบพระคัมภีร์ไปใช้จะต้องเทินแบกเหนือบ่า ห้ามถือในระดับต่ำ จึงจำเป็นต้องเก็บไว้ให้มิดชิด มิให้บุคคลภายนอกเข้าไปหยิบฉวยได้ง่าย หอไตรจำพวกหอสูงนี้ จัดว่ามีอายุเก่าแก่ที่สุดในบรรดาหอไตรทุกประเภทของล้านนา กล่าวคือสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงพุทธศตวรรษที่ 21 ตรงกับสมัยของพระเจ้าติโลกราช ผู้ทรงกระทำการสังคายนาพระไตรปิฏกขึ้นเป็นครั้งแรกบนผืนแผ่นดินไทย ในปี พ.ศ. […]

จากวัดเชียงมั่นถึงวัดพระสิงห์ ย้อนอดีตการสร้างวัดในเชียงใหม่

ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของการสร้างวัดในเชียงใหม่ เกี่ยวข้องกับความเชื่อในเรื่องสิริมงคลของเมือง แต่เหนือสิ่งอื่นใด วัดยังคงเป็นศูนย์กลางของศาสนาที่ผู้คนในเมืองให้ความเคารพ เพราะคนล้านนาถือว่า การสร้างวัดเป็นอานิสงส์ที่แรงกล้าสามารถทำให้วิญญาณของผู้สร้างวัดเมื่อตายไปแล้วขึ้นไปสู่สรวงสวรรค์ได้ เมื่อครั้งที่พระยามังรายมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งล้านนาไทยได้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1839 นั้น พระองค์ทรงโปรดให้สร้างวัดขึ้นเป็นวัดแรกแห่งนครเชียงใหม่ก็คือ วัดเชียงมั่น ซึ่งได้ผสมผสานศิลปแบบเชียงแสนที่ได้รับอิทธิพลมาจากลังกาเข้ากับศิลปะแบบล้านนา งานศิลปเชียงแสนเข้ามาแพร่หลายอยู่ในอาณาจักรล้านนาไทยราวปี พ.ศ.1880 โดยพระเจ้าปักกรมพาหุมหาราช สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ในเชียงใหม่สร้างตามอิทธิพลแบบลังกาจะสังเกตได้จากการทำฐานสถูปเจดีย์เป็นฐานสูงมีลาดบัวซ้อนกันหลาย ๆ ชั้นทั้งที่มีซุ้มและไม่มีซุ้ม บริเวณซุ้มเหล่านั้นมักจะทำประตูทางเข้า ประตูออก ซุ้มตั้งพระพุทธรูปก็มี เช่น เจดีย์ของวัดเจดีย์หลวง วัดพระธาตุดอยสุเทพ วัดเชียงมั่น เป็นต้น ที่หน้าอุโบสถของวัดเชียงมั่นมีศิลาจารึกไว้เมื่อปี พ.ศ.2124 กล่าวถึงประวัติของวัดและประวัติเมืองเชียงใหม่ รวมทั้งการบูรณะวัดนี้ในสมัยต่อ ๆ มาอีกด้วย โบราณวัตถุที่สำคัญในวัดนี้คือ “พระเสตังคมณี” หรือ พระแก้วขาวกับพระพุทธรูปศิลาปางปราบช้างนาฬาคีรี ถือได้ว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองเชียงใหม่ หลังจากที่สร้างวัดเชียงมั่นขึ้นเป็นวัดแรกในเชียงใหม่แล้ว สมัยของพระเจ้าแสนเมืองมา มีเรื่องเล่าว่า เมื่อครั้งท้าวมหาพรหม เจ้าเมืองเชียงรายไปได้พระพุทธสิหิงค์หรือที่ชาวเชียงใหม่เรียกว่า “พระสิงห์” มาจากเมืองกำแพงเพชรและได้นำขึ้นมาถวายให้พระเจ้าแสนเมืองมา กษัตริย์เมืองเชียงใหม่ขณะนั้น พระองค์ได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ลงเรือขึ้นมาตามแม่น้ำปิง เมื่อขบวนเรือมาถึงเชียงใหม่ก็เป็นเวลาค่ำแล้ว จึงได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ขึ้นจากเรือแล้วนำไปประดิษฐานไว้บนบกที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิง ในคืนนั้นเองได้เกิดปรากฏการณ์อัศจรรย์ขึ้นโดยได้มีแสงสว่างลุกโชติช่วงที่องค์พระสิงห์ แสงสว่างนี้เป็นลำยาวขึ้นไปบนท้องฟ้าพาดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ที่พบเห็นต่างเชื่อว่าเป็นอภินิหารของพระพุทธสิหิงค์ ต่างพากันกราบไหว้ด้วยความปิติยินดี […]

ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ที่ “บ้านร่องกล้า”

หมู่บ้านร่องกล้า ต.เนินเพิ่ม อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เป็นชุมชนที่มีการผสมผสานความเป็นอยู่ระหว่างชาวเขาเผ่าม้งและคนไทย ซึ่งมีขนบธรรมเนียม วัฒนธรรมประจำเผ่าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ถึงแม้นในอดีตเคยเป็นมวลชนที่เป็นแนวร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งมีการสู้รบที่รุนแรง แต่ก็เป็นการสู้รบที่อยู่บนพื้นฐานของการเรียกร้องความเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความเสมอภาคของความเป็นมนุษย์ ชุมชนบ้านร่องกล้า มีการดำรงชีวิตแบบการทำเกษตรบนพื้นที่สูง โดยมีการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรตลอดมา ตั้งแต่บรรพบุรุษ บนพื้นที่ที่มีความสูงเฉลี่ยจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตร และมีอากาศหนาวเย็นตลอดปี โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 5-20 องศาเซลเซียส ทำให้พื้นที่มีการเพาะปลูกพืชเมืองหนาวจำนวนมาก เช่น ต้นพลับ ต้นท้อ และยังมีพืชผัก เช่น กะหล่ำปลี แครอท และบรอกโคลี เป็นต้น โดยหมู่บ้านร่องกล้า เป็นชุมชนที่มีพื้นที่อยู่ใจกลางของอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ประมาณ 6,250 ไร่ สำหรับเป็นพื้นที่ทางการเกษตร และมีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ของชุมชนประมาณ 137 ไร่ โดยอยู่ในความดูแลของสำนักงานสงเคราะห์ชาวเขา จังหวัดพิษณุโลก ที่ประกอบไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวจำนวนมาก ทั้งเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ที่มีทั้งพื้นที่จริง สถานที่เกิดเหตุจริง และสามารถเชื่อมต่อกับแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ของอุทยานภูหินร่องกล้าได้เป็นอย่างดี รวมทั้งยังมีผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์นั้น ยังมีชีวิตอยู่และสามารถเล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์นั้นได้อยู่ นอกจากนั้นยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจ การเกษตรบนพื้นที่สูง และวัฒนธรรม ประเพณีของชุมชนไทยและม้งที่อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ปัจจุบัน […]

ไหว้พระที่วัดเก่า 100 ปี เมืองแม่แจ่ม

เมื่อเอ่ยชื่อของเมืองเล็ก ๆ ที่เงียบสงบในอ้อมกอดของขุนเขาแล้ว หลายคนคงจะนึกถึงอำเภอแม่แจ่ม ด้วยการเดินทางที่ค่อนข้างลำบาก ถนนหนทางคดเคี้ยวไปตามไหล่เขา จึงทำให้เมืองนี้ อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของธรรมชาติและวัฒนธรรมดั่งเดิมของผู้คน เมืองแม่แจ่มมีอดีตอันยาวนาน มีผู้คนอาศัยจากหลายเชื้อชาติ แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงรักษาไว้ก็คือ วัฒนธรรมและวิถีการดำเนินชีวิตของคนแม่แจ่มยังคงเรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยนัยยะตามหลักพุทธธรรมคำสอน วัฒนธรรมของคนแม่แจ่มได้รับการกล่าวขานถึงมากพอ ๆ กับผ้าซิ่นตีนจก เนื่องจากการดำรงอยู่ของกลุ่มคนหลากหลายกลุ่ม จึงทำให้วัฒนธรรมของคนแม่แจ่มผสมผสานกลมกลืนกัน ดังปรากฏได้จากศิลปวัฒนธรรมของวัดต่าง ๆ เช่น วัดยางหลวง เป็นวัดเก่าแก่ของอำเภอแม่แจ่ม ความสวยงามของวัดนี้อยู่ที่อุโบสถ นอกจากนั้นที่วัดพุทธเอ้นมีอุโบสถกลางน้ำที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งถือว่าเป็นอุโบสถกลางน้ำที่เหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ในบริเวณวัดป่าแดด มีหอไตรอายุร้อยกว่าปี ภายในมีคัมภีร์ใบลานรุ่นเก่าเก็บไว้ รูปทรงของหอไตรวัดป่าแดด สร้างแบบก่ออิฐถือปูนภายนอกมีลายปูนปั้นรูปเทวดา ซึ่งถือเป็นรูปแบบดั่งเดิมของหอไตรในล้านนา ภายในมีภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังอยู่ 8 ภาพ เขียนเรื่องราวพุทธประวัติ เช่นเรื่อง พระเวสสันดร, เล่าวิฑูรบัณฑิต, นิทานพื้นบ้านย่าปู่จี่ (จันทรคราส), มโหสถชาดก และไตรภูมิ เป็นต้น นอกจากวัดป่าแดดและวัดยางหลวงแล้ว ยังมีวัดสำคัญอีกวัดหนึ่งในแม่แจ่มที่หลายคนมักจะเดินทางมากราบไหว้ก็ คือ วัดพุทธเอ้น วัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองแม่แจ่ม ประมาณ 2 กิโลเมตร มีเรื่องเล่าในอดีตเกี่ยวกับวัดนี้ว่า เมื่อครั้งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมายังดินแดนแห่งนี้ […]

1 36 37 38 39 40 42