53

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

ตามรอย “ครูบาขาวปี” วัดผาหนาม ลูกศิษย์ผู้ติดตามครูบาศรีวิชัย

เมื่อเอ่ยชื่อของครูบาเจ้าอภิชัย หรือครูบาขาวปี คนรุ่นปัจจุบันน้อยคนนักจะรู้จัก แต่ว่าเมื่อถามคนในอดีตเมื่อ 80 – 90 ปีที่แล้วไม่มีใครไม่รู้จักเกจิชื่อดัง แห่งล้านนาคนนี้ เพราะว่าท่านเป็นลูกศิษย์เอกของครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งกล่าวกันว่า ครูบาเจ้าอภิชัย (ขาวปี) จะเป็นผู้สืบต่องานพัฒนาจากครูบาศรีวิชัย ซึ่งหลังจากที่ครูบาศรีวิชัยได้มรณภาพลงแล้ว ครูบาเจ้าอภิชัยก็ได้สร้างสรรงานต่าง ๆ ในรูปถาวรวัตถุ ทั้งด้านพุทธจักรและอาณาจักรไว้มากมาย รวมถึงในด้านการเผยแพร่ธรรมะ อันเป็นคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมกับอบรมสั่งสอนบรรดาประชาชนผู้เลื่อมใสในตัวท่านให้ตั้งตนเป็นคนดีอยู่ในศีลธรรม ชีวิตในวัยเด็กของเด็กชาย “จำปี” หรือครูบาเจ้าอภิชัย (ขาวปี) ก็เหมือนกับชาวบ้านจน ๆ ทั่วไป ท่านเกิดในครอบครัวชาวบ้านป่าครอบครัวหนึ่งที่บ้านแม่เทย อ.ลี้ จ.ลำพูน เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2443 ซึ่งถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลากว่า 118 ปี ตอนสมัยยังเล็กเด็กชายจำปีมีร่างกายที่บอบเบามาก เพราะไม่มีโอกาสได้รับประทานอาหารที่ดี กินแต่ผักกับกลอย เจ็บป่วยเป็นโรคขาดสารอาหารแต่ก็ไม่ร้ายแรงนัก หลังจากนั้นอีก 4 ปี ครอบครัวของเด็กชายจำปีก็ต้องสูญเสียเสาหลักของล้าน คือ ผู้เป็นบิดาไปด้วยโรคไข้ป่า เมื่อเด็กชายจำปีเติบโตขึ้น แม้ร่างกายจะเล็กแต่สิ่งแวดล้อมก็หล่อหลอมหัวใจของท่าน ให้แข็งแกร่งดังเพชร เด็กชายจำปีกับแม่ ช่วยกันต่อสู้ในการดำรงชีวิตอย่างทรหด […]

“พระพิฆเนศ” เทพเจ้าแห่งความสำเร็จ

หากกล่าวถึงความสำคัญขององค์พระพิฆเนศ ถือได้ว่าเป็นเทพเจ้าองค์หนึ่งในศาสนาฮินดู พระพิฆเนศมีชื่อเรียกอยู่หลายชื่อได้แก่ พระคเนศ พระพิฆเนศ พระคณปติ ตามตำนานของศาสนาฮินดู กล่าวว่า พระพิฆเนศ เป็นโอรสของพระศิวะกับนางปารวดี (พระอุมา) ที่มีลักษณะร่างกายเป็นมนุษย์มีเศียรเป็นช้าง ชื่อของพระคเนศ ปรากฏเป็นครั้งแรกของยุคปราณะอินเดีย ในฐานะเทพเจ้าแห่งอุปสรรค ผู้บันดาลให้เกิดอุปสรรคและบันดาลให้เกิดความสำเร็จ เนื่องจากพระคเนศเป็นที่นับถือมาทุกยุคทุกสมัย จึงปรากฏรูปเคารพในรูปแบบของงานประติมากรรมอยู่มากมาย ทั้งที่แกะจากศิลา โลหะสำริด ทองเหลือง ปูนปั้น ดินเผา ไม้และงาช้าง อันเป็นเครื่องยืนยันถึงการนับถือพระพิฆเนศในดินแดนต่าง ๆ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันได้แก่อาณาจักรฟูนัน อาณาจักรกัมพูชา อาณาจักรจัมปา ในเวียดนาม อาณาจักรพม่า ชวา เรื่อยมาจนถึงอาณาจักรทวารวดีในไทย และอาณาจักรศรีวิชัยในคาบสมุทรสุมาตรา ในประเทศไทยมีการนับถือพระคเนศ หรือพระพิฆเนศ ในฐานะเทพสำคัญด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะในด้านแห่งความสำเร็จ จึงมีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชพิธีในราชสำนักไทยที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีตรียัมพวายตรีปวาย และพระราชพิธีสมโภชขึ้นระวางช้างเผือก ในงานด้านนาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ และการช่างไทย ก็มีการนับถือพระพิฆเนศ โดยจะบูชาในพิธีไหว้ครูก่อนการแสดงหรือการเรียนศาสตร์นั้น ๆ ด้วย เชื่อว่าท่านเป็นเทพเจ้าแห่งอุปสรรคบูชาท่าน เพื่อป้องกันมิให้เกิดอุปสรรคอันจะนำไปสู่ความสำเร็จ ทั้งยังบูชาในฐานะที่ทรงมีสติปัญญาหลักแหลม เพื่อผลแห่งปัญญาตนในการเรียน […]

พิธีฟ้อนรับเสด็จฯ เมื่อครั้งรัชกาลที่ 7 เยือนเมืองเชียงใหม่

ในล้านนา การฟ้อนรำมักจะพบเห็นได้ตามงานบุญ และงานต้อนรับแขกคนสำคัญอยู่เสมอ แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เหมือนเมื่อครั้งในอดีต แต่การฟ้อนรำก็ถือได้ว่าเป็นผลพวง ที่มาจากการถ่ายทอดของบรรพบุรุษ ที่ชาวล้านนายังคงอนุรักษ์รักษาวัฒนธรรมประเพณีนี้เอาไว้อย่างเหนียวแน่น เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 7 เสด็จเลียบมณฑลพายัพ พระราชราชาเจ้าดารารัศมี จึงได้ชักชวนเจ้านายในมณฑล ทั้งชายหญิงให้ฟ้อนรำรับเสด็จ ซึ่งกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงบันทึกไว้อีกว่า “เมื่อวันสมโภชเมืองเชียงใหม่ วันนั้นมีกระบวนต่าง ๆ ของพวกชาวเชียงใหม่ทุกชาติ ทุกภาษา แห่นำหน้าแล้วถึงกระบวนบายศรี มีปี่พาทย์นำหน้า พวกเจ้านายผู้ชายเดินตามบายศรี ที่สำหรับสมโภชสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีเจ้านครเชียงใหม่ เจ้านครน่านและเจ้านครลำพูนเป็นหัวหน้า ต่อมาถึงเจ้านายชั้นรองรวมกันกว่า 30 คน แต่ละตัวแต่งตัวนุ่งผ้าปักลาย ใส่เสื้อเยียรบับ คาดสำรดประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เดินเป็นคู่ ๆ อยู่ข้างหลังบายศรี พอเข้าในบริเวณพลับพลาก็พร้อมกันยกมือขึ้นกราบถวายบังคม แล้วต่างฟ้อนตรงเข้าไปเฝ้า พวกเจ้านายผู้หญิงก็เดินตามเป็นคู่ ๆ และฟ้อนเข้าไปเฝ้าอย่างเดียวกัน พวกคนดูทั้งไทยและฝรั่งขึ้นไป จากกรุงเทพและชาวเมืองนั้นพากันออกปากว่า สง่างามอย่างแปลก ดูน่าชมเป็นอย่างยิ่ง” นอกจากนั้น ยังมีบันทึกของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกถึงประเพณีการฟ้อนรำรับแขกบ้านแขกเมืองในพระราชนิพนธ์เรื่อง “สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงกับสนมเอก” ถึงการฟ้อนรำต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือนไว้ ดังนี้ “…พิเคราะห์ดูอาจจะมีมาแต่สมัย เมื่อถือกันเป็นประเพณีว่าผู้ดีทุกคน ทั้งที่เป็นผู้ชายและเป็นผู้หญิง ต้องหัดฟ้อนรำเป็นหลักสูตรอย่างหนึ่งในการศึกษา […]

ผ่อเฮือนเก่าล้านนา ในพิพิธภัณฑ์เรือนโบราณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีการอนุรักษ์เรือนโบราณของล้านนาขึ้น เริ่มจากการสำรวจเรือนที่ควรแก่การอนุรักษ์และรื้อย้ายมาปลูกใหม่ในบริเวณสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อทำเป็นพิพิธภัณฑ์ขึ้นปัจจุบันได้อนุรักษ์และรวบรวมเรือนโบราณประเภทต่าง ๆ ไว้จำนวน 7 หลัง เพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวมและเผยแพร่ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์อันได้แก่ เรือนคิวริเปอล์ (เรือนลุงคิว) เรือนไทลื้อ (หม่อนตุด) เรือนกาแล (อุ๊ยผัด) เรือนพื้นบ้านล้านนา (อุ๊ยแก้ว) เรือนกาแล (พญาวงศ์) และยุ้งข้าวหรือหลองข้าว เรือนชาวเวียงเชียงใหม่ (พญาปงลังกา) เรือนทรงปั้นหยา (หลวงอนุสารสุนทร) ซึ่งปัจจุบันสำนักส่งเสริมฯ ได้ทำการปรับปรุงให้เป็นพิพิธภัณฑ์แบบมีชีวิต (live museum) ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คนและรูปแบบของสถาปัตยกรรมล้านนาอันงดงาม เรือนลุงคิว เป็นที่ตั้งของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมนั้น เป็นอาคารรูปทรงอิทธิพลสถาปัตยกรรมตะวันตกหรือทรงอาณานิคมหรือแบบโคโลเนียล สร้างขึ้นราว พ.ศ. 2465 เจ้าของเดิม คือ Mr. Arther Lionel Queripel ในอดีตบ้านหลังนี้เคยปลูกไม้ดอกและไม้ผลนานาชนิด โดยเฉพาะสตรอเบอรี่ นายคิวริเปอล์ คือ คนแรกที่นำมาปลูกในเมืองไทย ต่อมามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้กำหนดให้อาคารหลังนี้เป็นสถานที่ทำการของสำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 เป็นต้นมา เรือนไทลื้อ […]

ซะป๊ะ “กาด” ในล้านนา

คำว่า “กาด” เป็นภาษาพื้นบ้านของล้านนา หมายถึง “ตลาด” ที่คนเรานิยมไปเดินซื้อของกินของใช้ แต่ปัจจุบันรู้สึกว่าตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงด้านรสนิยม ที่เรารับมาจากชาติตะวันตก เด็กวัยรุ่นไทยก็ต้องไปเดินตากแอร์เย็น ๆ บนห้างสรรพสินค้า เพราะยังไงเสียบนห้างสรรพสินค้าก็ต้องมีดีกรีกว่าตลาดทั่วไป ที่อยู่ตามข้างถนนหรือตามใจกลางของหมู่บ้านไม่ว่าจะเป็นของกิน ของใช้ที่ดูสะอาดตาจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ เครื่องสำอางชนิดที่ว่ามีตั้งแต่อาหารสด อาหารแห้ง เครื่องดื่มที่มีราคาถูกและแพงตามยี่ห้อสินค้า ที่สำคัญไม่ต้องเดินตาดแดดให้ผิวหนังไหม้เกรียม วันนี้เลยพาท่านผู้อ่านย้อนอดีตเตือนความทรงจำเก่า ๆ เพื่อรำลึกถึงภาพวันวาน ผู้อ่านหลายท่านคงจะเข้าใจประโยคที่ว่า “ถ้าอยากจะเห็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นนั้น ๆ ว่าเป็นอย่างไร ก็ให้ไปดูที่ตลาดของชุมชนนั้น ไม่ว่าจะเป็น พืช ผัก ผลไม้ เสื้อผ้า ยารักษาโรค ล้วนมีขายในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น” ในเมืองหรือภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า “ในเวียง” ซึ่งเป็นแหล่งที่มีผู้คนอาศัยอยู่ก็มักจะมีกาดเกิดขึ้นอยู่เสมอ เพราะสมัยก่อนไม่มีห้างสรรพสินค้าให้เดินซื้อของ ชาวบ้านต่างชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณรอบนอก ก็มักที่จะเข้ามาในเมืองโดยมีวัตถุประสงค์หลัก 2 ข้อ คือการนำเอาของมาขายโดยอาจจะนำพวกของป่า ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ฯลฯ ที่หามาได้มาขายหรือนำเอามาแลกสินค้าอื่น อาจจะเป็นของใช้ที่จำเป็นก็ได้ สองคือการเข้ามาเพื่อมาซื้อของกินของใช้ที่ในหมู่บ้านไม่มี เหตุผลข้อหลังมักจะเป็นเหตุผลของชาวบ้านที่มีฐานะค่อนข้างดีถึงรวย กาดประจำเมืองมักจะมีขนาดใหญ่จึงมักจะเรียกกันว่า “กาดหลวง” […]

หลวงปู่ครูบาอินตา พระเถระแห่งตำบลเหมืองง่า

เมื่อเอ่ยถึงพระเกจิเถระ ผู้มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดในพุทธศาสนา ของตำบลเหมืองง่า และเป็นแบบอย่างให้พระสงฆ์เจริญรอยตาม คงหนีไม่พ้นชื่อของ หลวงปู่ครูบาอินตา หรือ พระครูถาวรศีลโธ หลวงปู่ครูบาอินตา อดีตเจ้าอาวาสวัดวังทอง ต.เหมืองง่า อ.เมือง จ.ลำพูน เป็นพระมหาสังฆเถระที่มีอายุพรรษา อาวุโสเป็นลำดับที่ 2 ในแผ่นดินล้านนา รองจากครูบาดวงดี และอาวุโสสูงสุด ในจังหวัดลำพูน อายุ 101 ปี 79 พรรษา ครูบาอินตา เกิดวันเสาร์ แรม 10 ค่ำเดือน 2 ตรงกับวันที่ 12 มกราคม 2453 ปีจอ (ปีเส็ด ) ซึ่งอยู่ในช่วง แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ครูบาอินตา เกิดที่ บ้านเหมืองง่า ม.2 ต.เหมืองง่า อ.เมือง จ.ลำพูน โยมพ่อชื่อนายตา โยมแม่ชื่อนางบัวแก้ว นามสกุล ธนาขันธรรม ท่านเป็นหลานท่านเจ้าคุณพระญาณมงคล […]

เฮือนไม้สัก 125 ปี “หม่องจันโอง” คหบดีค้าไม้เมืองลำปาง

หากพูดถึงบ้านไม้สักโบราณในเมืองลำปางนั้น มีมาตั้งแต่อดีตหลายร้อยปี แต่ในช่วงที่มีการเปิดสัมปทานทำไม้สักในภาคเหนือ ดูเหมือนว่าจะเป็นยุครุ่งเรืองของบ้านไม้สักก็ว่าได้ เพราะพ่อค้าคหบดีจะนิยมสร้างบ้านด้วยไม้สัก อันเป็นการบ่งบอกถึงฐานะทางสังคม ยิ่งสร้างบ้านได้หลังใหญ่มีจำนวนเสาบ้านมากเท่าใด ก็ถือว่าเป็นคนมีฐานะมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น ในสมัยก่อนคนโบราณ จึงนิยมสร้างบ้านด้วยไม้สักมีเสาขนาดใหญ่หลายต้น ในจำนวนบ้านไม้สักโบราณของเมืองลำปาง บ้านเสานักดูเหมือนว่าจะมีคนพูดถึงมากที่สุด เพราะเป็นสถานที่รวมเอาข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณมาไว้มากที่สุด การจัดวางในลักษณะเดิมที่เจ้าของบ้านอาศัย อีกทั้งบรรยากาศของบ้านล้านนา ทำให้บ้านเสานักกลายเป็นพิพิธภัณฑ์ ด้านศิลปวัฒนธรรมของเมืองลำปาง ที่ไม่เคยเงียบเหงาไปจากผู้มาเยือน บ้านเสานัก สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ.2438 โดยคหบดีพ่อค้าชื่อ “หม่องจันโอง” ซึ่งเป็นต้นตระกูลจันทรวิโรจน์ เป็นบ้านไม้สักโบราณ ศิลปะพม่าผสมล้านนา มีเสาเรือนถึง 116 ต้น ลักษณะที่โดดเด่นของบ้านเสานัก ทำให้อาจารย์จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง ได้มาศึกษาและถ่ายภาพนำไปอ้างอิงเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมล้านนา นอกจากนั้น บ้านแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ดูงานของนักศึกษาสถาปัตยกรรม จากหลายสถาบัน จนทำให้ชื่อเสียงของบ้านเสานักเป็นที่รู้จักในหมู่สถาปนิก และนักออกแบบไปทั่วประเทศ กระทั่งเมื่อปี พ.ศ.2539 สยามสมาคมได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับบ้านเสานักไว้ในหนังสือ Heritage Homes of Thailand รวมทั้งมีนิตยสารจากต่างประเทศหลายฉบับ นำเรื่องราว และประวัติของบ้านเสานักไปเผยแพร่ทั่วโลก รูปแบบและความเก่าของบ้านเสานัก สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิต รสนิยม แบบแผนประเพณีพื้นเมืองของชาวลำปางเป็นอย่างดี ดังนั้น บ้านเสานักจึงเป็นงานสถาปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า […]

ประเพณี 6 เป็งไหว้สา สักการะพระธาตุแช่แห้งเมืองน่าน

พระบรมธาตุแช่แห้ง เป็นศาสนสถานที่มีมานาน ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เมืองน่านมีเจ้าผู้ครองนครติดต่อกันจำนวน 64 พระองค์ แต่เริ่มมีความเด่นชัดในสมัยพระกานเมืองครองเมืองน่านระหว่างปี พ.ศ.1896 – 1906 ซึ่งตรงกับสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ครองกรุงสุโขทัย พระมหาธรรมราชาลิไทได้เกณฑ์พระยากานเมืองไปสร้างวัดหลวงอภัยขึ้น ณ สถานที่ตั้งของสวนหลวงที่พ่อขุนรามคำแหงมหาราช โปรดให้ปลูกมะม่วง ต่อมาภายหลังวัดแห่งนี้ได้ชื่อว่า “วัดป่ามะม่วง” หลังจากเสร็จภารกิจทั้งปวง พระมหาธรรมราชาลิไทได้มอบพระบรมธาตุ ให้แก่ พระยากานเมือง พร้อมพระราชทานพระพิมพ์เงิน พระพิมพ์ทองอย่างละ 20 องค์ เพื่อนำไปประดิษฐานที่เมืองวรนคร ครั้นเมื่อพระยากานเมืองกลับถึงเมืองวรนครแล้ว จึงได้นำความปรึกษาหารือกับพระมหาเถระธรรมบาล สังฑราชในยุคนั้นว่า ควรจะบรรจุสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่มนุษย์และเทวดาพึงกราบไหว้ไว้ในแผ่นดินวรนคร ณ ที่แห่งใด พระมหาเถระธรรมบาลได้กราบทูลว่า ภูมิสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดินมหาบพิตรก็คือ เนินศรีภูเพียง พระยากานเมือง จึงโปรดให้สร้างพระธาตุเจดีย์ขึ้น และได้อัญเชิญพระบรมธาตุมาบรรจุไว้ ให้ชื่อว่าพระธาตุศรีภูเพียง ปี พ.ศ.1902 พระยากานเมืองจึงได้ย้ายเมืองวรนครมาตั้งอยู่บริเวณบ้านหนองเต่า หากสืบไปภายหน้าบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้น ก็สามารถขยายเมือง ให้กว้างขวางออกไปจนถึงเขตเมืองแพร่ ทว่าในปี พ.ศ.1911 แม่น้ำน่านได้เปลี่ยนสาย เมืองวรนครของพระยากานเมืองเกิดความแห้งแล้งขาดน้ำ พระยาผากอง โอรสของพระยากานเมืองจึงได้ย้ายเมืองอีกครั้งมาตั้งที่บ้านห้วยไค้ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมือง ในปัจุบัน […]

ไหว้พระพุทธรูปทองคำ ที่ “วัดอนาลโย” จ.พะเยา

จังหวัดพะเยาเมืองเล็กที่สงบเงียบ ริมฝั่งกว๊านกว้างใหญ่สุดหูสุดตา ก่อนหน้านี้ไม่นาน ผมมีโอกาสได้นั่งเรือชมความงามของกว๊านและเก็บเกี่ยวเรื่องราวของชาวประมงแห่งกว๊านพะเยา มาวันนี้ผมละทิ้งจากผืนน้ำกว้างเดินทางขึ้นสู่วัดอนาลโยทิพยาราม บนยอดดอยบุษราคัม สถานที่ปฏิบัติธรรมที่ร่มรื่นและยังเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งของจังหวัดพะเยา บริเวณด้านล่างของวัดอนาลโย มีการจัดส่วนร้านค้าและลานจอดรถไว้ที่เชิงดอย แยกส่วนจากเขตอันร่มรื่นเงียบสงบของวัด ที่ตั้งไว้บนดอยอย่างชัดเจน โดยมีบันไดคอนกรีตสลักลวดลายอันงดงามนำขึ้นไปสู่บริเวณวัด แมกไม้สองข้างทางยังเขียวขจีดำรงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์ ที่ไหล่ดอยมีพระพุทธรูปองค์ใหญ่นามพระพุทธเมตตานภาวิสุทธิมงคล ตั้งตระหง่านอยู่กลางแจ้ง ไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้ ตามเส้นทางเดินอันร่มรื่นใต้ร่มใบของแมกไม้ป่าเต็งรัง จะพบหอพระแก้ว อันเป็นสถานที่ประดิษฐานพระแก้วและเป็นหอปฏิบัติธรรมอันเงียบสงบ ด้านหลังจะมีลานเปิดโล่งมองเห็นผืนป่าอันแน่นขนัดเขียวขจีและหุบดอยอันสลับซับซ้อน จากหอพระแก้วลึกเข้าไปจะเป็นเขตสังฆาวาส ที่ไม่ใช่เขตหวงห้าม แต่เป็นเขตคามแห่งการปฏิบัติธรรมที่ใครก็เข้าไปได้ แต่ควรจะให้ความเคารพสถานที่ สำรวมระวังกิริยาอาการ เพราะสถานที่นี้ต้องการความเงียบสงบ ความวิเวกในท่ามกลางธรรมชาติเพื่อการปฏิบัติธรรมของพระภิกษุสงฆ์ บริเวณนี้จะมีศาลาริมดอยที่ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่ามากมายนับร้อยองค์ ที่ริมศาลา เราสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันกว้างไกลของดอยหนอกและที่ราบลุ่มเบื้องล่าง มองเห็นทุ่งนา และกว๊านพะเยาอยู่ไกลลิบ นอกจากนั้นที่นี่ยังเป็นมุมมองอันงดงามในยามอรุณรุ่ง โดยเฉพาะในฤดูหนาว ที่มักเป็นเช้าแห่งการนัดพบกันของสายหมอกและแสงตะวันทำให้เกิดภาพฝันอันงดงาม วัดอนาลโย สถานที่ปฏิบัติธรรมอันสงบงดงามท่ามกลางธรรมชาติแห่งนี้ สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาของผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและวัตรปฏิบัติของพระปัญญาพิศาลเถร (หลวงพ่อไพบูลย์ สุมังคโล) พระสายวิปัสนาผู้มีลูกศิษย์ลูกหาให้ความศรัทธามากมาย จนสามารถสร้างวัดอันงดงามและเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมอันเงียบสงบบนดอยบุษราคัมแห่งนี้ โบราณสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของวัดอนาลโยที่เห็นเด่นชัดเมื่อเวลาเดินทางมาที่นี่ก็คือ ซุ้มประตูที่ทำด้วยหินทรายและปูนปั้นดินขาว มีลักษณะรูปทรงศิลปแบบล้านนาบริเวณทางเดินปูด้วยหินทรายประมาณ 200 ขั้น เมื่อเดินขึ้นไปถึงด้านบนจะพบกับซุ้มประตูอิฐ หอพระพุทธชินราช พระพุทธเมตตานภาวิสุทธิมงคล รัตนเจดีย์บริวาร 5 องค์ เมื่อเดินเข้าไปจะพบพระอุโบสถที่สวยงามด้วยปูนปั้นเป็นศิลปสมัยเชียงแสน ใกล้กันเป็นซุ้มประตูมังกร […]

พิพิธภัณฑ์วัดเกตุเชียงใหม่ แหล่งรวมของเก่าหายากในอดีต

พิพิธภัณฑ์วัดเกตการามตั้งขึ้นเมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว โดยเริ่มจากการที่ชาวบ้านได้ช่วยกันซ่อมแซมกุฏิเก่า หรือโฮงตุ๊เจ้าหลวง เป็นอาคารตึกทรงจีนอายุกว่าร้อยปี ซึ่งเป็นกุฏิของพระครูชัยศีลวิมล อดีตเจ้าอาวาสวัดเกตการาม หลังจากที่บูรณะแล้วชาวบ้านได้นำเอาหน้าบัน หน้าแหนบของวิหารหลังเก่ามาเก็บรักษาไว้ จนกระทั่งชาวบ้านเห็นความสำคัญก็เริ่มนำข้าวของเครื่องใช้โบราณ เช่น ถ้วยเก่า ผ้าเก่า เงินโบราณ รวมถึงเครื่องจักสานล้านนา ที่หายากนำมามอบให้วัด เมื่อเห็นว่ามีของเก่าอยู่มากทางวัด จึงได้จัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดเกตขึ้น โดยเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2543 ในอดีตชุมชนท่าวัดเกต เป็นชุมชนโบราณตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำปิงด้านตะวันออก จากเอกสารของวัดเกตการามระบุว่า วัดนี้สร้างขึ้นราว พ.ศ.1971 รัชสมัยพญาสามฝั่งแกน (พ.ศ.1945 – 1984) กษัตริย์ล้านนาแห่งราชวงศ์มังราย ลำดับที่ 8 จนถึงวันนี้วัดเกตการาม จึงมีอายุกว่า 580 ปี พอดี ในยุคสมัยรุ่งเรืองของการค้าขายทางเรือ ระหว่างเชียงใหม่กับหัวเมืองทางใต้จนถึงกรุงเทพฯ (พ.ศ.2317 – 2464) ท่าน้ำวัดเกต จึงถือเป็นย่านเศรษฐกิจของการขนส่งทางน้ำที่สำคัญของเมืองเชียงใหม่ ยุคนี้เองที่เริ่มมีคนต่างถิ่นต่างเชื้อชาติ และศาสนาเข้ามาตั้งถิ่นฐานในย่านวัดเกต ซึ่งได้แก่กลุ่มพ่อค้าชาวจีน ชาวอเมริกันที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนา ชาวอังกฤษเข้ามาตั้งสำนักงานทำไม้ในภาคเหนือ ชาวมุสลิมจากปากีสถาน อินเดียและชาวซิกข์จากแคว้นปัญจาบในอินเดีย ด้วยเหตุนี้ […]

“หลวงปู่หล้าตาทิพย์” เกจิผู้หยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า

ชื่อเสียงของหลวงปู่หล้า เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ก็เนื่องด้วยท่านเป็นพระที่ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในหลักศีลธรรมอันงดงาม หลวงปู่หล้าท่านได้รับสมญานาม จากศรัทธาญาติโยมว่า มีญาณวิเศษที่สามารถล่วงรู้เหตุการณ์ข้างหน้าได้ จนชาวบ้านทั่วไปเรียกท่านว่า “หลวงปู่หล้าตาทิพย์” หลวงปู่หล้า (พระครูจันทสมานคุณ) ท่านเกิดในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ซึ่งอยู่ในช่วงผลัดเปลี่ยนเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ สมัยของเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 7 (พ.ศ.2426 – 2439) กับเจ้าอินทวโรรสสุริยวงศ์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่องค์ที่ 8 (พ.ศ.2442 – 2452) หลวงปู่หล้าเกิดเมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 7 ค่ำเดือน 11 ตรงกับวันที่ 22 กันยายน 2441 ที่บ้านปง ตำบลออนใต้ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โยมพ่อชื่อ นายเงิน โยมแม่ชื่อ นางแก้ว นามสกุล บุญมาคำ เหตุที่มีนามสกุลนี้ หลวงปู่หล้า เล่าว่า “เพราะพ่ออุ้ย (ปู่) ชื่อบุญมา แม่อุ้ย (ย่า) ชื่อคำ เมื่อมีการตั้งนามสกุล […]

ตำนานฤๅษีสุเทวะ ผู้สร้างเมืองลำพูน

จังหวัดลำพูนเป็นเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากเชียงใหม่ เมืองแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจและเป็นเมืองเก่าแก่เมืองหนึ่งในอาณาจักรล้านนา เมืองลำพูน หรือ เมืองหริภุญไชย สร้างขึ้นเมืองปี พ.ศ. 1439 ถือได้ว่านครหริภุญชัยเป็นเมืองที่ตั้งขึ้นก่อนเมืองอื่นในอาณาจักรล้านนา ตามตำนานกล่าวว่า มีฤๅษี 2 องค์ คือ วาสุเทพฤๅษีและสุกันตฤๅษี ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกัน วันหนึ่งฤๅษีทั้ง 2 องค์ ได้เอาไม้เท้าขีดพื้นดินเป็นรูปหอยวงรีแล้วเนรมิตรให้เป็นเมืองขึ้นตั้งชื่อว่า “นครหริภุญชัย”  หลังจากนั้นฤๅษีทั้งสอง จึงได้ไปอัญเชิญ พระนางจามเทวี ธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้จากเมืองลพบุรีขึ้นมาครองเมืองลำพูน พระนางจามเทวีได้เสด็จขึ้นมายังนครหริภุญชัย โดยทางเรือ ขึ้นมาตามลำน้ำปิง ใช้เวลากว่า 4 เดือน เมื่อพระองค์เสด็จมาถึงยังเมืองหริภุญไชย ชาวเมืองได้จัดงานเฉลิมฉลองต้อนรับเป็นเวลาหลายวัน วาสุเทพฤๅษี หรือสุเทวะฤๅษี มีอาศรมที่พำนักอยู่ที่ “ม่อนฤๅษี” อยู่บริเวณหลังวัดดอยติ ตำบลป่าสัก อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน ตำนานยังกล่าวอีกว่าที่ม่อนฤๅษี เป็นสถานที่บรรจุพระเครื่องของขลัง วัดดอยติ ได้แก่ พระเลี่ยม พระสิบสอง เป็นต้น ในระยะหลังมีนักขุดสมบัติลักลอบมาขุดเอาของขลังเหล่านี้ไปจนหมดสิ้น ปัจจุบันม่อนฤๅษีนี้ หลงเหลืออยู่เพียงรูปปั้นฤๅษี ที่ก่อด้วยอิฐ ประดิษฐานไว้ในศาลา […]

1 35 36 37 38 39 42