53

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 20 : นครเชียงใหม่ นครสร้างสรรค์

“…เชียงใหม่วัฒนธรรมเราเยอะมาก จะเอาอะไรบ้าง คำพูดคำจามีแล้ว ภาษาเขียนก็มี ภาษาพูดก็มี เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็มี อาหาร เรามีวัฒนธรรมเยอะมาก ที่จะให้เอาหยิบไปใช้…” – ธิตินัดดา จินาจันทร์ – เสน่ห์เมืองเก่า…นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ดินแดนมหัศจรรย์ อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนที่ก่อกำเนิดขึ้นมาอย่างยาวนาน มีประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวมากมาย หลากหลายตำนานที่ถูกส่งต่อมาตั้งแต่สมัยอดีตกาล จนมาถึงยุคปัจจุบัน การเล่าต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน เป็นดินแดนที่มีความมหัศจรรย์มากมายให้ทุกคนได้ตามรอย ความเก่าแก่ ไม่ว่าจะเป็นศาสนสถาน ศิลปวัฒนธรรม งานหัตถกรรมที่สะท้อนซึ่งภูมิปัญญาของชาวล้านนา สิ่งเหล่านี้ล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ในอดีต และในวันนี้ได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ เชียงใหม่ได้วางตัวให้เป็นนครสร้างสรรค์ ไม่ใช่เมืองเก่าที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง ไม่เคยหยุดนิ่งตามกาลเวลาที่แปรผันไป นำความมหัศจรรย์ของสิ่งเก่า ๆ มาสานต่อ ให้มรดกแสนล้ำค่านี้ ยังคงเปล่งประกายแม้จะผ่านไปนานเท่าใด เปิดต้อนรับแขกผู้มาเยือน ให้มาเรียนรู้ และสัมผัสไปกับประวัติศาสตร์ ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวล้านนาทุกคน โดยชุดสารคดีร้อยเรื่องเมืองล้านนา ภาค 2 ฮอยเก่า เล่าขาน ตำนานเวียงพิงค์ ได้รวบรวมเสน่ห์แห่งเมืองเชียงใหม่ เมืองแห่งประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต และเติบโตไปตามเข็มนาฬิกาที่เดินหน้าไปอย่างไม่หยุดนิ่ง มาถ่ายทอด เผยแพร่ และส่งเสริมในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ เชิญชวนผู้คนมาสัมผัสกลิ่นอายเมืองเก่า เรียนรู้ถึงหลักความศรัทธา […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 18 : มรดกแห่งการเดินทาง : เรื่องเล่าผ่านสามล้อถีบ

“…ทอง 1 บาท ได้สามล้อ 1 คัน แต่ 1 บาท มันมีค่าน้อยมาก ถ้าเทียบกับสามล้อ 1 คัน มันมีค่าสูงมาก ซึ่งในภายภาคหน้าไปแล้ว มันจะหาดูไม่ได้ …” – คุณ รัชกฤช ใช้ไม่หมด – ภายใต้จังหวะชีวิตที่เร่งรีบของโลกยุคใหม่ นวัตกรรม เทคโนโลยี ที่ได้เข้ามาสร้างความสะดวกสบาย เพิ่มความว่องไวให้กับวิถีชีวิตของคนยุคปัจจุบัน แต่ท่ามกลางจังหวะเร่งรีบเหล่านั้น ยังมียานพาหนะชนิดหนึ่ง ที่ยังคงหมุนล้อไปอย่างเชื่องช้า นำพาผู้คนซึมซับความสวยงามของเมืองเก่าในทุกซอกทุกมุม นั่นก็คือ “สามล้อถีบ” สามล้อถีบ คือ เอกลักษณ์คู่เมืองเชียงใหม่มาอย่างยาวนานกว่าหลายสิบปี เป็นดั่งมรดกแห่งการเดินทาง ที่สะท้อนวิถีชีวิตของชาวล้านนา และคนไทยในสมัยก่อนได้เป็นอย่างดี ยานพาหนะที่นำพาผู้คนเดินทางไปยังที่ต่าง ๆ มาตั้งแต่สมัยอดีต จวบจนปัจจุบัน แต่เมื่อกาลเวลาเปลี่ยน บทบาทย่อมเปลี่ยนตาม จากที่เป็นยาพาหนะในชีวิตประจำวัน กลายมาเป็นยานพาหนะนำเที่ยว ที่ทุกวันนี้เหลือคนปั่นเพียงหลักสิบคน แทบจะไม่มีคนรุ่นใหม่สืบทอดต่ออาชีพนี้ ยิ่งจำนวนคนปั่นลดลงมากเท่าใด ยิ่งเป็นสัญญาณให้เห็นว่า สามล้อถีบ ภูมิปัญญาด้านการเดินทางนี้ อีกไม่นานคงจะกลายเป็นตำนานที่อยู่เพียงในสมุดบันทึก “…คนที่มาเช่าสามล้อ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 16 : วิถีล้านนา อาหารพื้นเมือง : อาหารภาคเหนือ

“…อาหารล้านนาจริง ๆ แล้ว ไม่สามารถบอกว่าเป็นของชนชาติใด ชนชาติหนึ่ง มันมีหลาย ๆ คน หลาย ๆ กลุ่ม ที่มาอยู่ในล้านนา รวมตัวกัน ประมวลผลออกมาเป็นอาหารล้านนา …” – คุณ นฤมล ชมดอก  – อาหารล้านนา เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมที่โดดเด่น มีความหลากหลาย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยมักจะใช้วัตถุดิบที่หาได้ในท้องถิ่น หรือจากธรรมชาติ มาปรุงแต่ง และรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ ไม่ได้โดดเด่นเพียงแค่รสชาติ หรือหน้าตาของอาหาร แต่ยังแฝงไปด้วยคติความเชื่อ ที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการกิน และวิถีชีวิตของคนในภาคเหนือ จากผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ สู่สำรับกับข้าวบนขันโตก อาหารภาคเหนือเป็นเหมือนดั่งศิลปะแห่งการดำรงชีวิต ที่ได้หยิบยืมเอาทรัพยากรจากขุนเขา มาคลุกเคล้าร่วมกับภูมิปัญญา และประวัติศาสตร์ ก่อกำเนิดเป็นมนต์เสน่ห์แห่งรสชาติที่ไม่เหมือนใคร คติความเชื่อที่ซ่อนไว้ในแต่ละเมนู ได้เพิ่มความพิเศษให้กับความเป็นอาหารล้านนา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของอาหารมงคล อาทิ แกงขนุน ตำขนุน ที่มีความเชื่อว่า หนุน เปรียบดั่งคำว่า “เกื้อหนุน” เมื่อใครได้ทานเมนูนี้ จะมีโชคลาภ วาสนา มีความเจริญรุ่งเรือง มีคนค้ำจุนหนุนนำตลอดทั้งปี […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 15 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : เตียวขึ้นดอย

“…ในการเดินขึ้นดอย เราต้องเดินไปตามลำดับ ที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม ฌาน 4 มรรค 8 สู่พระนิพพาน…” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน  – อาณาจักรล้านนา เป็นดินแดนแห่งความศรัทธา ที่หลอมรวมระหว่างปรัชญา ศาสนา และคติความเชื่อ นำพามาสู่แรงประเพณีที่ดีงาม อย่าง ประเพณีเตียวขึ้นดอย บนถนนสายประวัติศาสตร์ที่ทอดยาวสู่ยอดเขาดอยสุเทพ พร้อมจังหวะก้าวเดินของคลื่นมหาชน ที่มีจุดหมายปลายทางเดียวกัน คือการเดินเท้าขึ้นไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ ภูเขาที่เป็นที่ตั้งของพระธาตุดอยสุเทพ ได้เป็นภูเขาที่ทำหน้าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของชาวล้านนามาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ด้วยรากฐานความเชื่อเดิมของเชียงใหม่ มักจะเชื่อมโยงกับยอดดอยสำคัญของเมืองเสมอ หนึ่งในนั้น คือดอยสุเทพ พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวล้านนาให้ความเคารพนับถือตั้งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบัน โดยคติความเชื่อเดิม ถือว่าดอยแห่งนี้ เป็นที่สถิตของผีบรรพบุรุษ  ก่อนที่แสงสว่างแห่งพระพุทธศาสนาจะแผ่ขยายมาปกคลุม ผสานเข้ากับความเชื่อดั้งเดิมได้อย่างลงตัว สอดคล้องกับคำบอกเล่าจาก อาจารย์ ดร.สราวุธ รูปิน ที่ได้กล่าวไว้ว่า “…ดอยสุเทพเป็นความสำคัญ ของรากฐานทางวัฒนธรรมของเชียงใหม่ พอพระพุทธศาสนาเข้ามา เราจึงเอาพระบรมสารีริกธาตุ ที่อัญเชิญมาในปี พ.ศ.1914 จากสุโขทัย มาไว้วัดสวนดอก พอเขาแยกออก แล้วเอาใส่หลังช้างขึ้นดอย ได้อัญเชิญไปประดิษฐาน ขึ้นไปไว้ที่พระธาตุดอยสุเทพ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 14 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ใส่ขันดอกบูชาเสาอินทขีล

“…การบูชาเสาอินทขีล เปรียบเสมือนการบูชาร่างกายมนุษย์ เมืองเชียงใหม่ถ้าเทียบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือน มนุษย์คนหนึ่ง…” – คุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย – ดินแดนล้านนา เป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยคติความเชื่อ เป็นความเชื่อที่สามารถผสมผสานร่วมกับวิถีชีวิตดั้งเดิมได้อย่างลงตัว ดินแดนที่ร่วมกันสร้างโลกทัศน์ให้มีรูปแบบเฉพาะของตนเอง ด้วยคติความเชื่อ การตั้งมั่นที่เปี่ยมไปด้วยแรงศรัทธาอันแรงกล้า ทำให้ล้านนามีประเพณีสำคัญตลอด 12 เดือน หนึ่งในนั้น ก็คือ ประเพณีใส่ขันดอก บูชาเสาอินทขีล ที่จะมีการจัดขึ้นในราว ๆ เดือนมิถุนายนของทุกปี เพื่อให้ประชาชนได้มาสักการะบูชาเสาอินทขีลที่อยู่คู่บ้าน คู่เมือง มาอย่างยาวนานกว่าหลายศตวรรษ เสาหลักเมืองเก่าแก่ที่หลอมรวมความศรัทธาของผู้คนหลายยุคหลายสมัยเข้าไว้ด้วยกัน และร่วมสรงน้ำพระเจ้าฝนแสนห่า เสริมสิริมงคลให้กับตนเองตามคติความเชื่อ ที่ยึดถือมาตั้งแต่โบราณกาล สมดั่งการเป็นศูนย์กลางของมหานคร ที่ซ่อนไว้ซึ่งหมุดหมายที่เต็มไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนา ตำนานแห่งศรัทธา…การบูชาเสาอินทขีล ประเพณีเข้าอินทขีล หรือประเพณีใส่ขันดอก เป็นการบูชาเสาหลักเมือง ที่เป็นดั่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวเชียงใหม่ ซึ่งมีหลักความเชื่อว่า เป็นเสาหลักที่สร้างความมั่นคง การอยู่ดีมีสุขให้คนเชียงใหม่ ดลบันดาลความอุดมสมบูรณ์ และปกปักษ์รักษาบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น เสาอินทขีล คือสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านจากพิธีกรรมในอดีตสู่ความหอมหวนของมวลบุปผชาติในปัจจุบัน โดยรากเหง้าของเสาหลักเมืองนี้ มีจุดเริ่มต้นจากชนชาติเก่าแก่ ตามคำบอกเล่าของคุณแทนคุณ ภาณุเดช อาภิชัย ได้มีการให้ข้อมูลถึงแหล่งที่มาเสาอินทขีล ว่า “เสาอินทขีลนี้ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 13 : ถิ่นศรัทธา ประเพณีล้านนา : ปี๋ใหม่เมือง

“…รากเหง้าที่มันดีงาม ผมคิดว่ามนุษย์ไม่ทิ้งนะ เพียงแต่อาจจะเปลี่ยนรูปแบบกันเล็กน้อย วัยก็เปลี่ยนไปเป็นรุ่น ๆ เด็กพวกนี้ถ้าอายุเยอะขึ้นมา เขาก็จะหวนนึกถึงสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะกลับมาเหมือนเดิม…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – เทศกาลแห่งความชุ่มฉ่ำที่คนทั้งโลกรอคอย ภาพของการสาดน้ำ รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ที่มอบให้กัน คือสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงการเริ่มต้นศักราชใหม่ ท่ามกลางความสนุกสนาน ภายใต้ม่านน้ำเหล่านี้ เราจะพบกับรากฐานของวัฒนธรรมที่ซ่อนอยู่ โดยเฉพาะดินแดนล้านนาแห่งนี้ ที่ไม่ได้มีแค่คำว่า สงกรานต์ แต่มีสิ่งที่เรียกว่า ประเพณีปีใหม่เมือง ที่เพิ่มความพิเศษ ไม่เหมือนใคร ซ่อนไว้ซึ่งคติความเชื่อ และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน รวมไปถึงกุศโลบายของบรรพชน ที่เลือกใช้น้ำในช่วงเวลาที่ร้อน และแล้งที่สุดของปี ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่ดับความร้อน แต่คือสัญลักษณ์ของการชำระล้างจิตวิญญาณ “…น้ำมีคุณสมบัติในการชำระล้าง สิ่งที่มันไม่เข้าท่า เคยล่วงล้ำก้ำเกินกัน เคยทะเลาะกัน เคยไม่สบายใจ น้ำนี่แหละ สามารถเห็นเป็นรูปธรรมได้ว่าชำระล้างได้…” – คุณ สนั่น ธรรมธิ – ประเพณีที่ชูมนต์เสน่ห์แห่งความเป็นเมืองเก่า ดึงดูดเหล่านักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยือน มาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความงดงาม และเป็นศูนย์รวมกิจกรรมของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และประเพณีของคนในภาคเหนือ […]

(มีคลิป) ร้อยเรื่องเมืองล้านนา 2 ตอนที่ 12 : ถิ่นล้ำค่า วิถีคนบนดอย : ดอยอินทนนท์

“…ดอยอินทนนท์คือดอยแม่ เป็นป่าแม่สูงสุด เราได้อยู่ที่นั่น เหมือนดูแลทุกอย่าง ให้ชีวิตในละแวกนั้นอยู่ได้ เพราะฉะนั้นการรักอินทนนท์ ไม่ใช่รักแค่ชื่อ แต่ต้องรักด้วยใจ เหมือนชีวิตเรา ชีวิตหนึ่ง …” – คุณ สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ – ภูมิประเทศของภาคเหนือ ถูกโอบล้อมด้วยภูเขาสูง ภูเขาเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ความงดงามทางธรรมชาติ แต่ได้สะท้อนถึงคติความเชื่อดั้งเดิมของชาวล้านนา ว่า ภูเขานั้นเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบ้านเมือง เป็นเหมือนดั่งเส้นเลือดใหญ่ที่คอยหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตเบื้องล่าง “…ทุก ๆ เมืองให้ความสำคัญกับภูเขาสูง คือเป็นแหล่งน้ำของเมือง เพื่อหล่อเลี้ยงการเกษตร ฉะนั้นภูเขามันจึงศักดิ์สิทธิ์ …” – อาจารย์ ดร. สราวุธ รูปิน – สูงสุดแห่งแดนสยาม “ดอยอินทนนท์” ดอยอินทนนท์ เป็นยอดเขาสูงที่สุดในประเทศไทย มีอายุมาก อยู่คู่เชียงใหม่มาอย่างยาวนานนับหลายร้อยปี เป็นดอยหิน เฉกเช่นเดียวกับดอยสุเทพ ดอยปุย โอบล้อมด้วยธรรมชาติที่สวยงาม นอกจากจะเป็นดอยสำคัญของเชียงใหม่แล้ว ยังถือเป็นพื้นที่ที่ทรงคุณค่าด้านประวัติศาสตร์ มีเรื่องราวผูกพันกับเจ้านายฝ่ายเหนือ  เป็นสถานที่เก็บพระอัฐิส่วนหนึ่งของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ ผู้รัก และทรงห่วงใยพื้นที่ป่าของภาคเหนือมาโดยตลอด ถือเป็นอนุสรณ์สถานแด่เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ แม้แต่ชื่อดอยอินทนนท์ […]

“ซิ่นตีนจก” สุดยอดผ้าทอแม่แจ่ม

ในชุมชนทางภาคเหนือ ผ้าทอยังคงมีบทบาททางสังคมและวัฒนธรรม นอกเหนือจากบทบาททางการค้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ การใช้เป็นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มในหลายชุมชน การสืบทอดการทอผ้าของคนในอดีต มักจะเกิดจากแรงบันดาลใจในการทอผ้า เพื่อไว้ใช้ในครัวเรือน การแสดงออกซึ่งวุฒิภาวะที่เหมาะสมกับการดูแลตนเองและครอบครัว รวมถึงการแสดงออกซึ่งความกตัญญูต่อบุพการีผู้มีพระคุณ แม้ว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่จะหันไปหาวัตถุนิยมจากสังคมภายนอก ที่หลั่งไหลเข้ามากลืนกินวิถีชีวิตของคนในชนบท แทบจะเรียกได้ว่า วัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่เช่นนี้กำลังจะหายไปจากวิถีชีวิตของพวกเขา อำเภอแม่แจ่มถือได้ว่าเป็นชุมชนหนึ่งที่มีการทอผ้าซิ่นตีนจกกันมากที่สุด ผ้าทอของแม่แจ่มมีเอกลักษณ์ในการท่อหรือจกในลักษณะการคว่ำลาย ทำให้ลวดลายที่ได้สวยงาม ปราณีตเฉพาะแบบไม่เหมือนใคร ผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่มยังถือเป็นศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นล้านนาที่สืบทอดเป็นมรดกทางวิถีชีวิตและวัฒนธรรม การทอผ้าตีนจกถือได้ว่าเป็นวิถีชีวิตของผู้คนที่นั่นอย่างชัดเจนที่สุด นับตั้งแต่ที่ผู้หญิงแม่แจ่มเริ่มเรียนรู้วิธีการทอผ้าในวัยสาว จนกระทั่งถึง วัยแก่ชีวิตของพวกเขา ก็ยังมีการทอผ้าอยู่เสมอ ที่เห็นได้ชัดเมื่อเวลามีงานบุญสำคัญต่าง ๆ ชาวแม่แจ่มก็จะนำผ้าตีนจกที่ทอเก็บไว้ออกมานุ่งกัน ผ้าตีนจก ถือได้ว่าเป็นของสำคัญที่ลูกสะใภ้นำไปไหว้แม่สามีตอนแต่งงาน นอกจากนั้นผ้าตีนจกยังเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของผู้หญิงชาวแม่แจ่มตั้งแต่เกิดจนตาย ปัจจุบันเรายังสามารถพบเห็นสตรีชาวแม่แจ่มนิยมนุ่งซิ่นตีนจกในงานบุญประเพณีต่าง ๆ อยู่เสมอ กล่าวกันว่าสตรีชาวแม่แจ่ม จะต้องทอผ้าตีนจกอย่างน้อยคนละ 1 ผืน เป็นการคงเอกลักษณ์บ่งบอกถึงวิถีชีวิตและเป็นการการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป การทอผ้าซิ่นตกจกของชาวแม่แจ่ม ยังคงมีการสืบทอดกันมาจนถึงสมัยปัจจุบัน เราจะพบเห็นการทอผ้าตีนจกมากมายในหลายหมู่บ้าน ผ้าตีนจกโบราณที่ในอำเภอแม่แจ่ม บางผืนมีอายุมากกว่า 100 ปี ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมทอด้วยไหม ปัจจุบันยังมีเหลือให้ชมและศึกษาอยู่ในเขตตำบลท่าผาและตำบลช่างเคิ่ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีการทอผ้าตีนจก การทอผ้าพื้นเมืองของแต่ละชุมชน แต่ละเผ่าพันธุ์ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผลพวงของการทอผ้าจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางการตลาด การตอบสนองทางเศรษฐกิจ รายได้และค่าตอบแทน แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่พวกเขาได้รับคือการร่วมสืบสานงานฝีมือทอผ้าพื้นบ้านของแม่แจ่มให้ดำรงคงอยู่ไม่สูญสลายไปตามกาลเวลานั่นเอง บทความโดย จักรพงษ์ […]

ไปดูภาพ “วิหารหลวง” วัดพระธาตุหริภุญชัยถูกพายุพัดถล่ม เมื่อ 100 ปีก่อน

วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ถือเป็นวัดหลวงสำคัญของชาวลำพูน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1651 ในสมัยของพระเจ้าอาทิตยราช ปูชนียสถานสำคัญคู่เมือง คือ องค์พระบรมธาตุหริภุญชัย ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ องค์เดิมนั้นสูงเพียง 3 วามีโกษทองที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุสูง 3 ศอก ต่อมาเมื่อเมืองหริภุญชัยได้ตกเป็นเมืองขึ้นของเชียงใหม่ พระมหาเถระในลำพูนและขุนฟ้าได้ก่อพระเจดีย์รูปทรงกลมครอบองค์เดิม มีขนาดสูง 10 วา จากนั้นได้มีการบูรณะองค์พระธาตุอีก 2 ครั้ง ในสมัยพระเจ้าเมืองแก้วและในสมัยของพระเจ้ากาวิละ โดยได้ยกฉัตรขึ้นทั้ง 4 มุม วิหารหลวงวัดพระธาตุหริภุญชัยลำพูนแห่งนี้ เมื่อราว 100 กว่าปี ก่อนเคยถูกพายุพัดถล่มพังลงทั้งหลัง เหลือเพียงซากปรักหักพัง ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 2456 ในปีนั้น คนเมืองลำพูนจะเรียกว่าปีลมหลวง มีความรุนแรงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในอดีตนั้นภายในวิหารหลวงวัดพระธาตุหริภุญชัยจะมีพระพุทธรูปประธานอยู่ 2 องค์ แต่ถูกพายุพัดถล่ม เหลือเพียงองค์เดียว ซึ่งเหลือให้เห็นเป็นพระประธานในวิหารหลวงจนถึงปัจจุบัน หลังจากนั้นประชาชนชาวลำพูน จึงได้ร่วมกันบูรณะซ่อมแซมวิหารวัดพระธาตุหริภุญชัย เมื่อปี พ.ศ. 2458 และมีพิธีสมโภชยอดฉัตรก่อนยกขึ้นไว้บนยอดพระธาตุหริภุญชัย ในปี พ.ศ. 2459 กระทั่งวิหารหลวงวัดพระธาตุหริภุญชัยได้บูรณะปฎิสังขรณ์แล้วเสร็จ […]

เส้นทางสายธรรมชาติ ถนน “ต้นยาง” เชียงใหม่ – ลำพูน

เส้นทางสายธรรมชาติ 106 จากเชียงใหม่ – ลำพูน เพียง 20 กม.ก็จะถึงเมืองวัฒนธรรมโบราณนครลำพูน ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือ ถนนเชียงใหม่ – ลำพูน สายนี้สร้างบนผนังดินธรรมชาติของแม่น้ำปิงห่าง จึงนับเป็นถนนที่มีความสำคัญและเป็นถนนสายแรกที่เป็นเส้นทางคมนาคม ติดต่อระหว่างเมืองทั้งสอง กระทั่งปี พ.ศ.2454 ทางราชการได้นำต้นยางมาให้ชาวบ้านช่วยกันปลูกตลอดสองข้างทาง เพื่อความร่มรื่นและสวยงาม ส่วนในเขตเมืองลำพูน ได้ปลูกต้นขี้เหล็ก ต้นไม้ตลอดเส้นทางของถนนสายนี้ มีร่วม 2 พันต้น มีการปลูกเป็นแถวอย่างมีระเบียบ มีระยะห่างกันระหว่างต้น ประมาณ 10 – 20 วา ตลอดเส้นทาง นับเป็นเอกลักษณ์คู่ถนนสายนี้ตลอดมาร่วม 100 ปี จากถนนสายเชียงใหม่ – ลำพูน จนสุดเขตต้นยางเป็นที่ตั้งของแดนเมือง ซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่างอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ กับอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เมื่อเข้าเขตเมืองลำพูน ริมถนนเส้นนี้จะปลูกต้นขี้เหล็กตลอดแนว 2 ฝั่ง จนถึงตัวเมืองลำพูน ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวของชุมชนเข้าสู่การเป็นชุมชนเมืองมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการขาดการวางแผนการป้องกันระยะยาวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะถนนสายนี้ […]

30 เมษายน วันครบรอบ 85 ปี การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ

ในอดีตการเดินทางขึ้นไปนมัสการองค์พระธาตุดอยสุเทพฯ เป็นไปด้วยความลำบากยิ่ง จะต้องเดินเท้าขึ้นไปใช้เวลาหลายชั่วโมง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2460 เมื่อพระองค์เจ้าบวรเดช ซึ่งเป็นอุปราชมณฑลพายัพ ได้ทรงมีดำริให้นายช่างกองทางสำรวจในการก่อสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ซึ่งประมาณกันแล้วจะต้องใช้เงินในการก่อสร้างถึง 2 แสนบาท และจะต้องใช้เวลาในการสร้างทางนานถึง 3 ปี ทางราชการไม่มีเงินงบประมาณ จึงได้สั่งระงับลงตั้งแต่บัดนั้น หลังจากนั้นครูบาศรีวิชัย พร้อมด้วยเจ้านายฝ่ายเหนือและคหบดีเมืองเชียงใหม่ จึงได้ปรึกษาหารือกัน เพื่อสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพ โดยได้ถือเอาฤกษ์ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2477 เป็นพิธีลงจอบแรกในการบุกเบิกสร้างทาง การก่อสร้างทางในช่วงแรก ๆ นั้น เป็นหน้าที่ของหลวงศรีประกาศ เถ้าแก่โหงวและเจ้าแก้วนวรัฐ นอกจากนั้นเถ้าแก่โหงวและหลวงศรีประกาศ ยังรับหน้าที่คอยดูแลรถน้ำ ซึ่งบรรทุกน้ำและอาหารขึ้นลงตลอดระยะทางในการก่อสร้าง ส่วนครูบาเถิ้มได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำแผ้วผาง บุกเบิกเส้นทาง พร้อมกับขุนกัณฑ์ ชนะนนท์ นอกจากนั้นบรรดาชาวเมืองเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าคหบดี ทหาร ตำรวจ ชาวบ้าน ในเขตแขวงเมืองเชียงใหม่ ต่างมาร่วมกันเป็นหมู่คณะจัดเครื่องไทยทาน ข้าวสารอาหารแห้ง ผลไม้ต่าง ๆ ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการสร้างทาง ลำเลียงด้วยรถบรรทุก จำนวนกว่า 50 คัน แล้วแห่ด้วยขบวนดุริยางค์ แตรวง […]

“กาดหลวง” เมืองเชียงตุง

เมืองเชียงตุง หรือ “เขมรัฐตุงคบุรี” เคยเป็นหัวเมืองเก่าแก่ของอาณาจักรล้านนาและมีประวัติการก่อตั้งเมืองมายาวนานกว่า 800 ปี ทั้งยังมีเจ้าผู้ครองนครปกครองที่มาจากต้นตระกูลเดียวกัน คือ ราชวงศ์มังราย วิถีชีวิตของคนไตเขินเมืองเชียงตุง คล้าย ๆ กับคนเมืองล้านนา ทว่าเมืองล้านนาได้มีความเจริญในยุคสมัยใหญ่ส่วนเชียงตุงยังคงซ่อนตัวอยู่ ท่ามกลางกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง ยุคแห่งความรุ่งเรืองของเมืองเชียงตุงอยู่ในรัชสมัยของเจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง ซึ่งทรงครองราชสมบัติในช่วงที่มหาอำนาจทางยุโรปกำลังขยายอำนาจในฐานะเจ้าอาณานิคม เมื่อราว 150 ปีก่อน เจ้าฟ้าของชาวไทเขินเชียงตุงพระองค์นี้ ทรงพระปรีชาสามารถและสร้างความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากเมื่อมาเยือนเมืองเชียงตุง หากอยากเห็นวิถีชีวิตของคนไตเขินต้องมาดูที่ตลาดเช้า ทุก ๆ เช้าในตลาด (กาดหลวง) เมืองเชียงตุงจะคราคร่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมากหลายเผ่าพันธุ์ ทั้งแม่ค้าชาวไทใหญ่ ไทขึน ไทลื้อ นำสินค้าพื้นเมืองมาวางขายปะปนกับเครื่องใช้อุปโภคบริโภค ในจำนวนนี้มีสินค้านำเข้าทั้งจากประเทศไทย จีนและเวียดนาม อีกด้านหนึ่งของตลาดจะเป็นสินค้าประเภทผัก ปลาและสินค้าพื้นเมืองจำพวกยาสูบ รวมถึงของป่าหายากอีกหลายชนิดกาดหลวงของเชียงตุงจะเริ่มตั้งแต่เช้ามืด เรื่อยไปจนถึงสายก่อนเที่ยง ที่นี่นอกจากจะมีสินค้าประเภทต่าง ๆ วางจำหน่ายแล้ว ยังมีร้านค้าขายอาหารพื้นเมืองหลายร้านอย่าง เช่น น้ำเงี้ยว ข้าวฟืน รวมถึงโรตีจากอินเดียที่ขายคู่พร้อมกับกาแฟ เครื่องดื่มจากต่างประเทศ ปัจจุบันรัฐบาลเมียนม่า ได้เปิดเชียงตุงออกสู่สายตาโลกภายนอกอีกครั้ง หลังจากปิดตายดินแดนแห่งนี้มานานกว่า 50 ปี ทำให้เมืองแห่งนี้ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในฐานะของดินแดน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองไพบูลย์ด้วยระบบกษัตริย์ มีผู้คนจำนวนมากต่างใฝ่ฝันที่จะได้เดินทางเข้ามาเยือนเมืองแห่ง […]

มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติที่ “ถ้ำเมืองออน”

บนเส้นทางสายสันกำแพง – แม่ออน ถนนหนทางช่วงนี้คดเคี้ยวขึ้นลงไปตามเนินเขา เป็นเส้นทางที่สวยงามมากสายหนึ่ง ก่อนถึงอำเภอแม่ออนไม่ ไกลนักมีทางเลี้ยวซ้ายมือเขียนว่า “ถ้ำเมืองออน 1 กม.” จากทางแยกเข้าไปไม่ไกลก็จะถึงถ้ำเมืองออน ดินแดนแห่งความมหัศจรรย์ ถ้ำเมืองออน ตั้งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งมีบันไดขึ้นเป็นพญานาค เมื่อเดินขึ้นไปประมาณร้อยเมตรจะมีศาลาที่พักทรงกลมอยู่ด้านซ้ายมือซึ่งภายในประดิษฐานรูปปั้นฤาษีเพื่อให้ผู้เคารพกราบไหว้บูชา ที่บริเวณปากถ้ำจะเป็นที่ประดิษฐานพระสถูปบรรจุอัฐิของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ถ้ำเมืองออนแห่งนี้ในอดีตเคยเป็นที่ ๆ ครูบาเจ้าศรีวิชัยเดินทางมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมอยู่ภายในถ้ำปัจจุบันยังมีร่องรอยและแท่นที่นั่งของครูบาเจ้าศรีวิชัยปรากฏให้เห็นอยู่ เมื่อลองเดินเข้าไปภายในถ้ำต้องปีนป่ายบันไดที่ค่อนข้างชัน ตลอดสองข้างทางมีแสงสว่างจากหลอดไฟเป็นช่วง ๆ แต่ถ้านักท่องเที่ยวต้องการความสว่างมีบริเวณปากถ้ำก็มีบริการไฟฉายและผู้นำทางไว้บริการด้วย ภายในห้องโถงห้องแรก ซึ่งเป็นห้องพระฤาษี ใกล้ ๆ กันมีทางเดินลงไปข้างล่างของถ้ำสามารถมองลงไปเห็นพระธาตุนมผาซึ่งเป็นแท่นหินงอกขนาดใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นจากพื้นดินมีเกล็ดเพชรสวยงามมาก พระธาตุนมผา เป็นหินงอกขนาดใหญ่สูงประมาณ 3 เมตร เมื่อส่องแสงไฟจะปรากฏเป็นแสงสีแวววาวที่น่าพิศดารยิ่งนัก ว่ากันว่าพระธาตุนมผานั้นเป็นที่บรรจุพระเกศาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวแม่ออนทุกคนให้ความเคารพศรัทธาต่อองค์พระธาตุนมผาแห่งนี้มาก ด้านหลังของพระธาตุมีพระพุทธรูปประดิษฐานเป็นพระประธาน เมื่อครั้งที่แรกสร้างพระพุทธรูปนี้แล้วเสร็จก็จะมีน้ำปรากฏไหลหยดลงมาจากแท่นหิน ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกพิศดารและยังหาคำตอบไม่ได้ เราใช้เวลาหาข้อพิสูจน์อยู่ที่นี่ไม่นานนักจึงเดินต่อไปยังห้องทางด้านซ้ายมือโดยอาศัย แสงไฟจากไฟฉาย จนมาถึงผนังถ้ำที่ค่อนข้างแปลกประหลาด นี่คือไม้สักทองพันปี ซึ่งเมื่อเรามองดูก็คล้ายกับไม้สักที่กลายเป็นหินเวลาที่เอามือไปสัมผัส และขูดเบา ๆ ก็คล้ายกับเป็นเนื้อไม้ มีเรื่องที่น่าชวนให้สงสัยอยู่ว่า ภายในถ้ำเมืองออนยังปรากฏมีเนินทรายละเอียดสีดำ ซึ่งชาวบ้านจะเรียกว่า “ทรายหลายแล้ง” ใกล้กับเนินทรายเป็นห้องที่ครูบาศรีวิชัยใช้นอนพักผ่อนและรอยพญานาคที่ปรากฏเป็นคลื่นอยู่บนพื้น นอกจากนี้ยังมีหินงอกหินย้อยที่ปรากฏเป็นรูปร่างคล้ายสิ่งต่าง ๆ เช่น […]

จากล้านนาที่ยิ่งใหญ่ สู่เมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน

ตั้งแต่ครั้งที่พระญามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายได้สร้างเวียงกุมกามขึ้น (ปัจจุบันอยู่ในเขตท้องที่หมู่ 11 ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่) ริมฝั่งแม่ระมิงค์ เมื่อ พ.ศ.1837 ต่อมาทรงสร้างเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ พ.ศ.1839 โดยเชิญพระสหายคือพ่อขุนรามคำแหงแห่งเมืองสุโขทัยและพระญางำเมืองแห่งเมืองพะเยา เป็นที่ปรึกษาวางผังเมืองอาณาจักรล้านนาได้แผ่แสนยานุภาพไปถึงแพร่ น่าน พิษณุโลก มีอารยธรรม ศิลปวัฒนธรรม ภาษาพูดเป็นของตนเอง พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งในรัชสมัยพระญากือนาและพระเจ้าติโลกราช แต่หลังจากสิ้นรัชสมัยพระเมืองแก้ว กษัตริย์องค์ที่ 14 แห่งราชวงศ์มังรายแล้ว เชียงใหม่เริ่มเสื่อมลงจนถึงยุคของพระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ ในช่วงเวลานี้เองที่พระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่าสามารถเข้ายึดเมืองเชียงใหม่ได้ในปีพ.ศ.2101 แต่ยังคงให้พระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ปกครองเชียงใหม่ในฐานะเจ้าประเทศราช ต้องส่งส่วยและต้นไม้ทองต้นไม้เงินเป็นบรรณาการ ให้กองทหารพม่า 10,000 นายกำกับการบริหารราชการแผ่นดินล้านนาภายใต้การปกครองของพม่า ในปี พ.ศ.2107 พม่าปลดพระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ จากราชบัลลังก์ แล้วแต่งตั้งพระนางวิสุทธิเทวีขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนคร แต่เมื่อพระนางสวรรคตลง พม่าจึงได้แต่งตั้งเจ้านายและข้าราชการของพม่ามาปกครองเชียงใหม่อีก 17 คน รวมเป็นเวลานานถึง 216 ปี ช่วงเวลานี้เชียงใหม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจทั้งของพม่าและกรุงศรีอยุธยา (รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ชาวล้านนาได้พยายามรวบรวมกำลังเพื่อเป็นอิสระจากพม่าหรือเพื่อ “ฟื้นม่าน” พระญาสุลวะฤาไชยนามเดิม “หนานทิพย์ช้าง” ขับไล่กองกำลังพม่าออกจากวัดพระธาตุลำปางหลวงและได้ครองเมืองลำปาง เมื่อ พ.ศ.2275 ต่อมาพม่าสามารถยึดลำปางคืนได้และแต่งตั้งเจ้าชายแก้วบุตรพระญาสุลวะฤาไชย ไปครองนครลำปาง ในปี […]

ประวัติศาสตร์ชุมชนลุ่มน้ำคำ “บ้านศรีดอนมูล” เมืองเชียงแสน

ชื่อของ “ศรีดอนมูล” อาจจะคุ้นหูของผู้คนทั่วไปอยู่ไม่น้อย เนื่องจากในช่วงของการเกิดเขตการค้าเสรีไทย – จีน ชุมชนแห่งนี้เป็นพื้นที่เป้าหมายที่ จะใช้เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีทั้งเสียงคัดค้านและสนับสนุน อันเป็นเรื่องปกติของชุมชนที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้น แต่มากไปกว่าชื่อของชุมชนก็คงมีน้อยคนที่จะรู้จัก เพราะแม้แต่คนในชุมชนเองก็มีความรู้เกี่ยวกับชุมชนของตนเองไม่มากนัก และนี่เป็นที่มาของการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนลุ่มน้ำคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พื้นที่การศึกษา ประกอบด้วย 3 หมู่บ้านที่อยู่ติดกับลำน้ำแม่คำ คือ บ้านด้าย บ้านศรีบุญยืนและบ้านศรีดอนมูล เพราะลำน้ำคำมีความสำคัญกับชุมชน เป็นเสมืนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงผู้คนในชุมชนให้สามารถทำนาเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ เราศึกษาถึงประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชุมชน รวบรวมข้อมูลพื้นฐานด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและความเปลี่ยนแปลงของชุมชน วิธีที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีทั้งรวบรวมจากเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ภูมิปัญญาของผู้รู้ รวมถึงการจัดพูดคุยกันในกลุ่มเล็ก ๆ การจัดกิจกรรมภาพเก่าเล่าเรื่องและการลงสำรวจพื้นที่ ความรู้และสิ่งที่ชาวบ้าน เข้ามาร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้ที่สำคัญมี 3 เรื่องด้วยกัน หนึ่งคือ ประวัติศาสตร์ชุมชน ทำให้รู้ว่าเป็นเพราะผู้นำชุมชนในอดีตเห็นว่า พื้นที่ตำบลศรีดอนมูลมีความอุดมสมบูรณ์ เพราะเป็นพื้นที่ราบมีน้ำไหลผ่าน เหมาะสำหรับทำการเกษตร ซึ่งในการเพาะปลูกพืชของชาวบ้านนั้นพบว่า พื้นที่ตำบลศรีดอนมูลเป็นแหล่งปลูกข้าวแหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของอำเภอ และเมื่อลองศึกษาข้อมูลจากเอกสารก็พบว่า ชุมชนศรีดอนมูลเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณถึง 3 แห่งคือ ชุมชนโบราณเวียงแก้ว เวียงสะโง้และชุมชนโบราณเวียงหนองปลาสะเด็ด ซึ่งมีอายุประมาณ […]

การปกครองเมืองหริภุญชัย ในสมัย “เจ้าแม่จามเทวี”

หากจะกล่าวถึงเรื่องราวประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเมืองหริภุญไชยส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เป็นเรื่องราวที่ปรากฏในเอกสาร ทั้งที่เป็นจารึก ตำนานต่างๆและพงศาวดาร เช่นตำนานมูลศาสนา , พงศาวดารเมืองหริภุญชัยและชินกาลมาลีปกรณ์ ข้อความส่วนใหญ่ของตำนานดังกล่าวข้างต้นจะเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาและแทรกเรื่องราวเกี่ยวกับการสร้างเมืองหริภุญไชยเอาไว้ด้วย ซึ่งกล่าวไว้ว่า พระฤาษีวาสุเทพและพระสุกกทันตฤาษี เป็นผู้สร้างเมืองหริภุญไชย ซึ่งมีรูปสัณฐานคล้ายเปลือกสังข์ใหญ่ทะเล ด้านยาวและด้านกว้างโดยรอบ 1,550 วา จากนั้นได้อัญเชิญพระนางจามเทวี ราชธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้ ให้ขึ้นมาปกครองเมืองหริภุญไชย ในขณะนั้นพระนางทรงอภิเษกสมรสแล้วและทรงครรภ์ได้สามเดือน ในการเสด็จขึ้นมาครองเมืองหริภุญไชยของพระนางจามเทวีได้นำคณะสงฆ์ นักปราชญ์ ช่างศิลปวิทยาการหมู่ละ 500 คนขึ้นมาด้วย และกล่าวได้ว่าพระนางจามเทวี ได้เป็นผู้นำเอาพุทธศาสนาขึ้นมาประดิษฐานและเผยแพร่เป็นครั้งแรกในดินแดนแห่งนี้ ระยะเวลาที่พระนางจามเทวีขึ้นมาปกครองเมืองหริภุญไชยตามตำนานระบุศักราชเอาไว้อยู่ในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 13 นอกจากนี้ในตำนานยังได้กล่าวรายละเอียดในการเดินทางเอาไว้ว่า พระนางพร้อมด้วยบริวารหมู่ใหญ่ลงเรือมาตามลำน้ำปิง 7 เดือน เมื่อเสด็จมาถึงชุมชนรัมมคาม (ปัจจุบันคือบ้านกู่ละมัก) พระนางฯได้หยุดเผยแพร่พระศาสนาแล้วให้คนไปบอกข่าวสารแก่พระฤาษีวาสุเทพและพระสุกกทันตฤาษี จากนั้นพระฤาษีทั้งสองพร้อมทั้งชาวเมืองได้อัญเชิญพระนางฯ ขึ้นนั่งบนกองทองคำแล้วอภิเษกเป็นเจ้าผู้ครองเมืองหริภุญไชย อาศัยเหตุที่พระนางฯนั่งบนกองทองคำ นครแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า “หริภุญไชย” เมื่อพระนางจามเทวีถึงเมืองหริภุญไชยได้ 7 วันจึงได้ประสูติโอรสสององค์คือ เจ้ามหันยศ และเจ้าอนันตยศ หลังจากพระนางครองราชย์ได้ 7 ปีก็ ได้อภิเษกเจ้ามหันตยศให้ขึ้นครองราชย์ที่เมืองหริภุญไชยสืบต่อมา ส่วนเจ้าอนันตยศไปสร้างเมืองขึ้นใหม่ที่บริเวณเชิงเขาเขลางค์บรรพตชื่อเมือง เขลางค์นคร เจ้ามหันตยศครองราชย์ที่เมืองหริภุญชัยได้ 80 ปี จากนั้นราชวงศ์จามเทวีก็ได้ครองราชย์สืบต่อมาโดยตลอด […]

พะเยา พระไอเดียเจ๋ง ! อนุรักษ์ ทำ กุบละแอ (หมวก)โบราณล้านนา ไว้ ก่อนสูญหายไป

วันที่ 20 เม.ย. 63 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปดูพระสงฆ์ ทำ หมวก หรือกุบละแอ แบบโบราณล้านนา ที่วัดสันป่าสัก ตำบลห้วยข้าวก่ำ อ.จุน จ.พะเยา ได้ สานหมวก หรือกุบละแอ ที่คนโบราณล้านนาใช้ เป็นเครื่องสวมใส่ศีรษะ กันลมกันแดดกันฝน ที่มีรูปร่างลักษณะไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ในปัจจุบันหาดูได้ยาก พระสงฆ์ วัดสันป่าสัก จึงทำการอนุรักษ์จัดทำไว้ให้แก่คนรุ่นหลังได้ศึกษา ก่อนที่จะสูญหายไป พระสุขอนันต์ กัลยาณธัมโม พระลูกวัดสันป่าสัก กล่าวว่า การทำ หมวก หรือกุบละแอแบบโบราณ เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ ปัจจุบันการทำหมวก หรือกุบละแอ แทบไม่มีให้เห็นจนใกล้จะสูญหายคนรุ่นหลังก็แทบไม่รู้จักแล้ว จึงได้ใช้ความรู้ที่มีพร้อมพระสงฆ์ในวัดสันป่าสัก ได้ทำ หมวก หรือกุบละแอแบบโบราณ ซึ่งถือว่า เป็นเครื่องสูงชนิดหนึ่ง ของพระมหากษัตริย์ และขุนนางสมัยในอดีต ตลอดจนคนชั้นสามัญชนก็ได้ใช้สวมใส่เป็นเครื่องประดับศรีษะ ที่คนโบราณล้านนาและล้านช้าง ใช้สวมใส่ศรีษะ ในยุคโบราณ แต่ปัจจุบันแทบจะไม่มีให้พบเห็นแต่อย่างใด สำหรับวิธีการทำก็จะมีอุปกรณ์ หลายอย่าง อาทิ หมง ตัวแบบขึ้นรูปและตอกทำจากไม้ไผ่บงเหนียว นำมาจักเป็นเส้นใช้จักสานหมวก […]

จากสถานที่ประดิษฐาน “พระแก้วมรกต” สู่ “พระหยก” เมืองเชียงราย

วัดพระแก้วเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่บนถนนไตรรัตน์ ต.เวียง อ.เมือง จ.เชียงราย ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะ จากวัดราษฎร์ขึ้นเป็นพระอารามหลวงเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2521 แต่เดิมวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ว่าในบริเวณนี้มีไม้ไผ่ชนิดหนึ่งคล้ายกับไม้ไผ่สีสุก แต่ไม่มีหนาม ชาวบ้านนิยมเอามาทำเป็นคันธนูและหน้าไม้ ชาวเชียงรายจึงเรียกว่า “วัดป่าเยี้ยะ” หรือ “วัดป่าญะ” ต่อมาในปีพ.ศ. 1977 ได้เกิดฟ้าผ่าเจดีย์วัดและได้พบพระแก้วมรกต ชาวบ้านจึงพากันเรียกชื่อวัดใหม่ว่า “วัดพระแก้ว”ตามตำนานโบราณซึ่งพระภิกษุพระหมราชปัญญาได้แต่งขึ้นเป็นภาษาบาลีไว้เมื่อปี พ.ศ.2272 ในหนังสือรัตนพิมพวงศ์ กล่าวถึงตำนานพระแก้วมรกตว่ามีเทวดาสร้างขึ้นเพื่อถวายพระนาคเสนเถระที่เมืองปาฎลีบุตร (ปัจจุบันคือเมืองปัตนะรัฐพิหารในอินเดีย) และได้มีการอัญเชิญไปประดิษฐาน ยังเมืองต่าง ๆ เช่น ที่เกาะลังกา, เมืองกัมพูชา, เมืองอินทาปัฐ (นครวัต), กรุงศรีอยุธยา, เมืองละโว้, เมืองเชียงราย (พ.ศ.1934-1979 ประดิษฐาน 45 ปี), เมืองลำปาง (พ.ศ.1979-2011 ประดิษฐาน 32 ปี), เมืองเชียงใหม่ (พ.ศ.2011-2096 ประดิษฐาน 85 ปี), เมืองเวียงจันทน์ […]

ไตลื้อกลุ่มสุดท้ายของพะเยา

วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวไตลื้อนั้นดูโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ยากแก่กลุ่มชนอื่นจะลอกเลียนแบบได้ ทั้งประเพณี พิธีกรรม การแต่งกายและภาษาพูดของชาวไตลื้อ ดูจะผสมกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว จนเป็นแบบอย่างของการหลอมรวมวัฒนธรรมที่ยากแก่คนภายนอกอย่างเรา ๆ จะเข้าใจความอ่อนน้อมถ่อมตน ดูเหมือนจะเป็นบุคคลิกเฉพาะแบบของชาวไตลื้อ ยามที่ผมมีโอกาสเดินทางเข้ามาในดินแดนที่มั่งคั่งด้วยกลิ่นอาย อารยธรรมไตลื้อ ที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา แต่เดิมชุมชนของชาวไตลื้อมีการตั้งถิ่นฐาน ทำมาหากินอยู่ในแคว้นสิบสองปันนา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมณฑลยูนนาน ประเทศจีน ในรอบ 200 ปีที่ผ่านมา ชาวไตลื้อมีการอพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่ในดินแดนทางภาคเหนือของไทย พื้นที่ที่ชาวไตลื้อตั้งถิ่นฐานมากที่สุดเห็นจะได้แก่จังหวัดพะเยาและน่าน นอกจากนั้นยังกระจายไปอยู่ตามที่ต่าง ๆ ของเชียงใหม่ เชียงราย และลำปาง ย้อนกลับไปเมื่อตอนต้นพุทธศตวรรษที่ 24 สมัยเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน (พ.ศ.2374 – 2461) เมืองน่านและเมืองเชียงใหม่ มีบทบาทสำคัญทางการเมืองและทหารในแว่นแคว้นสิบสองปันนา รวมไปถึงเชียงตุง สมัยนั้นมีการกวาดต้อนและชักชวนให้ชุมชนไตลื้อในเมืองต่าง ๆ ของสิบสองปันนาให้เข้ามาตั้งถิ่นฐานรกรากอยู่ในจังหวัดน่าน จากเอกสารการค้นคว้าของคุณอิสรา ญาณตาล ได้กล่าวไว้ว่า ชาวไตลื้อที่อพยพมาจากเมืองพง เมืองหย่วน และเมืองมาง ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานที่แรก ในบริเวณลุ่มปากแม่น้ำแวน ดังนั้นต้นตระกูลบรรพบุรุษของไตลื้อในอำเภอเชียงคำ น่าจะมีเชื้อสายมาจากกลุ่มไตลื้อเมืองพง เมืองมาง เมืองหย่วน และเมืองล้า ในสิบสองปันนา สังเกตได้จากการตั้งชื่อของหมู่บ้านต่าง […]

1 … 33 34 35 36 37 … 43