53

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

การแต่งกายของ “เจ้า” ในล้านนา

การแต่งกายในอดีตของ “เจ้า” ในล้านนา สันนิษฐานกันว่า นิยมนุ่งผ้าฝ้ายและผ้าไหม ผ้าที่เชื่อกันว่าทอขึ้นใช้ในสมัยนั้น ได้แก่ ผ้าสีจันทน์ขาว, ผ้าสีจันทน์แดง, ผ้าสีดอกจำปา, ผ้าธรรมดา และผ้ากัมพล เป็นต้น เจ้าล้านนาที่เป็นผู้ชายจะนุ่งผ้าต้อย ซึ่งเป็นผ้านุ่งขนาดต่าง ๆ กัน โดยจะม้วนชายผ้าเป็นเกรียวสอดระหว่างขาซึ่งเป็นการนุ่งแบบเดียวกับการถกเขมรและโจงกระเบน สวมเสื้อคอจีนติดกระดุม และสวมเสื้อไหมคล้ายเสื้อครุยทับอีกชั้นหนึ่ง มีผ้าพันเอว 2 ผืน คือ รัดทับผ้าต้อย ส่วนผู้หญิงจะนุ่งซิ่นลายขวางเกือบคล่อมเท้า ท่อนบนมีผ้าผืนหนึ่งไว้คล้องคอ พันหน้าอก หรือพาดบ่า เกล้าผมมวยกลางศรีษะปักปิ่นไว้ที่ผม นิยมห่มผ้าเฉียงแบบสไบเรียกว่า “ห่มผ้าสะหว้ายแล่ง” นุ่งผ้าซิ่น ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เมื่อพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้รับพระบรมราชานุญาติให้เสด็จกลับมาประทับที่เมืองเชียงใหม่ พระองค์ได้ทรงนำรูปแบบการแต่งกายของสตรีในกรุงเทพฯ เข้ามาใช้ในคุ้ม แล้วแพร่หลายอยู่ในกลุ่มชนชั้นสูง คือจะสวมเสื้อแขนหมูแฮมแบบยุโรปใส่กับผ้าซิ่นไหมลายพม่าต่อตีนจกแบบเชียงตุงหรือเชียงใหม่ เกล้าผมทรงญี่ปุ่นปักด้วยดอกไม้ไหวทองคำ ส่วนผู้ชายจะนิยมสวมเสื้อราชประแตนสวมกางเกงแพรหรือนุ่งโจงกระเบนผ้าไหมทรงหางกระรอก ขณะที่สามัญชนทั้งชายหญิงยังแต่งกายแบบเดิม คนชาติต่าง ๆ ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในเชียงใหม่ ร่วมกับคนเมืองมาแต่อดีต ปัจจุบันได้ผสมผสานเข้าด้วยกันในทางวัฒนธรรม ทั้งภาษาพูด อาหาร การแต่งกาย ประเพณีพิธีกรรมต่าง […]

“สลุงหลวง” ขันเงินที่ใหญ่ที่สุดในล้านนา

คำว่า “สลุง” เป็นภาษาพื้นเมืองเหนือ หมายถึง ภาชนะสำหรับใส่น้ำ มีลักษณะเช่นเดียวกับขันน้ำส่วนใหญ่จะทำด้วยโลหะเงินมีขนาดต่างกัน ซึ่งมีทั้งแบบเกลี้ยงและตีให้นูนแล้วสลักลวดลายดอกไม้หรือลายสิบสองราศีตามแบบฉบับศิลปะล้านนาโบราณ เมื่อเอ่ยถึงสลุงหลวงหรือสลุงที่มีขนาดใหญ่ เรามักจะนึกถึงสลุงหลวงของจังหวัดลำปาง พอถึงเทศกาลสงกรานต์ทีไรก็จะมีการนำเอาสลุงหลวงใส่น้ำขมิ้นส้มป่อยแห่ไปรอบเมือง เพื่อนำไปสรงน้ำพระแก้วมรกตดอนเต้าพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองลำปาง ในอดีตเมื่อถึงวันขึ้นปีใหม่ คนล้านนาจะมีการประกอบพิธีสรงน้ำพระ โดยนำน้ำขมิ้นส้มป่อยใส่ในสลุงไปสรงน้ำพระที่วัดใกล้บ้าน ถือเป็นการแสดงความเคารพศรัทธาต่อพระพุทธรูปที่พวกเขาเชื่อว่าให้ความร่มเย็นเป็นสุขมาโดยตลอด ปัจจุบันชาวบ้านที่อยู่แถบชนบทยังคงยึดถือปฏิบัติเป็นประเพณีสืบทอดกันต่อมา ดังนั้นสลุงจึงเป็นสื่อที่นำน้ำขมิ้นส้มป่อยไปสรงน้ำพระที่วัดและยังเป็นสิ่งที่เตือนให้ระลึกถึงประเพณีสรงน้ำพระที่มีมาแต่โบราณ   สลุงหลวง ที่นำมาแห่ในขบวนแห่สลุงหลวงเป็นครั้งแรก เป็นสลุงที่ทำด้วยเงิน หนัก 300 บาท ซึ่งเป็นของเจ้าตระกูล ณ ลำปาง กระทั่งในปี 2533 ชมรมเทิดมรดกเขลางค์นครได้ดำเนินการจัดสร้างสลุงหลวง โดยได้รับเงินบริจาคจำนวน 433,198 บาท ทำสลุงหลวงขึ้นมาใหม่ด้วยโลหะเงินหนัก 2,533 บาท มีขนาดกว้าง 89 เซนติเมตร สูง 49 เซนติเมตร ลักษณะเป็นสลุงทรงเกลี้ยง จัดสร้างด้วยการตีแบบพื้นเมืองโบราณ โดยไม่ใช้วิธีการหล่อแบบ ภายในสลุงสลักรายชื่อผู้บริจาคเงิน ส่วนรอบ ๆ ขอบบนภายนอกของสลุงจารึกเป็นภาษาพื้นเมืองเหนือว่า “สลุงเงินหลวงใบนี้ ช่างเมืองลำปางจัดทำถวายไว้ใส่น้ำอบน้ำหอม ขมิ้นส้มป่อย เพื่อสรงน้ำพระเจ้าแก้วดอนเต้าแห่งเวียงละกอน ในวันปีใหม่เมือง เพื่อค้ำจุนพระศาสนาจวบจนห้าพันพรรษา”   […]

พะเยา พระทำต๋าแหลวไล่โควิด 19 เครื่องหมายความเชื่อชาวล้านนา ลบล้างอัปมงคล แจกชาวบ้าน

วันที่ 6 เมษายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในบริเวณ วัดพระธาตุขิงแกงหมู่ 5 ตำบลธาตุขิงแกง อำเภอจุนจังหวัดพะเยา พระภิกษุสงฆ์-สามเณรและผู้สูงอายุ ได้ร่วมกัน ทำต๋าแหลว และพิธีกรรม ต๋าแหล๋ว ขึ้น เพื่อ เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ อีกทั้งยังเป็นการ ให้ชาวบ้าน ได้ตระหนักถึงการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้ และยัง พบว่าในเขตพื้นที่อำเภอจุนก็ได้มีผู้ติดเชื้อไปแล้ว 1 ราย จึงได้ ร่วมแรงร่วมใจกัน ทำเครื่องหมาย ต๋าแหลว 7 ชั้น หรือ(เฉลียง) ขึ้น เพื่อเป็นการ สร้างขวัญและกำลังใจ และตามความเชื่อ ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่โบราณกาล ของชาวล้านนา ที่สามารถป้องกัน สิ่งอัปมงคล ไล่ผีสาง โรคห่า รวมทั้งโรคโดวิด -19 ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลก และเพื่อเป็นการป้องกัน ไม่ให้เชื้อโรคโควิด-19 แพร่ระบาดเข้ามาในหมู่บ้านชุมชน ตามความเชื่อของชาวล้านนา ที่สืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบันและปัจจุบัน มักจะไม่ค่อยได้พบเห็น และหาดูได้ยาก กับพิธีกรรม ของล้านนาแบบนี้ […]

เครื่องเคลือบ “เวียงกาหลง” จิตวิญญาณแห่งงานศิลป์ล้านนา

เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักว่าปั้นขึ้นมาจากจิตวิญญาณแห่งงานศิลป์ล้านนา ด้วยว่าผลงานทุกชิ้นล้วนรังสรรค์ปั้นแต่งขึ้น จากฝีมือของบรรพชนที่ถูกถ่ายทอดสืบต่อมารุ่นแล้วรุ่นเล่า ผสมผสานกับวัสดุที่ใช้ผลิต อันได้แก่ “ดินดำ” เนื้อดินคุณภาพเยี่ยมที่มีเฉพาะที่เวียงกาหลวงแห่งเดียว เครื่องเคลือบดินเผาเวียงกาหลง นอกจากจะมีความสวยงามตามแบบศิลปะล้านนาแล้ว ผลงานทุกชิ้นยังแฝงไว้ด้วยเรื่องราวแห่งพุทธศาสนา ตามตำนานพื้นเมืองเรื่องการกำเนิดพระพุทธเจ้า 5 องค์ ซึ่งเล่ากันสืบต่อมาว่า ครั้งหนึ่งเมื่อพระโพธิสัตว์ได้ปฏิสนธิในครรภ์ขงแม่พญากาเผือก พร้อมกันถึง 5 พระองค์ เป็นจำนวนไข่ 5 ฟอง บริเวณต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำคงคา ระหว่างที่แม่กาเผือกได้ออกไปหาอาหารให้ลูกน้อยอยู่ในเวียงกาหลงนั้น ได้เกิดอาเพศพิบัติพายุพัดกระหน่ำ เป็นเหตุให้แม่กาเผือกหาทางอออกจากเวียงแห่งนี้ไม่ได้ ส่วนไข่ทั้ง 5 ฟอง ก็ได้ถูกกระแสน้ำพัดหายไป จนถูกสัตว์ต่าง ๆ นำไปเลี้ยง จนอายุได้ 12 ปี ทั้ง 5 พระองค์ จึงได้บำเพ็ญเพียรบารมี สำเร็จตามปณิธาน วันหนึ่ง ขณะที่ 5 พระองค์ได้บำเพ็ญตนเป็นฤาษีอยู่ในป่านั้น ก็เกิดเหตุอัศจรรย์ทำให้เดินทางมาพบกันโดยมิได้นัดหมาย และถามไถ่จนทราบว่าแต่ละพระองค์ต่างก็มีแม่เลี้ยงเลี้ยงมาด้วยกันหมด จึงได้อธิษฐานตั้งจิตเพื่อตามหาแม่ที่แท้จริง ด้วยแรงอธิษฐานแม่พญากาเผือกจึงปรากฏต่อหน้าพระฤาษีทั้ง 5 จากนั้นแม่พญากาเผือกจึงได้ใช้ขนของตัวเองฟั่นเป็นไส้ประทีปสัญลักษณ์ตีนกา เพื่อเอาไว้จุดสักการะผ่านแม่น้ำคงคา ในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำเรื่องราวอันเป็นตำนานการกำเนิดพระพุทธเจ้าเหล่านี้ […]

บูชา “เตวะบุตรโหลง” ศูนย์รวมใจของคนยอง เมืองลำพูน

ปี พ.ศ. 2348 เมืองลำพูนได้รับการจัดตั้งขึ้นมาใหม่ ภายหลังที่คนจากเมืองยองถูกกวาดต้อนมาอยู่ มีพระยาบุรีรัตน์คำฝั้น อนุชาของพระเจ้ากาวิละ มาครองเมืองเป็นองค์แรก เจ้าบุญมาน้องคนสุดท้ายของตระกูลเจ้าเจ็ดตนเป็นพระยาอุปราชเมืองลำพูน การแบ่งไพร่พลคนจากเมืองยองในการตั้งถิ่นฐานที่ลำพูนนั้น เจ้าหลวงคำฝั้นเจ้าเมืองลำพูนให้พญามหิยังคบุรี เจ้าเมืองยองและน้องอีก 3 คนตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำกวงด้านทิศตะวันออกติดกับเมืองลำพูนที่บ้านเวียงยอง ให้ผู้คนที่อพยพมาจากเมืองยู้ เมืองหลวย ตั้งถิ่นฐานอยู่นอกกำแพงเมืองด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อให้ชุมชนเหล่านี้มีหน้าที่ทอผ้าให้กับเจ้าเมืองลำพูน คนยองแห่งบ้านเวียงยอง จึงนับเป็นชุมชนชาวยองที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้เวียงลำพูนมากที่สุด คนยองเหล่านี้ยังคงสืบทอดวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีของคนยองมาแต่โบราณกาล ได้แก่ การสร้างบ้านแปงเมืองอันนับเป็นการจำลองวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนยองรวมถึงการตั้งชื่อหมู่บ้านตามหมู่บ้านเดิม เช่น บ้านตอง บ้านหลุก บ้านยู้ บ้านหลวย เป็นต้น นอกจากนี้คนยองในเมืองลำพูนยังได้สร้างวัดหัวข่วง หรือ “วัดหัวข่วงนางเหลียว” ภายหลังได้เรียกมาเป็น “วัดหัวขัว” อันเปรียบเสมือนศูนย์รวมใจของคนยอง และยังเป็นสัญลักษณ์ของวัดหลวงประจำเมืองยองอีกด้วย ดังนั้น วัดหัวข่วงนางเหลียว หรือวัดหัวขัว จึงเป็นวัดสำคัญ ดังจะเห็นได้จากมีเจ้านายเชื้อสายเมืองยองได้มาบรรพชาอุปสมบทที่วัดแห่งนี้ รวมถึงเมื่อมีเจ้านายเชื้อสายยองได้ถึงแก่อนิจกรรมลง ได้มีการนำเอาอัฐิมาบรรจุไว้ที่วัดหัวขัว นอกจากนั้นวัดหัวขัว ซึ่งถือเป็นวัดหลวงของคนยอง วัดนี้ยังมีการยึดถือปฏิบัติประเพณีความเชื่อของชาวยองที่ดูเหมือนว่าจะแตกต่างจากความเชื่อของคนเมืองลำพูน ก็คือ การตั้งศาลเทวบุตรหลวง หรือเตวะบุตรโหลง ความเชื่อในการนับถือผีของชาวยองที่มีแต่ดั้งเดิมนั้น มี 2 ชนิดคือ “ผีดี” และ “ผีร้าย” […]

เรื่องเล่าปาฏิหารย์ “หลวงปู่แหวน สุจิณโณ”

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2516 เมื่อนักบินของกองทัพอากาศนายหนึ่ง ได้นำเครื่องบินออกบินตามหน้าที่ปกติ วันนั้นเป็นวันที่ทัศนวิสัยดี ท้องฟ้าปลอดโปร่ง แม้จะมีเมฆ แต่นักบินก็สามารถเห็นท้องฟ้าเบื้องหน้าได้อย่างชัดเจน เขาบังคับเครื่องบินไปตามเส้นทางปกติ ซึ่งเป็นแนวบินที่พาดผ่านเหนือวัดดอยแม่ปั๋ง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ ทันใดนั้นเอง นักบินต้องตกตะลึง เพราะเบื้องหน้าของตนนั้น ปรากฏพระชรารูปหนึ่งกำลังนั่งอยู่บนก้อนเมฆ ขวางเส้นทางการบินอยู่ แต่ด้วยสัญชาตญาณ เขาจึงบิดคันบังคับหลบไปในทันที เครื่องบินโฉบผ่านพระรูปนั้นไปอย่างฉิวเฉียด หลังจากตั้งสติได้ เขาไม่แน่ใจว่าตัวเองตาฝาดหรือไม่ จึงตัดสินใจขับเครื่องบินย้อนกลับมาอีกครั้ง และนั่นทำให้เขายิ่งตกใจซ้ำสอง เพราะพระชรารูปนั้น ยังคงนั่งสงบนิ่งอยู่บนก้อนเมฆเหมือนเดิม แต่คราวนี้เขาพยายามรักษาระยะห่างของเครื่องเอาไว้ เฝ้ามองพระชรารูปนั้นค่อย ๆ หายลับไปในหมู่เมฆ เมื่อนำเครื่องลงจอด เขารีบเข้าไปกราบนมัสการเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ถามท่านว่า ที่เชียงใหม่ มีพระองค์ไหนที่แสดงปาฏิหาริย์ได้ ท่านเจ้าคณะบอกว่า เห็นมีอยู่องค์หนึ่ง คือ “หลวงปู่แหวน” วัดดอยแม่ปั๋ง ทันทีที่ทราบ เขาจึงรีบตรงไปที่วัดเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตา เมื่อไปถึงก็ปรากฏว่า มีผู้คนมากมายมารอพบหลวงปู่แหวนเต็มไปหมด ปกติแล้ว หลวงปู่แหวนจะไม่ยอมออกมาพบปะใครง่าย ๆ ด้วยความที่ท่านเป็นพระที่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องและหนีคนตามอุปนิสัยเดิม ท่านจะออกมาจากห้องก็เฉพาะเวลาฉันเช้าและเจริญพระพุทธมนต์เท่านั้น นายทหารคนนี้ไปถึงวัดในตอนเช้า เหลือเชื่อว่าเป็นเวลาที่หลวงปู่แหวนออกจากห้องมาฉันเช้าพอดี และเมื่อเห็นท่าน นายทหารก็ถึงกับตกตะลึงซ้ำสาม เพราะหลวงปู่แหวนที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้าก็คือพระชราที่เขาเห็นนั่งอยู่บนก้อนเมฆนั่นเอง เขาจึงแหวกผู้คนเข้าไปกราบนมัสการแทบเท้าหลวงปู่แหวนด้วยความเคารพเลื่อมใส […]

คุ้มเจ้าวงศ์บุรี บ้านโบราณ 120 ปี เมืองแพร่

จังหวัดแพร่ ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งไม้สักทอง เพราะนับตั้งแต่อดีตที่ผ่านเรามักรู้จักชื่อของเมืองแพร่ในฐานะเป็นเมืองที่มีการทำไม้สักมากที่สุดของประเทศ พื้นที่ต่าง ๆ ของจังหวัดแพร่ไม่ว่าที่ไหน ๆ ก็เต็มไปด้วยไม้สัก ตั้งแต่ขุนขอดยอดดอยไปจนถึงลุ่มแม่น้ำยม แม่น้ำแม่งาว แม่สอง แม่หลาย ตลอดจนถึงแม่พวก แม่ป่านจนสุดเขตแคว้นแดนจังหวัด นับได้ว่าเป็นแผ่นดินแห่งไม้สักจริง ๆ ย้อนหลังไปประมาณสัก 50- 60 ปี เมื่อยังมีการทำไม้สัก เมื่อใครสามารถนำขอนไม้สักในป่าเมืองแพร่ล่องแม่น้ำยมลงไปขายที่ปากน้ำโพจังหวัดนครสวรรค์ได้ บรรดาพ่อค้าไม้ที่ไปรอรับซื้อไม้เป็นได้แย่งกันซื้อก่อนไม้สักที่ล่องไปจากป่าอื่น จากการที่จังหวัดแพร่เป็นเมืองไม้สักดังกล่าว จึงเป็นที่สนใจของบริษัททำป่าไม้จากต่างประเทศ โดยเฉพาะของบริษัท Bombay Burma & Trading Co.,Ltd ของชาวอังกฤษ ซึ่งได้รับสัมปทานทำไม้จากรัฐบาลไทย ในบริเวณป่าแม่ยมตะวันตกทั้งหมด นอกจากนั้นยังมีบริษัท East  Asiatic & Co.,Ltd ซึ่งเป็นของชาวเดนมาร์กก็ได้รับสัมปทานทำไม้สักทางฝั่งแม่ยมตะวันออกอีกด้วย ปัจจุบันที่ทำการของบริษัท East  Asiatic นั้นได้กลายเป็นโรงเรียนป่าไม้แพร่ เปิดทำการสอนวิชาว่าด้วยการป่าไม้ ตอนหลังได้โอนหลักสูตรให้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ไป     เมืองแพร่ก็เหมือนกับหัวเมืองต่าง ๆ ในเขตแคว้นแดนล้านนา สิทธิและอำนาจการปกครองและการบริหารบ้านเมืองทั้งหมดตกอยู่กับเจ้าผู้ครองนครแต่ผู้เดียว มีขุนนางระดับพญา หรือแสนหลวง เป็นผู้กำกับดูแล โดยขึ้นตรงต่ออัครมหาเสนา […]

“ดอยคว่ำล่อง” สุสานขุนหลวงวิรังคะ

ดอยม่อนล่อง หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ม่อนคว่ำล่อง” เป็นที่ตั้งของศาลจุดฝังศพของพ่อขุนหลวงวิรังคะ “ขุนหลวงวิรังคะ” เป็นเจ้าเมืองระมิงค์นคร ทรงเป็นกษัตริย์ของชาวลัวะ ที่มีพละกำลังแข็งแกร่งและมีคาถาอาคมแก่กล้า เมื่อทรงสูญเสียมเหสีอันเป็น ที่รักไปก็นำความโศกเศร้ามาสู่ขุนหลวงวิรังคะเป็นอย่างมาก ข้าราชบริพารทั้งหลายเห็นดังนั้นจึงกราบทูลเรื่องเจ้าแม่จามเทวี ซึ่งเป็นกษัตริย์ปกครองนครหริภุญชัย หรือ เมืองลำพูน ซึ่งมีความสามารถและมีรูปโฉมที่งดงามเหมาะสมที่จะเป็นมเหสีองค์ใหม่ ขุนหลวงวิรังคะจึงได้ประสงค์ให้จัดขบวนอัญเชิญเจ้าแม่จามเทวีมาเป็นมเหสี ทางด้านเจ้าแม่จามเทวีเมื่อทราบข่าวก็ไม่ปรารถนาที่จะมาเป็นชายา เนื่องจากกลัวจะเป็นที่ครหาแก่ชาวเมือง จึงได้ออกอุบายให้ขุนหลวงวิรังคะสำแดงอานุภาพโดยการพุ่งเสน้า (แหลน) มายังเมืองลำพูน ถ้าสามารถพุ่งมาถึงได้จะยอมเป็นมเหสีของขุนหลวงวิรังคะ ขุนหลวงวิรังคะจึงตกลงแต่ขอทำการทดสอบฝีมือก่อน โดยทำการพุ่งเสน้าจากดอยสุเทพ มาตกยังบริเวณหนองน้ำทางทิศเหนือของเมืองหริภุญชัย ต่อมาชาวบ้านเรียกว่า “หนองเสน้า” เมื่อเจ้าแม่จามเทวีเห็นดังนั้น ก็คิดว่าคงไม่ได้การ จึงออกอุบายทำหมวกปีกกว้างหลากสีงดงาม ถวายแด่ขุนหลวงวิรังคะเพื่อเป็นกำลังใจ แต่ว่าพระนางได้ลงคาถาอาคมไว้ เมื่อถึงเวลาขุนหลวงวิรังคะก็ทรงสวมหมวกที่เจ้าแม่จามเทวีทำให้ก่อนที่จะพุ่งเสน้าก็ได้เกิดมีลมพัดปีกหมวกลงมาปิดตา ทำให้เสียสมาธิและอ่อนกำลังลง เสน้าจึงพุ่งไปตกที่ดอยเงินเหนือดอยคำไปไม่ถึงเมืองหริภุญชัย ขุนหลวงวิรังคะเกิดความโมโหจึงได้ยกทัพไปตีเมืองหริภุญชัยแต่ได้รับความพ่ายแพ้กลับ มา ระหว่างตีเมืองหริภุญชัยขุนหลวงวิรังคะได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนที่จะสิ้นใจได้มีพระประสงค์ให้นำศพไปฝัง ณ จุดที่สามารถมองเห็นเมืองหริภุญชัยได้ชัดเจนแต่ไม่สามารถนำศพข้ามแม่น้ำไปได้เนื่องจากความเชื่อของคนสมัยก่อนว่า ศพของกษัตริย์จะต้องนำไปฝัง ณ ยอดดอยสูงสุด ดังนั้นชาวเมืองจึงนำโลง (ล่อง) ใส่ศพเดินลัดเลาะไปตามสันเขาแต่ในระหว่างเดินทางล่องบรรจุศพได้เกิดคว่ำลง ณ จุดบริเวณที่ชาวบ้านเรียกว่า “ม่อนล่อง” หรือ “ม่อนคว่ำล่อง” นั้นเอง จึงเป็นที่มาของชื่อดอยม่อนล่อง จากบริเวณนี้สามารถมองเห็นทัศนียภาพของเมืองเชียงใหม่และลำพูนได้ชัดเจน […]

“เจ้าดารารัศมี” ผู้วางระบบการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมของเมืองเชียงใหม่

หากจะกล่าวถึงเรื่องราวของเจ้านายในอดีตที่พยายามฟื้นฟูวิถีประเพณีล้านนาอันทรงคุณค่าให้ดำรงสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน และกลายเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นหลังได้ร่วมรำลึกนึกถึง คงหนีไม่พ้นภารกิจที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ทรงกระทำไว้เมื่อราวร้อยปีก่อน ทั้งทรงทำนุบำรุงด้านพระศาสนา, ส่งเสริมด้านการศึกษาในเชียงใหม่, ทรงฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมล้านนา ฯลฯ จนกระทั่งสิ่งที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้อนุรักษ์ฟื้นฟูดังกล่าว กลายมาเป็นแบบแผนวิถีชีวิตของคนเชียงใหม่ในปัจจุบัน ถ้าหากย้อนถึงอดีตของพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระองค์ทรงเป็นพระธิดาองค์ที่ 11 ของพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์ที่ 7 กับแม่เจ้าทิพเกษร ทรงประสูติเมื่อวันอังคาร เดือน 10 (เหนือ) ขึ้น 4 ค่ำปีระกา ในเวลา 03.00 น. ตรงกับวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2416 ที่คุ้มหลวงเมืองเชียงใหม่ ปัจจุบัน เป็นที่ตั้งของศาลากลางหลังเก่าและหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เมื่อทรงพระเยาว์ได้ศึกษาอักษรไทยเหนือและไทยกลาง ทรงมีความสนใจและเข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณีของล้านนาเป็นอย่างดี ปี พ.ศ. 2429 ได้เสด็จตามพระบิดาลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพ แล้วอยู่รับราชการฉลองพระเดชพระคุณฝ่ายในเป็นเจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อทรงประสูติพระราชธิดาแล้วทรงโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนฐานะศักดิ์เป็นพระสนมเอก กระทั่งปลายปี พ.ศ. 2451 หลังจากที่เสด็จกลับมาเยี่ยมนครเชียงใหม่เป็นครั้งแรก ด้วยเรือหางแมงป่อง ประทับอยู่ไม่นานจึงเสด็จกลับกรุงเทพฯ จากนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาพระอิสริยยศขึ้นเป็นพระราชชายา   […]

เมื่อ 100 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเคยเกิดโรคระบาดใหญ่

ในหนังสือราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 27 กรกฏาคม พ.ศ. 2462 หรือเมื่อราว 100 ปีที่แล้ว ประเทศสยามเคยเกิดโรคระบาดครั้งใหญ่ทำให้มีคนตายถึง 8 หมื่นกว่าคน โดยข้อความในราชกิจจานุเบกษาเขียนไว้ว่า   แจ้งความกระทรวงมหาดไทย ไข้หวัดหรืออินฟูเอนซา ได้เริ่มเป็นขึ้นในพระราชอาณาจักรภาคใต้ เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2461 ก่อน แล้วกระจายแพร่ไปทั่วพระราชอาณาจักร พึ่งสงบลงเมื่อเดือนมีนาคมที่ล่วงมานั้น ในส่วนหัวเมือง 17 มณฑลโดยพระมหากรุณาธิคุณได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรงสาธารณสุขจัดส่งแพทย์ ส่งยาและคำแนะนำออกไปช่วงป้องกันรักษาสมทบกับแพทย์ประจำเมือง เมื่อโรคสงบแล้วได้บัญชีจำนวนคนที่ป่วยเจ็บและตายด้วยโรคนี้ ตามบัญชีท้ายแจ้งความนี้ ศาลาว่าการมหาดไทย แจ้งความมา ณ วันที่ 14 กรกฏาคม พระพุทธศักราช 2462 (ลงนาม) มหาเสวกเอก เจ้าพระยาสุรสีห์ วิสิษฐศักดิ์ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ในช่วงเวลาปี พ.ศ. 2462 ประเทศสยามมีประชากรทั้งหมดประมาณ 9,207,355 คน ซึ่งป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ประมาณ 2,317,622 คน และมีคนเสียชีวิตด้วยโรคระบาดในครั้งนั้นประมาณ 80,223 คน […]

“วัดเชียงมั่น” วัดคู่บารมีของพญามังราย

เมื่อครั้งที่พระยามังรายมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งล้านนาไทยได้ทรงสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1839 นั้น พระองค์ทรงโปรดให้สร้างวัดขึ้นเป็นวัดแรกแห่งนครเชียงใหม่ ก็คือ วัดเชียงมั่น ซึ่งเป็นวัดที่มีการผสมผสานศิลปแบบเชียงแสน ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากลังกาเข้ากับศิลปะแบบล้านนา งานศิลปเชียงแสนเข้ามาแพร่หลายอยู่ในอาณาจักรล้านนาไทยราวปี พ.ศ.1880 โดยพระเจ้าปักกรมพาหุมหาราช โดยสมัยนั้นสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ในเชียงใหม่สร้างขึ้นตามอิทธิพลแบบลังกา สังเกตได้จากการทำฐานสถูปเจดีย์เป็นฐานสูงมีลาดบัวซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น ทั้งที่มีซุ้มและไม่มีซุ้ม บริเวณซุ้มเหล่านั้นมักจะทำประตูทางเข้า ประตูออก หรือทำเป็นซุ้มสำหรับตั้งพระพุทธรูปก็มี เช่น เจดีย์ของวัดเจดีย์หลวง วัดพระธาตุดอยสุเทพ และวัดเชียงมั่น เป็นต้น ตามประวัติการสร้างวัดเชียงมั่น แต่เดิมวัดนี้เป็นพระราชวังหรือคุ้มหลวง อันเป็นที่ประทับของพญามังรายมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งล้านนาไทย ก่อนที่พระองค์จะทรงสร้างเวียงนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ ได้ยกรี้พลโยธาเข้ามาตั้งเป็นปฐมที่บริเวณแห่งนี้ ซึ่งเรียกกันว่า “เวียงเหล็ก” หมายถึงความแข็งแรงมั่นคง กระทั่งถึงจุลศักราช 658 ราวปี พ.ศ.1839 เดือนวิสาขะ ขึ้น 8 ค่ำ ตรงกับวันพฤหัสบดี ปีวอก ตรีศก อันมีพญามังรายมหาราชเป็นประธาน พร้อมด้วยพญางำเมือง แห่งเมืองพะเยาและพ่อขุนรามคำแหง แห่งกรุงสุโขทัย ได้ทรงสร้างพระเจดีย์ขึ้นตรงที่ราชมณเฑียรหอประทับของพระองค์ แล้วทรงขนานนามว่า “วัดเชียงมั่น” ให้เป็นพระอารามแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่   โบราณสถาน […]

“ต๋าว” ผลไม้ประจำถิ่นของชาวลัวะ เมืองน่าน

ต้นต๋าว เป็นไม้ป่าจัดอยู่ในตระกูลปาล์มเช่นเดียวกับมะพร้าว ต้นตาลหรือปาล์มชนิดอื่น ๆ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sugar palm กล่าวกันว่าต้นไม้ตระกูลปาล์มนั้น บรรพบุรุษของมันมีอายุอยู่ในรุ่นเดียวกับไดโนเสาร์ ซึ่งสูญพันธุ์ไปเมื่อ 65 ล้านปีที่แล้ว ต้นต๋าวมีถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์อยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แก่ อินเดีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์  ส่วนในประเทศไทยพบได้ในป่าดิบทั่วไปที่พบมากได้แก่ในป่าแถบจังหวัดกาญจนบุรี พิษณุโลก ตาก อุตรดิตถ์ แพร่ และน่าน โดยเฉพาะที่อำเภอสันติสุข จังหวัดน่าน นั้นเป็นแหล่งพบต้นต๋าวมากที่สุด อำเภอสันติสุขเป็นแหล่งที่อยู่ของชาวลัวะ ที่นักวิชาการหลายท่านสันนิษฐานว่าไม่ได้อพยพมาจากที่อื่นเหมือนกับชาวเขา หากแต่ชาวลัวะที่นี่มีบรรพบุรุษ ซึ่งตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตจังหวัดน่านและพะเยามาตั้งแต่สมัยก่อนที่พญามังรายจะสถาปนาอาณาจักรล้านนาเสียอีก วิถีชีวิตของชาวลัวะเมืองน่าน มักจะอาศัยอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ ยังชีพด้วยการเข้าไปหาของป่าออกมาขาย หนึ่งในการดำรงชีพของชาวลัวะอำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน ก็คือ การเข้าไปเก็บลูกต๋าวมาขาย ซึ่งการเข้าป่าแต่ละครั้งนั้น ใช้เวลาหลายวันเดินข้ามเขาหลายลูก เพื่อเข้าไปเก็บลูกต๋าว ซึ่งจะอยู่ในช่วงระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายน   ในช่วงวงจรชีวิตของต้นต๋าว จะมีใบประมาณ 50 ทาง ทางหนึ่งมีความยาว 6-10 เมตร และสองทางสุดท้ายจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการออกดอก ต๋าวเป็นต้นไม้ที่มีเกสรตัวผู้และตัวเมียอยู่ในต้นเดียวกัน ช่อดอกของต๋าวจะแทงออกจากลำต้นระหว่างกาบใบ ช่อดอกช่อหนึ่งอาจจะยาว 2-3 เมตร ภายในช่อมีดอกรวมกันอยู่แน่น […]

1 33 34 35 36 37 42