53

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

ท่าน้ำโบราณ เมืองเชียงใหม่

ในอดีตการเดินทางหรือการใช้แม่น้ำปิงเพื่อคมนาคม จำเป็นต้องมีท่าเรือหรือท่าน้ำ เกิดขึ้นหลายแห่ง ซึ่งแต่ละท่าน้ำก็มีความสำคัญ ได้แก่ ท่าน้ำสำหรับขนขึ้นไม้ซุง เป็นท่าน้ำของผู้ที่มีโรงเลื่อยส่วนตัวทำการแปรรูปไม้ท่อนเพื่อใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือน หรืออาจจะชักลากไม้ขึ้นเก็บไว้เพื่อขายให้กับบริษัทต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้รับสัมปทานจากทางราชการ ไม้เหล่านี้ลำเลียงมาในรูปของแพประกอบด้วยไม้ซาง จะจอดเฉพาะท่าของแต่ละเจ้าของ เช่น ท่าน้ำพ่อเลี้ยงหม่องผ่อ ท่าน้ำพ่อเลี้ยงน้อยแก้ว ท่าน้ำขุนกัน ท่าน้ำเจ๊กแก้ว ท่าน้ำเจ๊กภูเทียม และท่าจักรของหมอเอ็ม.เอ.ซิค เป็นต้น ท่าน้ำสำหรับขนขึ้น-ขนลงสินค้า เรือสีดอซึ่งเป็นเรือขนาดเล็กกว่า แม่ปะ จะจอดเคียงคู่กันไปเสมอ ท่าจอดท่าน้ำฝั่งโน้น ฝั่งนี้แล้วแต่จะตกลงกันไว้กับผู้รับเหมา แต่ที่เห็นจะคึกคักและท่าใหญ่นั้นคือ ท่าน้ำไปรษณีย์ท่าสะต๋อย ท่าวัดเกต และท่าศาลา เป็นต้น สินค้าที่ขึ้นลง ณ ท่าไปรษณีย์หรือท่าน้ำสถานนั้น ตั้งอยู่ที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่ (ปัจจุบันเป็นโรงเรียนคำเที่ยงอนุสรณ์)  คือผ้าชนิดต่าง ๆ เครื่องเหล็ก เครื่องมือชั่ง เหล้าฝรั่ง อาหารกระป๋อง ของกินของใช้และเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ ในขณะนั้นนครเชียงใหม่ยังอยู่ในสภาพของประเทศราช อาหารการกิน จึงค่อนข้างอัตคัตและขาดแคลนมาก การบุกเบิกที่ดินเพื่อทำไร่ ทำนาและทำสวน จึงไม่มีมากนัก เว้นแต่การปลูกต้นหมากพลู และปล่อยครั่งตามต้นฉำฉา สินค้าที่นำไปขายขาเรือล่อง จึงได้แก่ ครั่ง หมาก พริกแห้งและของป่าเท่านั้น สินค้าที่เหนือจากนี้มีราคาสูงคือ […]

“หอหลวง” เจ้าฟ้า ศูนย์รวมใจของชาวไทขึน เมืองเชียงตุง

ด้วยความที่เมืองเชียงตุง เคยเป็นหัวเมืองเก่าแก่ของอาณาจักรล้านนา และมีประวัติการก่อตั้งเมืองในยุคสมัยที่ใกล้เคียงกัน ทั้งยังมีเจ้าผู้ครองนครปกครองที่มาจากต้นตระกูลเดียวกัน คือ ราชวงศ์มังราย จึงทำให้สองเมืองนี้มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันจนแยกไม่ออก ยิ่งในระยะหลังราชสำนักเชียงใหม่กับเชียงตุงก็ยิ่งแน่นแฟ้นกันมากขึ้น เมื่อมีราชตระกูลของทั้งสองฝ่ายอภิเษกสมรสกัน เช่น เจ้าอินทนนท์ ราชบุตรของเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์สุดท้ายสมรสกับเจ้านางสุคันธา ราชธิดาของเจ้าฟ้าเชียงตุง เจ้าทิพวรรณ ธิดาของเจ้าหลวงเมืองลำปาง อภิเษกสมรสกับเจ้าพรหมลือ ราชบุตรแห่งเจ้าก้อนแก้วอินแถลง เจ้าหลวงเมืองเชียงตุง และยังมีเจ้านายของทั้งสองราชตระกูลเกี่ยวดองกันอีกหลายท่าน ยุคแห่งความรุ่งเรืองของราชสำนักเชียงตุงอยู่ในรัชสมัยของเจ้าก้อนแก้วอินแถลง ซึ่งทรงครองราชสมบัติในช่วงที่มหาอำนาจทางยุโรปกำลังขยายอำนาจในฐานะเจ้าอาณานิคม เมื่อราว 113 ปีก่อน เจ้าฟ้าของชาวไทเขินเชียงตุงพระองค์นี้ ทรงพระปรีชาสามารถและสร้างความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นในปี พ.ศ. 2450 หลังจากที่เสด็จกลับจากการประชุมร่วมกับอังกฤษที่ประเทศอินเดียแล้ว พระองค์ยังได้สร้างพระราชวังหลวง หรือ “หอหลวง” ด้วยรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบอินเดียประยุกต์ผสมกับศิลปกรรมแบบยุโรปขึ้น เพื่อเป็นที่ประทับ ปี 2534 รัฐบาลทหารเผด็จการพม่า ภายใต้การนำของนายพลเนวิน สมัยนั้นได้ทำการทุบรื้อทำลาย “หอหลวง” สถานที่อันเป็นศูนย์รวมใจของชาวไทขึน แห่งเขมรัฐเชียงตุง เพียงเพราะทหารพม่าต้องการพื้นที่ เพื่อใช้สร้างโรงแรมในการโปรโมทการท่องเที่ยวของพม่า Visit  Myanmar Year 1996 (พ.ศ. 2539) ทว่าสิ่งที่สูญหายไปคืองานสถาปัตยกรรมชิ้นเยี่ยมที่ทรงคุณค่าทั้งทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่สำคัญ […]

คนเมืองยอง ย้ายถิ่นฐาน 215 ปี จากพม่า สู่ลำพูน

ยอง หรือไทยอง เป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มคน ที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองยองและกระจายอยู่ทั่วไปในแถบเมืองต่าง ๆ ในรัฐฉาน ด้านตะวันออกของเมียนมา เมื่อ พ.ศ. 2348 กลุ่มชาวยองได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองลำพูน ด้วยสาเหตุของสงคราม การรวบรวมกำลังคน ต่อมาได้กระจายอยู่ในเมืองต่าง ๆ ของล้านนา เมืองยอง เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ตำนานมายาวนาน เริ่มขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 18 โดยเริ่มจากการตั้งถิ่นฐานของกลุ่มคนพื้นเมือง ได้แก่ พวกลัวะ ต่อมาในพุทธศตวรรษที่ 19 มีกลุ่มคนไทจากเมืองเชียงรุ้ง นำโดย เจ้าสุนันทะ โอรสของเจ้าเมืองเชียงรุ้ง ได้พาบริวารเข้ามามีอำนาจปกครองเมืองยองเหนือคนพื้นเมือง ได้ผสมผสานระบบความเชื่อและพิธีกรรมที่มีอยู่เดิมกับพุทธศาสนาที่เข้ามาภายหลัง นอกจากนั้นยังได้สร้างความสัมพันธ์กับคนพื้นเมือง จากความสัมพันธ์ดังกล่าว คนเมืองยอง จึงสืบเชื้อสายมาจากผู้คนที่อพยพมาจากเมืองเชียงรุ้งและเมืองอื่นในสิบสองปันนา ซึ่งเป็นชนชาวไทลื้อ และเมื่ออพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในเมืองลำพูน คนทั่วไปจึงเรียกว่า “คนเมืองยอง” เช่นเดียวกันคนเมืองเชียงใหม่ คนเมืองลำปาง คนเมืองเชียงตุง เป็นต้น กระทั่งเรียกให้สั้นเหลือเพียง “คนยอง” การตั้งถิ่นฐานของชาวยองในลำพูน ในระหว่างปี พ.ศ. 2325-2347 ก่อนการตั้งเมืองลำพูน พระเจ้ากาวิละยังไม่ได้แต่งตั้งให้ผู้ใดเป็นเจ้าเมืองลำพูน ด้านการปกครองยังมีสภาพเป็นส่วนหนึ่งของเมืองเชียงใหม่ จนถึงปี พ.ศ. 2348 พระเจ้ากาวิละได้ฟื้นฟูเมืองลำพูนขึ้น อันเป็นนโยบายในการเตรียมกำลังคน […]

“อิงเง เซอร์เจน” มหาเทวีชาวยุโรป แห่งราชสำนักสีป่อ

เรื่องราวความรักของเจ้าจ่าแสง เจ้าชายแห่งเมืองสีป่อ และอิงเง เซอร์เจน ซึ่งเป็นเรื่องราวความรักของเจ้าฟ้ากับหญิงสามัญชน ซึ่งเป็นชาวต่างชาติ ในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องที่ไม่พบเห็นบ่อยนัก แต่มหาเทวีซึ่งเป็นชาวต่างชาติผู้นี้กลับได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวเมืองสีป่อ ระหว่างปี ค.ศ.1949 -1953 (พ.ศ.2492 – 2496) เจ้าจ่าแสงได้ศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยด้านเหมืองแร่โคโลราโด (The Colorado School of Mines) และเรียนจบด้านวิศวกรรมเหมืองแร่ โดยระหว่างที่เรียนอยู่ที่สถาบันแห่งนี้ได้พบรักกับ อิงเง เซอร์เจน นักเรียนทุนจากประเทศออสเตรีย และทั้งสองได้แต่งงานกันในปี ค.ศ.1953 (พ.ศ.2496) จากนั้นจึงเดินทางกลับมายังรัฐฉาน โดยได้มีการสถาปนา อิงเง เซอร์เจน ขึ้นเป็นมหาเทวี หรือ เจ้าสุจันทรี มหาเทวี แต่ชาวเมืองสีป่อมักเรียกเธอว่า “เจ้าแม่” ทั้งสองพระองค์ถือเป็นเจ้าฟ้านักพัฒนารุ่นใหม่หัวก้าวหน้า หลังย้ายมาอยู่รัฐฉาน อิงเง เซอร์เจน ได้เรียนภาษาไทใหญ่และมุ่งเน้นทำงานพัฒนาด้านการศึกษาและสาธารณสุขของคนเมืองสีป่อในปี ค.ศ.1962 (พ.ศ.2505) นายพลเนวิน ได้ทำการยึดอำนาจ และจับกุมคุมขังเจ้าฟ้าจากหัวเมืองต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นการริดรอนอำนาจและล้มล้างการปกครองระบอบเจ้าฟ้าให้หมดสิ้นไป เวลานั้น เจ้าจ่าแสง จึงได้ตัดสินใจเดินทางไปยังสนามบินแฮโฮ (ตองจี) […]

“ซิ่นตีนจก” สุดยอดผ้าทอแม่แจ่ม

ในชุมชนทางภาคเหนือ ผ้าทอยังคงมีบทบาททางสังคมและวัฒนธรรม นอกเหนือจากบทบาททางการค้าแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในประเพณี พิธีกรรมต่าง ๆ การใช้เป็นเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มในหลายชุมชน การสืบทอดการทอผ้าของคนในอดีต มักจะเกิดจากแรงบันดาลใจในการทอผ้า เพื่อไว้ใช้ในครัวเรือน การแสดงออกซึ่งวุฒิภาวะที่เหมาะสมกับการดูแลตนเองและครอบครัว รวมถึงการแสดงออกซึ่งความกตัญญูต่อบุพการีผู้มีพระคุณ แม้ว่าปัจจุบันคนรุ่นใหม่จะหันไปหาวัตถุนิยมจากสังคมภายนอก ที่หลั่งไหลเข้ามากลืนกินวิถีชีวิตของคนในชนบท แทบจะเรียกได้ว่า วัฒนธรรมประเพณีเก่าแก่เช่นนี้กำลังจะหายไปจากวิถีชีวิตของพวกเขา อำเภอแม่แจ่มถือได้ว่าเป็นชุมชนหนึ่งที่มีการทอผ้าซิ่นตีนจกกันมากที่สุด ผ้าทอของแม่แจ่มมีเอกลักษณ์ในการท่อหรือจกในลักษณะการคว่ำลาย ทำให้ลวดลายที่ได้สวยงาม ปราณีตเฉพาะแบบไม่เหมือนใคร ผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่มยังถือเป็นศิลปหัตถกรรมท้องถิ่นล้านนาที่สืบทอดเป็นมรดกทางวิถีชีวิตและวัฒนธรรม การทอผ้าตีนจกถือได้ว่าเป็นวิถีชีวิตของผู้คนที่นั่นอย่างชัดเจนที่สุด นับตั้งแต่ที่ผู้หญิงแม่แจ่มเริ่มเรียนรู้วิธีการทอผ้าในวัยสาว จนกระทั่งถึง วัยแก่ชีวิตของพวกเขา ก็ยังมีการทอผ้าอยู่เสมอ ที่เห็นได้ชัดเมื่อเวลามีงานบุญสำคัญต่าง ๆ ชาวแม่แจ่มก็จะนำผ้าตีนจกที่ทอเก็บไว้ออกมานุ่งกัน ผ้าตีนจก ถือได้ว่าเป็นของสำคัญที่ลูกสะใภ้นำไปไหว้แม่สามีตอนแต่งงาน นอกจากนั้นผ้าตีนจกยังเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตของผู้หญิงชาวแม่แจ่มตั้งแต่เกิดจนตาย ปัจจุบันเรายังสามารถพบเห็นสตรีชาวแม่แจ่มนิยมนุ่งซิ่นตีนจกในงานบุญประเพณีต่าง ๆ อยู่เสมอ กล่าวกันว่าสตรีชาวแม่แจ่ม จะต้องทอผ้าตีนจกอย่างน้อยคนละ 1 ผืน เป็นการคงเอกลักษณ์บ่งบอกถึงวิถีชีวิตและเป็นการการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป การทอผ้าซิ่นตกจกของชาวแม่แจ่ม ยังคงมีการสืบทอดกันมาจนถึงสมัยปัจจุบัน เราจะพบเห็นการทอผ้าตีนจกมากมายในหลายหมู่บ้าน ผ้าตีนจกโบราณที่ในอำเภอแม่แจ่ม บางผืนมีอายุมากกว่า 100 ปี ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมทอด้วยไหม ปัจจุบันยังมีเหลือให้ชมและศึกษาอยู่ในเขตตำบลท่าผาและตำบลช่างเคิ่ง ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีการทอผ้าตีนจก การทอผ้าพื้นเมืองของแต่ละชุมชน แต่ละเผ่าพันธุ์ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าผลพวงของการทอผ้าจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางการตลาด การตอบสนองทางเศรษฐกิจ รายได้และค่าตอบแทน แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่พวกเขาได้รับคือการร่วมสืบสานงานฝีมือทอผ้าพื้นบ้านของแม่แจ่มให้ดำรงคงอยู่ไม่สูญสลายไปตามกาลเวลานั่นเอง บทความโดย จักรพงษ์ […]

ไปดูภาพ “วิหารหลวง” วัดพระธาตุหริภุญชัยถูกพายุพัดถล่ม เมื่อ 100 ปีก่อน

วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ถือเป็นวัดหลวงสำคัญของชาวลำพูน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1651 ในสมัยของพระเจ้าอาทิตยราช ปูชนียสถานสำคัญคู่เมือง คือ องค์พระบรมธาตุหริภุญชัย ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ องค์เดิมนั้นสูงเพียง 3 วามีโกษทองที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุสูง 3 ศอก ต่อมาเมื่อเมืองหริภุญชัยได้ตกเป็นเมืองขึ้นของเชียงใหม่ พระมหาเถระในลำพูนและขุนฟ้าได้ก่อพระเจดีย์รูปทรงกลมครอบองค์เดิม มีขนาดสูง 10 วา จากนั้นได้มีการบูรณะองค์พระธาตุอีก 2 ครั้ง ในสมัยพระเจ้าเมืองแก้วและในสมัยของพระเจ้ากาวิละ โดยได้ยกฉัตรขึ้นทั้ง 4 มุม วิหารหลวงวัดพระธาตุหริภุญชัยลำพูนแห่งนี้ เมื่อราว 100 กว่าปี ก่อนเคยถูกพายุพัดถล่มพังลงทั้งหลัง เหลือเพียงซากปรักหักพัง ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 2456 ในปีนั้น คนเมืองลำพูนจะเรียกว่าปีลมหลวง มีความรุนแรงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา ในอดีตนั้นภายในวิหารหลวงวัดพระธาตุหริภุญชัยจะมีพระพุทธรูปประธานอยู่ 2 องค์ แต่ถูกพายุพัดถล่ม เหลือเพียงองค์เดียว ซึ่งเหลือให้เห็นเป็นพระประธานในวิหารหลวงจนถึงปัจจุบัน หลังจากนั้นประชาชนชาวลำพูน จึงได้ร่วมกันบูรณะซ่อมแซมวิหารวัดพระธาตุหริภุญชัย เมื่อปี พ.ศ. 2458 และมีพิธีสมโภชยอดฉัตรก่อนยกขึ้นไว้บนยอดพระธาตุหริภุญชัย ในปี พ.ศ. 2459 กระทั่งวิหารหลวงวัดพระธาตุหริภุญชัยได้บูรณะปฎิสังขรณ์แล้วเสร็จ […]

เส้นทางสายธรรมชาติ ถนน “ต้นยาง” เชียงใหม่ – ลำพูน

เส้นทางสายธรรมชาติ 106 จากเชียงใหม่ – ลำพูน เพียง 20 กม.ก็จะถึงเมืองวัฒนธรรมโบราณนครลำพูน ซึ่งเป็นเมืองเก่าแก่ที่สุดในภาคเหนือ ถนนเชียงใหม่ – ลำพูน สายนี้สร้างบนผนังดินธรรมชาติของแม่น้ำปิงห่าง จึงนับเป็นถนนที่มีความสำคัญและเป็นถนนสายแรกที่เป็นเส้นทางคมนาคม ติดต่อระหว่างเมืองทั้งสอง กระทั่งปี พ.ศ.2454 ทางราชการได้นำต้นยางมาให้ชาวบ้านช่วยกันปลูกตลอดสองข้างทาง เพื่อความร่มรื่นและสวยงาม ส่วนในเขตเมืองลำพูน ได้ปลูกต้นขี้เหล็ก ต้นไม้ตลอดเส้นทางของถนนสายนี้ มีร่วม 2 พันต้น มีการปลูกเป็นแถวอย่างมีระเบียบ มีระยะห่างกันระหว่างต้น ประมาณ 10 – 20 วา ตลอดเส้นทาง นับเป็นเอกลักษณ์คู่ถนนสายนี้ตลอดมาร่วม 100 ปี จากถนนสายเชียงใหม่ – ลำพูน จนสุดเขตต้นยางเป็นที่ตั้งของแดนเมือง ซึ่งเป็นเขตรอยต่อระหว่างอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ กับอำเภอเมือง จังหวัดลำพูน เมื่อเข้าเขตเมืองลำพูน ริมถนนเส้นนี้จะปลูกต้นขี้เหล็กตลอดแนว 2 ฝั่ง จนถึงตัวเมืองลำพูน ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวของชุมชนเข้าสู่การเป็นชุมชนเมืองมากยิ่งขึ้น ประกอบกับการขาดการวางแผนการป้องกันระยะยาวอย่างจริงจัง โดยเฉพาะถนนสายนี้ […]

30 เมษายน วันครบรอบ 85 ปี การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ

ในอดีตการเดินทางขึ้นไปนมัสการองค์พระธาตุดอยสุเทพฯ เป็นไปด้วยความลำบากยิ่ง จะต้องเดินเท้าขึ้นไปใช้เวลาหลายชั่วโมง จนกระทั่งปี พ.ศ. 2460 เมื่อพระองค์เจ้าบวรเดช ซึ่งเป็นอุปราชมณฑลพายัพ ได้ทรงมีดำริให้นายช่างกองทางสำรวจในการก่อสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ซึ่งประมาณกันแล้วจะต้องใช้เงินในการก่อสร้างถึง 2 แสนบาท และจะต้องใช้เวลาในการสร้างทางนานถึง 3 ปี ทางราชการไม่มีเงินงบประมาณ จึงได้สั่งระงับลงตั้งแต่บัดนั้น หลังจากนั้นครูบาศรีวิชัย พร้อมด้วยเจ้านายฝ่ายเหนือและคหบดีเมืองเชียงใหม่ จึงได้ปรึกษาหารือกัน เพื่อสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพ โดยได้ถือเอาฤกษ์ในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2477 เป็นพิธีลงจอบแรกในการบุกเบิกสร้างทาง การก่อสร้างทางในช่วงแรก ๆ นั้น เป็นหน้าที่ของหลวงศรีประกาศ เถ้าแก่โหงวและเจ้าแก้วนวรัฐ นอกจากนั้นเถ้าแก่โหงวและหลวงศรีประกาศ ยังรับหน้าที่คอยดูแลรถน้ำ ซึ่งบรรทุกน้ำและอาหารขึ้นลงตลอดระยะทางในการก่อสร้าง ส่วนครูบาเถิ้มได้รับมอบหมายให้เป็นผู้นำแผ้วผาง บุกเบิกเส้นทาง พร้อมกับขุนกัณฑ์ ชนะนนท์ นอกจากนั้นบรรดาชาวเมืองเชียงใหม่ ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าคหบดี ทหาร ตำรวจ ชาวบ้าน ในเขตแขวงเมืองเชียงใหม่ ต่างมาร่วมกันเป็นหมู่คณะจัดเครื่องไทยทาน ข้าวสารอาหารแห้ง ผลไม้ต่าง ๆ ตลอดจนอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ในการสร้างทาง ลำเลียงด้วยรถบรรทุก จำนวนกว่า 50 คัน แล้วแห่ด้วยขบวนดุริยางค์ แตรวง […]

“กาดหลวง” เมืองเชียงตุง

เมืองเชียงตุง หรือ “เขมรัฐตุงคบุรี” เคยเป็นหัวเมืองเก่าแก่ของอาณาจักรล้านนาและมีประวัติการก่อตั้งเมืองมายาวนานกว่า 800 ปี ทั้งยังมีเจ้าผู้ครองนครปกครองที่มาจากต้นตระกูลเดียวกัน คือ ราชวงศ์มังราย วิถีชีวิตของคนไตเขินเมืองเชียงตุง คล้าย ๆ กับคนเมืองล้านนา ทว่าเมืองล้านนาได้มีความเจริญในยุคสมัยใหญ่ส่วนเชียงตุงยังคงซ่อนตัวอยู่ ท่ามกลางกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลง ยุคแห่งความรุ่งเรืองของเมืองเชียงตุงอยู่ในรัชสมัยของเจ้าฟ้ารัตนะก้อนแก้วอินแถลง ซึ่งทรงครองราชสมบัติในช่วงที่มหาอำนาจทางยุโรปกำลังขยายอำนาจในฐานะเจ้าอาณานิคม เมื่อราว 150 ปีก่อน เจ้าฟ้าของชาวไทเขินเชียงตุงพระองค์นี้ ทรงพระปรีชาสามารถและสร้างความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากเมื่อมาเยือนเมืองเชียงตุง หากอยากเห็นวิถีชีวิตของคนไตเขินต้องมาดูที่ตลาดเช้า ทุก ๆ เช้าในตลาด (กาดหลวง) เมืองเชียงตุงจะคราคร่ำไปด้วยผู้คนจำนวนมากหลายเผ่าพันธุ์ ทั้งแม่ค้าชาวไทใหญ่ ไทขึน ไทลื้อ นำสินค้าพื้นเมืองมาวางขายปะปนกับเครื่องใช้อุปโภคบริโภค ในจำนวนนี้มีสินค้านำเข้าทั้งจากประเทศไทย จีนและเวียดนาม อีกด้านหนึ่งของตลาดจะเป็นสินค้าประเภทผัก ปลาและสินค้าพื้นเมืองจำพวกยาสูบ รวมถึงของป่าหายากอีกหลายชนิดกาดหลวงของเชียงตุงจะเริ่มตั้งแต่เช้ามืด เรื่อยไปจนถึงสายก่อนเที่ยง ที่นี่นอกจากจะมีสินค้าประเภทต่าง ๆ วางจำหน่ายแล้ว ยังมีร้านค้าขายอาหารพื้นเมืองหลายร้านอย่าง เช่น น้ำเงี้ยว ข้าวฟืน รวมถึงโรตีจากอินเดียที่ขายคู่พร้อมกับกาแฟ เครื่องดื่มจากต่างประเทศ ปัจจุบันรัฐบาลเมียนม่า ได้เปิดเชียงตุงออกสู่สายตาโลกภายนอกอีกครั้ง หลังจากปิดตายดินแดนแห่งนี้มานานกว่า 50 ปี ทำให้เมืองแห่งนี้ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในฐานะของดินแดน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยรุ่งเรืองไพบูลย์ด้วยระบบกษัตริย์ มีผู้คนจำนวนมากต่างใฝ่ฝันที่จะได้เดินทางเข้ามาเยือนเมืองแห่ง […]

มหัศจรรย์แห่งธรรมชาติที่ “ถ้ำเมืองออน”

บนเส้นทางสายสันกำแพง – แม่ออน ถนนหนทางช่วงนี้คดเคี้ยวขึ้นลงไปตามเนินเขา เป็นเส้นทางที่สวยงามมากสายหนึ่ง ก่อนถึงอำเภอแม่ออนไม่ ไกลนักมีทางเลี้ยวซ้ายมือเขียนว่า “ถ้ำเมืองออน 1 กม.” จากทางแยกเข้าไปไม่ไกลก็จะถึงถ้ำเมืองออน ดินแดนแห่งความมหัศจรรย์ ถ้ำเมืองออน ตั้งอยู่บนภูเขาลูกหนึ่งมีบันไดขึ้นเป็นพญานาค เมื่อเดินขึ้นไปประมาณร้อยเมตรจะมีศาลาที่พักทรงกลมอยู่ด้านซ้ายมือซึ่งภายในประดิษฐานรูปปั้นฤาษีเพื่อให้ผู้เคารพกราบไหว้บูชา ที่บริเวณปากถ้ำจะเป็นที่ประดิษฐานพระสถูปบรรจุอัฐิของท่านครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ถ้ำเมืองออนแห่งนี้ในอดีตเคยเป็นที่ ๆ ครูบาเจ้าศรีวิชัยเดินทางมาปฏิบัติวิปัสสนากรรมอยู่ภายในถ้ำปัจจุบันยังมีร่องรอยและแท่นที่นั่งของครูบาเจ้าศรีวิชัยปรากฏให้เห็นอยู่ เมื่อลองเดินเข้าไปภายในถ้ำต้องปีนป่ายบันไดที่ค่อนข้างชัน ตลอดสองข้างทางมีแสงสว่างจากหลอดไฟเป็นช่วง ๆ แต่ถ้านักท่องเที่ยวต้องการความสว่างมีบริเวณปากถ้ำก็มีบริการไฟฉายและผู้นำทางไว้บริการด้วย ภายในห้องโถงห้องแรก ซึ่งเป็นห้องพระฤาษี ใกล้ ๆ กันมีทางเดินลงไปข้างล่างของถ้ำสามารถมองลงไปเห็นพระธาตุนมผาซึ่งเป็นแท่นหินงอกขนาดใหญ่ที่ก่อตัวขึ้นจากพื้นดินมีเกล็ดเพชรสวยงามมาก พระธาตุนมผา เป็นหินงอกขนาดใหญ่สูงประมาณ 3 เมตร เมื่อส่องแสงไฟจะปรากฏเป็นแสงสีแวววาวที่น่าพิศดารยิ่งนัก ว่ากันว่าพระธาตุนมผานั้นเป็นที่บรรจุพระเกศาขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชาวแม่ออนทุกคนให้ความเคารพศรัทธาต่อองค์พระธาตุนมผาแห่งนี้มาก ด้านหลังของพระธาตุมีพระพุทธรูปประดิษฐานเป็นพระประธาน เมื่อครั้งที่แรกสร้างพระพุทธรูปนี้แล้วเสร็จก็จะมีน้ำปรากฏไหลหยดลงมาจากแท่นหิน ถือว่าเป็นเรื่องที่แปลกพิศดารและยังหาคำตอบไม่ได้ เราใช้เวลาหาข้อพิสูจน์อยู่ที่นี่ไม่นานนักจึงเดินต่อไปยังห้องทางด้านซ้ายมือโดยอาศัย แสงไฟจากไฟฉาย จนมาถึงผนังถ้ำที่ค่อนข้างแปลกประหลาด นี่คือไม้สักทองพันปี ซึ่งเมื่อเรามองดูก็คล้ายกับไม้สักที่กลายเป็นหินเวลาที่เอามือไปสัมผัส และขูดเบา ๆ ก็คล้ายกับเป็นเนื้อไม้ มีเรื่องที่น่าชวนให้สงสัยอยู่ว่า ภายในถ้ำเมืองออนยังปรากฏมีเนินทรายละเอียดสีดำ ซึ่งชาวบ้านจะเรียกว่า “ทรายหลายแล้ง” ใกล้กับเนินทรายเป็นห้องที่ครูบาศรีวิชัยใช้นอนพักผ่อนและรอยพญานาคที่ปรากฏเป็นคลื่นอยู่บนพื้น นอกจากนี้ยังมีหินงอกหินย้อยที่ปรากฏเป็นรูปร่างคล้ายสิ่งต่าง ๆ เช่น […]

จากล้านนาที่ยิ่งใหญ่ สู่เมืองเชียงใหม่ในปัจจุบัน

ตั้งแต่ครั้งที่พระญามังราย ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังรายได้สร้างเวียงกุมกามขึ้น (ปัจจุบันอยู่ในเขตท้องที่หมู่ 11 ตำบลท่าวังตาล อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่) ริมฝั่งแม่ระมิงค์ เมื่อ พ.ศ.1837 ต่อมาทรงสร้างเมืองนพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ พ.ศ.1839 โดยเชิญพระสหายคือพ่อขุนรามคำแหงแห่งเมืองสุโขทัยและพระญางำเมืองแห่งเมืองพะเยา เป็นที่ปรึกษาวางผังเมืองอาณาจักรล้านนาได้แผ่แสนยานุภาพไปถึงแพร่ น่าน พิษณุโลก มีอารยธรรม ศิลปวัฒนธรรม ภาษาพูดเป็นของตนเอง พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งในรัชสมัยพระญากือนาและพระเจ้าติโลกราช แต่หลังจากสิ้นรัชสมัยพระเมืองแก้ว กษัตริย์องค์ที่ 14 แห่งราชวงศ์มังรายแล้ว เชียงใหม่เริ่มเสื่อมลงจนถึงยุคของพระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ ในช่วงเวลานี้เองที่พระเจ้าบุเรงนองกษัตริย์พม่าสามารถเข้ายึดเมืองเชียงใหม่ได้ในปีพ.ศ.2101 แต่ยังคงให้พระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ปกครองเชียงใหม่ในฐานะเจ้าประเทศราช ต้องส่งส่วยและต้นไม้ทองต้นไม้เงินเป็นบรรณาการ ให้กองทหารพม่า 10,000 นายกำกับการบริหารราชการแผ่นดินล้านนาภายใต้การปกครองของพม่า ในปี พ.ศ.2107 พม่าปลดพระเจ้าเมกุฏิสุทธิวงศ์ จากราชบัลลังก์ แล้วแต่งตั้งพระนางวิสุทธิเทวีขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนคร แต่เมื่อพระนางสวรรคตลง พม่าจึงได้แต่งตั้งเจ้านายและข้าราชการของพม่ามาปกครองเชียงใหม่อีก 17 คน รวมเป็นเวลานานถึง 216 ปี ช่วงเวลานี้เชียงใหม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจทั้งของพม่าและกรุงศรีอยุธยา (รัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช) ชาวล้านนาได้พยายามรวบรวมกำลังเพื่อเป็นอิสระจากพม่าหรือเพื่อ “ฟื้นม่าน” พระญาสุลวะฤาไชยนามเดิม “หนานทิพย์ช้าง” ขับไล่กองกำลังพม่าออกจากวัดพระธาตุลำปางหลวงและได้ครองเมืองลำปาง เมื่อ พ.ศ.2275 ต่อมาพม่าสามารถยึดลำปางคืนได้และแต่งตั้งเจ้าชายแก้วบุตรพระญาสุลวะฤาไชย ไปครองนครลำปาง ในปี […]

ประวัติศาสตร์ชุมชนลุ่มน้ำคำ “บ้านศรีดอนมูล” เมืองเชียงแสน

ชื่อของ “ศรีดอนมูล” อาจจะคุ้นหูของผู้คนทั่วไปอยู่ไม่น้อย เนื่องจากในช่วงของการเกิดเขตการค้าเสรีไทย – จีน ชุมชนแห่งนี้เป็นพื้นที่เป้าหมายที่ จะใช้เป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีทั้งเสียงคัดค้านและสนับสนุน อันเป็นเรื่องปกติของชุมชนที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงสำคัญเกิดขึ้น แต่มากไปกว่าชื่อของชุมชนก็คงมีน้อยคนที่จะรู้จัก เพราะแม้แต่คนในชุมชนเองก็มีความรู้เกี่ยวกับชุมชนของตนเองไม่มากนัก และนี่เป็นที่มาของการศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชนลุ่มน้ำคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย พื้นที่การศึกษา ประกอบด้วย 3 หมู่บ้านที่อยู่ติดกับลำน้ำแม่คำ คือ บ้านด้าย บ้านศรีบุญยืนและบ้านศรีดอนมูล เพราะลำน้ำคำมีความสำคัญกับชุมชน เป็นเสมืนเส้นเลือดที่หล่อเลี้ยงผู้คนในชุมชนให้สามารถทำนาเพาะปลูกได้อย่างสมบูรณ์ เราศึกษาถึงประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานของชุมชน รวบรวมข้อมูลพื้นฐานด้วยสภาพทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมและความเปลี่ยนแปลงของชุมชน วิธีที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีทั้งรวบรวมจากเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ภูมิปัญญาของผู้รู้ รวมถึงการจัดพูดคุยกันในกลุ่มเล็ก ๆ การจัดกิจกรรมภาพเก่าเล่าเรื่องและการลงสำรวจพื้นที่ ความรู้และสิ่งที่ชาวบ้าน เข้ามาร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้ที่สำคัญมี 3 เรื่องด้วยกัน หนึ่งคือ ประวัติศาสตร์ชุมชน ทำให้รู้ว่าเป็นเพราะผู้นำชุมชนในอดีตเห็นว่า พื้นที่ตำบลศรีดอนมูลมีความอุดมสมบูรณ์ เพราะเป็นพื้นที่ราบมีน้ำไหลผ่าน เหมาะสำหรับทำการเกษตร ซึ่งในการเพาะปลูกพืชของชาวบ้านนั้นพบว่า พื้นที่ตำบลศรีดอนมูลเป็นแหล่งปลูกข้าวแหล่งใหญ่แห่งหนึ่งของอำเภอ และเมื่อลองศึกษาข้อมูลจากเอกสารก็พบว่า ชุมชนศรีดอนมูลเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณถึง 3 แห่งคือ ชุมชนโบราณเวียงแก้ว เวียงสะโง้และชุมชนโบราณเวียงหนองปลาสะเด็ด ซึ่งมีอายุประมาณ […]

1 31 32 33 34 35 42