53

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

(มีคลิป) น้ำทิพย์จากดอยขะม้อ ในพิธีอัญเชิญน้ำสรงพระราชทานเเละผ้าเเพรเเดงขึ้นสรงน้ำเเละห่มพระบรมพระธาตุหริภุญชัย ประจำปีพุทธศักราช 2564

26 เม.ย.64 (เวลา 13.00 น.) ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย วรมหาวิหารเทศบาลตำบลมะเขือแจ้ นำน้ำทิพย์จากดอยขะม้อ ร่วมในพิธีอัญเชิญน้ำสรงพระราชทานเเละผ้าเเพรเเดงขึ้นสรงน้ำเเละห่มพระบรมพระธาตุหริภุญชัย ประจำปีพุทธศักราช 2564 โดยมีนายวรยุทธ เนาวรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูน เป็นประธาน โดยนำน้ำทิพย์จากดอยขะม้อ เข้าร่วมสรงองค์พระบรมธาตุหริภุญชัยร่วมกับน้ำสรงพระราชทาน พระบรมธาตุหริภุญชัย เป็น 1 ใน 8 จอมเจดีย์ ของประเทศไทย และเป็นพระราชประเพณีอันสืบเนื่องมาแต่โบราณที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระราชทานน้ำสรงและผ้าห่ม พร้อมด้วยเครื่องสักการะ มาถวายองค์พระบรมธาตุหริภุญชัย เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาประจำทุกปี พระธาตุหริภุญชัย เป็นพระธาตุเก่าแก่ที่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองของลำพูน มีอายุพันกว่าปี สร้างในสมัยพระเจ้าอาทิตยราช กษัตริย์ เจ้าผู้ครองเมืองหริภุญชัยในอดีต

เชียงใหม่ฮอมตุง แต้มสีสันฉลอง 725 ปี สร้างเมืองช่วงสงกรานต์

เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ แจ้งว่าหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ เครือข่าย ภาคีภาคประชาชน ภาควิชาการ และภาคธุรกิจเชียงใหม่ ได้ร่วมจัดกิจกรรมงานตานตุงไชย ฟื้นใจ๋เมืองเชียงใหม่ มีการประดับเจดีย์ตุงไชย ตุงขึ้นก๊าง ตุงไชย ตุงชาติพันธุ์ และตุงจากพ่อครูแม่ครูภูมิปัญญาล้านนา บริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และ 4 แจ่งเมือง เพื่อเป็นการร่วม ฉลอง 725  ปีเมืองเชียงใหม่ ในช่วงปี๋ใหม่เมือง สำหรับกิจกรรมดังกล่าว ยึดหลักการมีส่วนร่วม ด้วยการเปิดรับบริจาคสมทบทุนเพื่อจัดหาตุงร่วมเป็น เจ้าภาพกิจกรรมตกแต่งเมืองเชียงใหม่ ฟื้นใจ๋เมืองเชียงใหม่ ระหว่าง 1-19 เมษายน 2564นี้ ตามคติความเชื่อ ความศรัทธาปักตุงไชย 4 จุดรอบเมืองเก่าเชียงใหม่ (4 แจ่งเมือง) จุดละ 725 ต้น ทั้งนี้ศูนย์วิจัยและพัฒนาการท่องเที่ยว สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิบายว่า ตุงเป็นเครื่องใช้ในการประดับและประกอบพิธีกรรมของชาวล้านนา ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไป มีอยู่ประมาณ 28 ชนิด ทำขึ้นจากวัสดุหลายหลาก อาทิ ผ้า ไม้ กระดาษ หรือโลหะ […]

กรมอนามัย แนะผู้ป่วยเบาหวาน ออกกำลังกายถูกวิธี ช่วยควบคุมน้ำตาลดีขึ้น

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำให้ผู้ป่วยเบาหวาน หันมาออกกำลังกายอย่างน้อย 4-5 ครั้ง ต่อสัปดาห์     และใช้เวลา 20-45 นาที ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง สดชื่นแจ่มใสขึ้น ควบคุมน้ำตาลได้ดีขึ้น ลดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้ นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากข้อมูลสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย ปี 2562 พบว่าปัจจุบันประชากรไทยวัยผู้ใหญ่ ป่วยเป็นโรคเบาหวานถึง 4.8 ล้านคน มีอัตราการเสียชีวิตในประเทศไทยมากถึง 200 รายต่อวัน สาเหตุมาจากวิถีชีวิตแบบเนือยนิ่ง โรคอ้วน และมักเกิดภาวะแทรกซ้อนเมื่ออายุเพิ่มขึ้น อีกทั้งได้คาดการณ์ว่าความชุกของโรคเบาหวาน จะเพิ่มสูงขึ้นถึง 5.3 ล้านคนภายในปี 2583 จากตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของโรคเบาหวานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอันตรายที่ตามมาจากการเกิดของโรคแทรกซ้อน ส่งผลให้สูญเสียอวัยวะ เช่น การตัดแขนหรือขา หรือคร่าชีวิตของผู้ป่วยได้เลยทีเดียว ดังนั้น ผู้ป่วยเบาหวานจึงต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของตนเอง ทั้งการบริโภคอาหาร ให้ถูกตามหลักโภชนาการ เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท ผักใบต่าง ๆ ฝรั่ง […]

ขบวนแห่ศพ “ครูบาเจ้าศรีวิชัย” ในวันพระราชทานเพลิง

หากเอ่ยชื่อของครูบาเจ้าศรีวิชัย เชื่อว่าไม่มีใครไม่รู้จักท่าน เนื่องด้วยท่านเป็นพระที่สร้างคุณูปการณ์มากมายไว้ในใต้ร่มเงาพระพุทธศาสนาและแผ่นดินล้านนา ‘ครูบาศรีวิชัย’ถือได้ว่าเป็นแบบอย่างของพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบที่เกจิรุ่นหลังเดินตามรอยพระศาสนา ท่านเกิดเมื่อวันอังคารขึ้น 11 ค่ำปีขาล ตรงกับวันที่ 11 มิถุนายน 2420 มรณภาพเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2481 ที่ วัดบ้านปาง อำเภอลี้  จังหวัดลำพูน สิริอายุได้ 60 ปีเศษ  จนกระทั่งวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2489 จึงได้รับพระราชทานเพลิง ณ วัดจามเทวี อำเภอเมืองลำพูน จังหวัดลำพูน โดยมีประชาชนมาร่วมในพิธีพระราชทานเพลิงจำนวนมาก และประชาชนเหล่านั้นได้เข้าแย่งชิงอัฏฐิธาตุของครูบาศรีวิชัย ตั้งแต่ไฟยังไม่มอดสนิท แม้แต่แผ่นดินตรงที่ถวายเพลิง ก็ยังมีผู้ขุดเอาไปสักการบูชาอัฏฐิธาตุของท่านที่เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมได้ได้ถูกแบ่งออกเป็น 7 ส่วน แบ่งไปบรรจุตามสถานที่ต่าง ๆ ทั่วแผ่นดินล้านนาดังนี้ 1. บรรจุที่ วัดจามเทวี จ.ลำพูน 2. บรรจุที่ วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ 3. บรรจุที่ วัดพระแก้วดอนเต้า จ.ลำปาง 4. […]

96 ปี จาก รร.วิทยาคม สู่ รร.จักรคำคณาทรลำพูน โรงเรียนเก่าแก่ที่สุดของล้านนา

โรงเรียนวิทยาคม หรือโรงเรียนจักรคำคณาทร ในปัจจุบัน นับได้ว่าเป็นโรงเรียนประจำจังหวัดที่เก่าแก่และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ประมาณกันว่า นับตั้งแต่ที่โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งขึ้น มีนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนแห่งนี้จำนวนหลายหมื่นคน และกว่า 60% ของคนลำพูน ก็ล้วนเคยผ่านโรงเรียนแห่งนี้มาแล้วทั้งสิ้น โรงเรียนที่เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้าย มีส่วนสำคัญในการอุปถัมภ์ค้ำชู และหากจะถามถึงประวัติความเป็นมาของการตั้งโรงเรียนแห่งนี้ อาจต้องย้อนทวนกาลเวลากลับไปในอดีตนานสักหน่อย ประวัติกล่าวว่า เริ่ม ตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2447 สมัยเริ่มแรกตั้งอยู่บริเวณหลังวัดพระเจดีย์หลวง (วัดพระธาตุหริภุญชัย) ตรงวัดสะดือเมืองทางทิศตะวันตกใช้ชื่อว่า “โรงเรียนวิทยาคม” เปิดเรียนได้ประมาณ 15 ปี อาคารเรียนก็ชำรุดทรุดโทรม อีกทั้งจำนวนนักเรียนที่เพิ่มมากขึ้นทำให้สถานที่คับแคบ ปี พ.ศ.2464 พลตรีมหาอำมาตย์โทเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูน ได้ประทานที่ดินติดถนนลำพูน-ป่าซาง บ้านสันดอนรอม อ.เมือง จ.ลำพูน (ซึ่งเป็นตั้งโรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ในปัจจุบัน) พร้อมกับประทานเงินส่วนตัวอีก 4,000 บาท ขณะเดียวทางราชการก็ได้จัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างอีก 3,500 บาท รวมค่าก่อสร้าง 7,500 บาท แล้วให้ย้ายโรงเรียนวิทยาคมไปอยู่ที่นั่น หลังจากที่สร้างโรงเรียนใหม่แล้ว จึงได้เปิดทำการสอน เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2466 ในปีถัดมา พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว […]

“พระธาตุดอยตุง” พระธาตุแฝดกับ “พระธาตุดอยสุเทพ”

ตำนานเกี่ยวกับพระธาตุดอยตุง ปรากฏอยู่ในตำนานพื้นเมืองของล้านนา เป็นความเชื่อปรัมปราของจารีตการสืบทอดประวัติความเป็นมาแห่งดินแดน ที่แสดงให้เห็นถึงการเสื่อมสลายและความรุ่งโรจน์ของอาณาจักรชุมชน ในบริเวณอันกว้างใหญ่ของลุ่มแม่น้ำโขง แม่น้ำกก และแม่น้ำสาย ที่เกี่ยวเนื่องกับอิทธิพลของพุทธศาสนาที่แพร่ขยายเข้าสู่ดินแดนบริเวณนี้ ตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาของพระธาตุดอยตุงมีอยู่ว่า ที่บริเวณพระธาตุดอยตุง ประกอบด้วยยอดเขาหลายลูกสลับซับซ้อนกันอยู่ บริเวณนี้เป็นที่อยู่ของอารยชนกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า วิรังคะ บ้าง ลัวะ บ้าง พวกนี้มีหัวหน้าชื่อปู่เจ้าลาวจก มีเมียชื่อ ผ่าเจ้าลาวจก สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จมาประทับ อยู่ที่ยอดเขาลูกหนึ่ง ทรงมะนาวตัดและทำนายว่าในอนาคตจะมีพระอรหันต์นำพระธาตุของพระองค์มาประดิษฐาน ณ ที่นี้ ซึ่งต่อไปภายหน้าจะเป็นบ้านเป็นเมือง มีกษัตริย์ค้ำชูพุทธศาสนาตราบชั่ว 5,000 พระวัสสา เมื่อพระพุทธเจ้านิพพาน พระมหากัสสป นำพระธาตุรากขวัญเบื้องซ้ายและพระธาตุอื่น ๆ มาไว้ พระธาตุได้ชำแรกลึกลงไปในหิน พระมหากัสสปได้ทำตุง คันหนึ่งใหญ่ยาวมาก ว่ากันว่า ร่มเงาของตุงนั้นทาบไปถึงเมืองเชียงแสน ซึ่งขณะนั้นมีกษัตริย์ปกครองบ้านเมืองอยู่แล้ว เป็นวงศ์ของสิงหนวติกุมาร ซึ่งได้อพยพมาจากตอนเหนือมาตั้งบ้านเรือนอยู่ จึงให้ปู่เจ้าลาวจก พร้อมเมีย และบริวาร 500 คน เป็นผู้ดูแลพระธาตุ อย่างไรก็ตามพิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีของกรมศิลปากรได้กล่าวถึงความเชื่อเรื่องพระธาตุ ซึ่งได้มีการตรวจสอบจากตำนานพระธาตุดอยตุง เมืองเชียงแสน ฉบับของกรมศิลปากรและตำนานสิงหนวติ ปรากฏว่า […]

ความเป็นมาของ “ถ้วยตราไก่” เมืองลำปาง

การผลิตถ้วยตราไก่ของจังหวัดลำปาง เริ่มต้นอย่างจริงจัง เมื่อปี พ.ศ. 2503 เมื่อชาวจีน 2 คน คือ นายซิวกิม แซ่กวอก และนายซิมหยู แซ่ฉิน ได้ร่วมกันตั้งโรงงานทำถ้วยตราไก่แบบเมืองจีนขึ้น นับเป็นโรงงานทำถ้วยตราไก่แห่งแรกของลำปาง ตามประวัติกล่าวว่า เมื่อครั้งที่ทั้งสองอยู่เมืองจีนเคยทำงานในโรงถ้วยชาม ซึ่งต้องทำงานทุกขั้นตอนตั้งแต่การล้างดิน ปั้นถ้วย เคลือบ เขียนลายและนำเข้าเตาเผา เมื่อเดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทยก็ได้ทำงานในโรงงานเครื่องปั้นดินเผาที่จังหวัดเชียงใหม่ เดิมโรงงานแห่งนี้จะทำเฉพาะโอ่ง กระถางต้นไม้ ต่อมาเจ้าของโรงงานต้องการทำถ้วยแบบจีน เพราะขณะนั้นเมืองจีนปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์ ถ้วยจากเมืองจีนจึงเข้ามาในเมืองไทยไม่มากนักและมีราคาแพง นายซิวกิมและนายซิมหยูจึงมาสมัครเข้าทำงาน ทั้งสองพยายามเสาะหาดินขาวแบบเมืองจีนจากที่ต่าง ๆ มาทดลองทำถ้วยชามแต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ จนครั้งหนึ่งได้สังเกตหินลับมีดจากเมืองลำปางที่ส่งไปขายที่เชียงใหม่มีเนื้อดินสีขาวคล้ายดินขาวเมืองจีน ทั้งสองจึงลองนำหินลับมีดที่มีเนื้อผุมาทดลองเผาดูและเกิดความคิดที่จะไปค้นหาว่าดินชนิดนี้มีอยู่มากน้อยแค่ไหน จึงได้ลาออกไปทำงานที่โรงงานทำอิฐที่จังหวัดลำปาง ทั้งสองพากันเดินทางไปขุดดินขาวด้วยความยากลำบาก แต่ยังไม่แน่ในคุณภาพของดิน จึงได้ให้โรงงานเครื่องปั้นดินเผาย่านกล้วยน้ำไทพิสูจน์อีกครั้ง เมื่อรู้ว่าเป็นดินขาวที่ใช้ทำถ้วยชามแน่นอน ก็กลับมาทดลองทำอีกและผลตามที่ต้องการ จึงคิดที่จะตั้งโรงงานทำถ้วย ขึ้น แต่เนื่องจากไม่มีทุน จึงพากันกลับไปทำงานที่โรงงานในเชียงใหม่อีกครั้ งเพื่อเก็บสะสมเงิน โดยใช้เวลาเก็บเงินอยู่ถึง 7 ปี จึงได้กลับมาตั้งโรงงานทำถ้วยตราไก่ขึ้นที่จังหวัดลำปางใช้ชื่อว่า “โรงงานถ้วยชามสามัคคี” ซึ่งนับเป็นโรงงานที่ทำถ้วยตราไก่โรงแรกในจังหวัดลำปาง ถ้วยตราไก่ เป็นถ้วยเก่าแก่ของลำปางรูปพรรณคล้าย ๆ ชามก๋วยเตี๋ยว ข้าง […]

“วันอัฐมีบูชา” ประเพณีถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า แห่งเดียวในประเทศไทย

เมืองอุตรดิตถ์ได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีศิลปวัฒนธรรม ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะภาพวิถีชีวิตของคนอุตรดิตถ์ในแถบหมู่บ้านชนบท ยังคงมีการดำเนินชีวิตแบบเรียบง่ายตามหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และด้วยความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่ฝังรากลึกมาเป็นเวลาช้านาน จึงทำให้ยากที่จะแยกวิถีชีวิตของพวกเขาออกจากความเชื่อดังกล่าวได้ ประเพณีหนึ่งของชาวลับแลที่สะท้อนความเชื่อเกี่ยวกับพุทธศาสนาออกมาอย่างเป็นรูปธรรม ก็คือ ประเพณีการถวายพระเพลิงศพพระพุทธเจ้า ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในเทศกาลวันวิสาขบูชาที่บริเวณวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ และเหลืออยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย เป็นงานประเพณีที่สำคัญของชาวลับแล พิธีถวายพระเพลิงศพพระพุทธเจ้า ได้จำลองเหตุการณ์ตั้งแต่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานในวันวิสาขบูชา โดยสมมุติเอาบริเวณวัดพระธาตุทุ่งยั้งเป็นเมืองกุสิรานาในอดีตและให้ชาวเมืองลับแลสมมุติว่าเป็นชาวเมืองกุสินารา พร้อมกับมีพระอริยสาวก ฤาษี พราหมณ์ พราหมณี ท้าวมหาพรหม เทวดา นางฟ้าและบรรดาสาวสวรรค์ ตลอดจนผู้ที่แต่งกายเป็นพระเจ้ามัลละกษัตริย์เมืองกุสินาราและเชื้อพระวงศ์มาเข้าร่วมในพิธี ในพิธีถวายพระเพลิงศพพระพุทธเจ้าจะมีการอัญเชิญพระบรมศพออกไปแห่ไปตามถนนสายต่าง ๆ ในอำเภอลับแลและจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อเป็นการเชิญชวนชาวบ้านให้มาร่วมในพิธี หลังจากนั้นก็จะอัญเชิญพระบรมศพกลับมาที่วัดนำขึ้นประดิษฐานบนเมรุมาศจำลอง มีการสวดพระอภิธรรมและพระธรรมเทศนาทุกคืน ประเพณีดังกล่าวได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2511 จนได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปและกลายเป็นงานระดับจังหวัดที่มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ ความสำคัญของวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองอุตรดิตถ์มาช้านาน วัดนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงสุโขทัยตอนปลาย ในราวรัชสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมาราชาลิไท ชาวบ้านนิยมเรียกชื่อวัดนี้ว่า “วัดทุ่งยั้ง” กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานสำคัญ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2478 และให้เรียกชื่อวัดแห่งนี้อย่างเป็นทางการว่า “วัดมหาธาตุ” พระมหาธาตุเจดีย์วัดทุ่งยั้งเป็นเจดีย์ทรงลังกาสูง 20 วา มีซุ้มจระนำประดิษฐานพระพุทธรูปทั้ง 4 ด้าน […]

“หลวงปู่ครูบาอินตา” พระมหาสังฆเถระ อาวุโสเป็นลำดับที่ 2 ในแผ่นดินล้านนา

เมื่อเอ่ยถึงพระเกจิเถระ ผู้มีวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดในพุทธศาสนา ของตำบลเหมืองง่า และเป็นแบบอย่างให้พระสงฆ์เจริญรอยตาม คงหนีไม่พ้นชื่อของ หลวงปู่ครูบาอินตา หรือ พระครูถาวรศีลคุณ หลวงปู่ครูบาอินตา อดีตเจ้าอาวาสวัดวังทอง ต.เหมืองง่า อ.เมือง จ.ลำพูน เป็นพระมหาสังฆเถระที่มีอายุพรรษา อาวุโสเป็นลำดับที่ 2 ในแผ่นดินล้านนา รองจากหลวงปู่ครูบาดวงดี และอาวุโสสูงสุด ในจังหวัดลำพูน อายุ 101 ปี 80 พรรษา ครูบาอินตา เกิดวันเสาร์ แรม 10 ค่ำเดือน 2 ตรงกับวันที่ 12 มกราคม 2453 ปีจอ (ปีเส็ด) ซึ่งอยู่ในช่วง แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลเจ้าเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ครูบาอินตา เกิดที่ บ้านเหมืองง่า ม.2 ต.เหมืองง่า อ.เมือง จ.ลำพูน โยมพ่อชื่อนายตา โยมแม่ชื่อนางบัวแก้ว นามสกุล ธนาขันธรรม ท่านเป็นหลานท่านเจ้าคุณพระญาณมงคล (ครูบาปวน […]

“พระธาตุดอยสุเทพ” ศูนย์กลางของพุทธศาสนาในล้านนา

ดอยสุเทพมีชื่อเรียกกันหลายชื่อ เช่น “ดอยกาละ” หมายถึงอีกาทิ้งละไม่กล้าอยู่หรือไม่มีอีกา เพราะไม่เคยปรากฏว่ามีอีกาอยู่บนดอยสุเทพนี้เลย “ดอยอ้อยช้าง” หรือ “อุฉจบรรต” คำว่า อ้อยนี้หมายถึงไม้ไผ่ คงเป็นเพราะบนดอยนี้มีไม้ไผ่อยู่มากนั่นเอง ส่วนชื่อว่า “ดอยสุเทพ” ในปัจจุบันเรียกตามชื่อของ ฤาษีตนหนึ่ง ซึ่งมาสร้างพรตบำเพ็ญตะบะอยู่ ณ ถ้ำฤาษี เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 11-12 ฤาษีตนนั่นมีชื่อว่า “สุเทวฤาษี” หรือ “ฤาษีวาสุเทพ” ภายหลังฤาษีตนนี้ได้หายสาปสูญไปอย่างลึกลับ คนทั้งหลายเห็นเป็นที่อัศจรรย์จึงเรียกชื่อดอยนี้ว่า “ดอยสุเทพ” ปัจจุบันยังมีถ้ำที่ฤาษีจำศีลอยู่เรียกว่า “ถ้ำฤาษี” อยู่ระหว่างทางไปพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ชาวลัวะถือว่า ดอยสุเทพ คือ ที่สิ่งสถิตของวิญญาณบรรพบุรุษ ดังเช่นทุกปี จะมีการทำพิธีเซ่นสรวงดวงวิญญาณผีบรรพบุรุษลัวะ หรือที่เรารู้จักว่า “พิธีเลี้ยงดง” หรือ “ผีปู่แสะย่าแสะ” ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณเชิงดอยสุเทพ ด้วยความเชื่อของชาวลัวะที่ว่า ต้นตระกูลของพวกเขาเป็นชาวลัวะที่เคยเรืองอำนาจและได้อาศัยอยู่ที่บริเวณดอยสุเทพก่อนที่พญามังรายจะสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นเสียอีก หลังจากที่พญามังรายทรงสถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1839 อิทธิพลของลัวะเมื่อเริ่มสิ้นอำนาจไปพร้อม ๆ กับการเข้ามาของพุทธศาสนา ด้วยแรงศรัทธาแห่งพระศาสนาของคนในล้านนา จึงมีการบรรจุพระบรมธาตุเจดีย์ ขึ้นที่กึ่งกลางของดอยสุเทพ ในสมัย พระเจ้ากือนา เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ทรงสร้างเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมนี้ขึ้น […]

“วัดหมื่นสาร” วัวลายอดีตโรงพยาบาลทหารญี่ปุ่นในสงครามโลก ครั้งที่

ชุมชนวัวลาย เป็นชุมชนวัฒนธรรมย่านการค้าที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 1981 พญาสามฝั่งแกน ได้สร้างวัดหมื่นสารขึ้นเป็นศูนย์กลางชุมชน ต่อมาสมัยพระเจ้ากาวิละได้ไปกวาดต้อนผู้คนจากชุมชนงัวลายบริเวณลุ่มแม่น้ำคง และชุมชนชาวเขินจากเมืองเชียงตุง รวมถึงคนจากเมืองยอง เมืองสาด เมืองมาง ฯลฯ ไปจนถึงแคว้นสิบสองปันนาในจีน อพยพผู้คนจากที่ต่าง ๆ มาตั้งรกรากอยู่ในเชียงใหม่ และให้บรรดาช่างฝีมือต่าง ๆ อาศัยอยู่ในบริเวณในและนอกกำแพงเมือง กลุ่มช่างเงินมาตั้งรกรากอยู่ใกล้กับกลุ่มไทเขิน โดยมีวัดนันตาราม วัดศรีสุพรรณ และวัดพวกเปีย เป็นศูนย์กลางชุมชนและเรียกชื่อหมู่บ้านใหม่ตามชื่อของหมู่บ้านเดิมว่า “งัวลาย” หรือ “วัวลาย” เมื่อมาเที่ยวย่านชุมชนวัวลาย จะพบกับร้านขายเครื่องเงิน เครื่องเขินเป็นจำนวนมาก เนื่องจากแต่เดิมผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้เป็นช่างฝีมือที่อพยพเข้ามา ในช่วงสมัยของพระเจ้ากาวิละ นอกจากชุมชนวัวลายจะมีชื่อเสียงในเรื่องงานหัตถกรรมแล้ว ที่ชุมชนแห่งนี้ยังมีเรื่องทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจซ่อนเร้นอยู่ โดยเฉพาะที่วัดหมื่นสาร ถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางทางด้านวัฒนธรรมอีกด้วยนอกจากนั้นวัดหมื่นสารแห่งนี้ยังเคยใช้เป็นโรงพยาบาลที่ใช้รักษาทหารญี่ปุ่นในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยในปี ค.ศ. 1944 กองทัพญี่ปุ่นได้เคลื่อนพลข้ามชายแดนพม่าไปยังมณฑลอิมปาลทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ซึ่งในขณะนั้นเป็นเมืองขึ้นของสหราชอาณาจักร แต่เนื่องจากการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ อาหารรวมถึงยารักษาโรคไม่เป็นไปอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้การลำเลียงสิ่งของเหล่านั้นต้องยุติลงเพียงแค่เวลา 3 เดือน ในขณะที่กองทัพญี่ปุ่นกำลังถอยทัพกลับนั้น ได้ถูกโจมตีจากศัตรู อีกทั้งการเดินทางที่ยากลำบากผนวกกับไข้ป่าและโรคภัยไข้เจ็บทำให้ทหารญี่ปุ่นจำนวนมากต้องล้มตายลง ทหารที่รอดชีวิตบางส่วนได้ใช้เส้นทางแม่ฮ่องสอนที่เชื่อมต่อระหว่างชายแดนพม่าในการถอยทัพกลับมายังเชียงใหม่ ว่ากันว่า มีทหารญี่ปุ่นจำนวนกว่า 7 […]

9 พฤษภาคม ครบรอบ 145 ปี เจ้าหลวงลำพูน ประวัติและผลงานของ “เจ้าจักรคำขจรศักดิ์”

เจ้าหลวงจักรคำขจรศักดิ์ หรือ พลตรีมหาอำมาตย์โทเจ้าจักรคำขจรศักดิ์ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์สุดท้าย นับว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการปกครองเมืองลำพูน นอกจากนั้นท่านยังสืบสายสกุลมาจาก “เจ้าเจ็ดตน” มีพระนามเดิมว่า “เจ้าน้อยจักรคำ ณ ลำพูน” เป็นราชบุตรองค์ที่ 3 ของเจ้าอินทยงยศโชติ เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 9 กับแม่เจ้ารถแก้ว สมภพเมื่อวันพุธ ขึ้น 15 เดือน 6 ตรงกับวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2418 ณ คุ้มหลวงลำพูน ภายหลังที่เจ้าบิดาทรงพิราลัยแล้ว ท่านได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯสถาปนาขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ 10 เมื่อปี พ.ศ. 2454 และได้ทรงนครลำพูนยืนยาวกว่าเจ้าผู้ครองนครองค์อื่น ๆ ทั้งหมดถึง 32 ปี เจ้าน้อยจักรคำ เริ่มเรียนหนังสือไทยเหนือในสำนักพระป้อ วัดพระเจดีย์หลวงเมืองลำพูน เรียนหนังสือไทยในสำนักหลวงศรีทิพบาลที่วัดพระเจดีย์หลวง (วัดพระธาตุหริภุญชัยในปัจจุบัน) จากนั้นได้เดินทางไปศึกษาวิชาการปกครอง ที่โรงเรียนวังหลัง กรุงเทพฯได้ 2 ปีจึงกลับมารับราชการในสำนักของเจ้าอินทยงยศโชติ ในขณะที่มีอายุ 19 ปี (พ.ศ. 2436) […]

1 30 31 32 33 34 42