53

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

องค์พระบรมธาตุหริภุญชัย

ช่วงนี้ลำพูน มีงานประเพณีแปดเป็ง สรงน้ำพระธาตุฯ 9-15 พ.ค. 65 เชียงใหม่นิวส์ ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำภาพองค์พระบรมธาตุหริภุญชัย เก่าๆ มาฝาก วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร ถือเป็นวัดหลวงสำคัญของชาวลำพูน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 1651 ในสมัยของพระเจ้าอาทิตยราช ปูชนียสถานสำคัญคู่เมือง คือ องค์พระบรมธาตุหริภุญชัย ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ องค์เดิมนั้นสูงเพียง 3 วามีโกษทองที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุสูง 3 ศอก ต่อมาเมื่อเมืองหริภุญชัยได้ตกเป็นเมืองขึ้นของเชียงใหม่ พระมหาเถระในลำพูนและขุนฟ้าได้ก่อพระเจดีย์รูปทรงกลมครอบองค์เดิม มีขนาดสูง 10 วา จากนั้นได้มีการบูรณะองค์พระธาตุอีก 2 ครั้ง ในสมัยพระเจ้าเมืองแก้วและในสมัยของพระเจ้ากาวิละ โดยได้ยกฉัตรขึ้นทั้ง 4 มุม วิหารหลวงวัดพระธาตุหริภุญชัยลำพูนแห่งนี้ เมื่อราว 100 กว่าปี ก่อนเคยถูกพายุพัดถล่มพังลงทั้งหลัง เหลือเพียงซากปรักหักพัง ซึ่งตรงกับปี พ.ศ. 2456 ในปีนั้น คนเมืองลำพูนจะเรียกว่าปีลมหลวง มีความรุนแรงมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา อ้างอิง https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/1337671

ประเพณีเลี้ยงดง หรือ ปู่แสะย่าแสะ

ประเพณีเลี้ยงดง จะทำพิธี ช่วงพฤษภาคม ส่วนประจำปี 2565 นี้ ยังไม่มีกำหนดการจากเทศบาลแม่เหียะ ซึ่งในแต่ละปีจะมีชาวบ้านและผู้คนจากต่างถิ่นเดินทางมาชมพิธีอันพิสดารและแปลกประหลาดเช่นนี้อยู่เสมอ คาดว่ามีผู้คนเดินทางมาร่วมงานประเพณีเลี้ยงดงไม่ต่ำกว่าพันคน เพราะปีหนึ่งจะจัดให้มีพิธีสำคัญเช่นนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ประเพณีเลี้ยงดง หรือ ปู่แสะย่าแสะ ของชาวลัวะในเชียงใหม่ยังคงมีการสืบทอดมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน พิธีดังกล่าวเป็นความเชื่อที่ถูกถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษของชาวลัวะ ซึ่งพวกเขาถือว่าจะต้องกระทำพิธีเลี้ยงผีขึ้นทุกปี โดยจะถือเอาวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 9 เหนือ หรือก่อนฤดูทำนาเป็นวันประกอบพิธี พิธีนี้มีชื่อเรียกตามภาษาชาวบ้านระแวกนี้ว่า “พิธีเลี้ยงดง” ซึ่งหมายถึงการเซ่นสรวงดวงวิญญาณผีในป่า ตามตำนานสุวรรณคำแดงกล่าวไว้ว่า ในอดีตบรรพบุรุษของชาวลัวะได้เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้มาก่อนที่จะมีการสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น ซึ่งมีหลักฐานทางโบราณคดีปรากฏให้เห็น เช่นชุมชนเวียงโบราณสวนดอก ชุมชนดังกล่าวมีชนเผ่าลัวะเป็นผู้สร้างขึ้น เรื่องราวของชาวลัวะมีปรากฏทั่วไปในตำนานพื้นเมืองเหนือโดยเฉพาะในพุทธศตวรรษที่ 14 คือ ขุนหลวงวิรังคะ ซึ่งเป็นผู้นำคนสุดท้ายของชนเผ่าลัวะ ปัจจุบันชุมชนลัวะหลายหมู่บ้านยังให้ความเคารพนับถือ มีชุมชนเผ่าลัวะกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในดินแดนล้านนา พิธีฆ่าควายเลี้ยงผี https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/602364/

ท้าวเวสสุวรรณ วัดเจดีย์หลวง

พญายักษาราช 2 ตน วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ จากกระแสบูชาองค์ไหว้ท้าวเวสสุวรรณ ในปี 2565 นี้ ที่เป็นปีเสือ(ขาล) ที่เชื่อว่าเป็นปีแรง การได้บูชาท้าวเวสสุวรรณ จะช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ผ่อนร้ายกลายเป็นเบาได้ เดิมทีวัดในเชียงใหม่ที่มีท้าวเวสสุวรรณ ก่อนจะเป็นกระแส มีไม่กี่วัดและวัดต่าง ๆ จะมีรูปปั้น มีรูปหล่อท้าวเวสสุวรรณ เป็นส่วนใหญ่ ตามหัวมุม จุดติดตั้งด้านทิศเหนือ หรือด่านหน้าแรกเข้ามาวัดเลย เพราะเป็นเทพประจำทิศเหนือ เพราะเป็นอธิบดีแห่งอสูร หรือเจ้าแห่งภูตผีปีศาจทั้งหลาย เป็น 1 ใน 4 ของ ท้าวจตุโลกบาล ที่ทำหน้าที่รักษาทิศทั้ง 4 ในสวรรค์ชั้นแรกบนสวรรค์ทั้ง 7 ชั้น โดยท้าวเวสสุวรรณ(ท้าวกุเวร) ตำนานระบุว่าจะเป็นผู้คอยปกปักรักษาดูแลโลกมนุษย์ สถิตอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา ประจำทิศเหนือส่วน 3 เทพท้าวจตุโลกบาล นั้นพระอินทร์ (ท้าวธตรฐ) ปกครองโลกด้านทิศตะวันออก, พระยม (ท้าววิรุฬหก) ปกครองโลกด้านทิศใต้ และ พระวรุณ (ท้าววิรูปักษ์) ปกครองโลกด้านทิศตะวันตก หนึ่งในนั้นคือ […]

เสาอินทขิล วัดเจดีย์หลวง

ทำไมผู้หญิงห้ามเข้า ศาลเสาอินทขีล เสาอินทขีล หรือ เสาหลักเมือง ของเมืองเชียงใหม่นี้ เป็นหลักเมืองเมื่อครั้งที่ พ่อขุนเม็งรายมหาราช สร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นมา เมื่อราวๆ ปี พ.ศ.1839 ซึ่งปัจจุบันนี้ ก็ตั้งอยู่ที่บริเวณตรงหน้าวัดเจดีย์หลวงนั่นเอง โดยเสาอินทขีลนี้ จะประดิษฐานอยู่ในวิหารจตุรมุขทรงไทยหลังเล็ก ตัวหลักอินทขีลนั้น ก็จะสร้างด้วยไม้ซุงต้นใหญ่ ฝังอยู่ใต้ดิน ในทุกๆ ปี ช่วงเดือนพฤษภาคม จะมีการจัดงานที่เรียกว่า เข้าอินทขีล เพื่อเป็นการฉลองหลักเมือง และให้ประชาชนชาวล้านนา และ นทท.ได้บูชา เรียกว่า ประเพณีใส่ขันดอกอินทขีล (ปีนี้จัดระหว่าง 27 พ.ค. 65- 2 มิ.ย. 65) งานใส่ขันดอกอินทขีล 2565 เมื่อก่อนนั้น เสาอินทขีล จะประดิษฐานอยู่ภายในวิหารของ วัดอินทขีลสะดือเมือง หรือ วัดสะดือเมือง แต่ต่อมาประมาณปี พ.ศ.2343 พระเจ้ากาวิละ ที่เป็นเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในสมัยนั้น ก็ได้ร่วมมือกับกองทัพของพระเจ้าตากสินมหาราช ขับไล่พม่าออกจากดินแดนล้านนาได้สำเร็จ หลังจากนั้นก็ได้มีการฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ขึ้นมา และย้ายเสาอินทขีลมาประดิษฐานอยู่ วัดเจดีย์หลวง แห่งนี้ […]

สรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย

ประมวลภาพบรรยากาศ ประเพณีแปดเป็ง ประเพณีสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย พระธาตุหริภุญชัย ลำพูน มีอายุ กว่า 1400 ปี มีประเพณีสรงน้ำพระธาตุทุกปี ช่วงเดือนพฤษภาคม หรือประเพณีแปดเป็ง ซึ่งจากสถานการณ์โควิด-19 จึงงดจัดมาหลายปี ส่วนในปี2565 สถานการณ์ผู้ติดเชื้อดีขึ้นและประชาชนฉีดวัคซีน วัดฯจึงจัดอย่างยิ่งใหญ่ มีขบวนแห่อัญเชิญน้ำสรงพระราชทานฯ เชิญมาทำบุญสรงน้ำพระธาตุที่วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน โดยงานจัดระหว่างวันที่ 9-15 พ.ค. 2565 เช้าถึง 3ทุ่ม

เวียงกุมกาม ก่อนตั้งเชียงใหม่

ทำไมเรียก “เวียงกุมกาม นครโบราณใต้พิภพ” เวียงกุมกาม เป็นชุมชนที่เคยมีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนเมืองเชียงใหม่  “นพบุรีศรีนครพิงค์ เชียงใหม่” เหตุใดเมืองหลวง ที่เจริญรุ่งเรือง มีสถาปัตยกรรมสวยงาม แห่งนี้ ถึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “นครใต้พิภพ” และเหตุใดจึงต้องย้ายเมืองมาตั้งเมืองหลวงในที่แห่งใหม่ วันนี้ เชียงใหม่นิวส์ มีคำตอบ เนื่องด้วยเวียงกุมกาม อยู่ใกล้น้ำปิงและเส้นทางของแม่น้ำปิงมีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้เวียงกุมกามไม่มีศักยภาพทางการสัญจรและการค้าเพียงพอที่จะยังคงฐานะความสำคัญอีกต่อไป เนื่องด้วยแม่น้ำปิงไหลผ่านที่ราบโล่งซึ่งลาดต่ำ บ้านเรือนสิ่งปลูกสร้างจึงถูกน้ำท่วมบ่อยครั้ง (จากการสำรวจ พบว่าตัวซากโบราณสถาน วัดเก่า อยู่ลึกต่ำลงไปจากพื้นดินมาก) อ่านเพิ่มเติม“สาเหตุล่มสลาย” https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/1506281 “แอ่วเวียงกุมกาม” https://www.chiangmainews.co.th/page/archives/813489

ทำไมจึงสรงน้ำธาตุ

ทำไมจึงสรงน้ำธาตุ ทำไมเราจึงสรงน้ำพระธาตุเวลานี้ หลายคนสงสัยว่า ทำไมคนล้านนา ต้องมีประเพณีสรงน้ำพระธาตุ หรือเจดีย์ ในช่วงเวลานี้ ทั้งที่เป็นฤดูฝน เชียงใหม่นิวส์ พยายามหาคำตอบ จึงขออนุญาต นำบทความที่ เฟสบุค อ.บารเมศ วรรณสัย รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน ได้โพสต์ข้อความกล่าวถึง ประเพณีสรงน้ำพระธาตุ ไว้ดังนี้ “สรงน้ำพระธาตุ ถ้าแปลตามความหมาย คือ การทำความสะอาดพระธาตุนั่นเอง. ทำไมเราจึงสรงน้ำพระธาตุเวลานี้ ที่นี่มีคำตอบ คนเมืองหละปูน บ่าเก่าอายุ หกสิบขึ้นไปก็จะได้ยินคนเฒ่าว่า “หดน้ำธาตุ” ก็มีความหมายตรงตัว ทำไมจึงสรงน้ำธาตุ คนโบราณมักจะคิดเรื่องการเอาวิถีธรรมชาติ มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินกิจกรรม  องค์พระธาตุคือสัญลักษณ์ตัวแทนของพระพุทธเจ้า สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้คนแสดงความเคารพต่อพระพุทธศาสนา คนล้านนา จึงคิดกิจกรรมที่รวมคนในการร่วมกันรักษา สิ่งที่เราเคารพบูชาตามฤดูกาลต่างๆ ตัวอย่างเช่น หน้าหนาว ห่มผ้าพระธาตุ ตานหลัวผิงไฟพระเจ้า คนล้านนาจริงๆแบบเบ้าโบราณ จะห่มพระธาตุยามหนาวเท่านั้น เพราะเหตุผลง่ายๆคืออากาศหนาว จึงมีคำว่า เดือนสี่เหนือ(มกรา) กินเข้าจี่เผาข้าวหลาม ตานหลัว ผิงหนาวพระเจ้า เดือนยี่ ก็ยึดจารีตประเพณีความอุดมสมบูรณ์ หลังงานเก็บเกี่ยว ก็จะจุดประทีปโคมไฟ ส่องสว่าง เพื่อให้คนมาทำกิจกรรมทางพระพุทธศาสนายามค่ำคืน ถือว่าเป็นการสืบต่อพระพุทธศาสนา […]

เปิดคำทำนาย นางสงกรานต์ประจำปี ๒๕๖๕

เปิดคำทำนาย ๏ นางสงกรานต์ประจำปี ๒๕๖๕ ทรงพระนามว่า “พระนางกิริณีเทวี” หรือ “พระนางกาฬกิณีเทวี”ในปี 2565 จะทรงพาหุรัด ทัดพระกรรณด้วยดอกมณฑา ทรงอาภรณ์แก้วมรกต ภักษาหารถั่วแลงา พระหัตถ์ขวาทรงคชกุศ พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน (ปืนผา)เสด็จประทับยืน มาเหนือหลังพญากุญชรชาติ (ช้าง) เป็นเทวราชพาหนะ (ตามคำทำนายเดิม คือ เสด็จไสยาสน์ หรือนอนมาบนหลังช้าง) ๏ คำทำนายคำทำนาย แต่ครั้นโบราณกาลเก่า กล่าวว่าวันพฤหัสบดี…เป็นวันมหาสงกรานต์ จะแพ้ข้าไท พระสงฆ์ราชาคณะจะได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจกันแลฯวันศุกร์ เป็นวันเนา ข้าวจะยากแลหมากจะแพง แร้งกาจะตายห่าสิ้น สัตว์ในป่าทั่วปัฐพินทร์จะเกิดภยันตรายวันเสาร์ เป็นวันเถลิงศก หมู่ทแกล้วทกล้าแลทหารทั้งปวงทั้งหลาย จะประกอบไปด้วยความสุขสโมสร แลวิชาวิทยาการต่าง ๆ แม้จะกระทำยุทธนาด้วยข้าศึก ณ ทิศานุทิศใด ๆ ก็จะมีชัยชำนะทุกเมื่อทุกครั้งไปนางสงกรานต์เสด็จประทับยืน ทำนายว่าปวงประชาจะเกิดความเดือดเนื้อร้อนใจเจ็บไข้ด้วยโรคาเกณฑ์พิรุณศาสตร์…ปีนี้ อาทิตย์ เป็นอธิบดีฝน บันดาลให้ฝนตก ๔๐๐ ห่า ตกในเขาจักรวาล ๑๖๐ ห่า ตกในป่าหิมพานต์ ๑๒๐ ห่า […]

ปั๊กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีเต่ายี ๒๕๖๕

ปั๊กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีเต่ายีหรือหนใต้เรียกปีขาล จุลศักราช ๑๓๘๔ พุทธศักราช ๒๕๖๕ ปีนี้เป็นปี ปรกติวาร ปรกติมาส ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายออกจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุ ตรงกับวันพฤหัสบดีขึ้น ๑๓ ค่ำเดือน ๗ เหนือเดือน ๕ ใต้ วันที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๕ เวลา ๐๙นาฬิกา๕๒นาที๑๒ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องสีเหลือง ประดับด้วยแก้ววิฑูรย์น้ำทอง หัตถ์ขวาถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายพาดตัก ยืนมาบนหลังม้า รุกหน้าไปทิศเหนือมีนางเทวดานามว่ากัลยาคุกเข่ารออยู่ ตามฮีตฮอยโบราณวันนี้ต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านช่องห้องหอร้านค้าร้านขายให้สะอาดสอ้านน่าอยู่น่าซื้อขาย รุ่งเช้าเป็นวันศุกร์ที่ ๑๕ เมษายน ๒๕๖๕ เป็นวันเนาว์หรือวันเน่า วันนี้บ่ดีกล่าวผรุสวาจาอย่าคิดร้ายอาฆาตแค้นผู้ใดจักเป็นอกุศลติดจิตติดชีวิตบ่ดีบ่งาม มีโอกาสให้ตักทรายเข้าวัดใช้หนี้ธรณีสงฆ์ ก่อเจดีย์ทราย ถวายตุงเป็นพุทธบูชาเพื่อนำความสุขความเจริญมาสู่ครอบครัว รุ่งเช้าวันเสาร์ที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๖๕ ตรงกับขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๗ เหนือเดือน ๕ ใต้ตรงกับวันพระ เวลา ๑๓ นาฬิกา ๔๙ […]

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จประพาสเมืองเชียงใหม่ ปี พ.ศ.2469

รัชกาลที่ 7 เสด็จถึงเมืองเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2469 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ได้เสด็จประพาสเมืองเชียงใหม่ โดยมีเจ้านายฝ่ายเหนือ ข้าราชการ พ่อค้า ชาวต่างชาติ และราษฏร รอถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ มีการจัดขบวนช้างแห่รับเสด็จเข้าเมือง ตั้งแต่สถานีรถไฟเชียงใหม่ไปจนถึงศาลากลางจังหวัด (ที่ประทับ) เมื่อเสด็จถึงพลับพลาทองที่ประทับแล้ว ได้มีการจัดพิธีทูลพระขวัญ โดยพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้าและฝ่ายใน พร้อมด้วยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี, เจ้านายในมณฑลพายัพ, ตลอดจนประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระราชนกูล, สมุหเทศาภิบาล ร่วมกราบบังคมทูลเบิกกระบวนแห่พิธีทูลพระขวัญ และถวายตัว รัชกาลที่ 7 เสด็จพระราชดำเนินถึงเชียงใหม่โดยรถไฟ   ขบวนช้างแห่เสด็จเข้าเมืองเชียงใหม่   ราษฎรในเชียงใหม่เฝ้ารับเสด็จฯ ที่หน้าพลับพลาทอง   พิธีทูลพระขวัญรับเสด็จฯ รัชกาลที่ 7           ขบวนทูลพระขวัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีเจ้านายฝ่ายเหนือนำฟ้อน โดยเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เป็นผู้นำพานทองพระขวัญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเจ้าจามรี (ภริยาเจ้าแก้วนวรัฐ) นำพานทองพระขวัญขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระบรมราชินี ตลอดจนบายศรี โต๊ะเงิน และเครื่องเสวย มีเหล่าเจ้านายในสกุล […]

14 ก.พ. “วันราชภัฏ” จากโรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมประจำมณฑลพายัพ สู่ “มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่”

มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ได้พัฒนามาจากโรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมประจำมณฑลพายัพ ซึ่งสถาปนาขึ้นเมื่อ พ.ศ.2467 โดยได้มีการพัฒนาและปรับเปลี่ยน สถาบันมาโดยลำดับ เป็นระยะเวลากว่า 98 ปี มาแล้วดังรายละเอียดประวัติความเป็นมาที่พอจะรวบรวมได้ ดังนี้ โรงเรียนฝึกหัดครูกสิกรรมประจำมณฑลพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.2466 มหาเสวกโท พระยาสุรบดินทร์สุรินทรภาไชย ( อุปราช ) อำมาตย์เอกพระยาพายัพพิริยะกิจ ( สุมหเทศาภิบาล ) และอำมาตย์ตรีหลวงวิสณห์ดรุณการ ( ศึกษาธิการ มณฑลพายัพ ) ได้ร่วมกันเพื่อเตรียมการจัดตั้งโรงเรียน ฝึกหัดครูกสิกรรมประจำมณฑลพายัพขึ้นตามแนวคิดหลักของกระทรวงธรรมการในขณะนั้น จึงได้ซื้อที่ดินด้วยเงินรายได้ของโรงเรียนรัฐบาลประจำมณฑลพายัพ ที่บ้านเวียงบัว ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 1 แปลง มีเนื้อที่ประมาณ 15 ไร่ พร้อมด้วยเรือนไม้ 1 หลัง เป็นเงิน 318.75 บาท เพื่อเตรียมจัดตั้งโรงเรียน และต่อมาในปี พ.ศ.2467 นายร้อยเอกเจ้าราชภาติกวงษ์ เสนาวังจังหวัดเชียงใหม่ ( ยศขณะนั้น […]

กระดาษสา ภูมิปัญญาของภาคเหนือ

กระดาษสาถือว่าเป็นภูมิปัญญาที่อยู่คู่กับชาวภาคเหนือมาช้านาน และแหล่งผลิตที่สำคัญจะมาจากภาคเหนือเป็นส่วนใหญ่ โดยกระดาษสานั้นสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้หลายประเภท จะมีอะไรบ้าง ตามเชียงใหม่นิวส์มาดูกันเลย กระดาษสา เป็นกระดาษพื้นเมืองทางภาคเหนือที่ผลิตด้วยมือวิธีการทำกระดาษสาถูกเผยแพร่เข้ามา พร้อมกับพุทธศาสนาจากประเทศจีน เพื่อใช้ทำบันทึกคำสั่งสอนดังนั้นการใช้กระดาษสาของชาวพื้นเมืองทางภาคเหนือ จึงเกี่ยวข้องกับศิลปะวัฒนธรรมประเพณีและพิธีกรรมทางพุทธศาสนาอย่างมากกล่าวคือ การตกแต่งถวายทานแทบทุกประเภท จะตกแต่งด้วยกระดาษสาทาสีต่าง ๆ ให้สวยงามเพื่อใช้ในงานเทศกาลต่าง ๆ ของวัด และพิธีกรรมต่าง ๆ (ล้านนาเวย์, 2011) กระดาษสาที่ทำกันโดยทั่วไปในภาคเหนือของประเทศไทยเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัวที่นับได้ว่าเป็นการสืบทอดศิลปะวัฒนธรรมมาจากบรรพบุรุษ ส่วนใหญ่ทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกระดาษทำร่ม ทำว่าว ทำกระดาษห่อของขวัญ กรอบรูป สมุดโน้ต กล่องใส่ของ ร่ม (ที่ขึ้นชื่อมากคือร่มบ่อสร้าง) พัด กระดาษเขียนจดหมาย กระดาษห่อของขวัญ ตลอดจน โคมไฟกระดาษสาซึ่งนับว่าเป็นที่นิยมอย่างมาก ในกลุ่มคนที่รักและชื่นชอบงานกระดาษสา ลักษณะการใช้งาน ใช้ตกแต่งบ้านเรือน เป็นโคมไฟหัวนอนใช้ถวายบูชา อีกทั้งยังมีราคาถูกเป็นที่ทุกคนสามารถซื้อได้ และการบำรุงรักษาง่าย สะดวกต่อการใช้งาน แหล่งผลิตกระดาษาในเชียงใหม่ บ้านต้นเปา เป็นแหล่งผลิตกระดาษสาที่มีชื่อเสียงของเชียงใหม่และได้ทำมานานกว่า 100 ปี โดยเมื่อก่อนคนในชุมชนบ้านต้นเปาประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักและทำกระดาษสาช้อนบาง (การช้อนกระดาษจากบ่อสาให้เป็นแผ่นบาง) เป็นอาชีพรองในยามว่าง ซึ่งในขณะนั้นกระดาษสายังไม่เป็นที่ต้องการของท้องตลาดมากนัก จะใช้กันแต่ในครัวเรือนภายในชุมชนเท่านั้น จนกระทั่งในต่างประเทศเริ่มมีความนิยมใช้ผลิตภัณฑ์กระดาษที่ทำมาจากธรรมชาติมากขึ้น จากกระดาษสาช้อนบางก็ได้พัฒนาขึ้นเป็นกระดาษสาย้อมสีธรรมชาติ […]

1 28 29 30 31 32 42