53

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

ประเพณี เดือน ๙ แรม ๙ ค่ำเหนือ

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของ ประเพณี เดือน ๙ แรม ๙ ค่ำเหนือ ของชาวล้านนา ซึ่งช่วงเดือน 7 ถึงเดือน 9 ตามปฏิทินล้านนา หรือเดือนเมษายนถึงมิถุนายนของทุกปี ชาวบ้านทางภาคเหนือ จะจัดพิธีเลี้ยงพร้อมเครื่องเซ่นบูชาผีปู่ย่า ซึ่งหลายพื้นที่กำหนดให้เป็นวันแรม 9 ค่ำเดือน 9 ซึ่งปีนี้ตรงกับวันนี้ (23 มิ.ย.65) ผีปู่ย่า คือผีบรรพบุรุษประจำตระกูล เชื่อว่าจะปกป้องรักษาความปลอดภัยให้ลูกหลานจากภยันตรายทั้งปวง ด้วยจิตที่ห่วงหาอาลัยลูกหลาน วิญญาณญาติผู้ใหญ่ในบ้าน จะยังคงปกปักรักษาดูแลครอบครัวตลอดเวลา ถือเป็นความเชื่อเก่าแก่ของคนท้องถิ่นที่นี่ ก่อนการเข้ามาของพระพุทธศาสนา ผีปู่ย่า จะทำการสืบทอดผ่านลูกหลานผู้หญิงในบ้านเท่านั้น เมื่อถึงวันเลี้ยงผี จะมีการทำสวยดอกไม้สักการะพร้อมเครื่องเซ่นไหว้ อาทิ อาหารพื้นเมือง หัวหมู ไก่ เป็นต้น ขอบคุณ บุหลัน ลอยเลื่อน 

(มีคลิป) ทำบุญวัดพระธาตุดอยคำ เชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของล้านนา เรื่องราวและวัดวาอารามที่สวยงามในเชียงใหม่และดินแดนล้านนา วันนี้ เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ถือโอกาสพามาทำบุญที่วัดพระธาตุดอยคำ วันที่ 22 มิ.ย. 65 วันพระ แรม 8 ค่ำ ( เดือน 7 ตามปฏิทินจันทรคติ ) ซึ่งปกติแล้ว วันพระที่ตรงกับวันพุธประชาชนที่นับถือราหูจะบูชาองค์พระราหูเพื่อเป็นสิริมงคล อีกทั้งการทำบุญเชื่อว่าจะส่งผลให้การงาน การเงิน ชีวิตราบรื่น วัดแห่งนี้มีองค์พระธาตุ พระพุทธรูป และองค์หลวงพ่อที่น่ามากราบไหว้สักการะ รวมถึง “หลวงพ่อทันใจ” ที่ วัดพระธาตุดอยคำ ต.แม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ -อ่าน “หลวงพ่อทันใจ” อยู่ที่ “วัดพระธาตุดอยคำ” ขอบคุณภาพ คุณแตน อรปภา แสงสว่าง 

ทำบุญวัดท้าวบุญเรือง หางดง เชียงใหม่

ตี๋-ธนพล จารุจิตรานนท์ ดารานักแสดง พร้อมครอบครัว และผู้จัดการส่วนตัว และคณะศรัทธา ร่วมทำบุญพิธีปฐมฤกษ์บูรณะปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปโบราณในวิหารวัดท้าวบุญเรือง และถวายผ้าป่าสามัคคี และถวายระฆังเพื่อเป็นสิริมงคล โดยจัดขึ้นที่วัด วัดท้าวบุญเรือง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 17 มิ.ย. 65 ที่ผ่านมา มีประชาชนเข้าร่วมพิธีและมีผู้ใจบุญร่วมทำบุญ ถวายโรงทานในงานบุญครั้งนี้ จำนวนมาก เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา จึงถือโอกาสพามาทำบุญ วัดท้าวบุญเรือง และบรรยากาศทำบุญมาฝาก ซึ่ง วัดท้าวบุญเรือง ตั้งอยู่บ้านท้าวบุญเรือง หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 6 ไร่ น.ส.3ก เลขที่ 1124 อาณาเขต ทิศเหนือจดทางสาธารณะ ทิศใต้จดที่ดินเอกชน ทิศตะวันออกจดลำเหมืองสาธารณะ ทิศตะวันตกจดที่ดินเอกชน มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 2 งาน 50 ตารางวา น.ส.3ก […]

(มีคลิป)พิธีทำบุญเมืองเชียงใหม่

https://www.youtube.com/shorts/nJ8WOzSQ1Kw เชียงใหม่และ เทศบาลนครเชียงใหม่ จัดพิธีทำบุญเมืองเชียงใหม่ ประจำปี 2565 พร้อมกัน 9.39 น. ทั้ง 10 จุด รอบเมืองเชียงใหม่ (5 ประตูเมือง 4 แจ่งคูเมือง และ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์) จังหวัดเชียงใหม่ และ เทศบาลนครเชียงใหม่ จัดพิธีทำบุญเมืองเชียงใหม่ ประจำปี 2565 ขึ้น ในวันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน 2564 ณ หน่วยพิธี 10 จุด รอบเมืองเชียงใหม่ (5 ประตูเมือง 4 แจ่งคูเมือง และ ลานพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์) ตามแบบประเพณีล้านนาสำหรับการจัดงานทำบุญสืบชะตาเมืองเชียงใหม่ จะจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมือง ให้บ้านเมืองพ้นเคราะห์ ไม่ล่มสลาย ขจัดปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย และทำให้ผู้คนมีความสุขความเจริญ เป็นประเพณีที่ทำต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน ตามความเชื่อที่มีมาแต่โบราณของชาวล้านนา

พระเจ้าโชคช่วยฯ วัดกู่คำ เชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา พามาไหว้ พระเจ้าโชคช่วยไชยะมงคล วัดกู่คำ เชียงใหม่ วัดกู่คำ ตำบลวัดเกตุ อำเภอเมืองเชียงใหม่ 220 ถนนแก้วนวรัฐ ตำบลวัดเกต อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50000 โทรศัพท์:053-245892 สร้างเมื่อปี พ.ศ. 1920 วัดกู่คำมีอดีตการสร้างมาตั้งแต่ปี พศ.1920 โดยไม่มีการบันทึกให้ทราบชัดเจนมากนัก นอกจากรอยดินสอที่บันทึก พศ. การตั้งวัดไว้บนโฉนดที่ดินของวัด กับประวัติที่เล่าสืบทอดต่อกันมาว่า เดิม ณ ที่แห่งนี้มีซากเจดีย์เก่าแก่ ที่เป็นซากกองอิฐปรักหักพังทับถมกันอยู่คล้ายกู่ หรือเจดีย์ร้างครึ่งองค์ที่มีขนาดไม่ใหญ่โตมากนักซึ่งชาวบ้านพากันเรียกว่า “กู่” ต่อมามีชาวจีนชื่อแดง หรือชื่อที่ทราบมาภายหลังที่จารึกไว้ในคัมภีร์ธรรมล้านนาว่า “หลวงขจัด ทัณฑนิกร” ได้ร่วมกับชาวบ้านช่วยกันบูรณะองค์กู่หรือเจดีย์ให้เต็มองค์ขึ้น หลังจากนั้นได้นิมนต์พระสงฆ์มาอยู่จำพรรษาที่วัดแห่งนี้ และชาวบ้านพากันเรียกตามชื่อชาวจีนที่มาบูรณะว่า “วัดกู่แดง” ต่อมามีการก่อสร้างบูรณะถาวรวัตถุเพิ่มเติมอีกหลายครั้ง ชาวบ้านจึงเห็นพ้องต้องกันว่าควรเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ว่า “วัดกู่คำ” และได้ใช้ชื่อนี้เป็นต้นมา ในปี พศ. 2440 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาตั้งเป็นวัดที่ถูกต้อง ขั้นทะเบียนของกรมการศาสนาสังกัดคณะสงฆ์ มหานิกาย ให้ชื่อว่า “วัดกู่คำ” มาจวบจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ในบริเวณวัดกู้คำ […]

ชักลากสรีระร่าง(หุ่นขี้ผึ้ง) องค์ครูบาเจ้าศรีวิชัย

วัดพระนอนแม่ปูคา อุทยานครูบาเจ้าศรีวิไชย  จัดงานชักลากสรีระร่าง(หุ่นขี้ผึ้ง) องค์ครูบาเจ้าศรีวิชัย เมื่อวันเสาร์ 11 มิถุนายน 65 ที่ผ่านมา เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ขอนำเสนอ ภาพบรรยากาศเมื่อวันเสาร์ 11 มิถุนายน 65 ที่ผ่านมาศรัทธาบารมีอันแรงกล้า ชักลากสรีระร่าง(หุ่นขี้ผึ้ง) ในงานครบรอบ 144 ชาตกาล องค์ครูบาเจ้าศรีวิไชย 11 มิถุนายน 65 ที่ วัดพระนอนแม่ปูคา อุทยานครูบาเจ้าศรีวิไชย อ.สันกำแพง เชียงใหม่ ขอบคุณภาพ หนาน หลวง 

(มีคลิป) ไหว้สักการะ หลวงพ่อใหญ่ชัยมงคล

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา พามาไหว้สักการะ หลวงพ่อใหญ่ชัยมงคล อายุเก่าแก่กว่า 1,300 ปี ที่ วัดหนองก๋าย อ.แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ชาวเชียงใหม่และชาวล้านนาเคารพศรัทธา หลวงพ่อใหญ่ชัยมงคล  เป็นพระประธานที่ประดิษฐานอยู่บนวิหาร ซึ่งมีอายุเก่าแก่กว่า 1,300 ปี เป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้านในหมู่บ้านอย่างมากซึ่งองค์ของหลวงพ่อใหญ่ได้ทำการเคลื่อนย้ายมาแล้วทั้งหมด 3 ครั้งด้วยกัน ครั้งแรกนั้นประดิษฐานที่ตั้งวัดเก่า มีพระวิหารที่มีลักษณะศิลปะกรรมล้านนาที่สวยงาม ที่น่ามาเที่ยวไหว้พระขอพร และชมวิหารลายคำที่มีเอกลักษณ์สวยงามน่าศึกษา วัดหนองก๋าย ตั้งอยู่เลขที่ 99 หมู่ที่ 4 ตำบลสันป่ายางอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นวัดที่มีอายุเก่าแก่แห่งหนึ่งในอำเภอแม่แตง มีวิหารทรงล้านนาดำเนินการการบูรณะต่อเติมจากครูบาเจ้าศรีวิชัยและชาวบ้านโดยมีสล่าในช่วง พ.ศ.2480 เป็นผู้ควบคุมดูแลก่อสร้างที่โดดเด่นคือโครงสร้างทั้งหลังไม่มีการใช้ตะปูหรือเหล็กในการตอกยึด โดยทำไม้เป็นรูและช่องเพื่อนำไม้อีกชิ้นมาประกบโดยการสอด ระหว่างแต่ละชิ้น มีโครงสร้างที่มั่นคงแข็งแรง ปัจจุบันเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมของ วัดหนองก๋าย แต่เนื่องด้วยเป็นที่ลุ่มทำให้มีน้ำท่วมเป็นประจำ จึงได้ทำการย้ายไปประดิษฐานอีกที่หนึ่งซึ่งปัจจุบันเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมแม่ชี แต่ไม่มีหมู่บ้านอยู่แถวนั้นทำให้ร้างไปชาวบ้านหนองก๋ายจึงได้ทำการย้ายมาประดิษฐานไว้ ณ หมู่บ้านหนองก๋าย จนถึงปัจจุบัน ขอบคุณข้อมูล www.watnonggai.com เชิญร่วมสร้างอุโบสถ “พุทธคยา” ทรงเจดีย์จำลอง ขอบคุณภาพ วัดหนองก๋ายรับมหาอานิสงส์ยิ่งใหญ่ จากการสร้างถาวรวัตถุยิ่งใหญ่ งดงาม จุดเริ่มต้นแห่งพระพุทธศาสนา […]

กู่พระอัฏฐิธาตุ ครูบาฯศรีวิชัย

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ขอนำเสนอเรื่องราวของ กู่พระอัฏฐิธาตุ องค์ครูบาเจ้าศรีวิชัย วัดจามเทวี ลำพูน ที่ นทท.ประชาชนชาวล้านนา มาไหว้พระธาตุเจดีย์ แต่ไม่ทราบว่า ที่วัดแห่งนี้ มีพระอัฏฐิธาตุของท่านองค์ครูบาศรีวิชัย ด้วย ซึ่งพิธีพระราชทานเพลิงองค์ครูบาศรีวิชัย จัดขึ้นตามแบบประเพณีล้านนาไทย โดยเฉพาะขบวนแห่นั้น นับเป็นขบวนแห่ที่ยิ่งใหญ่ นำหน้าด้วยมโหฬีปี่กลอง ตลอดสองฟากฝั่งถนนที่ขบวนเคลื่อนผ่าน จะมีศรัทธาประชาชนให้ความสนใจ ต่างพากันออกมากราบไหว้เป็นครั้งสุดท้าย โดยขบวนศพของครูบาเจ้าศรีวิชัยได้เคลื่อนออกจากวัดบ้านปาง อำเภอลี้ มาตามถนนสายลำพูน – ลี้ ผ่านบริเวณตัวเมืองลำพูน ก่อนที่จะไปตั้งพระราชทานเพลิงที่วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน ประวัติองค์ครูบาศรีวิชัย ท่านเกิดเมื่อวันอังคารขึ้น 11 ค่ำปีขาล ตรงกับวันที่ 11 มิถุนายน 2420 มรณภาพเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2481 ที่ วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน สิริอายุได้ 60 ปีเศษ จนกระทั่งวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2489 […]

ประเพณีออก ๙ ค่ำเดือน ๙ เหนือ

วัดพระสิงห์ วรมหาวิหาร จ.เชียงใหม่ จัดประเพณีออก ๙ ค่ำเดือน ๙ เหนือ วันที่ ๘ มิ.ย.๖๕ ที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จ.เชียงใหม่ ขอบคุณภาพ Thawatchai Raksa ประเพณีออก ๙ ค่ำเดือน ๙ เหนือ วันที่ ๘ มิ.ย. ๖๕ ที่วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จ.เชียงใหม่ มีประชาชนและ นทท. เข้าร่วมจำนวนมาก เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้งดการจัดงานไปหลายปี และในปีนี้ได้จัดแบบ New Normal มีการรักษามาตรการและสืบสานประเพณี ออก ๙ ค่ำเดือน ๙ เหนือ ของชาวเชียงใหม่ และชาวล้านนา วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร จ.เชียงใหม่ จัดให้คณะศรัทธาใส่ขันดอก/ ใส่บาตรขันข้าวพระสิงห์หลวง / สักการะพระธาตุหลวง พิธีพลีกรรมสังเวยเทวดาอารักษ์พระสิงห์หลวง ณ พระวิหารลายคำ นอกจากนี้ ยังมีฟ้อนเล็บถวายพุทธบูชา- และเจริญพระพุทธมนต์-และพิธีบวงสรวงสังเวยบูรพกษัตริย์ […]

เรียกว่า ‘ขนมจีน’ หรือ ‘ขนมเส้น’

เคยสงสัยกันไหม ว่าทำไมขนมจีนถึงเรียกว่า “ขนมจีน” ทั้งที่หน้าตาอาหารก็ดูไม่เหมือนขนมหรืออาหารจีนเอาเสียเลย วันนี้ เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำมาฝากครับ “ขนมจีน” เป็นอาหารคาวชนิดหนึ่ง ที่ทำมาจากแป้งข้าวเจ้า ขนมจีนนั้นเป็นอาหารที่พบเห็นกันได้ในแถบดินแดนสุวรรณภูมิ คนไทย คนมอญ คนพม่า คนลาว คนกัมพูชา และคนเวียดนาม ต่างก็มีขนมจีนเป็นอาหารที่กินกันในชีวิตประจำวัน จะต่างกันไปก็ตรงน้ำยาที่นำมาราดบนขนมจีนนั่นเอง ในประเทศไทยเองก็มีการกินขนมจีนกันทั่วไปในทุกพื้นที่ แต่ละพื้นที่จะมีชื่อเรียกและนิยมวิธีรับประทานที่แตกต่างกันออกไป ตามแต่ละท้องถิ่น เช่น -ภาคเหนือ เรียกว่า “ขนมเส้น” หรือข้าวเส้น หรือข้าวหนมเส้น นิยมรับประทานร่วมกับน้ำเงี้ยวหรือน้ำงิ้วที่มีเกสรดอกงิ้วป่าเป็นองค์ประกอบสำคัญ รับประทานกับแคบหมูและข้าวกั้นจิ๊น (ข้าวเงี้ยว, จิ๊นส้มเงี้ยว) เป็นเครื่องเคียง -ภาคกลาง เรียกว่า “ขนมจีน” นิยมรับประทานคู่กับน้ำยา น้ำพริก แกงเผ็ด และเครื่องเคียงเป็นผักสด ผักลวกต่างๆ  ที่เราคุ้นเคยกันดี -ภาคอีสาน เรียกว่า “ข้าวปุ้น” อีสานใต้เรียกว่า “นมปั่นเจ๊าะ” คล้ายกับกัมพูชา นิยมรับประทานกับน้ำยาใส่ปลาร้า ใส่กระชายเหมือนน้ำยาภาคกลาง และข้าวปุ้นน้ำแจ่วที่รับประทานขนมจีนกับน้ำต้มกระดูก ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า ไม่ใส่เนื้อปลา และนำขนมจีนมาทำส้มตำเรียกตำซั่ว นิยมขนมจีนแป้งหมัก -ภาคใต้ เรียกว่า “โหน้มจีน” โดยเป็นอาหารเช้าที่สำคัญของภาคใต้ฝั่งตะวันตก […]

พระเจ้าทันใจ องค์ดำ วัดมิ่งมงคล

พระเจ้าทันใจองค์ดำ ที่วัดมิ่งมงคลสันทราย แห่งเดียวในเชียงใหม่ ที่มีพระเจ้าทันใจองค์สีดำ ให้ศรัทธาพุทธศาสนิกชนได้กราบสักการะขอพร ทั้งเรื่องการเงิน การงาน โชคลาภ และความสำเร็จ วันนี้ เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา พามาไหว้ พระเจ้าทันใจองค์ดำ ซึ่งหาชมได้ยาก มีแห่งเดียวในเชียงใหม่ ซึ่งเชื่อกันว่าศักดิ์สิทธิ์ ขอพรได้ดั่งใจ จึงอยากเชิญชวนมาสักการะ ไม่ไกลมากอยู่ตรงข้ามวัดดอนจั่น ใกล้แยกดอนจั่น ตรงข้าม ร.ร.กาวิละ ต.ท่าศาลา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พระมนตรี ติสฺสโร เจ้าสำนักสงฆ์ “วัดมิ่งมงคลสันทราย” ดอนจั่น ต.ท่าศาลา เชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์กับทีมงาน เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ว่าวัดแห่งนี้เป็นที่เคารพศรัทธาของคนในชุมชนดอนจั่น แต่เนื่องจากมีถนนใหญ่ตัดผ่าน จึงยากลำบากในการข้ามถนนมาทำบุณ สำนักสงฆ์แห่งนี้จึงก่อตั้งขึ้น เพื่อให้พุทธศานิกชนได้มาทำบุณ รวมถึงให้คนจร สามารถมาพักร่มพระพุทธศาสนา ทำธุระส่วนตัวได้ฟรี อีกทั้งวัดมีศรัทธาช่วยทำบุญโลงศพ ทางวัดจึงบริการโลงแก่ศพไร้ญาติด้วย ประวัติวัดสันทรายดอนจั่น (สำนักสงฆ์มิ่งมงคล) หรือเรียกกัน “วัดสันทรายงามมิ่งมงคล” สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2547-2548 โดยแยกมาจากวัดดอนจั่น เพราะถูกถนนตัดผ่านทำให้ไม่สะดวกในการเดินทาง ไป-มา […]

7ส่วน อัฏฐิธาตุ ครูบาเจ้าศรีวิชัย

7ส่วน อัฏฐิธาตุ ครูบาเจ้าศรีวิชัย อยู่ที่ไหนบ้าง เชียงใหม่นิวส์-ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ขอนำเสนอเรื่องราว ตนบุญแห่งล้านนาที่ชาวล้านนาเคารพศรัทธา 11 มิถุนายน ของทุกปี ศรัทธาชาวล้านนารวมถึงคนลำพูนถือเป็นวันครบรอบวันเกิดครูบาเจ้าศรีวิชัย มหาสมณะเจ้า หรือที่คนล้านนาเรียกท่านว่า “ตนบุญ” ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ.2421 ณ วันอังคารขึ้น 11 ค่ำปีขาล ตรงกับวันที่ 11 มิถุนายน 2421 เวลาพลบค่ำพระอาทิตย์คล้อยลงต่ำ ทันใดนั้นท้องฟ้าที่ใสสว่างกลับวิปริตมืดคลื้ม พายุพัดกระหน่ำพาเอาสายฝนเทลงมา เสียงฟ้าร้องคำราม อสุนีฟาดเปรี้ยงลงมาจนเกิดแผ่นดินไหว ทารกน้อยผู้หนึ่งได้ถือกำเนิดมาในกระท่อมเล็ก ๆ ในชนบทกันดารของหมู่บ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ทารกผู้นี้ได้รับการตั้งชื่อว่า “อินตาเฟือน” หรือ “อ้ายฟ้าร้อง” ตามนิมิตแห่งการเกิด เมื่อเยาว์วัยท่านเป็นเด็กเลี้ยงง่ายและอยู่ในโอวาทคำสั่นสอนของบิดามารดาช่วยประกอบสัมมาอาชีวะ ปกติท่านชอบเลี้ยงวัวเลี้ยงควายและรักความสงบตามธรรมชาติป่าเขา เป็นบรรยากาศที่ช่างเหมาะสมกับอุปนิสัยที่จะปลูกฝังโพธิญาณของพระโพธิสัตว์เจ้าโดยแท้ ในวันที่ 22 มีนาคม 2481 ขณะที่อายุได้ 60 ปีเศษ ครูบาศรีวิชัยได้ถึงแก่กาลมรณภาพที่วัดบ้านปาง อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน มีพิธีพระราชทานเพลิงศพที่วัดจามเทวี เมื่อวันที่ 21 […]

1 26 27 28 29 30 42