53

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

วัดเชียงมั่น เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในเชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของ วัดเชียงมั่น เป็นวัดที่เก่าแก่ที่สุดในจังหวัดเชียงใหม่ ภายในมี เจดีย์ช้างล้อม สร้างเลียนแบบ เจดีย์ช้างล้อม ของพ่อขุนรามคำแหง พระพุทธรูปสำคัญ 2 องค์ คือ พระแก้วขาว และ พระศิลาปางทรมานช้างนาฬาคีรี วัดเชียงมั่น พุทธศาสนสถานอีกหนึ่งแห่ง ที่ถือได้ว่ามีความสำคัญสำหรับชาวเชียงใหม่เป็นอย่างยิ่ง วัดที่เก่าแก่ที่สุดในตัวเมืองเชียงใหม่และถือเป็นวัดแห่งแรกในเขตกำแพงเมือง เมื่อขุนเม็งรายมหาราชสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้น เมื่อปี พ.ศ.1839 พระองค์ทรงยกพระตําหนักที่ประทับชื่อ ตําหนักเชียงมั่นถวายเป็นพระอารามใหม่ชื่อว่า วัดเชียงมั่น วัดนี้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปสําคัญของเชียงใหม่ คือ พระเสตังคมณี หรือพระแก้วขาว ซึ่งเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนชาวเชียงใหม่นอกจากวัดเชียงมั่นจะมีความสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงใหม่ ในฐานะที่เป็นพระอารามหลวงแห่งแรกในเขตกำแพงเมืองแล้ว เมื่อถึงเทศกาลสลากภัตร หรือ ทานก๋วยสลาก จะมีการทานข้าวสลากที่วัดนี้ก่อนแล้วจึงจะทำที่วัดอื่น ๆ ต่อไป ในสมัยพญามังราย วัดเชียงมั่น ยังเป็นศูนย์กลางการศึกษาและเผยแผ่พระพุทธศาสนาอีกด้วย นอกจากนี้ วัดเชียงมั่นเป็นสถานที่รวบรวมโบราณวัตถุจำนวนมาก ซึ่งอาคารเสนาสนะและปูชนียวัตถุของวัดเชียงมั่นประกอบไปด้วย วัดเชียงมั่นมีสถาปัตยกรรมสําคัญ ได้แก่ เจดีย์สี่เหลี่ยมผสมทรงกลม ฐานช่างล้อม พระอุโบสถและหอไตร สิ่งที่น่าสนใจ1.วิหารหลวงตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของวัดถัดจากหอไตรรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบล้านนาด้านหน้าอุโบสถประดิษฐานศิลาจารึก หลักที่76 จารึกเมื่อปี พ.ศ. […]

ต้นรวงผึ้ง พรรณไม้ไทยอันทรงคุณค่า

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ขอนำเสนอความสวยงามแห่งล้านนา ต้น น้ำผึ้ง หรือ สายน้ำผึ้ง คือชื่อพื้นเมืองของต้นรวงผึ้ง ไม้หอมที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย พบมากในป่าทางภาคเหนือ สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000-1,100 เมตร เป็นพันธุ์ไม้พวกเดียวกับปอกระเจาและตะขบฝรั่ง ช่วงเวลานี้ที่ อุทยานหลวงราชพฤกษ์ : Royal Park Rajapruek กำลังเบ่งบานสวยงามในช่วงวันสำคัญ 28 ก.ค. ใน พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องด้วยดอกรวงผึ้งมีสีเหลืองซึ่งเป็นสีประจำวันพระราชสมภพ และผลิดอกช่วงวันพระราชสมภพพอดี เมื่อพระองค์เสด็จฯ กอปรพระราชกรณียกิจตามสถานที่ต่าง ๆ ก็จะทรงปลูกต้นรวงผึ้งพระราชทานไว้เพื่อเป็นตัวแทนแห่งพระองค์ท่านและเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ราษฎร ต้นรวงผึ้ง..ไม้หอมพื้นถิ่นเริ่มผลิดอกสีเหลืองสวยงามให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความสวยงามแล้ว สำหรับดอกรวงผึ้งจะทยอยบานสะพรั่งในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ระยะเวลาดอกตูมถึงบานนั้นประมาณ 7-10 วัน/ครั้ง/ปี พร้อมส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ตลอดทั้งวัน ต้นรวงผึ้ง พรรณไม้ไทยอันทรงคุณค่า เป็นต้นไม้ประจำพระองค์ในหลวงรัชกาลที่ 10 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีดอกสีเหลืองอร่ามโดดเด่นดั่งดวงดาวประกายแสงเหลืองทองบนท้องฟ้า ดังชื่อสามัญที่เรียกว่า Yellow Star มักจะผลิชูช่อเต็มต้นในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมของทุกปี ซึ่งเป็นช่วงวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 10 และยังตรงกับสีของวันจันทร์ที่เป็นวันพระราชสมภพด้วยเช่นกัน พิกัดชมดอกรวงผึ้ง : […]

เจดีย์สีขาว วัดคันธาพฤกษา หรือ วัดแม่กำปอง

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอความสวยงามของ เจดีย์สีขาว วัดคันธาพฤกษา หรือ วัดแม่กำปอง ที่ประดิษฐานอยู่ทางด้านหลังวิหารไม้สัก ซึ่งเป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นทีหลังเมื่อปี พ.ศ. 2556 ซึ่งทางวัดจะจัดงานประเพณีสรงน้ำพระธาตุเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนแปดเป็ง หรือเดือนมิถุนายน วัดคันธาพฤกษา หรือ วัดแม่กำปอง เป็นวัดเก่าแก่อายุเกือบ 100 ปีที่สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2468 ตั้งอยู่บนเชิงเขา ในตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน ห่างจาก บ้านแม่กำปอง ประมาณ 300 เมตร นับเป็นวัดที่อยู่คู่หมู่บ้านมายาวนาน อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านในละแวกนี้อีกด้วย นอกจากสัมผัสวิถีชีวิต และชมธรรมชาติอันเขียวขจีของบ้านแม่กำปองแล้ว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ก็มักจะแวะเวียนเข้ามาทำบุญไหว้พระที่วัดคันธาพฤกษา พร้อมกับดื่มด่ำกับบรรยากาศสงบร่มเย็นรอบๆ วัด ถือเป็นวัดที่ตอบโจทย์ทั้งสายบุญและสายเที่ยวธรรมชาติ ขอบคุณ trueidอ่าน -> วัดคันธาพฤกษา วัดสวย เชียงใหม่ Unseen แม่กำปอง โบสถ์กลางน้ำ ป่าร่มรื่น

ตานสลากย้อม ประเพณีเก่าแก่ ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา  นำเสนอประเพณี ล้านนาที่เก่าแก่ ของลำพูน กำหนดการงาน “ต้นสลากย้อมเมืองลำพูน สูงใหญ่เท่าตึก” วันที่ 4-10 ก.ย.2565 ซึ่งกิจกรรมมีดังนี้ กิจกรรม วันที่ 4 กันยายน 2565 การประกวดตันสลากข้อม วันที่ 8 กันยายน 2565 วันดาสลากข้อมบนถนนอินทยงยศ วันที่ 9 กันยายน 2565 เวลา 17.30 น. ชมขบวนแห่สลากย้อม จากถนนอินทยงยศสู่วัดพระธาตุหริภุญชัยวันที่ 10กันยายน 2565 วันถวายทานต้นสลากย้อม ยามค่ำคืนชมความงามสลากย้อม ย้อมด้วยแสง และเสียงประกอบเพลงชุด” ย้อมสลากด้วยแสงสี” อ่าน เชิญชมความงดงาม “ต้นสลากย้อมเมืองลำพูน สูงใหญ่เท่าตึก https://www.chiangmainews.co.th/newsies/2231765

สลุงหลวง แห่งนครหริภุญชัย

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของสลุงหลวงเมืองลำพูน เมืองล้านนาที่มีอายุกว่า 1400 ปี หลายคนรู้ว่ามีสลุงหลวงลำปาง ไม่ทราบว่ามีสลุงหลวง แห่งนครหริภุญชัย #สลุงหลวงน้ำทิพย์ #น้ำทิพย์ ตั้งอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ จ.ลำพูน “สลุงหลวงน้ำทิพย์ นี้ สภาวัฒนธรรมจังหวัดลำพูน พร้อมกับคณะสงฆ์ ข้าราชการ และศรัทธานาบุญ ทั้งหลาย ได้ร่วมกันสร้างขึ้นเพื่อถวาย เป็นพุทธบูชาแด่จอมเจดีย์เจ้าหริภุญชัย วันที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2541 จำนวน 2 ใบ สิ้นค่าสร้าง 500,000 บาท” มักใช้ในพิธีสงกรานต์ แห่น้ำศักดิ์สิทธิจากดอยขะม้อ มาร่วมขบวนแห่ในงานสรงน้ำพระธาตุหริภุญชัย ในประเพณีแปดเป็ง #สลุงหลวง #ลำพูน

ตำนาน องค์พระอินทร์ วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของ พระอินทร์ ที่ประดิษฐาน วัดเจดีย์หลวง ผู้ประทานความช่วยเหลือ ตามตำนานชาวล้านนา จนมาสู่ประเพณีบูชา เสาอินทขีล(ไหว้เสาหลักเมืองเชียงใหม่) ประเพณีใส่ขันดอก..ที่คู่เมืองล้านนาและเป็นที่เคารพสักการะของชาวเชียงใหม่ อ่านข่าว -> การก่อสร้างหอพระอินทร์ https://www.chiangmainews.co.th/newsies/2222819 ขอบคุณภาพ Sanlarn Sansook วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร เชียงใหม่ Wat Chedi Luang Chiang Mai ตำนานความเป็นมาของ เสาอินทขีล (เสาหลักเมืองเชียงใหม่)บริเวณที่ตั้งเมืองเชียงใหม่ศูนย์กลางอาณาจักรล้านนา เป็นที่ตั้งบ้านเมืองของชาวลัวะ ในเมืองมีผีหลอกหลอน ทำให้ชาวเมืองเดือดร้อนไม่เป็นอันทำมาหากิน อดอยากยากจน พระอินทร์จึงได้ประทานความช่วยเหลือบันดาลบ่อเงิน บ่อทอง และบ่อแก้วไว้ในเมือง เมื่อเศรษฐีลัวะ 9 ตระกูล แบ่งกันดูแลบ่อทั้งสามบ่อบ่อละสามตระกูล โดยที่ชาวลัวะต้องถือศีล รักษาคำสัตย์ เมื่อชาวลัวะอธิษฐานสิ่งใดก็จะได้สมดังปรารถนา ชาวลัวะก็ปฎิบัติตามเป็นอย่างดี บรรดาชาวลัวะทั้งหลายต่างก็มีความสุขความอุดมสมบูรณ์… ข่าวความสุขความอุดมสมบูรณ์ของเวียงนพบุรี ซึ่งเป็นตระกูลของชาวลัวะเลื่องลือไปไกล และได้ชักนำให้เมืองอื่นยกทัพมาขอแบ่งปัน ชาวเมืองลัวะตกใจจึงขอให้ฤๅษีนำความไปกราบทูลพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้กุมภัณฑ์ หรือยักษ์สองตน ชื่อว่าพญายักขราช พญาอมรเทพ ขุดอินทขีลหรือเสาตะปูพระอินทร์ ใส่สาแหรกเหล็กหาบไปฝังไว้กลางเวียงนพบุรี เสาอินทขีลนั้นมีฤทธิ์มากดลบันดาลให้ข้าศึกที่มากลายร่างเป็นพ่อค้า […]

ภาพวิถีชีวิตของคนเชียงใหม่ ในอดีต

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอภาพวิถีชีวิตของชาวล้านนา ในเชียงใหม่ในอดีต รวมถึงวัฒนธรรมการแต่งตัวของหญิงชาวล้านนา ที่หาชมได้ยาก ขอบคุณภาพเก่าเล่าอดีต ภาพวิถีชีวิตของคนเชียงใหม่ ในอดีต เชียงใหม่นิวส์

บ้านกลาง ลำพูน อัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทาน

นายก ทต.บ้านกลาง อัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทาน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ถวายวัดแม่ยากดวงดี ต.บ้านกลาง วันที่ 12 กรกฎาคม 2565 เวลา 08.30 น.ที่วัดแม่ยากดวงดี ม.8 ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี โปรดพระราชทานเทียนพรรษา ประจำปี 2565 เพื่ออัญเชิญไปถวายแด่พระสงฆ์ตามวัดต่างๆ ถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปี 2565 โดยมีผู้แทนอัญเชิญเทียนพรรษาพระราชทาน ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ไปถวายยังวัดต่างๆ ในส่วนของวัดแม่ยากดวงดี ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน นั้น นายสอน อิ่นแก้ว นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกลาง เป็นผู้แทนอัญเชิญฯ ตามกำหนดการดังนี้ เวลา 09.00 น. เคลื่อนขบวนอัญเชิญเทียนฯ จากบริเวณแยกทางเข้าหมู่บ้านแม่ยาก เข้าสู่วิหารภายในวัดแม่ยากดวงดี จากนั้นประธานในพิธี นายสอน อิ่นแก้ว นายกเทศมนตรีตำบลบ้านกลาง จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย เปิดกรวยถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี […]

วัดเงี้ยว(ไทใหญ่) ในดินแดนล้านนา

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอวัดเงี้ยวแห่งแรกในเมืองเชียงใหม่ ที่ลักษณะของพระธาตุที่วัดป่าเป้านี้ เป็นแบบ ไทใหญ่ มีความสวยงามผสมผสานล้านนา และศิลปะชาวไตของล้านนา และที่วัดได้จัดประเพณีปอยส่างลองเป็นประจำในเดือนเมษายนของทุกปี ที่นี่คือวัดเงี้ยว(ไทใหญ่) แห่งแรกในเมืองเชียงใหม่ ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์ เมื่อปี พ.ศ. 2426 โดยหม่อมบัวไหล พระสนมเชื้อสายไทใหญ่ และชาวไทใหญ่ที่ได้อพยพมายังเชียงใหม่ และด้วยบริเวณที่ตั้งของวัดนั้น มีต้นเป้าซึ่งเป็นสมุนไพรจำนวนมาก จึงตั้งชื่อวัดขึ้นว่า “วัดป่าเป้า” ภายในวัดป่าเป้า มีสิ่งที่น่าชมหลายอย่าง อาทิ พระธาตุที่มีลักษณะแบบไทใหญ่ พิพิธภัณฑ์ชาวเงี้ยว และราว ๆ เดือนเมษายนของทุกปี ทางวัดจะมีการจัดประเพณี ปอยส่างลอง หรือบวชลูกแก้วของชาวล้านนา และยังมีโรงเรียนสอนภาษาไทใหญ่ให้แก่เด็ก ๆ ในละแวกนั้นอีกด้วย แต่เดิมนั้นวัดป่าเป้าแห่งนี้ เป็นคุ้มเก่า หรือวังเก่าของพระเจ้ากือนาธรรมิการาช เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในเชื้อเจ้าเจ็ดตนสมัยนั้น หลังจากพระองค์ได้สวรรคตไปแล้ว ได้มีการนำพระศพ ของพระเจ้ากือนาเข้าไปในเมืองทางด้านกำแพง ตรงข้ามวัดพราหมณ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดป่าเป้าทุกวันนี้ เพื่อทำพิธีแต่งการฌาปนกิจของพระเจ้ากือนั่นเอง หลังจากนั้นวัดแห่งนี้ได้ถูกทิ้งร้างจากการติดพันศึกสงครามจนมีสภาพทรุดโทรม และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในสมัยพระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในอดีต ที่ตั้ง : ตั้งอยู่ที่ ถนนมณีนพรัตน์ ตำบลศรีภูมิ อำเภอเมือง […]

บรรยากาศทำบุญ วันพระใหญ่เชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา พามาชมบรรยากาศ ปชช.พุทธศาสนิกชน ร่วมทำบุญวันพระใหญ่อาสาฬหบูชา และเข้าพรรษา ประจำปี 2565 ซึ่งอาสาฬหบูชา ตรงกับวันที่ 13 ก.ค.65 และเข้าพรรษาตรงกับวันที่ 14 ก.ค. 65 ทำบุญกันอย่างคึกคัก ในเชียงใหม่ล้านนาแห่งนี้ มีวัดวาอารามร่วมจัดงานบุญสืบสานประเพณี มีชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมงานจำนวนมาก ที่ วัดยางกวง เมืองเชียงใหม่ นำโดย พระครูปลัดธีร์นวัช ญาณสิทฺธิวาที และ คุณอธิชาติ ชุมนานนท์ พร้อมคณะนามผู้แทนของ คนล้านนาเชียงใหม่ประกอบพิธี อัญเชิญพระบรมรูปพญามังรายขึ้นประดิษฐานบนแท่นอนุสาวรีย์และพิธีหลอมทองคำ สร้างยอดฉัตรเจดีย์เสร็จแล้ว จึงพร้อมกันเวียนประทักษิณรอบองค์พระธาตุ เพื่อนึกถึงคุณพระรัตนตรัยในวันอาสาฬหบูชา 13 ก.ค 65 ที่วัดเจดีย์หลวง เชียงใหม่ พระครูอ๊อด วัดเจดีย์หลวงเชียงใหม่ จัดทำบุญและเวียนเทียน และร่วมอนุโมทนาบุญครั้งใหญ่ ไถ่ชีวิตช้าง 3 เชือก ครบทั้งหมดแล้ว ทั้งยังจัดแจกผักจาก อ.อมก๋อย ให้ผู้ที่เข้าร่วมเวียนเทียนได้เกลับบ้าน อิ่มบุญอีกด้วย และบรรยากาศวัดต่างๆในเชียงใหม่- ลำพูน […]

พระพุทธรูปสิงห์หยก เชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ขอนำเสนอ พระพุทธรูปสิงห์หยก วัดอู่ทรายคำ เมืองเชียงใหม่ เป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากเนื้อหยกสีเทาอมฟ้า ซึ่งมาจากบ่อหยกเมืองผากั้น ทางตอนเหนือของประเทศเมียนมา ตั้งอยู่ที่ วิหารวัดอู่ทรายคำ ถ.ช้างม่อยเก่า อ.เมือง จ.เชียงใหม่ พระพุทธรูปสิงห์หยก ลักษณะของพระพุทธรูปสิงห์หยก หรือพระสิงห์หยก เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านนาเชียงแสน แบบสิงห์ 1 หน้าตักกว้าง 29 นิ้ว สูง 41 นิ้ว น้ำหนัก 900 กิโลกรัม นับเป็นพระพุทธรูปที่สร้างจากหยกธรรมชาติของเมียนมา ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย อ้างอิง “พระพุทธรูปสิงห์หยก” วัดอู่ทรายคำเชียงใหม่ อ่านต่อ->https://www.chiangmainews.co.th/100lanna/1146761/

วัดเชียงใหม่ เวียนเทียน อาสาฬหบูชา

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา รวบรวมวัดในเชียงใหม่ และ จ.ลำพูน ที่จัดงานเวียนเทียน อาสาฬหบูชาคืนนี้ 13 ก.ค. 65 ซึ่งหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ได้งดมาหลายครั้ง วัดในเชียงใหม่-ลำพูนที่จัดเวียนเทียนคืนนี้ 13 ก.ค.65 1. วัดเจดีย์หลวง 2. วัดสวนดอก 3. วัดพระธาตุดอยสุเทพ 4. วัดป่าแดด 5. วัดดวงดี 6. วัดยางกวง 7. วัดป่าดาราภิรมย์ อ.แม่ริม และ จ.ลำพูน วัดพระธาตุหริภุญชัย

1 24 25 26 27 28 42