53

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมือง ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย 2569

ปั้กกะตืนปีใหม่พื้นเมืองปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย จุลศักราช ๑๓๘๘ พุทธศักราช ๒๕๖๙ ปีนี้เป็นปีอธิกมาส ปรกติวาร ปรกติสุรทิน พระอาทิตย์จักย้ายจากราศีมีนอาโปธาตุเข้าสู่ราศีเมษเตโชธาตุในวันอังคารที่ ๑๔ เมษายน ๒๕๖๙ ตรงกับแรม ๑๒ ค่ำเดือน ๗ เหนือเวลา ๑๐ นาฬิกา ๔๒ นาที ๓๖ วินาที ถือเป็นวันสังขารล่อง รวิสังขานต์แต่งองค์ทรงเครื่องแก้วประภา เครื่องประดับแก้วประภา หัตถ์ขวาบนทรงจักรหัตถ์ขวาล่างพาดหน้าตัก หัตถ์ซ้ายบนทรงถือสร้อยประคำหัตถ์ซ้ายล่างถือกระออมแก้ว ยืนก้มหน้ามาบนหลังราชสีห์ลุกจากหนอุดรไปหนอีสาณ มีเทวดานามมัณฑะรอรับ ตามฮีตฮอยโบราณวันสังขารล่องต้องปัดกวาดเช็ดถูบ้านเรือนร้านค้าที่ทำมาหากินให้สอาดสะอ้าน รุ่งเช้าเป็นวันพุธที่ ๑๕ เมษายนถือเป็นวันเนาว์หรือวันเน่าบ่ดีกล่าวผรุสวาจาว่าร้ายผู้ใดจักบ่ดีต่อชีวิตตน ให้ตักทรายเข้าวัดชำระหนี้ธรณีสงฆ์ ถวายตุงถวายไม้ค้ำเป็นพุทธบูชา รุ่งเช้าพฤหัสบดีที่ ๑๖ เมษายนตรงกับแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๗เหนือเวลา ๑๔นาฬิกา๔๐นาที๑๒วินาที ยามนี้จุลศักราชจักแถมมาแห๋มตั๋วเป็นจุลศักราช ๑๓๘๘ ถือเป็นวันพญาวันเถลิงศกใหม่ วันนี้ชวนสมาชิกในครอบครัวแต่งดาข้าวของไปทำบุญตักบาตรรับปีใหม่พร้อมดำหัวพ่อแม่ครูบาอาจารย์ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือสืบขนบธรรมเนียมดีงามต่อไป ปีรวายสง้าหรือหนใต้เรียกปีมะเมีย ปีนี้นางสงกรานต์ชื่อรากษสเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกบัวหลวง มีแก้วโมราเป็นอาภรณ์ ภักษาหารคือโลหิต หัตถ์ขวาทรงตรีศูลหัตถ์ซ้ายทรงธนู ยืนมาบนหลังสุกร ปีนี้นาคให้น้ำ […]

“ต๋าแหลว” มรดกความเชื่อและภูมิปัญญาวัฒนธรรมล้านนา

“ต๋าแหลว ”หรือ “ตาแหลว” เครื่องรางโบราณที่มีความเชื่อว่าเอาไว้ป้องกันภูตผี ภัยอันตราย และสิ่งอัปมงคลต่าง ๆ ที่จะเข้ามายังตนเอง โดยเครื่องรางนี้กำเนิดเกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้าน และกลายเป็นมรดกที่ถูกส่งต่อกันจนมาถึงปัจจุบัน โดยต๋าแหลว เป็นเครื่องหมายทางพิธีกรรมที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาการจักสานและรากเหง้าความเชื่ออันเข้มแข็งของชาวล้านนา โดยคำว่า “ต๋าแหลว” ในภาษาเหนือหมายถึง “ตาเหยี่ยว” มีลักษณะเป็นไม้ไผ่สานที่นำตอกมาหักขัดกันเป็นแฉกตั้งแต่สามแฉกขึ้นไป แม้จะมีชื่อพ้องกับคำว่าเฉลวในภาคกลาง แต่ในพื้นที่ล้านนา ต๋าแหลวมีบทบาทที่เน้นหนักไปทางด้านพิธีกรรมและความเชื่อในการป้องกันสิ่งชั่วร้ายอย่างชัดเจนมากกว่าการใช้เป็นเพียงสัญลักษณ์ทางพาณิชย์หรือการแพทย์เหมือนในภาคกลาง ในวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวล้านนา ต๋าแหลวถือเป็นเครื่องรางผู้พิทักษ์ที่ใช้ในการป้องกันภูตผีปีศาจและสิ่งอัปมงคลไม่ให้เข้ามากล้ำกรายยังบ้านเรือนหรือครอบครัว คนโบราณมักนำต๋าแหลวไปแขวนหรือปักไว้ตามจุดสำคัญ เช่น หน้าประตูบ้าน ปากซอย ทางสามแพร่ง รวมถึงสวนไร่นา นอกจากนี้ยังมีความเชื่อในการนำต๋าแหลวติดไว้ในรถเพื่อป้องกันภัยอันตรายและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ ตามความเชื่อเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ต๋าแหลวในวัฒนธรรมล้านนามีการใช้ใน “พิธีแฮกนา” หรือการเริ่มทำนาตามประเพณีท้องถิ่น เพื่อเสี่ยงทายและบูชาพระแม่โพสพเพื่อให้ผลผลิตงอกงาม ในพิธีนี้จะมีการกำหนดบริเวณที่เรียกว่าค้างแรกเข้า ซึ่งถือเป็นจุดมงคลและเป็นที่สถิตของผีเสื้อนาหรือเรียกอีกอย่างว่าเทวดาอารักษ์ที่นา โดยจะมีการปักต๋าแหลวไว้ที่สี่มุมของบริเวณพิธี และปักตาแหลวหลวง หรือตาแหลวแรกนาไว้กึ่งกลางพื้นที่เพื่อความเป็นสิริมงคล ประเภทของต๋าแหลวในล้านนามีความหลากหลายตามหน้าที่การใช้งาน เช่นต๋าแหลว 7 ชั้นซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมาก โดยต้องใช้ตอกถึง 42 เส้น สานวนซ้อนกันเจ็ดชั้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมขจัดปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีตาแหลวแม่หม้ายที่ใช้ตอก 6 เส้นสานขัดกันคล้ายกงจักรสำหรับพิธีแฮกนาข้าวก่อนเริ่มทำนา และตาแหลวหมายใช้ทำขึ้นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของพื้นที่และห้ามบุกรุก ความศักดิ์สิทธิ์ของต๋าแหลวยังถูกเสริมด้วย วัสดุมงคลตามธรรมชาติตามตำราล้านนา เช่น […]

พระนางจิรประภามหาเทวี กษัตริย์หญิงองค์แรกของล้านนาสู่เทพีแห่งความรัก

พระนางจิรประภามหาเทวี ประดิษฐาน ณ วัดโลกโมฬี ในปัจจุบัน เป็นเทพีที่มีความโดดเด่นในเรื่องของความรัก ผู้คนจากที่ต่างๆหลั่งไหลเข้ามากราบไหว้ขอพร บนบานศาลกล่าว เพื่อขอพรให้ได้พบรักแท้และคู่ครอง เมื่อคำอธิษฐานสำฤทธิ์ผลจึงเกิดเป็นแรงแห่งความเชื่อ ความศรัทธา ที่ทำให้พระนางจิรประภามหาเทวีเป็นหนึ่งในเทพีที่ถูกยกให้เป็นที่พึ่งด้านความรัก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ความเชื่อ ความศรัทธานี้มิได้เกิดขึ้นมาอย่างเลื่อนลอย หากแต่มีรากฐานจากเรื่องราวความรักของพระองค์ที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์และถ่ายทอดสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ในทางประวัติศาสตร์นั้น กรมศิลปากร ระบุว่า พระนางจิรประภามหาเทวีทรงเป็นพระมเหสีของพระเมืองเกษเกล้า และเป็นพระมารดาของท้าวซายคำ รวมถึงพระนางยอดคำทิพย์ อัครมเหสีของพระเจ้าโพธิสารราชแห่งล้านช้าง ผู้เป็นพระมารดาของพระไชยเชษฐาธิราช ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติและบทบาททางการเมืองดังกล่าว ทำให้พระองค์เป็นศูนย์กลางเครือข่ายอำนาจในภูมิภาคล้านนาและล้านช้าง ภายหลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ บ้านเมืองไร้ผู้นำ ขุนนางจึงอัญเชิญพระองค์ขึ้นครองราชย์ชั่วคราว นับเป็นกษัตรีย์พระองค์แรกแห่งราชวงศ์มังราย ศาสตราจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล วิเคราะห์ไว้ในหนังสือ ขัติยานีศรีล้านนา ว่า พระองค์ทรงมีความพร้อมทางการเมืองสูง จากประสบการณ์ในฐานะพระมเหสีและพระมารดาของกษัตริย์ จึงสั่งสมความเข้าใจในโครงสร้างอำนาจและกลไกการปกครองมาอย่างยาวนาน ช่วงที่ทรงครองราชย์ กองทัพสมเด็จพระไชยราชาธิราชแห่งกรุงศรีอยุธยายกทัพมาตีเชียงใหม่ แต่เนื่องจากบ้านเมืองไม่พร้อมรับศึก พระองค์จึงส่งบรรณาการแทนการสู้รบ ซึ่งได้รับการยอมรับเป็นไมตรี อีกทั้งยังเชิญทำบุญอุทิศแก่พระเมืองเกษเกล้า ณ วัดโลกโมฬี ต่อมาทรงสละราชบัลลังก์ถวายแก่พระไชยเชษฐาธิราช พระราชนัดดา ส่วนทางด้านพระครูไพบูลย์เจติยานุรักษ์ เจ้าอาวสวัดโลกโมฬี กล่าวถึงประวัติของพระนางจิรประภามหาเทวีตรงกันกับกรมศิลปากร แต่มีการกล่าวถึงประวัติความเป็นมาตามพงศาวดารเพิ่มเติมไว้ว่า หลังพระเมืองเกษเกล้าถูกลอบปลงพระชนม์ พระนางจิรประภามหาเทวี จึงได้ขึ้นครองราชย์แทน […]

“วัดหมื่นเงินกอง” วัดชื่องาม นามมงคล เสริมโชคลาภการเงิน

ภายในเขตคูเมืองเชียงใหม่ที่ขึ้นชื่อเรื่องวัดที่มีอยูจำนวนมากให้กราบไหว้ขอพร แต่ใครจะรู้ว่านอกจากจำนวนวัดที่มากแล้วยังมีวัดที่ชื่อมีความหมายดีเหมาะแก่การกราบไหว้ขอพร อย่างวัดที่แค่เห็นชื่อก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าวัดแห่งนี้เด่นในด้านใดอย่าง “วัดหมื่นเงินกอง” แค่เห็นชื่อวัดก็รู้ได้ทันที่ว่าชื่อนี้มงคล วัดหมื่นเงินกองเป็นหนึ่งวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ ปรากฏในเอกสารโบราณว่าวัดแห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาหรือในบางฉบับชื่อของวัดแห่งนี้ได้ไปปรากฏในสมัยพระเจ้าติโลกราช ราว 500-600 ปี ปัจจุบันได้รับการปฏิสังขรณ์ให้คงรูปแบบและลวดลายประดับตามแบบดั้งเดิม คือ อาคารพื้นเมืองล้านนาที่มีโครงสร้างของหลังคาแบบลดชั้นและชายคาแบบปีกนก หน้าจั่วหลักคาประดับช่อฟ้าแกะสลักรูปเปลวเพลิง ซึ่งต่างจากวัดอื่นที่มักสลักเป็นรูปนาค และเจดีย์ทรงปราสาทยอดระฆังพร้อมสิงห์ประดับมุม ชื่อวัดหมื่อเงินกอง ได้มาจาก ‘หมื่นเงินกอง’ เป็นชื่อของอำมาตย์ทิดเมธังในรัชสมัยพระเจ้ากือนา ท่านได้ไปอาราธนาพระสุมนะเถระชาวเมืองสุโขทัยให้มาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในนครพิงค์เมื่อ พ.ศ. 1913 และได้สร้างวัดแห่งนี้ขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์บรรดาศักดิ์ที่ท่านได้รับจึงเป็นที่มาของวัดหมื่นเงินกองแห่งนี้ วัดหมื่นเงินกองขึ้นชื่อความมงคลเรื่องเงินทอง ผู้คนนิยมมากราบไหว้ขอพรให้มีเงินทองไหลมาเทมาเป็นหมื่นกองตามชื่อวัด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเสริมสิริมงคลเรื่องเงิน การทำมาค้าขาย ความมั่นคงในชีวิต เวลาเปิด-ปิด: 08.00-17.00 น.ที่อยู่: วัดหมื่นเงินกอง 30  ถ.สามล้าน ต.พระสิงห์ อ.เมือง จ.เชียงใหม่  https://goo.gl/maps/YdU1hmNfmP3c8P2MA

ตำนานกระซิบรักบันลือโลก ประวัติศาสตร์ความรักผ่านจิตรกรรม “ปู่ม่าน ย่าม่าน”

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์เวียนมาถึง กลิ่นอายของวันวาเลนไทน์หรือวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ก็เริ่มอบอวลไปทั่ว สำหรับในประเทศไทยหากจะนึกถึงสัญลักษณ์ของความรักที่มีความเป็นอมตะและเปี่ยมด้วยมนต์ขลังทางประวัติศาสตร์ หนึ่งในนั่นคงเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่จังหวัดน่าน ซึ่งดึงดูดให้ผู้คนเดินทางไปสัมผัสบรรยากาศแห่งการบอกรักที่สืบทอดมานับร้อยปี ณ วัดภูมินทร์ ใจกลางเมืองน่าน “ปู่ม่าน ย่าม่าน”  ภาพที่มีชื่อเสียงที่สุดในวัดภูมินทร์ภาพ หรือที่รู้จักในชื่อ “กระซิบรักบันลือโลก” ซึ่งสันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2410-2417 ระหว่างการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัย เจ้าอนันตวรฤทธิเดช โดยจากฝีมืออของศิลปินชาวไทยลื้อชื่อ หนานบัวผัน ผู้ฝากผลงานจิตรกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ไว้บนผนังวิหารจัตุรมุขแห่งนี้ โดยภาพปู่ม่าน ย่าม่าน เสน่ห์ของภาพอยู่ตรงที่กิริยาอาการของชายหญิงชาวพม่าหรือที่เรียกว่าม่าน ที่กำลังกระซิบกระซาบกัน ในด้านการแต่งกายฝ่ายหญิงจะแต่งกายด้วยเสื้อปั๊ดและนุ่งซิ่งลุนตยาของพม่า พร้อมใส่ลานหูแสดงฐานะทางสังคม ส่วนฝ่ายชายจะโชว์รอยสักสีแดงและสีดำตั้งแต่เอวถึงหัวเข่าที่เรียกว่านุ่งผ้าต้อย หรือนุ่งเก็นม่าน เพื่อแสดงความกล้าหาญและความเป็นชายในสังคมสมัยนั้น ไฮไลต์สำคัญที่ทำให้ภาพนี้ตราตรึงใจคือบทพรรณนารักอันลึกซึ้ง ซึ่งมีที่มาจากโวหารคำเจรจาของหนุ่มสาว หรือ “คำอู้บ่าว อู้สาว” ที่ว่า “คำฮักน้องกูปี้จักเอาไว้ในน้ำก็กลัวหนาว จักเอาไว้พื้นอากาศกลางหาว ก็กลัวหมอกเหมยซอนดาวลงมาคะลุม จักเอาไปใส่ในวังข่วงคุ้ม ก็กลัวเจ้าปะใส่แล้วลู่เอาไป ก็เลยเอาไว้ในอกในใจตัวชายปี้นี้ จักหื้อมันไห้อะฮิอะฮี้ ยามปี้นอนสะดุ้งตื่นเววา” คำกลอนนี้แปลความหมายได้ว่า ความรักของพี่ที่มีต่อน้องนั้น หากจะฝากไว้ในน้ำก็กลัวน้องจะเหน็บหนาว หากจะฝากไว้ในกลางท้องฟ้าก็กลัวเมฆหมอกมาปกคลุม ครั้นจะเอาไปฝากไว้ในวังคุมเจ้าหลวง ก็กลัวเจ้านายมาพบและชิงเอาไป สุดท้ายจึงเก็บรักนี้เอาไว้ในอกในใจของพี่เพียงผู้เดียว เพื่อให้มันร้องไห้กระซิกกระซี้ถึงน้องไม่ว่าจะยามหลับหรือสะดุ้งตื่นก็ตาม บทประพันธ์นี้ในอดีตชายหนุ่มมักจะขับขานด้วยลีลาที่เรียกว่า […]

“ฟ้อนเมือง” ศิลปะการร่ายรำ มรดกทางวัฒนธรรมแห่งล้านนา

ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเมือง หรือ ฟ้อนแห่ครัวทาน เป็นฟ้อนประจำท้องถิ่นหรือฟ้อนพื้นบ้านอันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของชาวล้านนามาช้านาน โดยมีกระบวนท่ารำที่ประนีต งดงาม อ่อนช้อย ประกอบกับการแต่งกายที่สวยสดงดงาม สะท้อนถึงประเพณีวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าที่แฝงไปด้วยจิตวิญญาณของชาวล้านนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ฟ้อนเล็บ เดิมนิยมเรียกว่า “ฟ้อนเมือง” หรือ “ฟ้อนแห่ครัวทาน” จะเรียกตามโอกาสที่ได้แสดงในงานต่างๆ เป็นฟ้อนที่แสดงความเป็นเอกลักษณ์ของ “คนเมือง” หรือคนล้านนาที่มีเชื้อสายไทยวน มักปรากฏในขบวนแห่ครัวทานของวัดเพื่อเฉลิมฉลองงานบุญหรืองานปอยที่ชาวล้านนาได้สร้างหรือบูรณะสิ่งต่างๆ ในวัดวาอาราม ในช่วงแรกเริ่มนั้นจะไม่มีการสวมใส่เล็บ จนกระทั่งในเวลาต่อมาได้มีการปรับเปลี่ยนให้สวมเล็บที่ทำด้วยทองเหลืองทั้ง ๘ นิ้ว ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ จึงเรียกกันว่า “ฟ้อนเล็บ” มีรูปแบบกระบวนท่ารำและลีลาท่าฟ้อนไม่มีกำหนดตายตัวและเป็นมาตรฐาน จึงทำให้การฟ้อนอาจคล้ายคลึงหรือต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขึ้นอยู่การถ่ายทอดฝึกซ้อมของแม่ครูแต่ละท่าน ในเวลาต่อมาเมื่อพระราชชายา เจ้าดารารัศมี ได้กลับมาประทับที่เชียงใหม่เป็นการถาวร ทรงเห็นว่าศิลปะการฟ้อนเมือง หรือฟ้อนเล็บของล้านนาไม่มีแบบแผนที่ชัดเจนแน่นอน จึงให้เสาะหาแม่ครูฟ้อนที่มีชื่อเสียงหลายท่านมาฟ้อนร่วมกัน และได้ทรงปรับปรุงกระบวนท่าฟ้อนให้สวยงามอ่อนช้อยงดงาม จากนั้นจัดให้มีการฝึกบรรดาลูกหลานเจ้านายฝ่ายเหนือและลูกหลานข้าราชบริพารให้เป็นช่างฟ้อนในคุ้มหลวง นำออกแสดงในงานปอยต่างๆที่เจ้านายฝ่ายเหนือทรงเป็นผู้อุปถัมภ์ เมื่อชาวบ้านได้เห็นการฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวงที่มีลีลางดงามเป็นแบบแผน จึงเกิดการเลียนแบบกระบวนท่าฟ้อนของช่างฟ้อนคุ้มหลวง รวมทั้งเรียกชื่อท่าฟ้อนตาม นางรำหรือคนฟ้อน จะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมกระดุมปั๊ม แขนกระบอกความยาวเท่าข้อมือตัดแบบแยกชิ้น สีของชุดช่างฟ้อนแล้วแต่ละกลุ่มแต่ละวัดจะกำหนด สวมใส่เข้ากับซิ่นลายขว้าง ต่อตีนต่อเอว และสวมใส่สไบจากผ้าฝ้ายทอหรือผ้าทอตามท้องถิ่น ใช้ความยาวไม่เกินข้อพับเข่า พาดบ่าซ้าย นางรำหรือคนฟ้อนจะต้องเกล้าผมมวยและทัดดอกไม้ประดับผมด้านซ้าย โดยใช้ดอกไม้พื้นบ้าน เช่น […]

ตานก๋วยสลาก ประเพณีแห่งการแบ่งปันและพลังศรัทธาสามัคคี

สลากภัต หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “ตานก๋วยสลาก” คือประเพณีการถวายภัตตาหารและเครื่องไทยธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์โดยไม่ได้เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง คำว่า “สลากภัต” มาจากคำว่า “สลาก” หมายถึงเครื่องหมายกำหนดเสี่ยงโชค และ “ภัต” หมายถึงอาหาร รวมกันจึงหมายถึงอาหารที่ถวายตามสลาก โดยพระภิกษุจะได้รับของถวายผ่านการจับสลากที่ทายกหรือทายิกาปักไว้ ซึ่งถือเป็นกุศโลบายในการฝึกจิตใจให้บริสุทธิ์ ขจัดความลำเอียงหรืออคติ และเป็นการบำเพ็ญบุญกิริยาเพื่อทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้คงอยู่ต่อไป ต้นกำเนิดของประเพณีนี้มีปรากฏขึ้นในพระไตรปิฎก โดยเชื่อว่าเกิดขึ้นครั้งแรกหลังจากนางกาลียักษิณีที่เลิกจองเวรและหันมานับถือศีล 5 ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า นางได้ใช้ความสามารถในการพยากรณ์ดินฟ้าอากาศช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนมีฐานะมั่นคง เมื่อชาวบ้านนำสิ่งของมาตอบแทนนางจึงนำของเหล่านั้นมาจัดทำเป็นสลากภัตให้พระสงฆ์จับสลากรับถวาย นอกจากนี้พระพุทธเจ้ายังทรงได้ทรงอนุญาตสลากภัตเป็น 1 ใน 7 อย่างที่พระสงฆ์พึงรับได้ในช่วงที่บ้านเมืองเกิดความยากลำบากหรือข้าวยากหมากแพง เพื่อให้พุทธบริษัทได้ทำบุญบุญอย่างทั่วถึง ในล้านนาประเพณีนี้มักจัดขึ้นในช่วงเข้าพรรษา ตั้งแต่วันขึ้น 14 ค่ำ เดือน12 เหนือ หรือประมาณเดือนกันยายน ไปจนถึงเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างเว้นจากการทำนาและผลผลิตทางการเกษตรเริ่มออกดอกออกผล การทำบุญในช่วงนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษและพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ล่วงลับ รวมถึงเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที โดยในอดีตมักจะเริ่มจัดที่วัดสำคัญก่อน อย่างเชียงใหม่ก็จะจัดที่วัดเชียงมั่นก่อน ก่อนที่วัดในชุมชนจะจัดตามลำดับ กระบวนการเตรียมงานจะเริ่มจาก วันดา หรือวันสุกดิบ ซึ่งเป็นวันที่ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันจัดเตรียมสิ่งของ โดยฝ่ายชายจะรับหน้าที่สานก๋วยหรือตะกร้าไม้ไผ่ที่มีรูปทรงหลากหลาย ทั้งสลากน้อย สลากก๋วยใหญ่ และสลากต้น ส่วนฝ่ายหญิง จะเตรียมเครื่องไทยธรรม เช่น อาหารแห้ง […]

“กาดกองต้า” ตลาดเก่าร้อยปีเมืองลำปาง

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของ “กาดกองต้า” ตลาดเก่าร้อยปีเมืองลำปาง ชุมชนการค้าทางเรือที่มีความสำคัญในอดีตของลำปาง ได้แก่ ชุนชนการค้าบริเวณย่านตลาดจีนเก่า หรือ “กาดกองต้า” ซึ่งตั้งอยู่บนถนนตลาดเก่าริมฝั่งแม่น้ำวัง เคยเป็นตลาดขายสินค้าที่มีความเจริญรุ่งเรือง และมีความคึกคักมากที่สุดในยุคของเจ้านรนันชัยชวลิต เจ้าผู้ครองนครลำปาง ระหว่างปี พ.ศ.2430 – 2440 ความสำคัญของกาดกองต้า นอกจากเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าแล้ว ในอดีตที่แห่งนี้ยังเป็นท่าสำหรับล่องไม้สักลงไปขายที่จังหวัดนครสรรค์อีกด้วย กลุ่มคนที่เข้ามาทำธุรกิจการทำไม้และค้าขายในสมัยนั้น ได้แก่ ชาวอังกฤษ พม่า อินเดีย และชาวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีจำนวนมากที่สุด จนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ของที่นี่ ชาวบ้านจึงนิยมเรียกว่า “ตลาดจีน” และเนื่องจากบริเวณย่านนี้มีคนหลากหลายเชื้อชาติอาศัยอยู่ อาคารบ้านเรือนที่ปลูกจึงมีสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกัน ระหว่างยุโรป พม่า จีน ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดลำปางที่มีมานานกว่า 100 ปี ในด้านการค้าเมืองลำปาง อาจเรียกได้ว่า เป็นเมืองแห่งศูนย์กลางการค้า อันดับ 2 รองจากเชียงใหม่ เพราะนับตั้งแต่อดีตก่อนที่จะมีการสร้างทางรถไฟสินค้าต่างๆ ที่มาจากทางเรือจะมาขึ้นท่าที่จังหวัดลำปาง ก่อนที่จะขนถ่ายโดยใช้วัวเทียมไปตามหัวเมืองต่างๆ เช่น เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ น่าน สินค้าทางเรือที่เดินทางมาจากกรุงเทพบนเส้นทางแม่น้ำวัง จากทางใต้ได้แก่ […]

(มีคลิป) ”วัดแม่แก้ดน้อย” จัดขบวนแห่วันปล่อยผี 12 เป็ง

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2565 ที่วัดศรีดอนชัยป่าตึงงาม หรือ “วัดแม่แก้ดน้อย “ต.ป่าไผ่ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ จัดขบวนแห่ผีนานาชนิด รวมทั้งขบวนจำลองนรกและสวรรค์ โดยที่เด็กนักเรียน และนักศึกษา พร้อมทั้งชาวบ้านในชุมชนแต่งหน้าและแต่งกายอย่างสมจริง เพื่อร่วมขบวนแห่ดังกล่าว ซึ่งเป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของการจัดงาน “วันปล่อยผี ประเพณีเดือนสิบสองเป็ง” ประจำปี 2565 ซึ่งทางวัดร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่,องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น,มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และชุมชน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-10 ก.ย.65 เพื่อสืบสานประเพณีความเชื่อและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยขบวนแห่นี้สร้างสีสันและความตื่นตาตื่นใจให้ผู้ที่รอชมเป็นอย่างมาก โดยพระครูวิสาลจริยคุณ เจ้าอาวาสวัดศรีดอนชัยป่าตึงงาม เปิดเผยว่า การจัดงานวันปล่อยผีประเพณีเดือนสิบสองเป็งนั้น จัดขึ้นเพื่อเป็นการฟื้นฟู และอนุรักษ์ศิลปะล้านนาไทย ซึ่งเป็นประเพณีที่ชาวล้านนาปฏิบัติกันมาหลายชั่วอายุคน ด้วยความเชื่อว่าในวันเพ็ญเดือนสิบสองตามปฏิทินล้านนา โลกของนรกภูมิจะมีการปลดปล่อยเหล่าวิญญาณ ผีเปรตต่างๆ เพื่อมาขอรับส่วนบุญส่วนกุศล จากญาติพี่น้อง ที่จะอุทิศส่วนกุศลไปให้ ซึ่งปีนี้ตรงกับวันที่ 10 ก.ย.65 โดยขบวนแห่วันปล่อยผีที่มีการจำลองนรกนั้น มุ่งแสดงให้เห็นถึงความทุกข์ทรมานในขุมนรกสำหรับผู้กระทำความชั่ว เพื่อเป็นการเตือนใจผู้คนให้กระทำแต่ความดี ซึ่งขบวนแห่นี้ปกติทางวัดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเริ่มครั้งแรกเมื่อปี 2559 แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการงดไปเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 และเพิ่งกลับมาจัดอีกครั้งในปีนี้ ทั้งนี้นอกจากขบวนแห่แล้ว ในงานยังมีการจัดกิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมล้านนา […]

(มีคลิป) คเณศวิสารจันพิธีอัญเชิญ เสด็จกลับเขาไกรลาศ

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำบรรยากาศวันคเณศวิสารจันพิธีอัญเชิญ องค์พระพิฆเนศลงแม่น้ำปิง เสด็จกลับเขาไกรลาศ 9 กันยายน 2565 พิธีอัญเชิญองค์พระพิฆเณศ เพื่อขึ้นรถขบวนแห่ โดยเริ่มต้นขบวนที่ถนนด้านหน้า โอลด์ เชียงใหม่ ศูนยวัฒนธรรมเชียงใหม่ ไปบน ถนนทิพยเนตรถึงที่หมาย สวนสาธารณะหน้าโบสถ์คริสตจักรที่หนึ่งเชียงใหม่ ริมแม่น้ำปัง พร้อมการแสดงฟ้อนรำต้อนรับองคพระคเณศทำพิธีพราหมณในพิธี ท่องมนต์สุดท้ายของเทศกาล คเณศจตุรถี อัญเชิญองค์พระคเณศดินปั้น ลงจากรถขบวนแห่ เพื่ออัญเชิญลงแม่น้ำปิง ให้องคพระคณศละลายลงในแม่น้ำ ระหว่างทางจะมีการโปรยดอกไม้ เปรียบดั่งการส่งองค์พระคเณศ กลับสู่เขาไกรลาส เป็นอันสิ้นสุดพิธีและงานเทศกาลบูชาครูแห่งศาสตร์และศิลป์ประจำปีของจังหวัดเชียงเชียงใหม่ เทศกาล “คเณศจตุรถี” ประจำปี 2565

พิธีอัญเชิญพระพิฆเนศ เสด็จกลับเขาไกรลาส

9 กันยายน พิธีอัญเชิญพระพิฆเนศเสด็จกลับเขาไกรลาส ในงานเทศกาลบูชาครูแห่งศาสตร์​และศิลป์ประจำปี ของเชียงใหม่​ “คเณศจตุร​ถี​” ขบวนรอบเมืองเชียงใหม่ “คเณศจตุรถี” เทศกาลบูชาครูแห่งศาสตร์​ และศิลป์ประจำปีของเชียงใหม่ Chiang Mai Ganesa Chaturthi Festival” ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม -วันที่ 9 กันยายน 2565 เพื่อบูชาครูแห่งศาสตร์และศิลป์ ตามหลักความเชื่อดั้งเดิม เพื่อเฉลิมฉลองวันประสูติของ “องค์พระคเนศ” หรือ “องค์พระพิฆเนศ” เทพแห่งการเริ่มต้น และความรุ่งโรจน์ พระคเนศเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีว่า พระองค์เป็นเทพแห่งการเริ่มต้น และความรุ่งโรจน์ โดยในวันที่ 9 กันยายน 10:00 น. – 15:00 น.จะมีพิธีอัญเชิญพระพิฆเนศเสด็จกลับเขาไกรลาส เริ่มด้วยการตั้งขบวนแห่จากศูนย์วัฒนธรรมเชียงใหม่ ผ่านประตูเชียงใหม่ ประตูท่าแพ ถนนช้างม่อย ตลาดวโรรส ตลาดดอกไม้ สะพานนวรัฐ และสิ้นสุดที่สวนสาธารณะ สสส. หน้าโบสถ์คริสตจักรที่หนึ่งเชียงใหม่ ถนนเจริญราษฏร์ พิธีละลายองค์ดินปั้นลงสู่แม่น้ำปิง เป็นการสิ้นสุดเทศกาลประจำปีนี้

โคมแสนดวง 2565

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ขอนำเสนอ งานเทศกาลโคมแสนดวงที่เมือง หละปูน ประจำปี 2565 ซึ่งจัดอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี สร้างรายได้ให้คนในชุมชน ปี 2565 นี้ มีกำหนดจัดขึ้นวันที่ 25 กันยายน 2565 – 8 พฤศจิกายน 2565 ที่ วัดพระธาตุหริภุญชัยวรมหาวิหาร อ.เมือง จ.ลำพูน ที่มา ททท.

บนบานไล่ฝนฟ้า คติความเชื่อคนล้านนา

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ขอนำเสนอเรื่องราวของคนล้านนา ที่ทำพิธีบนบานไล่ฝน หลายครั้งที่มีพิธี หรืองานใหญ่ๆ หลายพื้นที่ฝนตกแต่ บริเวณจัดงานฝนไม่ตกหรือ เมฆฝนข้ามไป เหมือนเทวดาฟ้าดินช่วยบังฝน ซึ่งคนล้านนาเชื่อว่า มีการบนบานขอไม่ให้ฝนตก คติชนใน วัฒนธรรมไทย จะมีความเชื่อที่มีต่อธรรมชาติ ตั้งแต่การเคารพธรรมชาติ และวอนขอให้ธรรมชาติเป็นไปตามที่ปรารถนา มีการสวดมนต์และทำพิธีกรรมเพื่ออ้อนวอนธรรมชาติ เพื่อขอให้เป็นไปตามความต้องการของมนุษย์ เช่น ในฤดูแล้งฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ก็มีการขอฝน มีพระพุทธรูปปางขอฝน มีการสวดขอฝน ตรงข้ามกัน  ถ้าฝนตกมากเหินไป ก็มีการห้ามฝน ในแต่ละถิ่นฐานมีวิธีการ ห้ามฝน ห้ามลม แตกต่างกัน ขอบอกไว้ก่อนนี่คือความเชื่อตามวิถีวัฒนธรรม ที่คนโบราณเขาปฎิบัติ ที่เรารวบรวมมาไว้ แต่จะทำแล้วผลเป็นอย่างไรนั้นคงต้องดูว่าประกอบพิธีได้ตามที่บรรพชน ท่านบันทึกไว้หรือไม่ อย่างไร                    ในคติของ คนล้านนา เวลาที่ฝนตกมากๆ จะมีวิธี ขัดลม หรือ แทงลม โดยใช้มีดครู หรือมีดหมอที่ลงคาถา ไปเสียบไว้ที่ฝาเรือน บางทีก็เอาไปเสียบไว้ที่หน้าต่าง หรือทางที่ลมพัดเข้าในเรือน ด้วยความเชื่อที่ว่า คมมีดที่มีความแหลมคม จะเสียดแทงลมและฝนที่กระทำต่อเรือนไม่ให้เข้ามา                       วิธีต่อ มาใช้การนำกระเบื้องดินเผาที่เป็นเศษจานชามที่แตกหรือเอามาทุบ เขียนยันต์ใส่บนกระเบื้อง แล้วเผาด้วยไฟแรงขนาดที่กระเบื้องแดงติดไฟ แล้วสวดไล่ฝนไปด้วย การบริกรรมก็สวดๆ ไปจนฝนหยุด เคล็ดลับของวิธีนี้คือ คนทำพิธี ห้ามอาบน้ำสวดไปเอามืออังเตาไปด้วย                              […]

โบราณสถานอันเก่าแก่ ในลำปาง

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา  นำเสนอเรื่องราวความเก่าแก่ ของจังหวัดลำปางได้ชื่อว่ามีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัดพระธาตุลำปางหลวง โบราณสถานอันเก่าแก่ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งพระนางจามเทวี นอกจากนี้ยังมีวัดสำคัญที่รวบรวมเอาศิลปกรรมความงามของกลุ่มชนต่าง ๆไว้มากมาย โดยเฉพาะศิลปกรรมแบบพม่าที่เข้ามามีอิทธิพลต่อพุทธศาสนาในเมืองลำปางสมัยหนึ่งวัดพม่าที่ปรากฏอยู่ในลำปาง สร้างขึ้นโดยชาวพม่าที่เข้ามาทำไม้สักในภาคเหนือเมื่อราวร้อยกว่าปีก่อน แต่เดิมคนไทยในสมัยนั้นยังไม่มีความชำนาญในการทำไม้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ ดังนั้นรัฐบาลจึงจำเป็นต้องว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทำไม้จากต่างประเทศเข้ามาเป็นผู้ดูแลและดำเนินกิจการ ชาวต่างประเทศที่มีความเชี่ยวชาญในการทำป่าไม้ที่สุดในเวลานั้นได้แก่ชาวอังกฤษ เพราะเดินทางเข้ามาทำไม้ในประเทศพม่าเป็นเวลานานแล้วชาวอังกฤษที่รัฐบาลไทยจ้างมาเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทำป่าไม้ ชื่อนาย เอช.สเลด ซึ่งเคยทำไม้อยู่ในพม่ามาก่อน เมื่อได้รับการว่าจ้างให้มาดำเนินงานป่าไม้ในเมืองไทย นาย เอช.สเลด ก็ได้นำลูกน้องชาวพม่าที่มีความชำนาญในการทำป่าไม้และค้าไม้เข้ามาช่วยงานด้วย สมัยนั้นการเดินทางจากเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศพม่ามายังเมืองลำปางเป็นไปด้วยความลำบาก นายเอช.สเลด และคณะจะต้องนั่งรถไฟจากเมืองมัณฑะเลย์ไปยังเมืองย่างกุ้ง จากนั้นก็นั่งรถยนต์ต่อมายังเมืองมะละแหม่ง ว่าจ้างเรือข้ามแม่น้ำเมยมาขึ้นที่เมืองตาก จากนั้นจึงเดินทางตัดป่าฝ่าดงมายังเมืองลำปาง หลังจากคณะของนายเอช.สเลด เข้ามาทำไม้ในเมืองลำปางได้ระยะหนึ่ง ข่าวความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้สักในไทยก็แพร่สะพัดออกไป ทำให้มีชาวพม่าเดินทางมาทำไม้ในเมืองไทยเพิ่มมากขึ้นเป็นจำนวนมากการทำไม้ในสมัยนั้นนอกจากสร้างเงินทองให้แผ่นดินมากมายมหาศาลแล้ว ยังสร้างความร่ำรวยให้ชาวอังกฤษและพม่าที่เข้ามาทำป่าไม้ด้วย ดังนั้นจึงมีเศรษฐีชาวพม่าเกิดขึ้นหลายคนเศรษฐีพม่าเหล่านั้นส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ จึงมีศรัทธาแรงกล้าในเรื่องการสร้างบุญสร้างกุศล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างวัดวาอารามซึ่งชาวพุทธทั่วไปถือว่าได้บุญกุศลมาก บวกเข้ากับความเชื่อในเรื่องผีสางนางไม้ที่สถิตย์อยู่ตามต้นไม้ใหญ่ในป่า ซึ่งพวกเขาต้องเข้าไปตัดโค่นทำลายลงทุกวันจึงทำให้บรรดาชาวพม่าเหล่านั้นมีความประสงค์จะสร้างอารามขึ้นเพื่อเป็นการไถ่บาป สำหรับผู้ที่ร่ำรวยมาก ๆ ก็สร้างใหม่ทั้งวัดแต่คนที่ไม่ร่ำรวยมากนักก็ซ่อมแซมปฏิสังขรณ์วัดเดิมที่มีอยู่ให้สมบูรณ์ขึ้นเมื่อเดินทางไปยังเมืองลำปาง เราจะพบเห็นวัดที่มีศิลปกรรมแบบพม่าเป็นจำนวนมาก สร้างขึ้นด้วยความสวยงามวิจิตร แสดงถึงความร่ำรวยและมั่งคั่งของผู้สร้าง วัดพม่าที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปได้แก่ วัดพระแก้วดอนเต้า วัดศรีรองเมือง วัดศรีชุม ฯลฯ ศิลปกรรมแบบพม่ามีความโดดเด่นตรงที่หลังคาซ้อนกันหลายชั้นเรียงซ้อนกันขึ้นไป บนยอดของหลังคายังมีฉัตรติดตั้งอยู่ ซึ่งสถาปัตยกรรมพม่าแบบนี้เรียกว่า “ทรงพระยาธาตุ”ความคติความเชื่อในการสร้างอาคารที่มีหลังคาซ้อนกันหลายชั้น […]

วัดที่งดงาม อลังการ ของเชียงใหม่

เที่ยวชมความงดงาม อลังการ “วัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน” อ.แม่แตง เชียงใหม่วัดบ้านเด่น เดิมชื่อวัด “หรีบุญเรือง” สร้างเมื่อ พ.ศ. 2437 บริเวณที่ตั้งเป็นเนินเขาเตี้ยๆ ซึ่งเป็นที่สูงกว่าพื้นที่ในหมู่บ้าน ภายใต้เนินเขามีถ้ำซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ชาวบ้านละแวกนั้นมีความเคารพนับถือจึงเรียกว่า “วัดบ้านเด่น”ครูบาไชยา วัดป่าป้อง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ได้มาเป็นองค์ประธานริเริ่มก่อสร้างวัดบ้านเด่น ได้กราบอาราธนานิมนต์ ครูบาเจ้าเทือง นาถสีโล วัดหัวคง ตำบลขัวมุง อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ มาเป็น ประธานในการก่อสร้างศาสนสถานและศาสนสมบัติทั้งหมดภายในวัดตลอดจนถึงปัจจุบัน วัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน เป็นวัดสวยที่สร้างขึ้นด้วยศิลปล้านนาประยุกต์ ตั้งเด่นบนเนินเตี้ยๆเห็นได้แต่ไกล ภายใต้เนินนั้นเป็นถ้ำศักสิทธิ์ ที่ชาวบ้านนับถือจึงเรียกกันว่า “วักบ้านเด่น” เป็นวัดที่มีความวิจิตรงดงามตระการตาด้วยศิลปสถาปัตยกรรมไทยล้านนา ภายใต้แนวคิดที่ว่าให้เป็นสถานที่พักผ่อนทางจิตใจมากกว่าการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา จึงเป็นธรรมกุศสโลบาย ในการสร้างวัดให้งดงาม เพื่อดึงดูดผู้คนให้เข้าวัด ชมความสวยงามที่แฝงไว้ด้วยคติธรรม เป็นการชักนำชาวโลกยุคนี้ให้ใกล้ชิดศาสนา และซึมซับในคำสอนขององค์พุทธศาสดา พร้อมๆไปกับการเที่ยวชมพุทธสถานแห่งนี้ และยังเป็นสถานที่นมัสการพระธาตุประจำปีเกิดทั้ง 12 ราศี ภายใน วัดบ้านเด่นสะหรีศรีเมืองแกน มี อุโบสถ หอไตร หอกลอง วิหารเสาอินทขิล กุฏิไม้สักทองทรงล้านนา พระวิหาร […]

วัดต้นเกว๋น เชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของ “วัดต้นเกว๋น” ที่สุดความสวยงามและสมบูรณ์ทางสถาปัตยกรรมล้านนา ได้ยกย่องให้กลุ่มสถาปัตยกรรมในวัดต้นเกว๋นแห่งนี้เป็น “อาคารอนุรักษ์ยอดเยี่ยม” “วัดต้นเกว๋น” ตั้งอยู่ที่บ้านต้นเกว๋น ซอย 3 ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ 50230 แทบจะเป็นวัดเดียวในล้านนาก็ว่าได้ ที่มีการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมสมัยเก่าเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ต้นตาลนับสิบต้นเรียงรายอยู่นอกกำแพง ทำให้ดูเคร่งครึมสมกับเป็นวัดเก่าแก่ที่สำคัญ วัดต้นเกว๋น หรือ วัดอินทราวาส สร้างขึ้นในสมัยของพระเจ้ากาวิโรรสสุริยวงศ์เป็นเจ้าผู้ครองเมืองเชียงใหม่ เมื่อประมาณ จ.ศ.1218-1231 หรือ พ.ศ.2399-2412 คำว่า “ต้นแกว๋น” เป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งตามภาษาพื้นเมืองล้านนา ความสวยงามและเก่าแก่กว่าร้อยปีของสถาปัตยกรรมในวัดต้นแกว๋นเรียกได้ว่างดงามไม่แพ้ที่ใด การอนุรักษ์และบูรณะสถาปัตยกรรมได้รับการซ่อมแซมอยู่เสมอ โดยเฉพาะตัววิหารของวัดต้นเกว๋น ยังคงปรากฏลวดลายทางสถาปัตยกรรมที่ชัดเจนมากที่สุดแห่งหนึ่ง วิหารวัดต้นเกว๋นนี้สร้างขึ้นเมื่อ จ.ศ.1220 หรือประมาณปี พ.ศ.2401 ซึ่งได้มีการบันทึกไว้ที่ใต้เพดานด้านเหนือด้วยตัวอักษรไทยวนหรือตัวเมืองล้านนา ในปี พ.ศ.2531 สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ยกย่องให้กลุ่มสถาปัตยกรรมในวัดต้นเกว๋นแห่งนี้เป็น “อาคารอนุรักษ์ยอดเยี่ยม” นับแต่นั้นเป็นต้นมา ชื่อเสียงของวัดต้นเกว๋นกลายเป็นที่รู้กันว่าเป็นวัดที่มีรูปแบบทางศิลปกรรมที่งดงามลงตัวอย่างยิ่ง อ้างอิง เชียงใหม่นิวส์https://twitter.com/chiangmainews/status/1152491535943917568

สถานีรถไฟ เชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา นำเสนอเรื่องราวของ สถานีรถไฟเชียงใหม่ ที่เก่าแก่และอยู่คู่เชียงใหม่ มายาวนาน สถานีรถไฟเชียงใหม่ เป็นสถานีปลายทางของทางรถไฟสายเหนือ ตั้งอยู่ที่ถนนเจริญเมือง ตำบลวัดเกต อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สถานีรถไฟระดับ 1 บนเนื้อที่ทั้งหมด 119 ไร่ ระยะทางจากกรุงเทพถึงสถานีเชียงใหม่ คือ 751 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทาง ประมาณ 11 ถึง 13 ชั่วโมง สถานีรถไฟเชียงใหม่ก่อสร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานแน่ชัด แต่มีหลักฐานถึงผู้ออกแบบซึ่งปรากฏในหนังสือวารสารรถไฟ ปีที่ 12 ฉบับที่ 12 เดือนกุมภาพันธ์ 2511 มีภาพสถานีรถไฟเชียงใหม่เต็ม 2 หน้า และมีคำบรรยายภาพว่า “สถานีเชียงใหม่” คุณถาวร บุณยเกตุ สถานปนิกให้เรียกว่า แบบไทยเหนือ เพื่อรับกับภูมิประเทศและบรรยากาศของภาคเหนือออกแบบโดย ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าโวฒยากร วรวรรณ ในสมัยที่พระองค์ยังทรงเป็น ครฟ.รับราชการในกรมรถไฟเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน (คือเมื่อประมาณ พ.ศ. 2481) […]

น้ำตกวังบัวบาน เชียงใหม่

เชียงใหม่นิวส์ – ร้อยเรื่องเมืองล้านนา ขอนำเสนอเรื่องราวของ น้ำตกอันเงียบสงบและสวยงามกลางป่า เชิงดอยสุเทพ เชียงใหม่ “น้ำตกวังบัวบาน” น้ำตกวังบัวบาน เชียงใหม่ เป็นน้ำตกที่สองจากทางขึ้นดอยปุยถัดจากน้ำตกห้วยแก้ว และสามารถเดินจากน้ำตกห้วยแก้วขึ้นมาน้ำตกวังบัวบานได้ จากน้ำตกวังบัวบานก็จะได้ขึ้นไปผาเงิบได้ มีความสวยงาม เดินทางจากอนุสาวรีย์เชียงใหม่ขึ้นไปไม่ไกล ซึ่งมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงาม เช่น วัดผาลาด ที่จะมีเส้นทางน้ำตกห้วยแก้ว ไหลผ่านน้ำตกวังบัวบานอีกด้วย อ่านตามรอยตำนานรักที่ : น้ำตกวังบัวบาน

(มีคลิป) สัมผัสดอยสกาด ผ่านประเพณีกินสโลด จ.น่าน

ประเพณีตีพิ หรือกินโสลด ตำบลสกาด อำเภอปัว จังหวัดน่าน สัมผัสดอยสกาด ผ่านประเพณีกินสโลด เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2565 ช่วงเช้าๆ ชาวบ้านจะพากันเข้าป่า เพื่อไปตัดไม้ใผ่ เพื่อทำพิ ประกอบในพิธีกรรม ช่วงบ่ายชาวบ้านก็จะทยอยกันเดินมาจากป่าเข้าสู่หมู่บ้าน เพื่อไปยังบ้านจุดหมายที่ใช้ประกอบพิธี ณ ดอยสกาด ต.สกาด อ.ปัว จ.น่าน นายสมเกียรติ อาจสังข์ นายอำเภอปัว ร่วมงานประเพณีกินสโลด หรือตีพิ โดยมีนายหวน รกไพร นายก อบต.สกาด ผู้นำชุมชน กลุ่มพลังมวลชน พร้อมด้วยนักท่องเที่ยว เป็นจำนวนมากที่ขึ้นมาท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ต่างในงานนี้โดยจัดทำขึ้นเพื่อเป็นการเลี้ยงขวัญข้าวเลี้ยงผีประจำหมู่บ้าน ในช่วงหลังการเพาะปลูกพืชไร่ ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ ที่ได้รับฟัง บ้านพิ แบ่งออกเป็น 2 บ้าน บ้านพิจอง คือ บ้านที่พิตกลงมาจากฟ้า ร่วงบนบ้าน จะทำพิกันบนบ้าน บ้านพิหลวง เป็นบ้านที่พิ ร่วงมาจากฟ้าตกถึงพื้นดิน การแห่พิ จะแห่จากบ้านพิจองมาสู่บ้านพิหลวง ระหว่างการแห่ […]

1 23 24 25 26 27 42